xs
xsm
sm
md
lg

สาวน้อย ตอนที่ ๑๓ - ๑๔

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สาวน้อย ตอนที่ ๑๓
ห้องโถงบ้านพระยาธรรมนูญภักดีดูเก่าแก่ มีบรรยากาศของความคงแก่เรียน เคร่งขรึม ไม่หรูหราฟูฟ่า แต่ของตกแต่งทุกอย่างก็ดูปราณีตสง่างาม
บนโต๊ะกินข้าว พระยาธรรมนูญกินอาหารเช้าเสร็จแล้วกำลังพลิกอ่านหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวข่าว “เยอรมันบุกออสเตรีย ฤาชนวนสงครามโลก” ส่วนคุณหญิงมะลิและช่อผกายังกินอาหารอยู่ คุณหญิงมะลิแต่งกายงดงามเกินวัย เสื้อคว้านโชว์อกอวบ ช่อผกาแต่งเครื่องแบบนิสิตจุฬาฯ ซิ่นกรอมเท้าสีน้ำเงิน เสื้อขาว
นิดนั่งกับพื้นรอรับใช้อยู่ ข้าง ๆ นิดคือ ลัดดาต้นห้องของมะลินั่งเชิดหน้าอยู่ ลัดดายังสาวแต่ดูร้ายอย่างเห็นได้ชัด
“คนรับใช้บ้านเราก็แทบจะเดินชนกันตายแล้ว คุณแม่จะจ้างแม่คนใหม่นี่มาอีกทำไมคะ”
นิดหลบตามองพื้น ลัดดาพยักเพยิดอย่างเห็นด้วย คุณหญิงมะลิยิ้มละไม
“แม่นิดกำลังลำบากลูก มีเรื่องร้อนกายร้อนใจ แม่สงสารก็เลยอยากช่วย”
“อุ๊ยตาย ช่อเพิ่งทราบว่า คุณแม่เป็นคนใจบุญสุนทานขนาดนี้”
ช่อผกาจิกกัดแม่ไม่จริงจังนัก มะลิมองค้อนลูก แววร้ายปรากฎขึ้นวูบหนึ่ง
“ความจริงบ่าวบนเรือนนี้ก็มีลัดดาอยู่แล้ว แล้วแม่คนนี้จะทำอะไรละคะ”
ลัดดามองค้อนนิดตาคว่ำบอก
“จริงเจ้าค่ะ”
“นังลัดดานี่ก็ให้จัดการธุระปะปังของแม่ บางทีก็ต้องไปไหนมาไหนกับแม่ด้วย ส่วนแม่นิดก็ให้ดูแลเจ้าคุณพ่อไป”
“อุ๊ยตาย ช่อลืมไปว่าคุณแม่ต้องไปชุมนุมญาติมิตรอยู่บ่อย ๆ”
“แหม นานทีปีหนหรอก”
พระยาธรรมนูญปิดพับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะ
“แม่นิดไปหยิบหนังสือสารานุกรมที่ฉันอ่านค้างไว้มาที”
“เจ้าค่ะ อยู่บนชั้นหรือเจ้าคะ”
“อือ ใช่เล่ม 10 นะแม่นิด”
นิดคลานออกไป
“ยังไงคะ เจ้าคุณพี่ถูกใจไหมคะแม่นิดคนนี้”
“ก็เรียกง่ายใช้คล่องไม่เหมือนอีบางคน”
พระยาธรรมนูญไม่ระบุ แต่ลัดดาสะดุ้งและพยายามคิดว่าไม่ใช่ตน
“นางบางคนใช้อะไรนิดอะไรหน่อยก็หน้างอคอคอด”
ลัดดาหน้าหงิกไปทันที พระยาธรรมนูญเหลือบมอง ลัดดารู้ตัวรีบยิ้ม นิดเข้ามาแล้วคุกคลานมาส่งสารานุกรมภาษาอังกฤษให้ พระยาธรรมนูญรับมา

“ถูกเล่มหรือเปล่า อือ ใช่ เก่งมากแม่นิด”
นิดยิ้มหน้าชื่น ช่อผกาเหลือบมอง
“ต๊าย เอนไซโคลพิเดียหรือคะ...นี่ แกรู้ภาษาฝรั่งด้วยหรือ”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“แล้วแกหยิบมาถูกได้ยังไง”
“ดิฉันจำได้ว่าท่านกำลังอ่านหนังสือชุดนี้อยู่เจ้าค่ะ”
ช่อผกาพลิกดูสันหนังสือ
“ต๊าย ตัวเลขก็เป็นเลขโรมันแล้วแกรู้ได้ยังไงว่าเล่มไหนเล่มสิบ”
“ดิฉันดูเทียบกับตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาเจ้าค่ะ”
ช่อผกาอึ้งแล้วมองค้อน พระยาธรรมนูญหัวเราะ
“เห็นไหม คนฉลาดก็มีไหวพริบแบบนี้ ไม่เหมือนอีบางคนให้ไปหยิบหนังสือบอกมัน ที่ปกเป็นหนังสีดำมัน ๆ เวรกรรมมันดันหยิบเกือกหนังมาให้”
ลัดดาอับอายขายขี้หน้า พระยาธรรมนูญมองนิดอย่างเมตตา มะลิมองอย่างเอ็นดูแต่แววตาผิดปรกติ ช่อผกามีแววหมั่นใส้ นิดก้มหน้ายิ้มนิด ๆ ลัดดาเหลือบดูก็โกรธตาวาว

บริเวณเรือนแถวไม้ยาวเหยียดเป็นที่อยู่สำหรับสาวใช้สาวโสด พวกผู้ชายและที่มีผัวแล้วจะแยกไปอยู่อีกเรือนหนึ่งทางโรงรถ ที่หน้าเรือนไม้มีเรือนครัวใหญ่ หน้าเรือนครัวจะเป็นชานกว้างเป็นแหล่งชุมนุมคนรับใช้ของบ้าน
นางชื่นแม่ครัว วัย ๕๐ ปี ท่าทางใจดีนั่งล้อมวงกินข้าวกับลัดดา เสงี่ยมคนขับรถวัย ๓๐ ปีสามีของลัดดาท่าทางเจ้าชู้ กับถวิลสาวใช้วัย ๓๐ ปีซึ่งเป็นคนซักรีด
“รู้ไหมป้าชื่น คุณหญิงให้เงินเดือนมันตั้งห้าสิบบาท ต้ายมาทำงานปุ๊บ เงินเดือนก็ข้ามหัวฉันไปแล้ว” ลัดดาว่า
“แต่เอ็งน่ะเป็นต้นห้องคุณหญิง ได้เบี้ยบ้ายรายทางอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ นังลัดดา” ชื่นบอก
“อุ๊ย แหม มันจะกี่อัฐฬส (อ่านว่า อัด - รด) กัน”
“แต่เอ็งกับไอ้เหงี่ยมสองคนผัวเมีย เงืนเดือนรวมกันก็เป็นร้อยเป็นชั่ง น้อยซะเมื่อไร”
“มันคงถึงหรอกป้า มีเงินมันก็เอาไปกรอกขวดเหล้าหมด” ลัดดาว่า
“ก็ยังดีกว่าเอ็ง เดี๋ยวซื้อผ้า เดี๋ยวซื้อสร้อย เดี๋ยวซื้อแป้ง ไม่เห็นมันจะสวยขึ้นมาเท่าไร” เงี่ยมบอก
“ไอ้ผัวบ้า”
“ใครอยากทำงานบนเรือนก็ทำไปเถอะ แต่ฉันแค่ซักรีดอยู่ข้างล่างน่ะสบายใจกว่า” ถวิลบอก
“ทำไมยะนังหวิน” ลัดดาถาม
“ท่านเจ้าคุณน่ะยกไว้เถอะท่านใจดี แต่คุณหญิงกับคุณช่อผกาน่ะซี เดี๋ยวอย่างนั้น เดี๋ยวอย่างนี้ เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลงฉันหัวใจจะวายตาย ว้าย”
มีคนเดินมาพอดี กลุ่มคนใช้ที่นินทาเจ้านายพากันสะดุ้งผวากัน หันไปดูชัดๆก็เห็นว่าเป็นนิด
“ดีนะที่เป็นแม่นิด แกนะแกปากไม่มีหูรูด นังหวิน” ชื่นบอก
นิดรู้ว่าบรรดาคนรับใช้กำลังนินทาเจ้านายอยู่ ป้าชื่นตักข้าวใส่จานให้นิด
“เอ้า แม่นิดมากินข้าวลูก”
“จ๊ะ ป้าชื่น”
เสงี่ยมขยับที่ให้นิดนั่งใกล้ ๆ มองนิดตาหวานตามประสาคนเจ้าชู้ นิดนั่งลงเสงี่ยมตักกับข้าวให้
“เอ้า ลองแกงไก่นี่ดูซีจ๊ะ”
“ขอบใจจ๊ะ”
ลัดดามองผัวตาเขียว
“นี่ไอ้เหงี่ยมไม่ต้องกุลีกุจอขนาดนั้นก็ได้ ฉันเป็นเมียมาตักให้ฉันบ้าง”
“ก็เอ็งอิ่มแล้วไม่ใช่หรือจะให้ข้าตักอะไร”
“เอ๊ะ ก็อิ่มแล้วทั้งผัวทั้งเมียไม่ใช่หรือ ไปเตรียมรถเตรียมราให้คุณหญิงไป เอ็งด้วยนังลัดดา เอ็งต้องตามคุณหญิงไปญาติมิตรไม่ใช่หรือ” ชื่นบอก
เสงี่ยมยิ้มกับนิดก่อนจะลุกไปทำหน้าที่ ลัดดามองค้อนนิดแล้วเดินกระทืบเท้าจากไป ถวิลยิ้มกับนิด
“แม่นิดมาก็ดีนะ แต่ก่อนมันหึงฉัน พอแม่นิดมามันก็เปลี่ยนไปหึงแม่นิดแทน” ถวิลว่า
“ยังกะผัวมันรูปงามซะเต็มประดา เอ้า กินเถอะหนู อย่าไปใส่ใจ อีสองผัวเมียนี่เลย” ชื่นบอก
นิดฝืนยิ้มพยายามกลืนข้าวให้ลงคอ

ภายในห้องรับแขกบ้านเนาวรัตน์เวลากลางวัน สุวลีนั่งอยู่บนโซฟา คุณเฟื่องอยู่ทางด้านหลัง พระชาญชลาศัยกับบุญมานั่งบนโซฟายาว เสวกนั่งอยู่ใกล้กับสุวลี
“เราไปหลงเชื่อไอ้นักสืบนั่นเลยไปมะงุมมะงาหลาอยู่ปักษ์ใต้เสียสองอาทิตย์ เสียเวลาจริง ๆ” เสวกว่า
“แล้วนี่เจ้าสรรค์เป็นอย่างไรบ้างครับ คุณอา” บุญมาถาม
“หมอบอกว่าปลอดภัยดีทุกอย่าง แต่ความทรงจำช่วงความจำเสื่อมนั้นหายไปหมด”
“ยังไงนะครับ”
“สรรค์ฟื้นขึ้นมา คิดว่าเพิ่งผ่านวันหมั้นไปไม่กี่วัน นี่มันยังเข้าใจว่าหมอผ่าตัดมันเพื่อรักษาแผลที่โดนตีหัวตอนโดนปล้น”
บุญมากับเสวกงงเล็กน้อย
“แล้วทำไมถึงไม่บอกความจริงมันละครับ”
“เจ้าสรรค์มันไม่ใช่คนขวัญอ่อน มันน่าจะรับความจริงได้” เสวกว่า
“เพราะว่าเรื่องที่สีชังนั่น สรรค์ไม่ควรจะรู้น่ะซีคะ”
“ทำไมหรือครับ ที่สีชังมีอะไร” บุญมาถาม
“นั่นซีคุณน้อง เกิดอะไรขึ้นที่สีชัง”
สุวลีมองหน้าพระชาญชลาศัยที่พยักหน้ารับ สุวลีพูดช้า ๆ อย่างไม่มีพิรุธใด ๆ แม้แต่น้อย
“ตอนที่สรรค์ไปถึงสีชัง สรรค์เกือบจมน้ำตายแต่มีคนช่วยไว้”
เสวก บุญมานิ่งฟังอยู่ พระชาญชลาศัยมีแววคล้ายละอายบนสีหน้า
“ใครหรือครับ”
“คนที่ช่วยสรรค์ไว้เป็นพวกโจรกลุ่มหนึ่งบนเกาะนั้น พวกมันเอาสรรค์เป็นพวก พาสรรค์ไปร่วมปล้นก่อคดีอยู่หลายครั้ง”
“ตายละวา” บุญมาอุทาน
“คงไม่ถึงกับไปฆ่าใครเข้านะคุณน้อง”
คุณเฟื่องยิ้มนิด ๆ สุวลีถอนหายใจ
“สุก็หวังว่าอย่างงั้นค่ะ คุณพี่กับคุณบุญมาคงจะเห็นด้วยว่าเราจะให้สรรค์ รู้เรื่องสีชังไม่ได้เด็ดขาด”
เสวกพยักหน้า
“ถ้าอย่างงั้น...แล้วเราจะบอกสรรค์ว่ากระไรครับ”

ภายในห้องคนไข้ สรรค์นั่งเอนพิงพนักเตียง สุวลีนั่งบนเตียงคนไข้กุมมือสรรค์ไว้ พระชาญและคุณเฟื่องนั่งอยู่บนโซฟา เสวกเเละบุญมาอยู่ที่ปลายเตียง สุวลีเล่าเรื่องเท็จบอกสรรค์ถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

เทอเรชบ้านเนาวรัตน์ในเวลากลางคืน สรรค์เลือดไหลจากศีรษะมาอาบเสื้อเดินเซซังมาบนเทอเรชและล้มลง สุวลีในชุดเสื้อคลุมนอนยาวงดงามผวามาประคองไว้
“หลังจากคุณถูกปล้นชิงรถ คุณเดินเซซังเลือดท่วมตัวจนมาเจอสุ”
สรรค์นั่งอึ้งขมวดคิ้วพยายามนึก สุวลีน้ำตาเอ่อ
“เมื่อคุณฟื้นขึ้น คุณก็จำทุกอย่างไม่ได้ คุณหมอบอกว่าคุณความจำเสื่อมชั่วคราวให้พาคุณไปพักฟื้นในที่ ๆ ไม่มีใครรบกวน”

ภายในบ้านสวนของคุณหญิงบัวผันมีเรือนไทยหลายหลังซึ่งอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ศาลาริมน้ำ สรรค์นั่งพิงเสาเหม่อลอย สุวลีคอยดูแล ป้อนอาหารอยู่ใกล้ ๆ
“สุกับคุณอาจึงพาคุณไปที่บ้านสวนของคุณแม่สุ”
สรรค์มองสุวลีอย่างซาบซึ้งพลางบีบมือ สุวลียิ้มให้
“คุณหมอแนะนำให้คุณออกกำลังกาย คุณก็เลยทำสวน ขุดดิน จนเนื้อตัวดำเกรียม มือไม้แตกไปหมด”

ที่สวนของบ้านสวน สรรค์ถือจอบขุดดินอยู่ท่ามกลางแดดจ้า เนื้อตัวดำมันเลื่อมไปด้วยเหงื่อ
สรรค์แบทั้ง 2 ข้างขึ้นดูแล้วคล้อยตาม สุวลีเอามือสรรค์มากุมไว้
ศาลาท่าน้ำบ้านสวน สุวลีสีหน้าเป็นทุกข์เอายาลูบใส่ทามือสรรค์ที่แตกเป็นแผลอย่างทะนุถนอม สรรค์ยังมีอาการเหม่อลอย สุวลีมองอย่างแสนรัก น้ำตาเอ่อ
สรรค์กุมมือสุวลีไว้

“รู้ไหมคะสรรค์ ว่ามันทรมานเพียงใดที่ต้องดูแลคุณที่จำสุไม่ได้เลย .. แม้แต่น้อย”
“สุ ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ ที่ทำให้สุต้องลำบากต้องทุกข์ใจขนาดนั้น”
“เพื่อคุณ สุทำได้ทุกอย่างค่ะ”
ตาสุวลีเป็นประกาย สรรค์เอามือสุวลีขึ้นมาจูบ พระชาญชลาศัยลุกขึ้นมองเมินไปทางอื่นอย่างละอายใจ คุณเฟื่องยิ้มพยักหน้ากับสุวลี เสวกยิ้มมีอาการราวเชื่อคำเท็จนั้นไปด้วย แต่บุญมากลับมองสุวลีแปลกไปจากที่เคยเห็นสุวลีเป็นดังเจ้าหญิง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว บุญมากระซิบกับเสวก
“คุณน้องของนายนี่แต่งนิยายเก่งกว่าฉันอีกว่ะ”
สุวลียิ้มหยาดเยิ้มมองสรรค์อย่างสุดรัก สรรค์มองตอบอย่างจงรักภักดี

บริเวณเรือนไม้ค่อนข้างแคบภายในบ้านพระยาธรรมนูญ ด้านหนึ่งมีหน้าต่างบานใหญ่บานเดียว ในห้องแทบไม่มีเครื่องเรือนนอกจากฟูกและมุ้ง อีกด้านมีโต๊ะตัวเล็กกับตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ กระเป๋าเดินทางยังคงกองอยู่ นิดเอาเสื้อผ้าทั้งหมดเรียงใส่ตู้ แล้วหยิบนิตยสารหน้าปกสุวลีมาดูแวบหนึ่งแล้วใส่ไว้ก้นตู้ นิดเอาแหวนของสรรค์มาดูแล้วน้ำตาก็พลันคลอขึ้นมาอีก
นิดเอารูปสเกตช์ของสรรค์ขึ้นมา ภาพตนเอง ภาพเนื่อง และภาพของแม่ แล้วหยิบเอากระดาษมาวางลงบนโต๊ะเล็ก แล้วเริ่มลงมือเขียนจดหมายด้วยดินสอ
“กราบเท้าแม่ที่รักและเคารพของนิด”
นิดลังเลแล้วจรดดินสอเขียนต่อไป
“พอนิดกับพี่เสียมมาถึงกรุงเทพ หมอก็ให้พี่เสียมผ่าตัดทันที หลังผ่าตัด พี่เสียม ..”
นิดลังเลอีกครั้งน้ำตาเอ่อล้นหยดลงมาตามแก้ม แล้วเขียนต่อ
“หายดีเป็นปรกติ พี่เสียมจำได้ว่าตัวเองคือใคร และจำเรื่องราวที่สีชัง จำแม่ จำพี่เนื่อง จำพี่เชิด จำแก้ว”
นิดกัดริมฝีปาก น้ำตาหยดซึมบนกระดาษ
“และจำนิดได้เป็นอย่างดี”

ที่แท่นหินใต้ต้นน้อยหน่า เนื่องถือจดหมายนิดอ่านออกเสียง นางนิดและแก้วอยู่ตรงหน้า

“พี่เสียมยังต้องพักฟื้นอีกหลายวัน ถึงจะกลับมาอยู่กับนิดที่บ้านถนนข้าวสารได้ พระชาญ และทุกคนที่นี่ดูแลนิดเป็นอย่างดี แม่กับพี่เนื่องไม่ต้องห่วงนิดนะจ๊ะ นิดหวังว่าแม่กับพี่เนื่องคงสบายดี ฝากบอกแก้วด้วยว่านิดคิดถึง”
แก้วมองค้อนเนื่อง
“พี่เนื่อง นิดฝากพี่เนื่องให้ดูแม่ดี ๆ ด้วย รักและคิดถึง...นิด”
นางนิ่มซับน้ำตา
“เฮ้ย โล่งอก”
“เห็นไหมละแม่ นิดกับไอ้เสียมสบายดีทุกอย่างที่แม่ฝันร้ายสังหง สังหรณ์อะไรน่ะ ไม่เห็นจะจริงเลย”
นางนิ่มมองค้อนลูกชาย
“เออ เอาไว้แม่ฝันร้ายเรื่องเอ็งเมื่อไร แม่จะไม่ห่วงเลยสักนิดนึง”
แก้วดึงจดหมายมาดู
“รู้ได้ยังไงว่านังนิดสบายดีมันอาจจะปดเราก็ได้”
“เอ็งพูดบ้าอะไรนังแก้ว”
“ก็ถ้ามันไปตกระกำลำบาก นังนิดมันไม่ยอมบอกเราหรอก มันต้องทำหน้าชื่นเก็บทุกข์ไว้คนเดียว”
นางนิ่มได้ฟังก็เกิดปริวิตกขึ้นมาอีก
“เอ็งว่าอย่างงั้นหรือ นังเเก้ว”
“ก็...” แก้วอ้ำอึ้ง
“นี่เอ็งเลิกพูดได้เเล้ว เอ็งจะพูดให้แม่ข้าอกแตกตายเหรอ ไหนเอ็งไปเอามาจากไหนว่านิดมันโกหก”
แก้วเชิดใส่เนื่อง
“ก็มันเขียนถึงฉันกระจิ๊ดเดียว ถ้ามันมีความสุขจริงมันก็ต้องเขียนถึงฉันมากกว่านี้ซี”
“อ้อ เวร ตกลงเป็นว่าเอ็งอิจฉาข้าที่นิดเขียนถึงข้ามากกว่า”
“เชอะ ใครจะไปอิจฉาพี่เนื่อง ฉันกลับล่ะ ฮึ”
แก้วเดินฉับ ๆ ไป เนื่องมองดูนางนิ่ม
“อย่าไปฟังนังแก้วมันแม่ นิดสบายดี เชื่อหัวไอ้เนื่องเหอะ”
นางนิ่มฝืนยิ้ม

ที่บ้านของแก้ว นางใบนอนอยู่บนฟูกบางไอโขลกแล้วขยับลุกขึ้นมาไอต่อเนื่องแล้วคว้าปั้นน้ำชามาจะเทลงถ้วย แต่พบว่าน้ำในปั้นน้ำกาว่างเปล่าจึงคว้าปั้นลุกขึ้นไปเพื่อเติมน้ำร้อน แต่เมื่อเดินมาและชะงักเพราะเห็นตาฟูกำลังเอาหน้าแนบฝาบ้าน ในมือถือผ้าผืนหนึ่ง
“ไอ้ฟู เอ็งทำอะไร” นางใบถาม

ตาฟูสะดุ้งเฮือกขยับตัวออกมามีพิรุธ
“นี่ นี่เอ็งเจาะรูไว้แอบดูนังแก้วหรือ แก้วลูก แก้ว”
“เอ็งอย่ามาพูดหมา ๆ แอบดูอะไร อีแก้วมันอยู่ไหน”
นางใบก้าวมาเปิดประตูห้องแก้วแล้วโล่งอกนิดหนึ่งที่แก้วไม่อยู่ แต่ก็หันมาอย่างโกรธจัด
“วัน ๆ มันก็ไปแหมะอยู่กับไอ้เนื่อง กลัวใครไม่รู้ว่ามันอยากได้ไอ้เนื่องเป็นผัว” ตาฟูบอก
“มึงไม่ต้องมาพูดเฉไฉ นี่มึงเจาะรูไว้เตรียมแอบดูแก้วมัน นั่น นั่น เสื้อในนังแก้ว เอ็งเอามาทำไม มึงเป็นพ่อมันนะ” นางใบว่า
“กูไม่ได้อยากเป็นพ่อมัน กูอยากเป็นผัวมันต่างหาก”
นางใบกุมอกชี้นิ้วด่า ตาฟูไม่แยแส
“ไอ้ชาติชั่ว ไอ้ชิงนรกมาเกิด กูไม่มีวันให้มึงเข้าใกล้ลูกกู”
“มึงจะทำยังไงได้ มึงนอนแบ็บทั้งปีทั้งชาติแบบนี้ ต่อให้กูปล้ำอีแก้วต่อหน้ามึง มึงก็ได้แต่ทำตาปริบ ๆ”
“ไอ้ระยำ”
นางใบเดินไปเอาปั้นน้ำชาฟาดหัวตาฟูเต็มแรง ตาฟูไม่ทันหลบจนหัวทิ่ม เลือดไหลปรี่มาอาบหน้า แล้วเซซังลุกขึ้น
“อีสารเลว มึงทำกู”
นางใบคว้าไม้พายเข้าฟาดตาฟูโดนซ้ายปายขวา ตาฟูยิ่งเจ็บยิ่งแค้น นางใบฟาดจนหมดเเรง ทันใดตาฟูก็กระชากพาย นางใบถลาไปเบื้องหน้า ตาฟูเอาพายฟาดนางใบเซถลามากลางชาน
“เก่งนักหรือมึง อีโกโรโกโรค”
ตาฟูเดินเข้ามา นางใบทรงตัวแล้วตบสวน ตบซ้ำ ตาฟูขบกรามตบกลับสุดแรง นางใบเซถลาตกบันได
แก้วก้าวเข้ามาพอดี นางใบตกโครมลงมา ศีรษะกระแทกพื้นต่อหน้า
“แม่”
แก้วถลาไปประคองนางใบที่เลือดไหลรินไม่ขาดสาย แก้วระล่ำระลักน้ำตาไหลพราก นางใบมองดูแก้วอย่างแสนห่วง มือขวาคว้าจับแก้มลูกสาวไว้ แก้วจับมือแม่กดแนบแก้ม นางใบคอพับ ขาดใจตายในสภาพที่ตายังลืมค้าง แก้วตกใจ มือนางใบลดลงจากหน้าแก้วทิ้งลง แก้วร้องลั่น
“แม่”
แก้วร้องกรี๊ดประคองร่างแม่มากอดไว้ แหงนมองขึ้นไป ตาฟูหน้าซีดแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“ข้าไม่เกี่ยวนะ แม่เอ็งไข้ขึ้นเพ้อจะไปลงทะเล ข้ายุดไว้ก็ตีหัวข้า แล้วก็เซตกกะไดลงไปตาย”
แก้วไม่เชื่อ แต่ยังพูดอะไรไม่ออก

เวลาเย็นย่ำ ท้องฟ้าสีแดงอมส้ม แก้ว เนื่อง นางนิ่มและชาวบ้าน 7-8 คนและหลวงตายืนมองกองฟอนที่ไฟลุกโชติช่วง ควันไฟลอยสูงสู่ฟ้าที่ป่าช้า

มารศรีแต่งตัวงดงามกำลังเดินลงบันไดมาอย่างช้า ๆ ที่โซฟานั่งเล่น พระชาญชลาศัยกำลังพลิกอ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนแม่ผินยืนอยู่ใกล้ ๆ
“คุณพระเจ้าคะ คุณสรรค์เกือบจะกลับมาบ้านเเล้วนะเจ้าคะ”
“หมอลิขิตบอกว่าให้อยู่โรงพยาบาลก่อนสัก 2 สัปดาห์ แล้วทำไมหรือแม่ผิน”
แม่ผินมองค้อนไปทางเพดานห้อง
“คุณพระจำที่คุณสรรค์ประกาศไว้ก่อนไปเกิดเรื่องเกิดราวไม่ได้หรือคะ”
“ยังไง”
มารศรีย่นหัวคิ้ว ชะงักฝีเท้าหยุดฟังที่เชิงบันได
“คุณสรรค์ว่าถ้าคุณพระยังให้แม่หยาดฟ้าหยาดสวรรค์อยู่ในบ้าน คุณสรรค์จะไม่กลับมาเหยียบบ้านนี้อีก”
“ตอนนี้เจ้าสรรค์มันก็อ่อนลงมากแล้ว มันไม่มาเอาชนะคะคานกับฉันดอก”
“จะว่าได้หรือคะ คุณพระเพิ่งได้คุณสรรค์กลับมา ไม่เกรงจะเสียคุณสรรค์ไปอีกหรือคะ”
แม่ผินสวมบทยุยงเต็มที่ แต่พระชาญเองกลับมีแววตัดสินใจไว้เเล้ว
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วแม่ผิน ฉันเองคิดตรองเรื่องนี้เอาไว้เเล้ว”
มารศรีเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ

ภายในห้องนั่งเล่นของบ้านธรรมนูญภักดี ท่านพระยาธรรมนูญแต่งตัวลำลองแบบจะออกนอกบ้าน มีไม้เท้าหัวเลี่ยมนากงดงาม วางอยู่ข้างตัว รวมทั้งหมวกสาน นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่
นิดถือปั้นน้ำชาถ้วยเล็กมาคุกเข่าลง รินชาลงถ้วย พระยาธรรมนูญพยักหน้าขอบใจ นิดลังเล
“มีอะไร”
“ดิฉันอยากขออนุญาตท่านออกไปข้างนอกเจ้าค่ะ”
พระยาธรรมนูญขยับตัวพับหนังสือพิมพ์วางลง
“มีธุระปะปังอะไรหรือ”
“ดิฉันมีญาติป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลเจ้าค่ะ อยากไปถามอาการเขาว่าดีขึ้นหรือยัง”
พระยาธรรมนูญมอง
“ดิฉันจะไปไม่นาน จะกลับมาให้เร็วที่สุดเจ้าค่ะ”
“เอาอย่างนี้ ปรกติวันอาทิตย์ เจ้าลูกชายคนโตฉันจะมารับฉันไปข้างนอกกว่าจะกลับก็ค่ำ นี่เดี๋ยวมันก็มาเเล้ว งั้นวันอาทิตย์ก็ให้เป็นวันหยุดของเธอก็แล้วกัน”
นิดตาสว่างวาบยกมือไหว้

ถนนร่มรื่นค่อนข้างร้างมีรถผ่านมา ๒ - ๓ คัน รถสามล้อคันหนึ่งเเล่นมา ภายในรถ นิดนั่งชะเง้อมองอย่างตื่นเต้น รถมาชะลอลงตรงหน้าโรงพยาบาล
“จอดที่นี่ก็ได้จ๊ะ”
คนขับสามล้อถีบหยุดลง นิดส่งเงินให้แล้วเดินเข้าไปอย่างระวัง

นิดก้าวเข้าไปตามถนนโรงพยาบาลมองดูอาคารแล้วเบิกตากว้าง
ที่อาคารเห็นรถพระชาญชลาศัย สุวลี บุญมา จอดอยู่ ไม้คนขับรถยืนรออยู่ บริเวณประตูเหนือบันได พระชาญชลาศัย บุญมา เสวกยิ้มแย้มเดินออกมา
นิดเข้าหลบหลังพุ่มไม้ประดับมองเห็นสรรค์เดินตามออกมา นิดกัดริมฝีปาก มองเขม็ง
สรรค์ก้าวเดินเหินแข็งแรง ผมบนศีรษะเริ่มยาว หน้าตาสดใส
นิดยกมือปิดปาก ยิ้ม น้ำตาคลอขึ้นด้วยความยินดี
สุวลีแต่งตัวงดงามก้าวมาเคียงข้างสรรค์แล้วแกะแขน คุณเฟื่อง หมอลิขิต พยาบาลตามมา ความยินดีของนิดจางลงเล็กน้อย ความเจ็บแปลบแล่นเข้ามาในใจ
สุวลียิ้มแล้วประคองพาสรรค์ลงบันไดมายังรถ มีการพูดจาร่ำลากัน พระชาญชลาศัยและสรรค์ขึ้นรถ บุญมาขึ้นรถของตัวอง ส่วนสุวลี เฟื่อง เสวกขึ้นรถและเป็นคนขับ รถบุญมาแล่นออกไปก่อน ตามด้วยรถสุวลี
นิดถอนใจ มองดูสุวลีที่นั่งหน้าเชิดดูงดงามราวนางพญา
รถพระชาญชลาศัยแล่นผ่าน นิดมองดู สรรค์นั่งตัวตรงมองไปเบื้องหน้า นิดยิ้ม รถทั้งสามคันแล่นจากไป นิดก้าวจากหลังพุ่มไม้มองตาม ความขมขื่นที่มีนั้นน้อยกว่าความยินดีที่เห็นสรรค์หายดี

ภายในห้องรับแขกของโถงบ้านโพธิธารา แม่ผินโผผวาเข้ากอดสรรค์น้ำตาร่วงพรู พระชาญชลาศัยยืนดูอยู่ข้างหลัง บัวเเละสมพงษ์คุกเข่าอยู่ที่พื้น
“โธ่เอ๋ย ทูนหัวของผิน ดูรึทั้งผอมทั้งดำ”
“ผอมอะไรกัน ผมแข็งแรงจะตาย ดูซีกล้ามเป็นมัด”
สรรค์ทำท่าเบ่งกล้าม กล้ามขึ้นเป็นลูก บัวปิดปากหัวเราะ แม่ผินมองค้อนคุณหนู
“ฮึ ยังมาทำเป็นอวด คุณจะขึ้นห้องหรือยังคะ”
“ขึ้นซี คิดถึงห้องเต็มที”
“ทูนหัวของแม่ผิน ผินคิดถึงเหลือเกิน”
แม่ผินแทบจะอุ้มสรรค์ไปที่บันได พระชาญชลาศัยมองตามอย่างเซ็ง ๆ
“ทำยังกะเจ้าสวรรค์เป็นเด็กห้าขวบ”
บัวกับสมพงษ์ซุบซิบนินทาคุณแม่บ้าน
“เอ เมื่อ 2 วันก่อนก็เพิ่งไปเยี่ยมคุณสรรค์ที่โรงหมอไม่ใช่หรือ ทำไมพูดเหมือนเพิ่งเจอหน้า” สมพงษ์ว่า
“แกก็พูดเหมือนไม่รู้จัก คุณแม่บ้าน” บัวบอก
เสียงแม่ผินแว๊ดมา
“เจ้าพงษ์ แม่บัวตามมาซียะ”

ห้องนอนสรรค์ดูโล่งและเหงา สรรค์อยู่คนเดียวในห้อง เดินดูเอานิ้วไล่ตามชั้นหนังสือการเกษตร กสิกรรม แล้วเดินไปดูพวกอุปกรณ์เขียนภาพ หยิบพู่กันขึ้นมาดูแล้ววางลง เดินไปที่เตียงมองดูรูปตนเองกับสุวลี สรรค์ยิ้มนิด ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างติดข้องอยู่
สรรค์ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างซึ่งทางด้านหลังบ้าน มองไปยังบริเวณสวนครัวเก่าแล้วขมวดคิ้ว
บริเวณสวนครัวมีเรือนไม้หลังคาปั้นหยาขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กสีสันดูใหม่เอี่ยม มีการทำรั้วต้นไม้กั้นปิดโรงเรือนคนรับใช้ไว้ และปลูกต้นไม้ดอกงดงาม พระชาญชลาศัยโผล่เข้ามาพอดี สรรค์หันมา
“คุณพ่อครับ สวนครัวผมหายไปไหนแล้วนั่นเรือนอะไร”
“พ่อปลูกเรือนใหม่ให้มารศรี เลยต้องขอปันสวนแกไปหน่อยนึง”
สรรค์นิ่งฟังมีแววยอมรับ พระชาญชลาศัยพูดด้วยน้ำเสียงกระทบนิด ๆ
“เขาจะได้มีสัดส่วนของตัวเอง แกเองก็ไม่อยากเจอหน้าเขานักไม่ใช่หรือ”
สรรค์นึกถึงบทบาทความร้ายของมารศรีที่เหมือนเกิดขึ้นเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน
“นี่ผมเหมือนเกิดใหม่ อะไร ๆ มันดูเปลี่ยนไปหมด”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกลูกทุกอย่างก็เหมือนเดิมนั่นแหละ นอนพักซะก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยไปกินของว่าง”
“ครับพ่อ”
พระชาญชลาศัยตบไหล่ลูกแล้วเดินออกจากห้องและปิดประตูลง สรรค์เดินไปที่เตียง ดึงผ้าคลุมเตียงออก แล้วเห็นผ้าบางผืนหนึ่งตกอยู่ สรรค์หยิบมาดู
ภาพอดีต
ลมแรงพัดมา ผ้าคลุมผมนิดสะบัดไหวราวหมอกควันวนอวลอยู่รอบใบหน้า จนเห็นหน้าไม่ชัด
สรรค์งุนงงอะไรบางอย่างทำให้เอาผ้านั้นมาเเตะจมูก

สรรค์ถือผ้าคลุมผมของนิดติดมือมาและเดินเข้ามาในสวนมองดูสวนครัวที่เหลืออยู่ราว ๑ ใน ๓
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ คุณสรรค์”
สรรค์หันไปเห็นมารศรีแต่งตัวงดงามยืนอยู่ ราตรี จงกลยืนอยู่ห่างออกไป สรรค์สีหน้าเย็นชานิด ๆ ไม่ถึงขั้นสมัยเมื่อ ๗ เดือนก่อน
“ขอบใจ”
“คุณดูเปลี่ยนไปนะคะ”
“แต่เธอดูสุขสบายดี”
“ก็เพราะความกรุณาของคุณพระกับคุณสรรค์นั่นแหละค่ะ”
สรรค์ทึ่ง มารศรีมอง
“นั่นผ้าอะไรหรือคะ”
“ไม่ทราบ ฉันเจออยู่ในห้องฉัน”
“ขอดิฉันดูซีคะ”
สรรค์ส่งผ้าให้ พระชาญชลาศัยกับสมพงษ์เดินมา พระชาญชลาศัยแปลกใจที่สรรค์ดูอ่อนลง
“ของเธอหรือเปล่า”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ สงสัยจะของแม่นิด”
สรรค์งง พระชาญชลาศัยสะดุ้งเฮือก มองส่งสายตามายังมารศรี
“นิด ใครคือนิด”
“ไม่ใช่ใครหรอกลูก”
“หมายความว่าอะไรครับ”
พระชาญอึกอัก มารศรียิ้มพริ้มพราย
“หมายความว่า แม่นิดไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณพระนะซีคะ แต่แม่นิดน่ะเหมือนน้องสาวดิฉัน เมื่อไม่กี่วันก่อนแม่นิดมาเยี่ยมดิฉัน”
“แล้วทำไมถึงมีผ้าของแม่นิดอะไรนี่อยู่ในห้องฉัน”
“แม่นิดคงช่วยทำความสะอาดห้องคุณมังคะ เลยทำตกไว้”
พระชาญชลาศัยอึกอัก มองมารศรีตาเขียว
“อ้อ”
“นี่แกลงมาทำไมลูก”
“ผมว่าจะไปดูรถผมซักหน่อยน่ะครับ”
“อ้อ พ่อเพิ่งให้เจ้าไม้มันเอามาลองเครื่อง เมื่อวานนี้เองไปดูซี”
พระชาญชลาศัยโอบไหล่สรรค์เดินไป มารศรีถือผ้าในมือแล้วมองตาม จงกลเข้ามากระซิบถาม
“คุณให้อิฉันเอาผ้านี่ไปทิ้งในห้องคุณสรรค์ทำไมคะ”
“เผื่อมันจะกระตุ้นความจำอะไรคุณหนูของแกได้บ้าง”
มารศรีคิดหมายมาดในใจ จงกลงง

ติดตามอ่านสาวน้อย ตอนที่ ๑๓ (จบตอน) พรุ่งนี้

สาวน้อย ตอนที่ ๑๓ (ต่อ)
บ้านเนาวรัตน์ในเวลากลางวัน ทุกอย่างยังคงงดงาม เสียงพระยากีรติดังขึ้น
“งานเลี้ยงอีกแล้วหรือ”
ณ ห้องนั่งเล่นชั้นบน พระยากีรตินั่งอยู่ที่โต๊ะกลมกับคุณหญิงบัวผัน คุณเฟื่องยืนอยู่ห่างออกไป สุวลีแต่งตัวอยู่บ้านยาวกรุยกรายนั่งอยู่ตรงหน้า ใบหน้ายิ้มละไม จวนยืนอยู่ทางหนึ่ง คนสนิทพระยากีรติก็ยืนอยู่ห่างออกไป พระยากีรติมีสีหน้าอึกอัก

“ค่ะ งานเลี้ยง ทำไมหรือคะ เจ้าคุณพ่อ”
“เปล่า ๆ ไม่มีอะไรหรอกลูก”
คุณหญิงบัวผันมองสามีมีแววรู้บางอย่างในสายตา แต่สุวลีดวงตาสดใสไม่ทันได้สังเกต
“บ้านเราไม่ได้มีงานเลี้ยงใหญ่มาสองสามเดือนแล้ว คราวนี้สรรค์หายดี กลับมาสู่วงสังคมทั้งที สุอยากจัดงานให้พิเศษกว่าทุกครั้งหน่อย”
พระยากีรติพยักหน้า
“เอาเถอะ ตามใจลูก”
“ขอบพระคุณค่ะ”
สุวลีลุกขึ้นก้มตัวลงจูบแก้มพระยากีรติที่ยิ้มพยักหน้า สุวลีโบกมือไล่จวนที่รีบตัวลีบออกไป สุวลีมองคนสนิทพระยากีรติ คนสนิทไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไร
“แกออกไปก่อน”
“ขอรับ ท่าน”
คนสนิทรีบออกไป สุวลียืนมองดูพ่อแม่พูดราวสั่ง
“อย่าลืมนะคะเจ้าคุณพ่อ คุณแม่ เรื่องสรรค์ป่วยไปพักที่บ้านสวนของคุณแม่”
พระยากีรติถอนใจ คุณหญิงบัวผันมองค้อนลูกนิด ๆ
“จ๊ะ แม่รู้ ท่องจำจนนึกว่าเป็นความจริงแล้ว”
“นั่นคือความจริงค่ะ”
สุวลีจูบแก้มแม่เบา ๆ อีกคน บัวผันลูบผมลูก สุวลียืดกายตรง
“ไปกันเถอะค่ะคุณเฟื่อง จะได้คุยเรื่องงานกัน”
“ค่ะ คุณน้อง”
สุวลีถอนสายบัวให้พ่อแม่เป็นเชิงลาเเล้วเดินออกไป เฟื่องเดินตามไป คุณหญิงบัวผันหันมาจับแขนสามี
“เจ้าคุณพี่ เราน่าจะบอกลูกเรื่องเรือสินค้าของเราถูกบอมบ์นะคะ เราจะมาทำตัวเหมือนเดิมไม่ได้”
“เราไม่ได้อับจนขนาดนั้น แม่บัวผัน”
“เรื่องการบ้านการเมืองก็จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้”
พระยากีรตินิ่งอั้นแต่ยิ้มปลอบใจ
“ไม่มีอะไรหรอก เธออย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย”
“แต่ดิฉันว่าเราควรจะประหยัดไว้บ้าง จะมาฟุ่มเฟือยเหมือนเดิมไม่ได้”
เสวกเดินผิวปากหวือเข้ามา
“เจ้าคุณพ่อ คุณแม่ ผมไม่อยากแย่งใช้รถกับคุณน้อง ซื้อรถใหม่ให้ผมเถอะครับ”
คุณหญิงบัวผันถอนหายใจเฮือกอย่างยาว

บ้านเนาวรัตน์มีงานเลี้ยง ประดับไฟแพรวพราวยิ่งกว่างานเทศกาล รถจอดยาวเหยีบดไปจนถึงถนนหลวง แขกชายหญิงทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก แต่งกายงดงามเดินเข้างานกันเป็นทิวแถว
ห้องจัดเลี้ยงตกแต่งหรูหราแบบราตรีสโมสร ทุกซอกทุกมุมเต็มไปด้วยความหรูหราด้วยสีทอง กระจกเงา แก้วเจียระไน คริสตัล โคมระย้าถูกแขวนเป็นระยะ วันนี้แขกในงานแต่งกายสากล ชายแต่งแบล็กไท หญิงแต่งชุดราตรียาวหรูหรา ขนเครื่องเพชรกันมาแข่งกัน บางนางทำเทียมเจ้าใส่เทียร่าเดินชูคอกระพือพัดติดระบายลูกไม้ให้คนนินทาตามหลัง แขกในงานเป็นชุดเดียวกับงานหมั้น แขกผู้ใหญ่ได้แก่ ม.ร.ว.หญิง พิไลเลขา พระยาธรรมนูญ คุณหญิงมะลิ พระอักษร คุณนายทองหยด หลวงไพจิตร คุณนายพวงร้อย พระชาญชลาศัย ฯลฯ แขกอีกคนที่เดินออกมาคือหลวงจินดาที่ดูหล่อเหลาคมกริบกว่าวัย ๓๕ แขกรุ่นเล็ก ได้แก่ อนงต์ รตี บุญมา ช่อผกา และที่สนิทรองลงไปทั้ง ๑๐ คน
ในห้องจัดเลี้ยงแบ่งเป็น 2 โซน โซนหนึ่งอยู่ใกล้ฟลอร์เต้นรำที่มีวงดนตรีอย่างเต็มอัตราคือแขกรุ่นเด็ก ส่วนแขกรุ่นใหญ่อยู่อีกทางหนึ่ง
ที่โต๊ะใหญ่จัดหรูหราราวที่ประทับ สุวลีแต่งชุดราตรีขาวปักลายทอง ผมเกล้าสูงมีเครื่องประดับเพชรบนศีรษะ คอระหงมีสร้อยเพชรทอประกาย อนงค์ รตี อยู่เคียงข้างดูคล้ายลูกสาวและแม่เลี้ยงของนางซิน
“โอ บอย เธอนี่เหลือเกินจริงนะ สุวลี พอคุณธนาไปสิงคโปร์เธอก็หันกลับมาควงคุณสรรค์ทันที” อนงค์ว่า
“เธอพูดอะไร สรรค์เป็นคู่หมั้นฉัน”
“แต่เมื่อเดือนที่แล้วคนยังลืออยู่เลยว่า เธอลงเอยก็คุณธนาแน่”
สุวลีมองอนงค์ด้วยสีหน้าเย็นชา
“คนกระพือช่าวก็คือเธอไม่ใช่หรือ”
อนงค์มองค้อน
“เธอนี่ก็แปลกคุณสรรค์เจ็บไข้ได้ป่วยขนาดนี้ เธอเอาไปเก็บไว้ที่บ้านสวนได้ยังไงตั้ง 5-6 เดือน ทำไมถึงต้องปิดพวกเราด้วย” รตีว่า
“ฉันไม่อยากให้ใครหน้าไหน มาสมเพชเวทนาฉันนะซี”
สุวลีพูดยิ้ม ๆ แต่สิ่งที่เธอพูดนี้กลับเป็นเรื่องเดียวที่เป็นความจริง รตีครุ่นคิด
“แต่แปลกจริง เธอแอบไปดูแลพยาบาลคุณสรรค์ตอนไหน ตอนนั้นฉันเห็นเธอมัวแต่เฉิดฉายอยู่กับคุณธนา”
สุวลีเลิกคิ้วไม่มีพิรุธใด ๆ
“โอ เยส จริงด้วย” อนงค์ว่า
“ก็เธอสองคนเป็นแฝดสยามตัวติดกับฉันอย่างนั้นหรือ อุ้ย เรื่องที่สรรค์ป่วย ให้รู้กันแค่พวกเรานะ คนอื่นไม่จำเป็นต้องรู้”
เสวกถือแก้วเหล้าโผล่มา
“คนสำคัญมาแล้ว” เสวกบอก

สุวลียิ้มลุกขึ้นมองไป เห็นสรรค์แต่งสูทราตรีหล่อเหลาสง่างาม ผมสั้นแต่ดูดีก้าวมากับบุญมา บุญมาเอาริบบิ้นห้อยคอมาเฉย ๆ สรรค์มองดูงานหรูหราตรงหน้าแล้วกลับเกิดความรู้สึกไม่คุ้นขึ้นมา
“โอโฮ ยังกะราชสำนักแวร์ซายส์” บุญมาว่า
สรรค์ถอนหายใจนิด ๆ
“มารี อังตัวเนตต์เสด็จแล้ว”
สุวลี เสวกก้าวเข้ามา สุวลียิ้มจับมือสรรค์ทั้งสองข้างพิศดูอย่างพอใจ สรรค์ข่มท่าทียิ้มแย้มสนใจสุวลี
“ทำไมมาล่าจังคะ คุณอามาถึงตั้งนานแล้ว”
“รอเจ้าบุญมาแต่งตัวอยู่น่ะซี”
สุวลีมองบุญมาแล้วยิ้มแต่ดวงตาไม่พอใจนิด ๆ
“นี่น่ะหรือคะ แต่งตัวแล้ว”
“ขอประทานอภัยเจ้าหญิง กระหม่อมไม่คุ้นเคยกับเครื่องละครพวกนี้”
บุญมายิ้มพูดออกแนวประชด สุวลีเมินแล้วควงสรรค์ทักทายคนนั้นคนนี้เข้าไปข้างใน เสวกเข้ามาผูกโบว์ให้บุญมา
“แกก็รู้คุณน้องชอบแต่อะไรที่สมบูรณ์แบบ”
“โนบอดี’ส เพอร์เฟคโว้ย”

เวลาผ่านไป วงดนตรีเล่นเพลงเต้นรำ บรรดาแขกทะยอยลงไปจับคู่เต้นรำในฟลอร์ ส่วนใหญ่เป็นแขกรุ่นหนุ่มสาว บรรดาแขกสูงอายุส่วนใหญ่นั่งดู แต่บ้างก็มายืนดูอยู่ข้างฟลอร์ ได้แก่ หลวงจินดา หลวงไพจิตร และพระอักษร
“ไง คุณพระ สนุกไหม” หลวงไพจิตรถาม
พระอักษรมองค้อนไปทางโต๊ะของบรรดาเมีย ๆแล้วบอก
“มากับเมียจะสนุกอะไรเล่า”
“เฮ้ย ผมก็เหมือนกัน น่าอิจฉาไอ้เจ้านี่”
หลวงจินดายิ้มพรายจิบพันซ์ในมือ มองดูสาวสังคมที่กรายผ่านไปในฟลอร์
“จริงๆ นะคุณหลวง ที่นี่เหมือนสรวงสวรรค์ มีแต่นางฟ้าทั้งนั้น”
หลวงจินดาหันมาแล้วเกือบสะดุ้ง เมื่อเห็น ๒ นางฟ้าในระยะประชิด อนงค์กับรตียิ้มหยาดเยิ้ม หลวงไพจิตรและพระอักษรรีบแยกไปราวเห็นผี
“รำพึงอะไรอยู่ค่ะคุณหลวง ได้ยินว่านางฟ้า นางฟ้า ฮิฮิ” อนงค์ถาม
“เอ๊ะ หรือคุณหลวงพูดว่านางม้า” รตีว่า
อนงค์ชะงักถลึงตามองรตีแล้วหันมายิ้มยวนใหม่ รตีทำหน้าเหยียดหยามตอบแล้วฉีกยิ้มกับหลวงจินดที่ยิ้มตอบตามมารยาท

“คุณอนงค์ คุณรตี ไม่ได้เจอกันนานนะครับ”
“นั่นซีคะ คิดว่าลืมเราสองคนเสียแล้ว” อนงค์ว่า
“โธ่ คุณสองคนใครได้เจอ ไม่มีวันลืมได้ง่าย ๆ หรอกครับ”
“ต๊าย ปากนะปาก” รตีบอก
หลวงจินดาฝืนยิ้มอย่างสุดความสามารถ ช่อผกาก้าวมาชุดเปิดเปลือยถือแก้วน้ำอัดลม
“อุ๊ย คุณหลวงขา เจ้าคุณพ่อบ่นหาอยู่คะ”
“โอ หรือครับ ขอตัวนะครับคุณอนงค์ รตี”
ช่อผกายิ้มใสซื่อปรายตาดูอนงค์ รตีก่อนจะเดินไปกับหลวงจินดา อนงค์ รตี เกือบเต้นเร่า ๆ
“นังเด็กช่อผกาฉุดไปอีกแล้ว” อนงค์บอก
“ดู้ ดูมันทำหน้าซื่อ นังใจคด” รตีว่า

สรรค์และสุวลีเต้นอยู่กลางฟลอร์ สุวลีดูงดงามหยาดเยิ้ม สรรค์มองดูเธออย่างรักใคร่ สุวลีมองไปอีกทาง
“คุณพระจรูญ สุเขียนในการ์ดเชิญว่า .. และภริยา ไม่นึกว่าท่านจะพาภรรยาน้อยคนที่สามมา”
สรรค์เริ่มยิ้มไม่ออกการเต้นดูเนือยลง
“มีอะไรหรือคะ”
“เปล่านี่สุ”
“แต่คุณดูไม่ค่อยสนุกเลย”
“ผม...เออ...แค่ มึน ๆ ศีรษะนิดหน่อย”
สรรค์โกหกเพื่อแก้ตัว แต่สุวลีเบิกตากว้าง
“ตายจริง อย่างนั้นไปนั่งพักก่อนดีกว่าไหมคะ”
“ไม่ต้องหรอกสุ มีสุอยู่ใกล้ ๆ แบบนี้ถึงป่วยก็หาย”
สรรค์เอาใจ ฝืนเต้นให้ร่าเริงขึ้น สุวลีมองค้อนตาหวานหยาดเยิ้ม

หลวงจินดากับช่อผกาเดินมาทางโต๊ะแขกผู้ใหญ่
“เดี๋ยวค่อยเข้าไปก็ได้ค่ะ เจ้าคุณพ่อไม่หนีหายไปไหนหรอก” ช่อผกาบอก
ช่อผกามองดูฟลอร์เต้นรำ หลวงจินดาตาวาวมองช่อผกา
“ไม่ได้เจอกันเดี๋ยวเดียว หนูช่อผกากลายเป็นสาวน้อยแสนสวยไปแล้ว”
“ไม่จริงหรอกค่ะมีแต่คนบอกว่าช่อยังเด็ก ดูซีคะ ใครต่อใครเขาดื่มคอกเทลกัน แต่ช่อต้องมาดื่มน้ำมะเน็ด (๑)อยู่คนเดียว”
“งั้นลองของผมไหม”

หลวงจินดาชูแก้วพันช์ ช่อผกาทำตาแป๋วพยักหน้า หลวงจินดามองซ้ายมองขวาแล้วป้อนพั้นซ์ให้ ช่อผกาเผยอปาก เสียงคุณหญิงมะลิดังขึ้น
“ยายช่อทำอะไร”
ช่อผกาถึงกับสำลัก หลวงจินดาหดมือ พั้นซ์หกรดอกเสื้อช่อผกา มะลิกรายเข้ามาในชุดเสื้อคอกว้างกว่าลูกสาว
“คุณหญิงแม่ ดูซี เสื้อหนูเปื้อนหมด”
หลวงจินดาละล่ำละลักหยิบผ้าเช็ดหน้ามาจดจ้องราวจะเช็ดให้ คุณหญิงมะลิมองค้อนขวับ
“แค่คิดก็ไม่ได้นะคะคุณหลวง”
มะลิดึงผ้าจากหลวงจินดามาจะเช็ดให้ ช่อผกาเดินปึง ๆ ไปห้องน้ำ มะลิมองอย่างอ่อนใจ
“ไม่น่าเชื่อเลย”
“อะไรไม่น่าเชื่อคะ คุณหลวง”
“ไม่น่าเชื่อว่าคุณหญิงจะเป็นคุณแม่หนูช่อผกานะซีครับ ดูราวพี่สาวน้องสาวเท่านั้น”
มะลิเชิดหน้าท่าทางไม่พอใจแต่ดวงตาพราวระยับ
“คุณหลวงจินดาคะ ระวังคำพูดคำจาด้วย”
หลวงจินดาทำท่าเกรงแต่หูตายังเยิ้มหยดเช่นเดิม

อนงค์กับรตียังไร้คนขอเต้นรำเหมือนเช่นเคยอย่างทุกครั้ง ทั้ง ๒ นั่งหน้างอเป็นจวักอยู่ที่โต๊ะ
“ช่วยกันมองหาซียะว่าใครจะยอมเต้นกับเราบ้าง” รตีว่า
ทั้งอนงค์กับรตีกรอกสายตามองไปแล้วสะดุ้ง
“ฮึ...ว้าย มาได้ยังไง” อนงค์พูดขึ้น

บริเวณหน้างาน ธนากับนพในชุดสูทสากลเดินเข้ามา ในมือธนามีกล่องของขวัญ ธนามีแววอึดอัดใจแล้วมองไปในฟลอร์เห็นสรรค์และสุวลีเต้นรำกันดูใกล้ชิดแสนหวาน
ธนานิ่งงัน นพมองตามสายตาแล้วมองดูธนา
“นายสรรค์มันมาทวงหัวใจของแกคืนแล้ว” นพว่า
ธนามองนพอย่างไม่พอใจ นพยักไหล่แต่ก็มีแววเกรงนิด ๆ

สุวลีเต้นรำกับสรรค์ เอาศีรษะซบลงพูดราวจะฝังข้อมูลให้ลึกยิ่งขึ้น
“เราผ่านอะไรด้วยกันมามากมายนะคะ สรรค์”
“ขอบคุณที่สุอดทนกับผม ไม่ท้อ ไม่เปลี่ยนใจไปก่อน”
“สุจะทำอย่างนั้นกับคุณได้ยังไงคะ”
“ครับ”
“สุได้แต่หวังว่าต่อแต่นี้ เราจะไม่มีอุปสรรคอะไรมากีดขวางทางรักของเราอีก”
“จ๊ะ สุ”

สุวลีเงยหน้าขึ้นสบตาสรรค์ สรรค์มองอย่างซาบซึ้ง ธนามองนิ่งดูอยู่ บางอย่างทำให้สุวลีมองมา เห็นธนา สุวลียืนตัวเเข็งไปแวบหนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปจนสรรค์รู้สึกได้
“ทำไมหรือสุ”
“สุเหนื่อยเเล้ว เราพักกันนิดเถอะค่ะ”

สุวลีตามีกังวลแต่ยิ้มแย้มได้อย่างปรกติ สรรค์พาสุวลีเดินไปยังโต๊ะ สุวลีทักทายยิ้มพยักกับทุกคนที่เดินผ่านแล้วทำเป็นเพิ่งเห็นธนาเดินไปหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“คุณธนามาได้ยังไงคะนี่”
สรรค์เข้ามายืนเคียงกับสุวลี ธนายิ้มกับสุวลีดูปรกติเช่นกัน นพยิ้มในหน้าดูการแสดง
“ผมเพิ่งกลับมาถึง เอาของฝากจากสิงคโปร์มาให้ ไม่ทราบว่าที่นี่มีงานเลยกลายเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ”
“คุณเป็นแขกที่มีเกียรติสำหรับบ้านเนาวรัตน์เสมอค่ะ”
“ของฝากครับ”
“ขอบพระคุณค่ะ”
สุวลีรับของขวัญมา ธนาค้อมศรีษะให้สรรค์
“ยินดีด้วยครับคุณสรรค์ คุณดูเกือบเป็นปรกติแล้ว”
สรรค์เลิกคิ้วมองสุวลีเป็นเชิงว่า ธนารู้ตื้นลึกหนาบางด้วยหรือ
“ขอบคุณครับไม่ยักทราบว่าคุณคอยติดตามอาการผมด้วย”
สุวลีใจหายวาบเพราะยังไม่ได้เตี้ยมกับธนา
“คุณสุกับผม ไม่ใคร่มีความลับต่อกันหรอกครับ”
นพยิ้มเยาะ บุญมาก้าวมาใกล้พอดี
“ใช่ นายน่าจะขอบใจคุณธนาให้มาก ๆ เพราะระหว่างที่นายไม่อยู่ ไม่มีใครเอาใจใส่คุณสุของนายได้เท่าคุณธนาอีกแล้ว” บุญมาบอก
สรรค์รู้ว่าบุญมาหมายความว่าอะไร ปากยิ้มแต่ตาเข้มขึ้น ธนาเองก็มองตอบปากยิ้ม สุวลีทั้งโกรธบุญมา ทั้งกลัวความแตก จึงพูดเสียงเข้ม
“คุณบุญมาดื่มเข้าไปกี่ขนานแล้วคะ”
“ผมยังมีสติดีอยู่ เอ .. ตะกี๊พูดถึงไหนนะ”
สุวลีรีบตัดบท
“เราอย่ามัวแต่พูดกันอยู่เลย คุณธนา คุณนพ เชิญข้างในเถอะค่ะ”
“แต่ผมไม่อยากเป็นตัวประหลาด” ธนาบอก
“ใช่...เราแต่งตัวเร่อร่าอยู่คู่เดียว”
“ใครจะมาว่าได้คะ” สุวลีว่า
“แหม แต่ทีผมไม่ผูกโบว์ คุณทำท่ายังจะไม่ให้เข้างาน”
บุญมาเย้ายิ้ม ๆด้วยแววตารู้ทัน สุวลีมองค้อนแล้วรีบนำธนาเดินออกไปจากบุญมา สรรค์กับธนายังคงซ่อนท่าทีเขม่นไว้ในรอยยิ้ม

เวลาล่วงเลยไปอีก แขกผู้ใหญ่หลายคนทยอยกลับ บ้างเมาเสียผู้ใหญ่ บ้างลงไปวาดลวดลายไม่อายเด็กอยู่ในฟลอร์
พระชาญเดินมากำลังจะกลับก่อนเดินผ่านโต๊ะหลวงไพจิตร พระอักษร คุณนายทองหยด คุณนายพวงร้อย หลวงไพจิตร พระอักษรเริ่มมีอาการเมาคว้ามือพระชาญชลาศัยไว้
“อ้าว คุณพระจะกลับแล้วหรือ”
“ก็พอสมควรแก่เวลาแล้วนี่ครับ”
“แหม ทำไมคุณพระไม่พามารศรี...เอ้อ คุณนายมารศรีมาด้วย” หลวงไพจิตรว่า
พระชาญชลาศัยฝืนยิ้ม คุณนายทองหยดกับคุณนายพวงร้อยเชิดใส่
“มารศรีไม่ชอบออกงานน่ะครับ”
“แหม เสียดาย ถ้าเธอมานะครับ พวกผมจะได้ขอให้เธอร้องเพลงซักเพลง งานคงจะครึกครื้นกว่านี้มาก” หลวงไพจิตรว่า
“แค่นี้ก็ออกจะครึกครื้นเกินไปอยู่แล้วนะครับ ขอโทษนะครับ ผมขอตัว”
พระชาญชลาศัยข่มความไม่พอใจของตัวเองเดินไป คุณนายพวงร้อยกับคุณนายทองหยดมองค้อนพระชาญชลาศัยก่อนที่จะหันมาเอาเรื่องกับผัว
“นี่ สนิทกับหล่อนนักหรือ คุณพระ แม่นักร้องหยาดสวรรค์น่ะ” คุณนายพวงร้อยว่า
“ต๊าย นี่คงไม่ใช่สมบัติผลัดกันชมนะ ว้าย ขยะแขยง น่าสมเพชพระชาญ” คุณนายทองย้อยว่า
สรรค์เดินผ่านมาก็ชะงัก หน้าร้อนวูบทั้งโกรธและอาย แต่อีกใจกลับสงสารพ่อ

ที่โต๊ะมุมหนึ่งหลังกระถางไม้ประดับ ธนานั่งอยู่กับนพมีอาหารเครื่องดื่มตรงหน้า นพดื่มกินเพลิดเพลิน แต่ธนากินอะไรไม่ลง
“ก้ามปูเนื้อเเน่นพิลึก นี่แกจะไม่กินอะไรซักหน่อยหรือ”
“เชิญแกตามสบายเถอะ ฉันจะกลับแล้ว”
ธนาลุกขึ้นเดินลัดเลาะไปทางประตูข้าง นพยิ้มเยาะยักไหล่กินต่อ

ธนาเดินก้าวยาวๆออกมายังเทอเรช สุวลีก้าวตามมา

“ธนาคะ คุณจะกลับแล้วหรือ”
“ครับ หมดหน้าที่ของผมแล้วนี่ฮะ”
ธนาแขวะยิ้ม ๆ สุวลีทำเป็นไม่รู้เท่า
“ธนาคะ สุมีเรื่องจะขอร้องคุณ”
“เรื่องอะไรครับ”
“เรื่องสรรค์ค่ะ เรื่องที่สรรค์หายตัวไป...เราปิดเป็นความลับ เขารู้แค่ว่า เขาถูกทำร้ายความจำเสื่อม สุเอาเขาไปพักฟื้นที่บ้านสวนของคุณแม่”
“ทำไมต้องปิดเป็นความลับด้วย”
“ไว้วันหลังสุจะเล่าให้ฟังค่ะ คุณบอกคุณนพด้วยนะคะ”
ธนาพยักหน้ามองสุวลีอย่างน้อยใจ
“นี่น่ะหรือครับเรื่องที่คุณสุจะขอร้องผม”
“ธนาคะ”
ธนากุมมือสุวลีมาจูบ สุวลีเหลียวซ้ายแลขวาแล้วรีบดึงธนามาที่มุมมืด
“คุณสุ”
“สุรู้ว่าคุณรู้สึกยังไง แต่สรรค์กลับมาเเล้ว คุณอย่าทำให้สุต้องลำบากใจเลยนะคะ”
“ผมคงต้องถอนตัวแล้วซีนะ”
สุวลีคิดปราดไปแล้วตัดสินใจใช้ข้ออ้างนี้
“ธนาคะ คุณก็รู้ ต่อให้สุไม่ได้มีพันธะกับสรรค์ เจ้าคุณพ่อก็ไม่มีวันให้เราคบหากัน อย่าพูดถึงเรื่องอื่นที่ไกลกว่านี้เลย”
ธนานิ่งขึง ดวงตาเจ็บแค้น
“สายเลือดจีนของผมมันต่ำช้านักหรือครับ ในสายตาท่านเจ้าคุณ”
“อย่าพูดแบบนี้เลยนะคะ”
สุวลีวิงวอน ธนายิ้ม

พระยากีรติและคุณหญิงบัวผันเดินมาส่งและร่ำลาท่านหญิงพิไลเลขาที่กำลังจะขึ้นรถ พระยากีรติมองไปเห็นธนาเดินมาเพื่อไปยังรถ
“อ้าว นั่นนายธนาหรือ”
ธนาชะงักหยุดหันมามองพระยากีรติด้วยดวงตาเจ็บแค้นก่อนจะเปลี่ยนแววตาแล้วยกมือไหว้อย่างสุภาพ เคารพนบนอบ
“ขอรับใต้เท้า”
“ทำไมแต่งตัวอย่างนี้เล่า”

ธนายิ่งเข้าใจว่ากีรติรังเกียจ
“ผมแค่เเวะเอาของมาให้คุณสุน่ะครับ”
“อ้อ หรือ ขอบใจนะ แล้วนี่จะกลับแล้วหรือ”
ธนายิ่งคิดว่ากำลังถูกไล่
“ขอรับใต้เท้า ผมลาละครับ”
“อือ”
ธนายกมือไหว้ กีรติพยักหน้ารับ ธนามีแววแข็งกระด้างวูบหนึ่งแล้วเดินไป
“เจ้าธนานี่พิลึกจริง”
“ยังไงคะ เจ้าคุณพี่” คุณหญิงบัวผันถาม
“บางที สายตามันมองฉันแปลก ๆ”
“โธ่ ไม่มีกระไรหรอกค่ะ”

แขกในงานทั้งรุ่นใหญ่ เล็กทะยอยกันกลับเพิ่ม เหลือเพียงกลุ่มขี้เมาไม่ไล่ไม่เลิก ช่อผกาก้าวไปหาหลวงจินดาที่ยิ้มตาเเป๋ว อนงค์ รตีเดินมาพอดีหยุดกึกมอง
“คุณหลวงคะ ช่อเอาผ้าเช็ดหน้ามาคืนค่ะ”
“ไหนหรือครับ ผ้าเช็ดหน้า”
ช่อผกาดึงผ้าเช็ดหน้าจากร่องอกท่วงท่าราวนักมายากลหญิง หลวงจินดาตาค้าง อนงค์ รตี ตาโตเท่าไข่ช้าง
“นี่ไงคะ”
หลวงจินดารับผ้าเช็ดหน้ามากุมนิ้วช่อผกา พระยาธรรมนูญเดินมา ช่อผการีบดึงนิ้วออกทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“อ้อ คุณหลวงช่วงนี้ว่างหรือเปล่า”
“ว่างขอรับใต้เท้า มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”
“ยายช่อผกานะซี ภาษาอังกฤษอ่อนเต็มที เธอจะมาสอนพิเศษให้หน่อยได้ไหม”
ช่อผกามองค้อนพ่อ หลวงจินดาตาวาวบอก
“ผมยินดีรับใช้ ขอรับใต้เท้า”
“เออ ขอบใจ แล้วค่อยคุยกัน”
พระยาธรรมนูญเดินไป ช่อผกาทำตาวาววามก่อนจะเดินตามพ่อไป หลวงจินดามองตามด้วยดวงตาเจ้าชู้เยิ้มกริ่ม

พระยากีรติกับคุณหญิงบัวผันมาส่งพระยาธรรมนูญกับคุณหญิงมะลิและช่อผกา ทั้งหมดร่ำลากันอยู่ รถพระยาธรรมนูญกำลังแล่นมาจอด สุวลีก้าวมาหามะลิแล้วดึงไปพูดเบา ๆ
“นังเด็กนั่นเป็นยังไงบ้างคะ”
“สุขสบายดี ตอนนี้ประจบท่านเจ้าคุณซะหลงเชียว”
“สุบอกคุณน้าเเล้วว่าเด็กคนนี้ฤทธิ์เดชมันไม่ใช่เล่น”
“อย่าห่วงเลยลูก น้าจะไม่ปล่อยให้มันสุขสบายนานนักหรอก”
สุวลียิ้มดูงดงามเหมือนเคย

เสวกเมากรึ่มนั่งร้องเพลงหงิง ๆ อยู่ อนงค์ได้ทีคอยรีบเข้าไปดูแล บุญมาเมานิด ๆ เดินมาโอบไหล่สรรค์ที่มองดูสภาพห้องจัดเลี้ยงที่ไม่ได้งดงามเหมือนเมื่องานเริ่ม
“ไงวะ ไอ้สรรค์”
“ไม่เป็นไงนี่”
“ทำไมแกดูเบื่อ ๆ”
“สงสัยจะเมาคนว่ะ”
“อะไรวะ แต่ก่อนเห็นถึงไหนถึงกัน”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนฉันไม่คุ้นกับชีวิตแบบนี้เลย ขอฉันไปสูดอากาศหน่อย”

สรรค์ก้าวมาบนเทอเรช ลมยามดึกพัดมา ซุ้มไม้เลื้อยไหว กลิ่นดอกไม้กรุ่นกำจาย สรรค์แหงนมองท้องฟ้าราตรี ดวงจันทร์เต็มดวงทอแสงอยู่กลางฟ้า สรรค์ส่งใจไปไกล

พระจันทร์ทอแสงนวลกระจ่าง ต่ำลงมาที่เรือนแถว แสงจันทร์ทอดมาบนระเบียงยาว นิดมีผ้าบางพันคอก้าวมามองดูดวงจันทร์อย่างเศร้าสร้อยและเงียบเหงา แต่ก็มีความสุขเมื่อคำนึงถึงความหลัง...
 จบตอนที่ ๑๓

หมายเหตุ - ผู้เรียบเรียง

๑ น้ำมะเน็ด - น้ำอัดลมชนิดหนึ่งที่คนไทยเรียกเพี้ยนมาจากน้ำLemonadeของฝรั่งคำว่า “Lemonade”แปลว่าน้ำมะนาวก็จริง แต่น้ำมะเน็ดไม่ใช่น้ำมะนาวเปรี้ยวแท้ๆแต่เป็นน้ำมะนาวที่มีการแต่งรสแต่งสีแล้ว

สาวน้อย ตอนที่ ๑๔
เกาะสีชังเวลากลางคืน แสงไฟประภาคารสว่างวูบวาบ แก้ววางเจดีย์เล็กๆที่ใส่อัฐิของนางใบไว้บนหลังตู้เสื้อผ้าที่มีบานกระจกอยู่ด้านหน้า แก้วนั่งคุกเข่าอยู่หน้าตู้ใบหน้าหมองเศร้า น้ำตาคลอ ปักธูปลงหน้าเจดีย์แล้วพนมมือไหว้
“แม่ แม่จ๋า ฉันคิดถึงแม่ ฉันขอโทษที่ฉันทำตัวไม่ดีกับแม่ พูดจาไม่ดีกับแม่ ฉันอยากให้แม่อยู่กับฉันเหมือนเดิม”
ทันใดมีลมแรงพัดมาวูบหนึ่ง บานหน้าต่างเขย่ากึกกัก ต้นไม้เสียดสีหลังคาดังแกรกกรากแก้วหันขวับไป
ภายนอกบ้านแก้วบรรยากาศวังเวง แสงจันทร์ครึ่งดวงรุ่งหรู่ เสียงหมาหอนดังมาจากระยะไกล แล้วใกล้มาเป็นระยะ
แก้วตาเบิกกว้าง ความเศร้าโศกพิลาปร่ำหายไปกลายเป็นกลัวผี เสียงหมาเจ้ากรรมหอนอยู่ใกล้บ้าน แก้วพลิกลิ้นทันที
“แม่จ๋า แม่ไปสวรรค์เถอะนะแม่ แม่ต้องห่วงฉันหรอกจ้ะ ฉันอยู่คนเดียวได้”
ลมแรงพัดมากระชากหน้าต่างเปิดดัง ปัง! แก้วร้องวี๊ด ผวาลุกพรวดไปกระชากหน้าต่างลงกลอน แล้วพุ่งตัวมาที่ฟูกคลี่ผ้าห่มคลุมโปง

บริเวณนอกบ้านแก้วมีเงาดำก้าวโซเซมาในมือถือขวดเหล้า เงาดำนั้นมาหยุดมองดูบ้านแล้วยกเหล้าขึ้นดื่มเหมือนย้อมใจแล้วมองอย่างมาดหมาย
ลวดถูกลอดเข้าที่กลอนด้านบนประตู กลอนถูกเลื่อนลงเบาๆ ตาฟูย่องเข้ามาในห้อง แสงสว่างรางๆส่องมาเห็นร่างแก้วบนเตียงนอนคลุมโป่งอยู่ ตาฟูย่องเข้าไปมองอย่างสมใจแล้วโถมเข้ากอดรัด
“แก้ว แก้วจ๋า”
ก้านไม้ขีดถูกจ่อเข้ากับตะเกียง ทันใดห้องก็สว่างวูบขึ้น ตาฟูชะงักพบว่า ที่กอดรัดอยู่นั้นคือหมอนข้าง แก้วยืนมองด้วยสายตาอย่างจงชัง มือหนึ่งไพล่หลังไว้ ตาฟูยิ้ม
“แก้ว แก้วจ๋า”
“มึงเป็นนกแก้ว นกขุนทองหรือไอ้สารเลว”
“เอ็งเรียกพ่ออย่างงี้ได้ไง”
“มึงไม่ใช่พ่อกู”
“เออ กูไม่ใช่พ่อ...แต่จะเป็นผัวมึง”

ตาฟูพุ่งตัวเข้าหา แก้วฟาดสวนด้วยไม้ฟืนต้นใหญ่จนตาฟูหงายไป แก้วเดินย่างสามขุมเข้าหา ทันใดตาฟูก็เตะกวาดขาแก้วจนหงายไป ตาฟูพุ่งเข้าหาอีก แก้วตะกายลุก ตาฟูบิดไม้ร่วงดันแก้วเข้าหาตู้เสื้อผ้าจนตู้โคลงเคลง เจดีย์ใส่อัฐิล้มกลิ้งอยู่บนหลังตู้
“ปล่อยกู”
“เออ”
ตาฟูชกท้องแก้วจนตัวงอกระแทกกับตู้ เจดีย์อัฐิตกลงพื้นจนกลิ้งไปมา
“แม่”
ฟูกดแก้วลง แก้วจุกหมดเรี่ยวแรง ตาฟูขึ้นทาบทับ สองมือกดข้อมือแก้ว ดวงตาหื่นหระหาย
“ร้องเรียกแม่หรือ อีใบมันมาช่วยเอ็งไม่ได้หรอก”
“แม่...มึงฆ่าแม่ใช่ไหม”
ตาฟูอึ้งแล้วยิ้มเหี้ยม
“ถ้ามึงไม่ยอมกูดีๆ มึงก็จะตายเหมือนอีใบ”
ฟูก้มลงจูบซอกคอ แก้วขยะแขยงเจ็บแค้น ขมขื่น ฟูจูบซ้ายย้ายขวา แก้วหลับตาร่ำร้อง
“แม่”
เหมือนปาฏิหาริย์ เจดีย์อัฐิกลิ้งมาสู่มือแก้ว แก้วคว้ามันไว้มั่น
“ร้องเข้าไป อีใบมาช่วยเอ็งไหม”
แก้วฟาดเจดีย์เข้าหัวฟู ฟูล้มตะแคง เลือดไหลปรี่ แก้วเข้าฟาดซ้ำด้วยเจดีย์โดนหน้าแปากและจมูกฟูจนเลือดไหลปรี่ แก้วเงื้อเจดีย์ฟาดซ้ำอีก
ตาฟูวิ่งเซซังมากลางชานเรือนล้มลง แก้วตามติดออกมายืนเด่นในมือถือไม้ฟืน
“อีแก้ว อย่า”
“มึงฆ่าแม่ใช่ไหม”
“กูเปล่า”
แก้วฟาดฟูอย่างไม่นับจนตาฟูร้องโหยหวน
“มึงฆ่าแม่ มึงฆ่าแม่”
“เออ กูฆ่าเอง”
แก้วชะงัก สะอื้นไห้ ตาฟูตะกายหนีไปที่บันได เท้าพลันขัดกับไม้พายของนางใบที่วางอยู่ ตาฟูร้องหัวทิ่มลงไปยังเบื้องล่าง แก้วตัวสั่นเข้ามาดูช้าๆ ที่พื้นเชิงบันได ตาฟูนอนแน่นิ่ง เลือดไหลแผ่ออกเป็นวง

สีชังยามเช้าตรู่ เนื่องอยู่ข้างเรือที่ถูกเข็นขึ้นไว้บนหาด ในมือถือข้องปลาใบใหญ่ 2 ใบเดินไปที่บ้าน เนื่องเดินไปที่บริเวณเล้าไก่
เล้าไก่ของสรรค์ยังดูสะอาดสะอ้าน เนื่องโปรยข้าวเปลือกเลี้ยงไก่ ไก่กรูเกรียวอยู่รอบตัว บ้างก็บินพึ่บพั่บข้ามหัวเนื่อง
“เอ้ากินซะ เฮ้ย ไอ้หอกเดี๋ยวจับเชือดซะนี่”
ไก่รุ่นตัวหนึ่งบินมาเกาะแขนเนื่อง กินข้าวในมือเนื่องอย่าใจกล้า เนื่องมองดูมันเงยหน้าดูเนื่องแวบหนึ่งแล้วก้มลงจิดต่อ
“กำเริบนักนะมึง แหม...นี่ถ้าไอ้นิดมันไม่สั่งเสียไว้ เอ็งได้ลงหม้อแกงแน่”
ไก่ร้องสุดเสียงกระพือปีกหนี เนื่องแกล้งไขว่คว้าเล่นๆ
“อย่าหนีนะมึง”
เนื่องชะงักเมื่อเห็นแก้วยืนนิ่งอยู่ข้างเล้าไก่ แก้วมองมาด้วยสายตาแววหวาดหวั่น ขมขื่นที่เท้ามีกระเป๋าหนังเทียมใบย่อมแต่เนื่องไม่ทันสังเกต เนื่องหัวเราะแหะๆ แก้ตัว
“ข้าแกล้งจับเล่นๆ ไม่ได้จะเชือดมันจริงๆ หรอก นังแก้ว”
เนื่องมองดูหน้าแก้ว แก้วพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนและวิงวอน
“พี่เนื่อง ให้ฉันอยู่ที่นี่ด้วยคนนะ”

บริเวณชานบ้านนิด เนื่องทำตาปริบๆ ส่งขันน้ำให้ แก้วรับน้ำมาดื่ม เนื่องนั่งลงกับแก้วบนยกพื้น
“เอ็งไปทำอะไรมา ทำไมหน้าตาเลิ่กลั่กแบบนี้”
“ให้ฉันอยู่กับพี่ได้ไหม”
“เอ็งพูดอะไรวะ”
“ให้ฉันอยู่นี่แล้วฉันจะกวาดบ้าน ถูเรือน ซักผ้า ทำกับข้าวให้พี่กับแม่ นิดมันไม่อยู่แล้ว ฉันทำแทนมันเอง”
“เอ็งเป็นสาวเป็นนางจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันก็มาเป็นน้องพี่ไง เหมือนนิด”
เนื่องสั่นหัวดิก
“แต่เอ็งไม่ใช่นิด เอ็งมันน้องนอกไส้ยังไงก็ไม่ได้น่าเกลียด”
“พี่เนื่อง ฉันไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว”
“แล้วทำไมเอ็งต้องไปไหน บ้านเอ็งก็มี”
“ฉันจะไม่ไปบ้านนั้นอีกแล้ว”
“เออ ดี...นี่เอ็งไข้ขึ้นหรือเปล่าวะ ไม่เอา หัวเด็ดตีนขาดข้าก็ไม่ให้อยู่”
แก้วหน้าซีดเผือดมองเนื่องอย่างขมขื่นผิดหวังพูดอย่าเลื่อนลอย
“ฉันคิดถึงนิดจัง ถ้านิดมันยังอยู่...”
เนื่องรีบตัดบท
“มันเพิ่งมีจดหมายมาอีกฉบับเอ็งเอาไปอ่านซี แก้คิดถึง”
เนื่องลุกขึ้นหยิบจดหมายที่เปิดซองแล้วที่พานเตี้ยบนโต๊ะส่งให้ แก้วรับมาคลี่อ่านน้ำตาเอ่อขึ้น แก้วป้ายน้ำตา เนื่องบอกแล้วเดินไป
“ข้าจะไปตลาดล่ะ”

แก้วมองตามแผ่นหลังของเนื่องที่เดินลงจากเรือนไป น้ำตาไหลคลอที่ดวงตาของแก้ว

ยามเช้าที่ตลาดหน้าด่าน บรรยายกาศสร่างขึ้น ชาวบ้านเริ่มออกมาจ่ายตลาด เนื่องเดินหิ้วข้องใหญ่มา ๒ มือเห็นบรรดาแม่ค้าแม่ขายมีอาการซุบซิบกันแซ่แซดกว่าปรกติ โดยเฉพาะยายแสถึงกับทิ้งร้านมาแสดงภูมิรู้กับแผงต่างๆ
“ฉันก็ไม่ได้อยากแส่หรอกนะแต่ว่าฉันสงสัย”
เนื่องไม่ได้สนใจ ทับทิมเข้ามาเกาะแขนเบียดเนื่องเต็มๆ
“ว๊าย พี่เนื่องรู้เรื่องหรือยัง”
“เรื่องอะไรอีกเล่า”
“ก็เรื่องตาฟูไปชำเราอี....เอ้ย นังแก้ว”
เนื่องตกใจมาก
“อะไรนะ”
“ตาฟูมันชำเรานังแก้วก็เลยโดนนังแก้วตีเอาปางตาย”
เนื่องนึกออกทันที
“ให้ตาย .. มิน่า”
“นี่อีแก้วมันหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้ หลวงพิจารณ์กำลังตามล่าตัวมันอยู่”
เนื่องมองไปเห็นที่ปลายตลาดหลวงพิจารณ์สันติราษฎร์กำลังชี้มือไปทางซ้ายขวากับลูกน้องคนสนิทและพลตำรวจอีก ๒ นายเหมือนกับบอกหาค้นให้ทั่ว เนื่องอึ้งเป็นห่วงแก้วขึ้นมาทันที

นางนิ่มนั่งอยู่ที่แผงแทบไม่เป็นอันขายของ เนื่องวางข้องปลาลง นางนิ่มรีบลากแขนมา
“เนื่อง .. นังแก้ว”
“มันไปหาฉันที่บ้านแม่ หน้าตาตื่นมาบอกว่าขอมาอยู่กับเรา” เนื่องกระซิบบอก
“โธ่เอ๋ย นังแก้วคงตกใจมาก แล้วเอ็งบอกมันว่าไง”
“ฉันก็ไล่มันไปนะซี มันเป็นผู้หญิงยิงเรือมันจะมาอยู่กับเราได้ยังไง”
“เวรกรรม แล้วมันจะไปไหนล่ะนี่ เฮ้อ ตั้งแต่วันเผาแม่ใบแล้วแม่ก็ว่าจะชวนมันไปอยู่กับเรา”
เนื่องทำตาปริบๆ
“แต่ตอนนั้นไอ้ฟูมันหายตัวไป แม่ก็คิดว่ามันไปอยู่ที่อื่นแล้วก็เลยวางใจ ไม่คิดว่ามันจะกลับมาก่อเรื่อง ...เอ็งนะ ไอ้เนื่อง คนมีเรื่องร้อนมาพึ่งยังจะเสือกไสไล่ส่งมัน”
เนื่องรู้สึกเสียใจ
“ก็ฉันจะไปรู้ได้ยังไง แก้วเอ๋ยแก้วจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

ยายแสขยับมาใกล้แผงนางนิ่ม ทับทิมขยับตามมาเป็นลูกคู่ แม่ค้า พ่อขาย คนซื้อ ลูกค้าทุกคนเลิกจับจ่ายเหมือนจะกินมื้อเช้าในตอนเที่ยง
“อู้ย จะไปเหลืออะไร ไอ้ฟูนะมันกำยำล่ำสันแรงดีออกอย่างงั้น” นางแสว่า
แม่ค้ารหนึ่งแก้แทนว่า
“ดีอะไรเมาง่อกแง่กทั้งวัน”
“ต้าย ยิ่งเมาน่ะแหละยิ่งอึด”
ทุกคนร้องฮือฮา ทับทิมตาวาว เนื่องนิ่งอึ้ง แม่นิ่มหน้าตึง
“แต่ก็โดนอีแก้วฟาดซะน่วมนะ” แม่ค้าอีกคนบอก
“แหม ยังไงฉันก็เวทนานังแก้วมันคงแค้นใจมาก เลยฟาดซะไอ้ฟูปางตายขนาดนั้น” ชาวบ้านว่า
“อุ้ย แต่ความจริงมันอาจจะเป็นแค่ผัวเมียทะเลาะกันก็ได้”
ชาวบ้านงงอ้าปากค้าง บ้างก็ร้องฮือฮา เนื่องกับนิ่มเริ่มโมโห ทับทิมช่วยสร้างอารมณ์
“อุ๊ย หมายความว่ายังไงจ๊ะแม่ ยังไง”
“ก็ .. ไอ้ฟูมันเคยพูดเอาไว้ในวงเหล้าว่ามันกับนังแก้วน่ะ...”
นางนิ่มอดรนทนไม่ไหว
“นี่ นังแส แกอย่ามาจับแพะชนแกะเรื่องโป้ปดมดเท็จทั้งนั้น”
“ข้าก็ข้าได้ยินไอ้ฟูมันพูดในวงเหล้ากับหู”
“แน่จริงกล้าสาบานไหมล่ะ ว่าแกไม่ได้พูดเองเออเองใส่ความนังแก้ว”
ยายแสอึ้งอย่างมีพิรุธ ฝูงชนฮือฮาทับทิมท้าทาย
“กล้าสิ ทำไมจะไม่กล้า .. ใช่ไหมแม่”
ยายแสหน้าเสียอยากจะด่าทับทิม แต่แล้วก็เชิดหน้า
“ทำไมข้าจะไม่กล้า”
“งั้นก็สาบานมาสาบานกะเจ้าพ่อเขาใหญ่นี่แหละ” เนื่องว่า
ยายแสลังเล แต่ทับทิมมั่นใจมากจึงบอกแม่ให้ท้าทาย
“เอาเลยแม่ สาบานเลยแม่”
นางแสมองทับทิมเขม็งตัดใจพนมมือ พูดลวกๆ
อี ... เจ้าประคู้ณ ถ้าข้าใส่ร้ายป้ายความอีแก้ว ขอให้เจ้าพ่อลงโทษข้า .. ไปอีทับทิมกลับร้าน”
ยายแสดึงแขนทับทิมที่ขืนไว้
“เดี๋ยวแม่”
ทันใดหางกระเบนยายแสก็หลุดลงลากพื้น ผ้าโจงก็คลายตัวลงไปกางครอบไปบนอ่างปลา
ยายแสรู้ตัวว่าโจงหลุด มือหนึ่งก็ตะครุบชายผ้าถอยหลังไปสะดุดอ่างปลาหงายไป
“แม่มึง”
ทับทิมผวาไปคว้าแม่ ยายแสหงายท้อง คว้าทับทิมล้มลงไปด้วยกันกลางแผงปลา

“ว้าย แม่”
อ่างดินใส่ปลาไหลเจอนางแสกับทับทิมล้มทับก็แตก ปลาไหลพรูดิ้นโผงผาง ข้องใหญ่เอียงคว่ำ กลิ้ง ปลานานาพันธุ์ดิ้นแถกไถไปทั่ว ยายแสกับทับทิมยกมือป้องปัดจนเลอะเทอะไปทั้งตัว ปลาตัวเล็กตัวน้อยเข้าไปในเสื้อของทับทิมต้องจนร้องวี๊ดว้ายเสียงดังขรม ฝูงชนหัวเราะกันดังสนั่นหวั่นไหว
ยายแสทั้งเจ็บทั้งอายทำหน้าจะร้องไห้มองดูลูกสาว
“อีทับทิมช่วยแม่ด้วย”
“ฉันก็เอาตัวไม่รอดอยู่ แม่ช่วยตัวเองเถอะ”
“อีเนรคุณ”
ปลาเจ้ากรรมตัวหนึ่งดิ้นโผงผางหายเข้าในชายผ้าโจงของนางแส
“อีทับ...อื๋อ”
ยายแสพูดไม่จบคำก็สะดุ้งสุดตัว ตาเบิกกว้าง ฝูงชนสยดสยองแทนปลา มีบางคนยกมือไหว้ท่วมหัว บอกเจ้าพ่อเขาใหญ่ศักดิ์สิทธิ์จริง

ในเวลาต่อมา เนื่องวิ่งขึ้นเรือนนางใบมาก่อนอย่างร้อนใจ
“แก้ว แก้ว นังแก้ว”
ในบ้านไม่มีคน ลิ้นชักตู้บางอันเปิดอ้า ข้าวของกระจุยกระจาย มีร่องรอยว่าการรื้อค้นของอย่างรีบร้อน นางนิ่มตามเข้ามาด้วยความเป็นห่วง
“เป็นไงบ้าง”
เนื่องส่ายหน้า
“แก้วมันไปแล้ว แม่ ไปไหนก็ไม่รู้”

บริเวณท่าเรือ เรือกลไฟลำย่อมจากสีชังไปพระนครใกล้ออกจากท่า หลวงพิจารณ์และพลตำรวจคนสนิทเดินตรวจตราอย่างละเอียด ในเรือมีคนบางกอกที่มาพักผ่อน พวกญาติๆ ข้าราชการด่านภาษีและแม่ค้าที่เอาของจากเกาะไปขาย
หลวงพิจารณ์สันติราษฎร์เดินมาหยุดที่สาวนางหนึ่งนั่งซบหลับมีผ้าผืนยาวคลุมตลบปิดปากปิดจมูกอยู่
“ใช่แน่ๆ สารวัตร”
“อีแก้ว!”
หลวงพิจารณ์สันติราษฎร์ตวาด ร่างนั้นสะดุดเฮือก ดึงผ้าคลุมหน้าออกเห็นคนหน้าเหี่ยวคัดจมูกฟ่อดแฟดเป็นหวัดอยู่
“ว้าย อะไรเจ้าคะ”

หลวงพิจารณ์สันติราษฎร์ทำหน้าเรี่ยหันไปสบตาลูกน้องด้วยสายตาโกรธแล้วพยักหน้า ทั้งคู่เดินผ่านเข่งน้อยหน่าและทับทิมและลงเรือไป
เรือเปิดหวูดเคลื่อนออกจาท่า
เรือแล่นออกจากท่าได้ราว ๕๐๐ เมตร เข่งน้อยหน่าก็ขยับไหว น้อยหน่าหลากลูกกลิ้งหล่นหัวแก้วโผล่ขึ้นจากเข่ง ความทุกข์โศกจางลงบ้าง
แก้วก้าวช้าๆ เดินไปเกาะราวลูกกรงท้ายเรือมองดูเกาะสีชังที่ห่างออกไปทุกที น้ำตาไหลพราก แก้วรีบปาดรอยน้ำตานั้นแล้วเชิดหน้า แต่ในใจแสนจะหวั่นไหวและหวาดกลัว

แขกยามโค้งคำนับให้รถของบุญมาที่แล่นเข้าประตูรั้วบ้านโพธิธาราเข้ามาจอดใกล้เทอเรซ ประตูรถเปิดออก บุญมาก้าวลงจากรถ
บุญมาและสรรค์นั่งรอฟังข่าวอยู่ที่ห้องโถงรับแขกด้วยกัน พระชาญชลาศัยเดินกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งหมวกให้แม่ผิน ผินส่งต่อให้บัวแล้วบ่นอย่างไม่พอใจ
“สุดท้ายก็เหลว! พ่อเคยคุยกับพระนิกรปลัดกระทรวงไว้ ตอนนั้นก็รับปากเป็นมั่น เป็นเหมาะว่าไม่มีปัญหา สรรค์กลับไปทำงานได้แน่ๆ”
“แล้วตอนนี้เค้าว่ายังไงครับ คุณอา” บุญมาถาม
“แต่จู่ๆ ก็มาบอกว่าไม่ได้ เจ้าสรรค์ขาดงานไปครึ่งค่อนปี ถ้ารีบเข้าไปทำงานก็จะมีคนครหา”
สรรค์มีแววเสียใจนิดๆ
“ก็จริงนี่ครับ”
แม่ผินที่ยืนฟังอยู่ รำพึงรำพัน
“โธ่เอ๋ย คุณหนู”
“ช้านิดช้าหน่อยจะเป็นไร ถ้าแกยังรักอาชีพข้าราชการอยู่ก็เริ่มต้นใหม่ก็ได้”
“ไม่หรอก .. ฉันคิดว่าฉันไม่อยากเป็นข้าราชการแล้ว”
พระชาญชลาศัยหันขวับทันที
“อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจอะไรเลยลูกเอาไว้ปรึกษาหารือกันก่อน”
เมื่อพระชาญชลาศัยผู้เป็นพ่อมีแววไม่เห็นด้วย สรรค์จึงไม่พูดอะไร

อนงค์ รตี และสุวลีนั่งอยู่บนชุดเก้าอี้ที่เทอเรซข้าง มีของว่างกับน้ำชาตอนบ่ายจัดไว้เต็มอัตราเช่นเคย สุวลีรีบแก้ตัวแทนสรรค์
“คนก็ลือกันเกินไปไม่เห็นมีอะไรสักหน่อย คุณหมอบอกว่าหลังผ่าตัด สรรค์ไม่ควรใช้ความคิดมาก ต้องพักฟื้นซักระยะหนึ่ง เรื่องงานรอไว้ก่อนเรื่องสุขภาพสำคัญกว่า”
สุวลีโกหกหน้าตาเฉย จวนที่คุกเข้ารับใช้เหลือบมองเป็นเชิงว่าไม่จริง สุวลีมองมาพอดีจวนหลบตา

“ต๊าย หลวงท่านคงจะรอหรอกนะจ๊ะ”
สุวลีเริ่มหน้าตึง
“ถ้าคุณสรรค์ต้องออกจากราชการจริงๆ แล้วจะทำไปอะไรล่ะสุวลี” รตีถาม
“บ้านสรรค์ไม่ได้ยากจน..ต้องดิ้นรนทำอะไรด้วยหรือ”
“แหม...แต่ก็ไม่ได้รวยเหมือนอย่างเธอ”
สุวลีปรายตาจนรตีต้องชะงัก
“...แล้วออกไปอยู่บ้านเฉยๆ ไม่มียศมีเกียรติ เธอจะทนได้หรือ”
สุวลีสีหน้าเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง รตีพูดต่อ
“ฉันละนึกภาพเธอออกไปเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือนเฉยๆ ไม่ออกเลยนะ”
“ต๊าย นึกออกแล้ว”
“อะไรยะ นังบ้า ร้องออกมาได้”
“คุณสรรค์ของเธอน่ะชอบทำสวนผักไม่ใช่หรือ เธอก็ให้คุณสรรค์ปลูกผักแล้วเธอก็เป็นคนเอาไปขาย เป็นแม่ค้าขายผักไง”
รตีตกใจ สุวลีมองอนงค์อย่างเย็นชาแล้ววางผ้าเช็ดปากลุกขึ้น
“อากาศวันนี้เลวร้ายจริง ฉันขอตัวก่อน”
สุวลีลุกขึ้นเดินไปอย่างปรกติ จวนลุกตามไป รตีหันไปต่อว่าอนงค์
“นังนี่หัวไม่มีความคิดปากไม่มีหูรูด พูดอะไรออกมา”
“ก็ฉันแค่ล้อเล่น”
“ล้อเล่นกับพระนางเธอนี่นะ ระวังเถอะจะไม่มีเงาหัว”
“เชอะ งอนป่องๆไปเลย ดี ฉันจะได้กินคนเดียวให้เต็มที่” อนงค์บอก
คุณแม่บ้านเฟื่องเดินหน้าเคร่งมากับ ๒ คนรับใช้ซึ่งเป็นผู้ชาย
“คุณน้อง...เชิญให้เธอสองคนกลับไปได้แล้ว”
“เห็นไหม... รตีหันไปบอกกับเฟื่อง
“ค่ะ คุณเฟื่อง”
“แหม คุณเฟื่องขา หนูแค่...” อนงค์จะแก้ตัว
“พาแม่สองคนนี้ออกไป”
คุณเฟื่องสะบัดไป สองคนรับใช้ก้าวมา อนงค์กับรตีลุกพรวดก้าวลนลานไป

ภายในห้องนอนของสุวลี ขวดน้ำอบแก้วปลิวไปปะทะข้างฝาแตกกระจายเหนือหัวจวนที่กลัวจนแทบจะหมอบราบลงไปกับพื้น สุวลียืนตระหง่านเชิดหน้าลงมองดูแหวนของสรรรค์ในมือ แล้วอึดอัดขัดใจ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น คุณเฟื่องเปิดเข้ามากวาดตามองสภาพห้องนิดหนึ่ง สุวลีเดินวางท่าไปนั่งลงบนโซฟา
คุณเฟื่องมองจวน
“นังจวน จะรอให้เศษแก้วมันเก็บกวาดตัวเองหรือ”
“เจ้าค่ะคุณเฟื่อง”
คุณเฟื่องเดินไปนั่งใกล้สุวลีที่ฝืนยิ้มนิดหนึ่ง คุณเฟื่องกุมมือสุวลี
“ใจเย็นๆ เถอะค่ะ คุณน้อง”
“ทำไม ทำไมต้องมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยคะ”

ภายในห้องทำงาน ธนายืนมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วยิ้มนิดๆ อย่างพอใจบางอย่าง นพเดินมาที่เคาน์เตอร์บาร์เล็ก รินเครื่องดื่มสองแก้วแล้วเดินมาหา
“ฝีมือแกละซีนายธนาที่เจ้าสรรค์ต้องระเห็จจากกระทรวงแบบนี้”
“เปล่า ฉันไม่ได้ทำอะไร”
ธนาเดินกลับมาที่เก้าอี้พนักสูง นพเข้ามามองหน้าส่งเครื่องดื่มให้
“ฉันไม่เชื่อแกหรอกต้องเป็นผีมือแกนั่นแหละ”
ธนายิ้มอย่างสะใจสุดๆ
“ฉันไม่ได้ทำอะไรจริงๆ ท่านรัฐมนตรีเจ้านายสรรค์ต่างหากเป็นคนทำ”
นพหัวเราะออกมา
“ไอ้เสือ .. แกนี่มันร้ายจริงๆ”
ธนาไม่ตอบอะไรนอกจากจิบเครื่องดื่มในมือและยิ้มอย่างอารมณ์ดี

เรือกลไฟจอดเทียบท่าอยู่เมื่อเวลากลางคืน ผู้โดยสารทะยอยขึ้นจนหมดแล้ว แก้วเดินถือกระเป๋ามองดูทุกอย่างรอบตัวด้วยสายตาตื่นๆ กุลีตัวล่ำเปลือยท่อนบนตัวเป็นมันเลื่อมด้วยเหงื่อเข้ามามองดูหัวจรดเท้าแล้วยิ้ม กุลีอีกคนก้าวมาสมทบ
“น้องสาว เพิ่งมาบางกอกหรือจ๊ะ” กุลีคนแรกพูดขึ้น
แก้วเอามือกอดอกบอก
“ไม่ใช่เรื่องอะไรของแก”
“อ้าว นี่พวกพี่พูดด้วยดีๆ นะ จะไปไหน พี่จะไปส่ง” กุลีคนที่สองบอก
“ไปส่งแม่แกเถอะ”
“อ้าว อีนี่ อีปากดี เดี๋ยวเถอะ”
“ทำไม แกจะทำไม”
แก้วตั้งท่าเตรียมพร้อม ๒ กุลีไม่ได้โกรธจริงจังนัก มีเสียงดังจากเบื้องหลังเข้ามาพอดี
“ไอ้หย่า อย่าตีกันน่อ” เสียงอาล็อกดังขึ้น

ทั้ง ๓ คนหันไปเห็นอาล็อกถือคันลากรถเจ็กอยู่
“เถ้าแก่พวกลื้อจ่ายค่าแรงแล้ว ลื้อสองคนมัวชักช้า ปูเหลียวเถ้าแก่มันมั่วซั่วไม่เฉ่งพวกลื้อหนา”
สองกุลีลืมทุกอย่างรีบวิ่งกระหืดกระหอบไป อาล็อกมองดูแก้ว ทั้งคู่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาแต่ก็จำไม่ได้เพราะในวันสุกดิบก่อนวันแต่งงานของนิดกับเสียมเห็นกันเพียงห่างๆเท่านั้น
“อาหนู ลื้อมาจากสีชังหรือ”
“อือ”
“ลื้อรีบไปเถอะอย่ามาเดินอยู่แถวนี้ ผู้หญิงตัวคนเดียวอันตราย”
แก้วนิ่งฟังก่อนที่จะมีคนมาขึ้นรถลาก อาล็อกลากไป

ที่ใต้สะพานตอนกลางคืนมีลังไม้ฉำฉากองสุมอยู่ แสงรางๆส่องมา แก้วมีแววหวาดกลัวนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ ชายสองคนนุ่งผ้าขาวม้าเดินกลับจากไปอาบน้ำมา ในมือมีผ้าที่เพิ่งซัก พลางคุยกัน
แก้วรีบมุดพรวดเข้าหลังกองไม้ฉำฉ่า ชายทั้ง ๒ คนเอาผ้าขาวม้าตากไว้บนลังไม้
“พรุ่งนี้ข้าจะไปปากคลองเอ็งจะไปด้วยไหม” ชายคนแรกพูด
“เออ ไปก็ไป” อีกคนตอบ
ชายทั้ง ๒ แยกย้ายไปยังที่ซุกหัวนอน แก้วมองดูเสื้อกางเกงที่ตากอยู่เหนือหัว

เช้าวันรุ่งขึ้นที่หน้าบ้านโพธิธารา รถของสรรค์จอดอยู่หน้าเทอเรซ นายไม้คนขับรถเช็คถูรถอยู่
สรรค์แต่งตัวลำลอง สมพงษ์แต่งตัวหล่อหน้าชื่นหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ บัวหิ้วกระเป๋าอีกใบ แม่ผินหิ้วตะกร้าหวายใบมหึมาใส่ของกินนานาชนิด เดินตามอย่างเซ้าซี้
“แหม คุณหนูขา น่าจะให้แม่ผินตามไปดูแลคุณหนูด้วยคน”
“อ้าว แม่ผินไปกับฉันแล้วใครจะดูแลบ้านนี้ล่ะ”
“เฮอะ ก็ให้คุณนายหยาดสวรรค์นั่นดูแลไปซีคะ”
แม่ผินมองค้อนเข้าไปในบ้าน สรรค์ส่ายหน้า
“ฉันต้องไปแล้วล่ะแม่ผิน เดี๋ยวจะไม่ทันรถไฟ”
“เจ้าค่ะ เอ้า ขนของขึ้นหมดหรือยัง เจ้าสมพงษ์อยู่ชะอำดูแลคุณหนูให้ดีๆ นะ อย่ามัวแต่เสริดเพลิดเพลินอยู่”
“สะ - เริด แปลว่าอะไรครับ”
บัวหัวเราะคิก แม่ผินถลึงตา

รถสามล้อถีบแล่นมาจอด แก้วแต่งชุดผู้ชายที่ขโมยมาจากที่ตากไว้ใต้สะพาน รวบซ่อนผมไว้ในหมวกเบเร่ต์ลงมาจากรถ ในมือถือกระเป๋าเดินทางข้างหนึ่ง อีกมือถือจดหมายของนิด พลางมองดูบ้านเลขที่ที่หัวจดหมาย

“ใช่ที่นี่แน่นะน้า”
“คงไม่ผิดแน่”
แก้วจ่ายเงินให้คนขับสามล้อ ขณะนั้นเองรามซิงต์เปิดประตูออก รถของสรรค์แล่นออกมาเพื่อรอเลี้ยวเข้าถนน แก้ววิ่งมามองเข้าไปในรถเห็นสรรค์หันหน้ามาพอดี แก้วร้องลั่นยินดี
“นายเสียม”
สรรค์จำไม่ได้ ไม่รู้เรื่อง...รถเคลื่อนออกไป แก้ววิ่งตามรถเพื่อชะเง้อมองว่ามีนิดอยู่ในรถหรือไม่ ภายในรถแก้วเห็นเพียงสมพงษ์กับนายไม้ก็ชะงักฝีเท้า
รามซิงค์เปิดประตูออกมา แก้วยื่นเท้าที่ใส่ร้องเท้าผ้าใบเข้าขวาง
“อาไรนะ นายจ๋า”
รามซิงค์ทำตาปริบๆ มองดูแก้วที่ยืนวางท่าอยู่หัวจรดเท้า
“กุมารา มีธุระอะไรจ้ะ”
“นี่บ้านนายเสียมใช่ไหม”
“นายเสียมไหนไม่มีนะจ้ะ”
“เออใช่ นายเสียมมันชื่ออะไรหว่า เอาอย่างนี้ฉันมาหานิด คุณนายของบ้านนี้”
“คุณนายบ้านนี้ไม่มีนิดเลยนะ นายจ๋า คุณนายบ้านนี้”
รามซิงค์ทำมือกางออก
“ใหญ่โตมโหระทึก”
“อะไรใหญ่”
แก้วเริ่มงง แม่ผินกับบัวเดินมาพอดี
“มาหาใครยะ” ผินถาม
“มาหานิด เพื่อนฉันชื่อนิดแต่งงานกะนายเสียมแล้วมาอยู่บ้านนี้”
แม่ผินได้ยินเต็มสองหู สีหน้าก็เปลี่ยนไปก้าวมาทำหน้ายักษ์ใส่แก้ว
“นิดเนิด นายสงนายเสียมอะไรไม่มี”
“นึกออกแล้ว นายเสียมชื่อนายสรรค์แต่งงานกับเพื่อนฉันชื่อนิดที่สีชัง”
“แกอย่ามาตีขลุมไอ้เด็กเหลือขอ”
“อ๋อ คุณหนูผู้หญิงบ้านนอกสวยๆ คนนั้นไงคะ คุณผิน”
บัวไม่รู้เรื่องลับจึงโพล่งออกมา แก้วมองขวับทันที แม่ผินแทบเต้น
“นังบัวหุบปากฉันบอกไม่มีก็ไม่มีซี รามซิงค์ปิดประตูเดี๋ยวนี้”
รามซิงค์คว้าไม้พลองประตูปิดลงกลอน แก้วถอยกรุดมายืนอึ้งอยู่



สาวน้อย ตอนที่ ๑๔
บุญมาขับรถรำพึงถึงนวนิยายเรื่องใหม่ของตัวเองมาตามถนนเพื่อจะเข้าบ้านโพธิธารา
“นางเอกน่าจะสวยหวานบอบบางเหมือนตุ๊กตาตัวน้อยๆ”

บริเวณประตูรั้วด้านใน รามซิงค์นั่งบนเก้าอี้ไม้เริ่มง่วงหลับไปที่รอยต่อของบานประตูแก้วแอบดูอยู่
แก้วถอยห่างมาจากประตูมองซ้ายมองขวายังไม่ปลอดคนจึงล้วงกระเป๋าทำท่าผิวปากไปพิงกำแพงรั้วที่มีต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่มริมถนนช่วยบดบังสายตา มีสาวนางหนึ่งเดินผ่านมาแก้วยิ้มมุมปากให้ สาวนางนั้นค้อนขวับแล้วเดินจากไปแต่ในใจพึงพอใจยิ่ง
บุญมาขับรถมาใกล้บ้านสรรค์แล้วยังรำพึงกับตัวเองอยู่
“หรือว่าจะเอานางเอกสูงส่งหยิ่งผยอง ชาญฉลาด เฮ้ย โจร!”
บุญมามองไปเห็นแก้วกำลังปีนกำแพงพาตัวเองขึ้นไปนั่งคร่อมด้านบนกำแพง ทันใดมีมือมาคว้าขาไว้
“ไอ้หัวขโมย ลงมานะ” บุญมาว่า
แก้วตาเหลือกโงนเงน
“เฮ้ย ปล่อยโว้ย”
“ลงมา!”
บุญมากระชากสุดแรง แก้วร้องวี้ดตกลงมา ด้วยอะไรบางอย่าง บุญมากลับยื่นสองแขนรับไว้ แก้วตกลงมาในอ้อมแขนแข็งแรง บุญมามองดูหน้ามอมแมมแต่ตาแป๋วของแก้ว แก้วมองดูใบหน้าคมสันของบุญมา
“ปล่อย” แก้วเสียงสูง
บุญมาเสียงเหี้ยมใส่
“เออ ไม่ต้องบอกหรอก”
แก้วรีบใช้มือกดหมวกไว้แล้วยืนจ้องหน้า บุญมาทำหน้าดูถูก
“ไอ้หนูยังเด็กเหลือเกินนี่หว่าริอ่านเป็นขโมย”
“ไม่ได้ขโมยโว้ยมาหาคน”
“หาใคร”
“หาเพื่อนชื่อนิดเขาเป็นคุณนายบ้านนี้”
“จะแต่งเรื่องโกหกก็ให้มันแนบเนียนหน่อย”
“แกน่ะซีแต่งเรื่องโกหก”
บุญมาทำตาปริบนึกว่าไปถึงนิยายที่ตัวเองแต่ง
“อย่ามาทำปากดี ไป ฉันจะจับแกส่งตำรวจ”
“ตำรวจ”
“ทำไม แกเคยก่อเรื่องอะไรไว้ถึงได้กลัวตำรวจ ไป”
บุญมาคว้าข้อมือ แก้วสะบัด บุญมาคว้ารวบข้อมือไว้ด้วยสองมือ
“ปล่อยนะ”
“เสียงยังกะผู้หญิง แรงก็ยังกะผู้หญิง”
“เหรอ นี่แน่ะ”
แก้วเอาเข่ากระทุ้งเข้าเต็มเป้าจนบุญมาร้องไม่ออกรีบปล่อยมือหนีบขา ทรุดล้มตะแคงไปกับพื้น
“ยังเหมือนผู้หญิงอีกไหม”
“ไอ้เด็กบ้า”
รามซิงค์วิ่งมาดูแก้ววิ่งหนีไปแล้ว รามซิงค์เอาไม้พลองเขี่ยๆ บุญมาที่นอนกองอยู่
“นายจ๋า ทำไมหน้าเขียวเหมือนพระรามเลยนะ นายจ๋า”
บุญมาพูดไม่ออก

ภายในห้องโถงบ้านธรรมนูญภักดี นิดถือถาดของว่าง 2-3 อย่างกับกาน้ำชาเดินผ่านตั่งใหญ่ที่คุณหญิงมะลินอนเอกเขนกให้ลัดดาบีบนวดอยู่ ลัดดาค้อนขวับทันที แต่คุณหญิงมะลิยิ้มละไม
“ของท่านเจ้าคุณหรือ”
นิดคุกเข่าลง
“เปล่าเจ้าค่ะ ของคุณช่อผกากับคุณครูเจ้าค่ะ” นิดบอก
“อ้อ...ไปเถอะ”
นิดลุกขึ้นเดินไปคุณหญิงมะลิมองตาม ดวงตาปรานีเปลี่ยนเป็นรังเกียจดูแคลน
“คุณหญิงเจ้าขา”
“อะไร”
“เดี๋ยวนี้ นังนิดมันถือตัวว่าเป็นตัวโปรดของท่านเจ้าคุณ มันชักกำเริบเสิบสานแล้วนะเจ้าคะ”
“มันเจียมเนื้อเจียมตัวจะตาย แกหาความมันน่ะซี”
“อู้ยไม่จริงค่ะ คุณหญิง นี่คุณหญิงเจ้าขา คุณหญิงต้องระวังมันไว้นะเจ้าคะ”
“ระวังอะไร”
“ระวังท่านเจ้าคุณไว้น่ะซีค่ะ นังนี่มันรูปสวย หูตาแพรวพราวออกอย่างนั้น ให้มันรับใช้ท่านเจ้าคุณไปนานๆ อีกหน่อยมันปีนไปรับใช้บนเตียงแน่ๆ เจ้าค่ะ”
คุณหญิงมะลิยิ้มเยาะ
“ถ้านังนิดมันทำอย่างนั้นได้จริง ฉันคงต้องตบรางวัลมันมากกว่านะ”
“หมายความว่ากระไรเจ้าคะ”
“ท่านเจ้าคุณน่ะ อย่าว่าแต่นังนิดเลยต่อให้สิบนางสาวสยามมาปลุก...ก็ไม่ฟื้น”
“ว้าย ตาย”
ลัดดาตาโตแล้วหัวเราะคิก คุณหญิงมะลิยิ้มเยาะแล้วเปลี่ยนเป็นฮึดฮัดขัดใจ ลัดดายังคงหัวเราะไม่หยุด คุณหญิงมะลิพลันยกเท้าถีบจนลัดดากระเด็นตกไปจากตั่ง

นิดถือถาดเดินขึ้นบันไดมายังห้องโถงชั้นบนที่มีผนัง หน้าต่างโปร่งรอบด้าน นิดจะก้าวไปแล้วชะงัก
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะระริกของช่อผกา
“คำนี้อ่านว่ากระไรแน่คะ คุณหลวง”
“ไหนขอผมดูซิ”
ที่โต๊ะกลางห้อง หลวงจินดาลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปยืนข้างหลังเก้าอี้ช่อผกาที่ชี้ไปที่คำศัพท์ภาษาอังกฤษในหนังสือ หลวงจินดายื่นหน้าเข้ามาใกล้ มองไปที่ปากและแก้มของช่อผกา
ช่อผกาแสร้งยั่วเย้า
“นี่คุณหลวงดูอะไรกันแน่คะ หนังสือหรือหนังคน”
“หนังสือซีครับ ไหน คำไหน”
“นี่ค่ะ”
ช่อผกาชี้หลวงจินดาก้มดู จมูกจรดลงในเรือนผม มือจับต้นแขนของช่อผกา
“อุ้ย คุณหลวง”
“อ่านว่า เพอฟูมครับ”
นิดยืนตะลึงดู
“แปลว่าน้ำอบ”
“แล้วหอมไหมคะ” ช่อผกาเสียงหวานเย้ายวน
“หอมจับใจที่สุดครับ”
นิดตกใจตัวสั่นจนกาน้ำสั่น ช้อนเคลื่อนกระทบกันดังแกร็ก ช่อผกาเงยหน้าขึ้นมองมา หลวงจินดาขยับถอยหน้าเสียไปนิดหนึ่ง ช่อผกาขมวดคิ้ว ส่วนหลวงจินดาคลายใจเพราะเห็นว่าเป็นนิดก็มีแววกรุ้มกริ่มขึ้นแทน นิดวางหน้าเป็นปรกติ
“มีอะไรหรือนังคนสวย” ช่อผกาถาม
“ของว่างกับน้ำชาเจ้าคะ”
“โอ้โฮ นี่ถึงเวลาน้ำชาแล้วหรือนี่”
“เอ้า ก็ยกเข้ามาซีทำสนิมสร้อยอะไรอยู่”
นิดเข้าไปจัดน้ำชาและของว่างลงที่ชุดโซฟากับโต๊ะกลางเตี้ยห่างออกมา ช่อผกาลุกขึ้นเดินมากับหลวงจินดาที่มองดูของว่างและนิด
“น่ากินจัง”
“อะไรหรือคะ ของว่างหรือว่าคน” ช่อผกาทำเสียงเขียวใส่
จินดาหัวเราะแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงปราม
“คุณช่อ...”
นิดอึดอัดลังเลคุกเข่าลง หลวงจินดาและช่อผกานั่งลง หลวงจินดามองนิดตาฉ่ำ นิดเบือนหน้าหนี ช่อผกามองสายตาหลวงจินดา

“คุณหลวงคะ น้ำชาอยู่ทางนี้ค่ะ”
หลวงจินดาหัวเราะแหะๆ
“นี่ ไม่ต้องมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเสนอหน้าอยู่หรอกฉันจัดการเอง”
“เจ้าค่ะ”
นิดถอยไป หลวงจินดายิ้มและเรียกจนนิดชะงักไป
“เดี๋ยว...ขอบใจมากนะจ้ะ นิด”
ช่อผกาค้อนหลวงจินดาอย่างพึงใจในความเจ้าชู้ระคนหมั่นไส้แต่ไม่ได้หึงอะไรนัก
“คุณหลวงว่านังนิดสวยไหมคะ”
“สวยซีครับ แต่ไม่เท่าคุณช่อ...”
“อู้ยตาย ช่อต้องเชื่อไหมคะนี่”
ช่อผกาหยิบจอกนมขึ้นและมองหลวงจินดาอย่างท้าทาย
“นมไหมคะคุณหลวง”
จินดาตาวาว ช่อผกาหัวเราะคิดคักจนนมกระฉอก

นิดทรุดตัวนั่งลงที่นอกประตูห้องโถงและพยายามระงับจิตใจให้เป็นปรกติแล้วเหลือบมองเข้าไปในห้องด้วยสีหน้ากังวล
“ท่าทางไม่น่าไว้ใจเลย”
หลวงจินดาทรุดนั่งลงที่โต๊ะเรียนหนังสือ ช่อผกานั่งลงด้วย
“ช่วงนี้เรามาเรียนคอนเวอเซชั่นบ้างนะครับ เรามาทบทวนเรื่องการทักทาย การแนะนำตัวกันก่อน”
“ค่ะ”
“เริ่มด้วยคำว่า สวัสดีตอนบ่าย Good afternoon”
หลวงจินดาลุกขึ้นยืนแล้วส่งมือให้
“Good afternoon, Miss Chorpaka”
นิดนั่งฟังอยู่ข้างนอกอย่างสนใจ
“Good afternoon, teacher”
เสียงช่อผกาหัวเราะคิกคัก นิดลองพูดตามเบาๆ
“Good afternoon”
หลวงจินดาสอนอย่างตั้งใจมีทำตาหวานบ้าง แต่ช่อผกานั้นเพลิดเพลินกับการให้ท่าไม่สนใจเรียนเท่าใด นิดอยู่ด้านนอกเอาสมุดดินสอมาจดตามคำที่ได้ฟังเป็นภาษาไทย

ที่ห้องนอนคนใช้ บนโต๊ะเล็กมีหนังสือเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ๒-๓ เล่มมีสมุดฉีกเขียน a b c d ทั้งตัวพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก เขียนใหญ่ เขียนเล็กอย่างสวยงาม ที่หน้ากระจกเงานิดกำลังแต่งตัวอย่างสะสวย

ในเรือนครัว ชื่น ถวิล ลัดดากำลังนั่งล้อมวงกินอาหาร
“วันนี้วันอาทิตย์คอยดูนะพอรถท่านเจ้าคุณออกไปไม่ทันลับรั้ว นังนิดจะต้องสะบัดตูดออกไปด้วย”
“อ้าว ก็ท่านเจ้าคุณอนุญาตเอาไว้แล้วนี่” ชื่นว่า
“แล้วทำไมพวกเราถึงไม่มีวันหยุด ต้องทำงานงกๆ หัวไม่วางหางไม่เว้น เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด” ลัดดาว่า
“อ๋อ เหรอ”
“อุ้ยตาย สายตัวหล่อนขาดนี่เอง...หล่อนถึงได้นอนแผ่กรนครอกๆอยู่ทุกบ่าย” ถวิลว่า
ลัดดามองค้อน นิดเดินผ่านมายิ้มให้ทุกคน ลัดดาชูคอ
“อ้าว นิดเอ้ย กินข้าวกินปลาซะก่อนซี” ชื่นบอก
“ไม่ล่ะจ้ะป้า หนูจะรีบไป เดี๋ยวหนูซื้อขนมมาฝากนะจ้ะ”
“ขอบใจจ้ะ แม่คุณ”
“ระวังรถระวังรานะนิด” ถวิลบอก
นิดยิ้มพึมพำขอบคุณแล้วเดินไป
“รีบร้อนข้าวปลาไม่กินแบบนี้มีอยู่อย่างเดียว”
“อะไร”
“ก็รีบร้อนไปหาผัวนะซี”

รถสามล้อแล่นมาจอดห่างประตูรั้วบ้านโพธิธารา นิดลงมาจ่ายเงินมองดูกำแพงรั้วอย่างลังเลระคนปนด้วยความหวัง นิดเดินช้าๆ ไปที่กำแพงรั้วพยายามมองลอดเข้าไป ภายในบริเวณบ้านโพธิธารา นิดเห็นรถของพระชาญและสรรค์จอดอยู่
“รถพี่เสียม พี่เสียมอยู่บ้าน”
“รถน่ะอยู่ แต่คนไม่อยู่”
เสียงหนึ่งดังขึ้น นิดสะดุ้งสุดตัวหันมาเห็นมารศรีแต่งตัวงดงามยืนกางร่ม จงกลถือตะกร้าใส่ดอกไม้ ผัก ๒-๓ ชนิดอยู่ข้างหลัง
“คุณมารศรี”
มารศรีบอกกับจงกล
“แกเอาของเข้าบ้านก่อนไป”
จงกลเดินเหลียวหน้าเหลียวหลังไปเข้าบ้าน มารศรีจับสองมือนิดพิศดู นิดยิ้มตอบ
“แต่งตัวเสียสวยเชียว” มารศรีบอก
“คุณต่างหากคะที่สวยจนหนูแทบพูดไม่ออก”
“เอาปากมาเป็นของกำนัลแบบนี้ ฉันก็ต้องเลี้ยงตอบแทนแล้วซีนี่”

ภายในบ้านส่วนตัว มารศรีและนิดนั่งกินข้าวที่โต๊ะเล็กๆอยู่ด้วยกัน มีอาหาร 2-3 อย่างบนโต๊ะ
“พี่เสียมยังไม่หายดีอีกหรือจ๊ะถึงต้องไปพักฟื้นที่ทะเลอีก”
“พวกผู้ดีมีเงินน่ะถึงเขาสบายดีแค่ไหน เขาก็หาเหตุไปเที่ยวได้เสมอแหละ”
“แปลว่าพี่เสียมหายดีแล้วใช่ไหมจ้ะ”
“ก็คงอย่างงั้น แต่หมอก็บอกว่าอย่าให้เครียดอย่าใช้สมองมาก คุณสรรค์ก็เลยหอบเครื่องมือเขียนรูปไปชะอำ”
“พี่เสียมคงอยากหาที่สงบๆ เขียนรูป”
“หรือไม่เขาก็ชังน้ำหน้าฉันจนไม่อยากอยู่ร่วมรั้วบ้าน”
มารศรีพูดเล่น
“ไม่จริงหรอกค่ะคุณเป็นคนดี พี่เสียมคงเข้าใจคุณซักวัน”
“ถ้าเป็นจริงวันนั้นโลกคงแตกเป็นแน่ ว่าแต่เธอเถอะ เธอว่าเธอทำงานที่ไหนนะ”
“บ้านพระยาธรรมนูญภักดีค่ะ”
“เธอดูสดใสขึ้นเยอะ งานที่บ้านนั้นคงไม่ลำบากนักใช่ไหม”
“ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงมะลิดีกับนิดมากค่ะ ที่บ้านนั้นเป็นคนดีทุกคน”
นิดแม้จะไม่แน่ใจเรื่องความดีของช่อผกาหรือลัดดาแต่ก็ไม่พูดถึง มารศรีนิ่วหน้า
“เอาอีกแล้วเธอตัดสินคนง่ายๆ อีกแล้ว ฉันบอกแล้วไงว่าคนที่ดีกับเราไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนดี”
“ค่ะ แต่ว่าเว้นคุณไว้คนนึง”
มารศรีหัวเราะพูดทีเล่นทีจริงว่า
“ฉันดีกับเธอเพราะเธอไม่ได้ร้ายกับฉัน... จำไว้เถอะแม่นิด คนเราถ้าหากขัดผลประโยชน์กันต่อให้เคยดีแค่ไหนก็กลายเป็นคนร้ายได้อย่างนึกไม่ถึงเชียวแหละ”
มารศรีพูดอย่างคนที่ผ่านโลกเลวร้ายมาก นิดฟังยิ้มๆ ดวงตาสดใส แม้จะไม่เชื่อในสิ่งที่มารศรีพูดนักแต่ไม่อยากเถียง

รถของพระชาญชลาศัยจอดอยู่กลางถนน นายไม้ยืนทำท่าตื่นๆ มองดูนิดและมารศรีเพราะว่าจำนิดได้และรู้เรื่องพอเลาๆ
“ไปส่งคุณนิดที่บ้านพระยาธรรมนูญภักดีที่สี่พระยา นิดจำทางได้ใช่ไหมจ้ะ”
“ค่ะ คุณ”
มารศรีเปิดกระเป๋าหนีบหยิบธนบัตร 5 บาทมาส่งให้นายไม้ นายไม้ตาโตยกมือไหว้รีบรับมา
“แล้วก็ไม่ต้องพูดไปล่ะเรื่องที่ไปส่งหนูนิดนี่”
“ขอรับ คุณผู้หญิง”
“ไปเถอะรักษาตัวให้ดีนะ”
“ค่ะ คุณ ขอบพระคุณค่ะ”

นิดไหว้ลา มารศรีรับไหว้ นิดขึ้นรถ มารศรีมองรถที่เคลื่อนออกไป

แก้วแต่งชุดผู้ชายใส่หมวกซ่อนผมแถมเขียนหนวดเรียวเดินยียวนมาตามถนน รถพระชาญชลาศัยเคลื่อนแล่นมา ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง รถจอดตรงหน้าแก้ว ภายในรถนิดนั่งเหม่อ ไปเบื้องหน้า แก้วทำหน้าเบ้ใส่รถ
“เฮอะ พวกผู้ดีตีนแดง”
แก้วมองเข้าไปในรถแล้วชะงักตาโต
“เฮ้ย”
นิดมองมาเห็นแก้วแต่จำไม่ได้ ไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถเคลื่อนออกไป แก้วได้สติออกวิ่งตามตะโกนสุดเสียง
“นิด”
นิดนั่งในรถเหมือนได้ยินเสียงแว่วๆ ก็เหลียวหน้า เหลียวหลัง ไม่เห็นใครก็ถอนใจยาวคิดว่าหูฟาด
รถแล่นลับไป แก้วหยุดวิ่งหอบแฮ่กๆ โกรธฟ้าโกรธดินไปหมด

ยามค่ำคืนที่ใต้สะพานอีกแห่งหนึ่ง แก้วจัดลังกั้นเป็นล็อกเล็กๆ มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับปูพื้น เอาเสื้อผ้าม้วนๆ ทำเป็นหมอนหนุน แก้วเปิดกระเป๋าเดินทางออกล้วงเจดีย์ใส่อัฐิของแม่ออกมาวางบนลังที่จุดเทียนไขไว้เล่มหนึ่ง
“แม่จ๋า ช่วยคุ้มครองแก้วด้วย”
แก้วล้วงมือไปในกระเป่าหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา แล้วเปิดออกในนั้นมีกระดาษสมุดวาดเขียนสอดไว้ แก้วดึงมันมาดูเป็นภาพวาดเนื่องจากฝีมือเสียมฃ แก้วมองดูรูปแล้วทำหน้าบึ้งใส่แล้ววางรูปไว้ข้างลัง ล้มตัวลงนอนดูรูปนั้น หน้าที่บึ้งตึงเปลี่ยนเป็นยิ้มละไม

ภายในเรือนคนใช้ นิดนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ในมือสวมแหวนของเสียม นิดลูบคลำแหวนในมือ แสงจันทร์ครึ่งดวงส่องมา บนรูปภาพสเกตซ์ที่เสียมวาดภาพนิดด้วยดินสอ
“พี่เสียมจ๋า ถ้านิดวาดรูปเป็นบ้างก็คงจะดี นิดจะได้มีรูปพี่เสียมไว้ดูต่างหน้าบ้าง”
นิดมองดูดวงจันทร์ครึ่งดวงบนฟ้า

ท้องทะเลที่ชะอำยามกลางวันดูสงบงดงาม ชายหาดสีขาวสะอาด ต้นมะพร้าวมากมายเรียงราย มีเรือนบังกาโลว์มากมายหลายหลังเรียงรายกันอยู่ห่างๆ กัน
ที่ใต้ร่มชายหาด สรรค์นั่งอยู่กับเฟรมขึงผ้าใบวาดรูป มีสี แก้วน้ำล้างพู่กันอยู่ใกล้ตัว สรรค์มองไปในทะเลมีเรือใบสีขาวตัดกับสีฟ้า สมพงษ์ยืนระวังอยู่เบื้องหลัง
เสวกแต่งตัวหล่อเดินมาจากบังกาโลว์มีคนรับใช้ชายที่แต่งตัวดีเดินตามมา
“ไงวะ วาดรูปไปได้ถึงไหนแล้ว”
“นายไม่มีตาดูหรือ”
เสวกมองดูผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า
“เกิดอะไรขึ้นวะ”
“ไม่รู้ มันไม่มีความรู้สึกว่าอยากจะวาดอะไรทั้งนั้น”
“ก็สวย แต่ว่าเหมือนมันมีอะไรขาดไป”

สรรค์มองไปในทะเล
ภาพเทวีแห่งแรงดลใจก้าวจากทะเลมาจุมพิตสรรค์เข้ามาในความทรงจำวูบหนึ่ง สรรค์ยิ้มอย่างพึงใจ
“รู้แล้วว่าอะไรขาดไป ผู้หญิงไง” เสวกว่า
“ใช่ ผู้หญิง”
คนรับใช้ ๒ คนหัวเราะคิกคัก เสวกมองดูรอบๆ
“ทำไมวันนี้ไม่มีสาวๆ มาเดินบ้างเลยวะ”
“วันนี้วันจันทร์ครับคุณ คนที่มาพักกลับกันไปหมด” สมพงษ์บอก
“เหลือแต่เรือนเราขอรับ” ผู้ติดตามบอก
เสวกผงกศีรษะหงึกๆรับรู้
“งั้นเอาสาวชาวบ้านแถวนี้ไหมล่ะมาเป็นนางแบบให้นาย”
สรรค์นิ่งคิด
แวบหนึ่ง เขาเห็นภาพ นิดหันมองสรรค์ผมยาวปลิวไสว สรรค์ชะงักไปชั่วขณะ แต่ไม่รู้ว่า ภาพนั้นมาจากไหนแล้วสั่นศีรษะ
“ไม่ดีกว่า ฉันว่าฉันวาดรูปวิวทะเลไปดีกว่า”
“เออ ฉันว่าฉันไปหาเหล้ากินดีกว่า”
เสวกเดินกลับไปพร้อมคนรับใช้
“คุณหนูครับ ผมไปดูอาหารเที่ยงก่อนนะครับ” สมพงษ์บอก
สรรค์พยักหน้ารับรู้ สมพงษ์เดินไปสรรค์หยิบพู่กันขึ้นมาแล้วถอนใจ
“เทวีแห่งแรงดลใจ.... เธอหายไปไหนกันนะ”

นิดกำลังปัดกวาดห้องสมุดภายในบ้านธรรมนูญภักดี ที่โต๊ะหนังสือมีหนังสือวรรณคดีไทยวางอยู่ นิดหยิบขึ้นมาแล้วเดินเอาไปใส่ตู้หนังสือภาษาไทยที่มีช่องว่างอยู่ช่องหนึ่ง นิดหยุดดูหนังสือเล่มอื่นๆ เอานิ้วมือไล่ดูที่ละเล่ม
“วิวาห์พระสมุทร (๑) ปรียทรรศิกา (๒) ศกุนตลา”
นิดตาโตดึงออกมาเปิดดูพลิกอ่านอย่างตื่นเต้น
“บทละครพระราชนิพนธ์”
นิดยืนอ่านอย่างใจจดใจจ่อ ทันใดก็มีมือมากระชากหนังสือไป
“อุ๊ย”
นิดสะดุ้งสุดตัวเห็นช่อผกาคว้าหนังสือศกุนตลาไว้ในมือพร้อมสายตาที่จ้องมองนิดอย่างเขม่น
ลัดดายืนยิ้มเยาะอยู่ นิดมองช่อผกาแล้วขมวดคิ้ว
“ต้าย นี่แกกล้าดียังไงมาจ้องหน้าฉัน”
นิดนิ่งขยับถอยแล้วคุกเข่าลง
“หนังสือของเจ้าคุณพ่อ แกกล้าดียังไงถึงหยิบมาเล่น กำเริบนัก”
“ดิฉันไม่ได้ตั้งใจขอประทานโทษเถอะค่ะ”
“หนังสือของเจ้าคุณพ่อมีราคาทั้งนั้น แกแส่เอามาดูถ้าฉีกขาดเสียหายไปจะทำยังไง”
“ใช่เจ้าค่ะ พวกไม่รู้หนังสือหยิบจับอะไรก็เสียหายหมด” ลัดดาสอพลอขึ้น
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ นิดรู้ว่าท่านรักหนังสือ นิดก็ระวังอย่างดี”
“ระวังอย่างดี เอาไป”
ทันใดนั้นช่อผกาโยนหนังสือใส่ นิดตกใจพยายามรับแต่กลายเป็นปัดหนังสือกระเด็นตกกระแทกพื้น ปกพลันแยกควากจากสันหนังสือไปคนละทาง นิดตกใจ
“คุณช่อ”
“นั่นไง พูดเอาไว้ไม่มีผิด”
“แก แกทำหนังสือเสียหาย ท่านเจ้าคุณไม่เอาแกไว้แน่” ลัดดาว่า
“ว่ายังไงนังคนสวย”
“นิด นิดจะซ่อมเองค่ะ”
นิดขยับตัวมาดึงหนังสือขึ้นจากพื้น ช่อผกาก้าวมาเหยียบไว้ในจังหวะเดียวกับที่นิดดึงขึ้น หนังสือขาดแควกเป็นสองครึ่ง
“คุณช่อ ทำไมทำอย่างนี้คะ”
“ฉันทำอะไร มีแต่แกนะแหละที่แส่ไม่เข้าเรื่อง ชอบมาแส่เรื่องของฉันดีนัก”
นิดมองช่อผกาอย่างไม่เข้าใจ
“ลากตัวมันไปให้ท่านเจ้าคุณเลยค่ะ” ลัดดาว่า
“แกนั่นแหละลากคอมันไป” ช่อผกาบอก

นิดไม่สนใจหยิบเอาหนังสือขึ้นมาแล้วลุกขึ้น
“ไปซี”
ลัดดาชักไม่แน่ใจนัก ช่อผกาพยักหน้า ลัดดาก้าวมาคว้าข้อมือ นิดบิดเอามือลัดดาจากข้อมือออก
“ไป!”
“ปล่อยฉัน”
“ต้าย แกกล้าหรือ”
นิดตาวาวขึ้นนิดหนึ่งแล้วสะบัดข้อมือสุดแรง ลัดดากระเด็นพุ่งถลาไปถึงใต้โต๊ะเขียนหนังสือหัวโดนกระโถนทองเหลืองล้มกลิ้งเสียงดังสนั่น
“ว้าย คุณช่อ”
ช่อผกาผิดคาดก้าวตรงมาหานิดแล้วเงื้อมือขึ้น นิดเชิดหน้าไม่กลัวเกรง
จบตอนที่ ๑๔

หมายเหตุ - ผู้เรียบเรียง

๑.วิวาห์พระสมุทร - เป็นบทละครพูดสลับรำ มีทั้งบทร้องและบทเจรจา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๑ เนื้อเรื่องได้เค้ามาจากนิยายกรีกเก่าเชื่อว่า ถ้าหญิงงามตายในทะเลจะช่วยให้พ้นอุทกภัย
๒. ปรียทรรศิกา - พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้คำประพันธ์ ร้อยแก้วและร้อยกรองประเภทฉันท์เพื่อแนะนำละครสันสกฤตโบราณว่าเขาแต่งกันอย่างไร ซึ่งต้นฉบับผู้แต่งคือ พระเจ้าสรีหรรษวรรธนะ เป็นเรื่องรักของท้าวอุทัยน์ (บทละครใช้ชื่อ ท้าววัตสราช) และเจ้าหญิงปรียทรรศิกา
ชิงนาง ตอนที่ 8
ชิงนาง ตอนที่ 8
หนูนายืนร้องไห้อยู่ที่คอกม้าได้สักครู่หนึ่งแล้ว จู่ๆ ก็ฮึดยกแขนปาดน้ำตาแรงๆ และจะเข้าไปโกยฟางให้ม้า หนูนาโกยอย่างไม่ทันระวัง จังหวะนั้นชายกระโปรงก็ดันไปเกี่ยวกับรั้วคอกม้า แต่ไม่รู้ดันก้าวอย่างกระชากตัวไป กระโปรงขาดแคว๊ก! หนูนาล้มเสียหลักหน้าทิ่มลงที่กองฟาง หนูนาตั้งหลักขึ้นมานั่งมองกระโปรงมองสภาพตัวเองแล้วโกรธ ยกมือทุบกองฟางด้วยความโมโห “โธ่เว้ย! ทำไมเป็นแบบนี้ ทำไม ๆ ๆ” หนูนาน้อยใจโกรธจนร้องไห้ออกมา สว่างเข้ามาวางมือบนศีรษะหนูนา “ที่ทำอยู่น่ะ เหนื่อยมั้ย” หนูนาร้องไห้หนักกว่าเดิม “ลุงจะซ้ำเติมฉันเหรอ” สว่างสอนหลานสาวดีๆ “หนูนา...ถ้าเอ็งเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนคุณเดือนแล้วนายหันมามองเอ็ง จริงๆ แสดงว่าเขาไม่ได้มองที่เอ็งเป็นหนูนาแต่มองว่าเอ็งเป็นตัวแทนของคุณเดือนคนที่เขารัก แล้วค่าของเอ็งจะอยู่ตรงไหน ตรงที่เป็นหนูนาหรือเป็นแค่เงาของคุณเดือน” หนูนามองหน้าลุง “แต่ฉันรักคุณผานะลุง ฉันตัดใจไม่ได้” สว่างเตือนหนูนาให้มีสติ “รักหรืออยากเอาชนะ เอ็งคิดให้ดี” สว่างตบหัวหลานสาวจอมเฮี้ยวเบาๆ แล้วลุกเดินออกไป หนูนายังดื้อดึง พูดอย่างถือดี “ฉันรักเขา”
กำลังโหลดความคิดเห็น...