xs
sm
md
lg

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 16 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 16 อวสาน
 

อาทิจนั่งตรวจดูบัญชีที่มุมพักผ่อน แล้วเหลือบมองดรุณีโดยบังเอิญ หญิงสาวซึ่งนั่งถักเสื้อหนาวเกือบเสร็จ เงยหน้าขึ้นมามอง อาทิจรีบเอาสมุดบัญชีเล่มใหญ่ขึ้นปิดหน้า แก้วซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งคู่ แอบเหล่ทั้งคู่ไปด้วย
 
ดรุณีเห็นอาทิจกำลังดูบัญชีง่วนเลยก้มหน้าก้มตาถักเสื้อต่อ อาทิจค่อยๆเลื่อนสมุดบัญชีลง ตาดวงโตใสปิ๊งของชายหนุ่มมองไปที่ดรุณีอย่างเคลิบเคลิ้ม หวานเยิ้มหยดย้อย ชายหนุ่มแอบมองหญิงสาวอยู่อย่างนั้นจนกระทั่ง..
ดรุณีหันมามองอาทิจอีกครั้ง และครั้งนี้อาทิจหลบไม่ทัน กลบเกลื่อนทำเป็นถามเรื่องเวทางค์
“เรื่องคุณเว...ขอโทษนะ พี่ขอถามในฐานะผู้ปกครอง ไม่ทราบว่ากำหนดวันแต่งงานรึยังครับ”
ดรุณีไม่รู้ว่าอาทิจรู้ความจริงแล้วเลยพูดเป็นตุเป็นตะ
“ยังค่ะ แต่ว่า..เราแต่งกันแน่”
อาทิจยิ้มกรึ่ม
“น้องณีอยากจัดงานแต่งแบบไหนล่ะ”
“เอาแบบในความฝันหรือในความจริงคะ ถ้าในความจริงณีก็อยากจัดกลางสวนส้มคุณย่า เพราะณีเกิดและโตที่นี่”
“แล้วถ้าในฝันล่ะ”
ดรุณีวาดภาพตาเป็นประกาย
“ณีอยากแต่งที่ทะเลค่ะ พี่อาทิจเชื่อมั้ยคะว่าตั้งแต่เกิดมา ณียังไม่เคยไปเที่ยวทะเลกับเขาสักครั้ง ตอนเรียนก็เรียนอย่างเดียว เพื่อนๆเคยชวนไปเหมือนกัน แต่ก็พลาดตลอด”
“พี่เคยไปช่วยอาจารย์ปลูกปะการัง แต่แค่ครั้งเดียว”
“ณีชอบสีน้ำทะเลที่ไล่เฉดฟ้าอ่อนฟ้าแก่เขียวอ่อนเขียวเข้ม ตัดกับพื้นทรายสีขาวละเอียดยิบ ถ้าเราได้จับมือเดินคุยกับใครสักคน คงจะมีความสุขมาก”
“ใครคนนั้น..คือใคร”
ดรุณีชะงักกึก แล้วฝืนประดิษฐ์ยิ้ม
“ก็..พี่เวไงคะ ณีไม่ได้เนื้อหอมเหมือนยายตุ่นของพี่อาทิจนี่ จะได้ชี้นิ้วเลือกใครก็ได้ เสื้อเกือบเสร็จแล้วค่ะ พี่อาทิจลองนิดนะคะว่าใส่พอดีรึเปล่า”
ดรุณีเอาเสื้อหนาวมาสวมให้อาทิจ เนื้อตัวและจมูกอยู่ใกล้จนลมหายใจรดกัน อาทิจกระซิบเบาๆ
“ใครบอก ว่าน้องณีเนื้อไม่หอม”
เสียงแผ่วเบาของอาทิจมันช่างดังสะท้านใจดรุณี จนหญิงสาวอดสะเทิ้นวูบวาบหวั่นไหวไม่ได้
แก้วแอบมองทั้งคู่เพลิน
“ใส่ได้พอดีเลย”
“หล่อมั้ย”
“ก็..หล่อสมกับความสวยของยายตุ่นค่ะ พี่อาทิจถอดออกก่อนนะคะ เดี๋ยวณีถักตรงชายให้อีกนิดเดียวก็เสร็จ รับรองว่าทันใส่ไปหายายตุ่นแน่ๆค่ะ”
อาทิจยังมองดรุณีกรึ่มไม่วางตา หญิงสาวหลบตาวูบ
“นี่ก็ดึกแล้ว พรุ่งนี้พี่อาทิจต้องไปหายายตุ่นไม่ใช่หรือคะ รีบไปนอนเถอะค่ะ”
อาทิจรีรอ ไม่อยากไป แต่สุดท้ายก็จำต้องเดินออกมา แก้วนึกขึ้นได้รีบวิ่งไปกางมือกางแขนและขาดักหน้าอาทิจ
“หยุดค่ะ คุณอาทิจยังไปไม่ได้ เพราะ..เอ่อ..เพราะยังไม่ได้ชิมน้ำส้มคั้นของน้าแก้วเลย เดี๋ยวน้าแก้วไปเอามาให้นะคะ คุณณีด้วย รอแป๊บนะคะ น้าแก้วเตรียมไว้แล้ว แค่หยดน้ำมนต์..เอ๊ย..เหยาะเกลือจี๊ดเดียวค่ะ เดี๋ยวมานะคะ”
น้าแก้ววิ่งออกไปแล้วกลับมาอีก
“สัญญานะคะว่าจะไม่หนีไปไหน”
อาทิจและดรุณีหันมามองหน้ากัน แค่น้ำส้มคนละแก้ว..ทำไมน้าแก้วต้องวุ่นวายขนาดนี้


ในครัว...ลุงเกร็งหยิบขวดใส่น้ำสีเขียวเข้มขวดเล็กๆจากย่าม ขึ้นมาจ่อที่หน้าแก้ว
“หยดน้ำสมุนไพรนี่ลงไปแก้วละหยด..รับรอง..เอาอยู่”
น้าแก้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ถ้า เอาไม่อยู่ ล่ะก็ตาเกร็ง..แก ตาย!”
แก้วหยดน้ำสีเขียวใส่แก้วน้ำส้มแก้วละหยด


แก้วยื่นน้ำส้มให้อาทิจและดรุณี แล้วคั้นคะยั้นคะยอให้ทั้งคู่ดื่ม
“มาแล้วค่า น้ำส้มคั้นสดๆจากสวนเราเองค่ะ”
อาทิจ ดรุณียกน้ำส้มขึ้นจิบ แล้วยกดื่ม แก้วยิ้มแล้วลุ้นต่อจนตัวโก่ง ทั้งคู่ดื่มไปได้ครึ่งแก้วก็ทำท่าจะวาง
“อย่าเพิ่งวางค่า! ดื่มให้หมดแก้วเลยนะคะ น้าแก้วอุตส่าห์คั้นกับมือ ถ้าดื่มไม่หมด น้าแก้วก็เสียใจแย่สิคะ นะคะ..คนดี..ดื่มให้หมดเลย ทั้งคู่เลยค่ะ”
อาทิจกับดรุณีสบตากัน แล้วยกน้ำส้มที่เหลือดื่มจนหมด แก้วแอบยิ้ม
“ขอบคุณมากค่า ดื่มกันเกลี้ยงเลย ง่วงนอนแล้วน้าแก้วขอตัวไปนอนก่อนนะคะ”
แก้วเก็บแก้วใส่ถาดก่อนจะเดินไปอย่างเริงร่า แต่แล้วก็วกกลับมาแอบดูอีก อาทิจ ดรุณีหันมาสบตาเปรี้ยงงงกลางอากาศ
“พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกี่โมงดีคะ”
“ตามใจน้องณีสิจ๊ะ”
ดรุณีเย้า
“อะไรๆก็ตามใจณีเรื่อย ถ้าณีจะให้ไปเดี๋ยวนี้ล่ะคะ”
อาทิจมองดรุณีไม่วางตา
“ก็ไปได้”
ดรุณีโปรยตาให้อาทิจ
“งั้นไปเดี๋ยวนี้”
ดรุณีหยิบผ้ามาคลุมไหล่ ก่อนจะเดินนำอาทิจที่ใจเต้นโครมครามตามหลังออกไป ลุงเกร็งเดินเข้ามาจากทางครัวหลังบ้าน
“เป็นไงบ้างแม่แก้ว”
“ลงไปเดินในสวนส้มนู่นแล้ว ไม่รู้จะโดนงูงาบก่อนรึเปล่า”
”งูงาบไม่เป็นไร ฉันรักษาให้ได้ ว่าแต่แม่แก้วจะไม่ลองชิมยานั่นสักหยดเหรอ จะได้ชวนฉันลงไปเดินเล่นในสวนบ้าง”
แก้วถองศอกใส่ลุงเกร็ง
“ทะลึ่ง บ้า!ตาเกร็งนี่..อะไรก็ไม่รู้”
แก้วค้อนลุงเกร็ง แต่ก็แอบเขินไปมา

ดรุณีกับอาทิจเดินกอดอกห่อตัวด้วยความหนาวมาในสวน
“เราจะไปไหนกันดีคะ”
อาทิจมองตาเยิ้ม
“ตามใจน้องณีสิจ๊ะ น้องณีไปไหน พี่ไปด้วยทั้งนั้น”
ดรุณีหลบตาแล้วเปลี่ยนเรื่อง
“คิดถึงยายตุ่นจัง ยายตุ่นเขาชอบพระจันทร์ค่ะ ไม่ว่าจะข้างขึ้นข้างแรม เขาเห็นว่ามันสวยทั้งนั้น ยายตุ่นเขาน่ารักแล้วก็อารมณ์ดี ใครอยู่ใกล้ก็มีความสุขทุกคน”
ดรุณีปรายตามองอาทิจด้วยสายตา แบบที่ชายหนุ่มห้ามแล้วห้ามอีก
“พี่อาทิจว่าจริงมั้ยคะ”
อาทิจเห็นดรุณีมองมาด้วยสายตานารีพิฆาตแล้วใจเต้นระรัว อยากจะเข้าไปกอดไปหอมเหลือเกิน
“น้องณีว่าจริงมั้ยล่ะ”
แล้วอาทิจก็อดใจไม่ไหว ก้มไปหอมดรุณี แต่เป็นจังหวะที่หญิงสาวเบือนหน้าหนีสายตาอาทิจก่อนจะเดินออกมาพอดี ปลายจมูกของอาทิจจึงได้แตะแค่ปลายผมของหญิงสาว
“ณีว่าพี่เวก็แอบชอบยายตุ่นเหมือนกัน แต่ณีไม่ปล่อยโอกาสให้พี่เวทำคะแนนกับยายตุ่นหรอกค่ะ”
อาทิจแอบหยอดแกมเย้า
“เพราะน้องณีหวงคุณเว”
ดรุณีค้อนอาทิจวงเบ้อเริ่ม
“ไม่ใช่ค่ะ ณีเก็บยายตุ่นไว้ให้พี่อาทิจคนเดียวต่างหาก”
หญิงสาวหันมาเอาคืนด้วยการโปรยสายตานารีพิฆาตใส่อาทิจอีกรอบ
“พี่อาทิจเห็นใจณีรึยังคะ”
อาทิจใจจะละลายให้ได้
“เห็นสิครับ น้องรักของพี่”
ดรุณีสบสายตาอาทิจที่ส่งประกายตาระริกชนิดที่ทิ่มเข้าไปถึงกลางใจ หญิงสาวถึงกับใจสั่น เข่าอ่อนหมดเรี่ยวแรงจะเดิน อยากจะเป็นลมพับไปในอ้อมกอดของชายหนุ่มให้รู้แล้วรู้รอดไป
ดรุณีได้แต่คิด ในที่สุดก็แข็งใจเดินออกมา อาทิจเดินตามด้วยใจเตลิดกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว
“ยายตุ่นเขาทั้งรักทั้งหลงพี่อาทิจ พี่อาทิจเป็นชายในฝันของเขา”
“พี่อาจเป็นผู้ชายในฝันของใครก็ได้ แต่พี่อยากเป็นผู้ชายในชีวิตจริงของผู้หญิงเพียงคนเดียว อยากรู้มั้ยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
อาทิจจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหญิงสาวปานจะกลืนกิน ดรุณีรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ หญิงสาวร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ใจดีสู้เสือตะกุกตะกักตอบ
“จะใครคะ ถ้าไม่ใช่ยายตุ่น”
อาทิจยิ้ม ตาเป็นประกายวาว
“อย่าบอกนะคะว่าพี่อาทิจแอบไปปิ๊งใครที่ไหน ณีโกรธจริงๆด้วย ยายตุ่นรักพี่อาทิจนะคะ”
“แต่พี่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นรักพี่มากกว่าคุณตุ่น”
“ตกลงพี่อาทิจรักใคร บอกมาเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นณีจะกัดให้จมูกแหว่ง”
อาทิจทนไม่ไหว โอบกอดดรุณีเอาไว้แนบอก
“ช่วยกัดพี่หน่อยเถอะ พี่อยากจมูกแหว่งจะแย่แล้ว”
ดรุณียืนตัวสั่นใจสั่น เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวถูกชายหนุ่มกอดอย่างตั้งใจ..เนื้อแนบเนื้อ อาทิจค่อยๆโน้มหน้าลงมาเอาปลายจมูกไล้ตั้งแต่หน้าผากเรื่อยลงมาที่ริมฝีปาก ดรุณียืนตะลึง ใจหวิวเหมือนจะละลายอยู่ตรงนั้น
“รู้แล้วใช่มั้ยว่า ผู้หญิงที่พี่รักคือใคร”
อาทิจโน้มลงมาจูบ ดรุณีเบิกตาโตด้วยความไม่เคยและไร้เดียงสาในเรื่องความรัก..สักครู่หญิงสาวก็ปล่อยใจไปกับความรู้สึกพลุ่งพล่านที่ระเบิดอยู่ข้างใน
ร่างของทั้งคู่โน้มลงนอนบนผืนหญ้า มือที่ไต่หากันและเกาะเกี่ยวกันไว้ ด้วยความรักอันสุดซึ้งของหญิงชายคู่หนึ่งที่ระเบิดออกมา ไม่ใช่ด้วยความรุนแรงแต่เป็นความนุ่มนวลอย่างที่สุด เพราะต่างเป็นครั้งแรกของทั้งคู่...และครั้งแรกของกันและกัน



ลุงเกร็งเดินสะพายย่ามกลับมาที่บ้าน ผ่าน ต๊อด อึ่ง พัน ที่นั่งกอดเข่าจับกลุ่มคุยกันรอบกองไฟอย่างเซ็งๆ ทันใดต๊อดผุดลุกขึ้นยืน ท่าทางขึงขัง
“ข้าทนไม่ไหวแล้ว ข้าจะไปขอร้องไม่ให้นายไปอยู่กรุงเทพฯกับคุณตุ่น”
อึ่งลุกขึ้นยืนด้วย
“ข้าด้วย ถึงนายจะเตะ จะต่อย จะเข่า จะศอก จะถีบ ข้าก็ยอม แต่ข้าจะไม่ยอมให้นายไปเด็ดขาด”
พันลุกขึ้นยืนตาม
“เอ้า....ถ้างั้น เป็นไงเป็นกัน!”
สามคนจะขยับเดินออกไป ลุงเกร็งรีบมาดักห้าม กลัวแผนแตก
“คุณอาทิจไม่ไปหรอก เอ้า..นั่งๆๆๆ”
ลุงเกร็งกดไหล่ทั้ง 3 คนให้ลงนั่ง
“น้าเกร็งรู้ได้ยังไง” พันถาม
“เอาน่า ข้ารู้ก็แล้วกัน”
“นายบอกน้าเกร็งเหรอ” อึ่งซัก
“เออ...” ลุงเกร็งยิ้มมีเลศนัย “บอกด้วยการกระทำ”
ต๊อดส่ายหน้า
“แต่...ของอย่างนี้มันต้องได้ยินจากปากนา ข้าว่าไปคุยกันให้รู้เรื่องเลยดีกว่า อึ่งไป..เดิน ลัดสวนส้ม ไปแป๊บเดียว”
ทั้งสามคนลุกขึ้นจะเดินออก แต่ลุงเกร็งเอาสองมือดึงเสื้ออึ่งกับพัน เอาขาเกี่ยวต๊อดไว้
“เฮ้ย..อย่าไป อยู่เป็นเพื่อนข้าก่อน”
อึ่งพยายามดิ้น
“ไม่ได้ ตอนนี้เรื่องอะไรก็ไม่สำคัญเท่าเรื่องนาย จริงมั้ยวะ!”
ต๊อดกับพันเสียงดัง..แข็งขัน
“ จริง!”
ลุงเกร็งแกล้งบ่น
“อุตส่าห์ซื้อเหล้าเจ๊กจูมา 80 ดีกรี จุดไฟติดพึ่บ”
ทั้ง 3 คนซึ่งกำลังเดินออกมาชะงักกึก หันกลับไปหาลุงเกร็ง แล้วตะโกนพร้อมกัน
“ไหนล่ะ !”
ลุงเกร็งแอบยิ้ม..โล่งใจ


ค่ำคืนนั้น...ดรุณีนอนซบอยู่บนต้นแขนอาทิจที่ก้มลงมาคลอเคลียดรุณีเสียงกระเส่า
“พี่รักน้องณี”
ชายหนุ่มขยับเข้ามาจูบมาหอมหญิงสาวอยู่นั่นแล้ว และทำท่าว่าจะเริ่มต้นอีกครั้ง ถ้าดรุณีไม่ขยับลุกขึ้นนั่งเอาผ้าคลุมไหล่ซะก่อน
“กลับขึ้นบ้านกันเถอะค่ะ น้ำค้างลงแรง เสื้อผ้าชื้นหมดแล้ว”
อาทิจขยับลุกแล้วส่งมือให้ดรุณียึดเพื่อดึงตัวเองขึ้นยืน แล้วกระซิบถามหญิงสาวที่ข้างหู
“เดินไหวมั้ย”
ดรุณียิ้มหวาน
“ไหวค่ะ แต่..ขี้เกียจเดิน”
อาทิจกระซิบวาบหวามอีกที
“งั้นพี่เดินให้เอง”
ว่าแล้วอาทิจก็ช้อนตัวหญิงสาวขึ้นอุ้มอย่างทะนุถนอม ก่อนจะพาเดินออกไป สองหนุ่มสาวตระกองกอดกัน โดยมีส้มทั้งสวนของคุณย่าเป็นพยาน


อาทิจอุ้มดรุณีลงนั่งที่เตียงอย่างละมุนละไม
“พี่เปลี่ยนเสื้อให้นะ ชื้นไปหมดแล้ว”
“ณีเปลี่ยนเองค่ะ พี่อาทิจนอนเถอะ”
อาทิจแกล้งพาซื่อ ล้มตัวลงนอนหนุนตักดรุณีทันที
“ไม่ใช่ห้องนี้ค่ะ ห้องคุณย่า”
อาทิจอ้อน
“ง่วงน่ะ นอนนี่ไม่ได้เหรอ..นะ”
“ไม่ได้ค่ะ” ดรุณีดันตัวอาทิจให้ลุกขึ้น “ไปค่ะ พรุ่งนี้ต้องไปหายายตุ่นแต่เช้านะคะ”
อาทิจจำต้องลุกจากเตียง แล้วเดินเหลียวหลังกลับมามองดรุณีอย่างอ้อยอิ่ง จนกระทั่งหายเข้าไปในห้องน้ำ ดรุณีจะลุกมาเปลี่ยนเสื้อ แต่ไม่ทันได้ขยับลุก เขาก็โผล่จากห้องน้ำเข้ามาหาหญิงสาวอีกครั้ง
อาทิจอายแต่อยากนอนกอดเมียมากกว่า
“ขอนอนด้วยคนนะน้องณี นอนคนเดียวพี่กลัวผี”
ดรุณีอ่านสายตาและท่าทางของอาทิจออก รู้ดีว่าชายหนุ่มคิดอะไร อาทิจไม่รอดรุณีอนุญาต ชายหนุ่มลงนอนแล้วเข้ามากอดหญิงสาวแน่น อ้อนต่อ
“ต่อไปพี่จะทำยังไงดีถึงจะนอนคนเดียวได้”
ดรุณีขำกับมุกอ้อนของอาทิจ ใครจะคิดว่าผู้ชายที่จริงจังบ้างาน จะอ้อนเป็นเด็กได้ขนาดนี้ อาทิจต่อยอดอีกด้วยการกระซิบข้างหู
“เปลี่ยนเสื้อกันนะ เสื้อพี่ก็ชื้นเหมือนกัน”
ดรุณีไม่ทันค้านอะไร เพราะอาทิจก้มลงมาจูบปิดปากหญิงสาวเสียก่อน


เช้าวันใหม่...ท้องฟ้าค่อยๆสว่างขึ้นรับเช้าวันใหม่ ทั้งคู่นอนกอดกันบนเตียง ดรุณีหนุนแขนอาทิจต่างหมอน
อาทิจเฝ้ามองดรุณีนอนหลับตาพริ้ม ชายหนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ยิ้มแล้วยิ้มเล่า เฝ้าแต่ยิ้ม
สักครู่..ดรุณีงัวเงียตื่นลืมตา หญิงสาวเห็นอาทิจนอนยิ้มอยู่ข้างๆก็อาย แก้มแดง
อาทิจจูบที่หน้าผากด้วยความรัก...
“ตื่นแล้วเหรอคนดี”
“พี่อาทิจ..ทำไม..ยังไม่ไปทำงานคะ”
“อยากอยู่กับเมีย อยากกอด อยากหอมทั้งวัน ขอลาหยุดสักวันนะ”
อาทิจทั้งกอดทั้งหอม ดรุณีอายมาก ผลักชายหนุ่มออก
“ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวน้าแก้วสงสัย พี่อาทิจรีบเข้าไปสั่งงานก่อนเถอะค่ะ ไปหายายตุ่นช้าไม่ดีนะคะ ณีจะเก็บเสื้อผ้าให้”
อาทิจหยอก
“หน้าที่ภรรยาที่ดี”
“คนที่รออยู่กรุงเทพฯต่างหากคะ...ภรรยา”
“แล้วคนนี้ล่ะ”
ดรุณีทั้งเก้อ..ทั้งเขิน..ทั้งอาย
“น้อง”
อาทิจเลิกคิ้วถาม
“น้อง...น้องรัก...ขอรักน้องอีกสักครั้งจะได้มั้ย”
อาทิจก้มลงมาจะจูบ ดรุณีเอามือบีบจมูกอาทิจไปมา
“เดี๋ยวกัดจมูกแหว่ง”
“ยอมให้กัด..อะ”
อาทิจหลับตาพริ้มยื่นหน้าไปหา เป็นครั้งแรกที่ดรุณีมองอาทิจอย่างเต็มตา..ใบหน้าที่เล็กเรียว คิ้วที่เข้ม จมูกโด่งเป็นสันคม ปากบางแต่ดูเด็ดเดี่ยว ผู้ชายคนนี้คือคนที่เป็นเจ้าของใจและกายของเธอ หญิงสาวยิ้มอย่างเป็นสุข
อาทิจค่อยๆลืมตาขึ้นมามองดรุณี หญิงสาวกลบเกลื่อนด้วยการดันชายหนุ่มให้ลุกขึ้นจากเตียง
“ไปอาบน้ำได้แล้ว”
อาทิจลุกจากเตียงอย่างจำใจ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำแล้วเดินออกมาอีกรอบ ดรุณีดุ
“พี่อาทิจ”
“พี่จะบอกแค่ว่า พี่รู้แล้วว่าคุณย่าให้พี่ขึ้นมานอนห้องท่านทำไม รู้อย่างนี้พี่ย้ายขึ้นมาอยู่ตั้งนานแล้ว”
ดรุณียิ้มขำ ตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความสุข อาทิจเคลิ้ม
“บอกแล้วไงว่า อย่ามองพี่ด้วยสายตาแบบนี้”
“จะมอง จะทำไม”
“ไม่ไปทำงานแล้ว อยู่กับเมียดีกว่า”
อาทิจเดินอ้อนเข้ามาหาดรุณี
“ไม่เอา ไปทำงานเดี๋ยวนี้ กล้าขัดคำสั่งคุณย่าเหรอ”
“ดุจริง”
อาทิจยอมเดินกลับไปที่ห้องน้ำ ในขณะที่ดรุณีมองตามชายหนุ่มแล้วยิ้มมีความสุข


ช่วงสาย...อาทิจเดินนำต๊อด เข้าไปหาลุงเกร็งซึ่งกำลังยืนสั่งงานคนงานให้ปล่อยน้ำเข้านา
“มีอะไรรึเปล่าครับลุงเกร็ง”
ลุงเกร็งหันมาบอก
“ไม่มีครับคุณอาทิจ ผมแค่สั่งให้คนงานปล่อยน้ำเข้านาอีกนิด”
อาทิจมองไปทั่วๆ
“น่าจะอีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์ถึงจะเกี่ยวข้าวได้”
“ก็ประมาณนั้นล่ะครับ”
“ยังพอมีเวลา”
ต๊อดเสนอหน้ามาถาม
“มีเวลาอะไรเหรอนาย”
“ไม่รู้อะไรสักเรื่องมันจะขาดใจตายมั้ยวะ...ผมฝากดูแลที่นี่ด้วยนะลุงเกร็ง”
อาทิจหมุนตัวเดินกลับออกไป ด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ต๊อดมองตาม
“วันนี้นายเป็นอะไรลุกลี้ลุกลนจริง เหมือนไม่อยากมาทำงาน เมื่อกี้แวะไปที่สวนส้มก็ฝากพี่ฑูรดูแล ที่ไร่กะหล่ำปลีก็ให้ไอ้อึ่งจัดการ ส่วนไอ้พันถูกส่งไปเก็บกล้วย นายไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย มันยังไงๆอยู่นา”
“สงสัย..เอ็งก็วิ่งไปถามสิ ยังทัน”
“ทันกับผีอะไรล่ะน้าเกร็ง โน่น..ซิ่งมอเตอร์ไซด์ไปโน่นแล้ว จะรีบไปไหนของเขานะ”
ลุงเกร็งส่ายหน้าแล้วหันไปทำงานต่อ ปล่อยให้ต๊อดยืนคิดคิ้วขมวด...งานนี้ต้อง...ตามไปดู


ดรุณีพับเสื้อผ้าอาทิจใส่กระเป๋า อาทิจโผเข้ามากอดดรุณีจากทางด้านหลัง
“เสร็จรึยังครับน้องณี”
ดรุณีตกใจ
“เร่งจัง อยากจะไปเร็วๆใช่มั้ยล่ะ”
อาทิจยิ้มเฉ่ง
“ใช่แล้ว อยากไปใจจะขาด”
ดรุณีงอน
“งั้นก็รีบไปสิ”
“แล้วกระเป๋าน้องณีล่ะ”
“ณีไปเป็นเพื่อนพี่อาทิจ ส่งพี่อาทิจให้ถึงมือยายตุ่นแล้วณีก็กลับ จะให้เตรียมเสื้อผ้าไปทำไม”
“ไปส่งพี่ให้คนอื่นแล้วจะทิ้งพี่ไว้กับเขาอย่างนั้นเหรอ ใจดำจัง”
“ใครกันแน่ที่ใจดำ”
ทั้งคู่ยืนมองตากัน สักครู่..ดรุณีเป็นฝ่ายตัดสินใจพูดอย่างจริงจัง

“พี่อาทิจ..เรื่องระหว่างเราเมื่อคืนนี้ พี่อาทิจ..ลืมมัน...”
อาทิจรู้ว่าดรุณีจะพูดอะไร และหมายถึงอะไร
“อย่าพูดแบบนี้อีกนะน้องณี พี่ไม่มีวันลืมเรื่องเมื่อคืนนี้ เพราะพี่ไม่เคยลืมเรื่องระหว่างเรา นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเจอกันด้วยซ้ำไป”

ดรุณีอื้ออึง..หญิงสาวรู้สึกหัวใจเป็นสุขอย่างประหลาด แต่ก็เป็นทุกข์อย่างมหันต์ เมื่อนึกถึงความยุ่งยากที่จะตามมา

 
อ่านต่อหน้า 2
ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 16 อวสาน (ต่อ)
 

อึ่งเดินเข้ามาที่แปลงกะหล่ำปลีอย่างหงุดหงิดอารมณ์เสีย

“ก็ไหนน้าเกร็งบอกนายจะไม่ไปหาคุณตุ่นแล้วไงวะ หรือว่า..นายเปลี่ยนใจ”
ต๊อดยืนคู่กับพันอยู่อีกฝั่ง ร้องบอก
“คงงั้น..มันจะมีเรื่องที่ทำให้ผู้ชายบ้างานอย่างนายลุกลี้ลุกลนได้สักกี่เรื่องวะ ถ้าไม่ใช่เรื่องความรัก”
พันสะบัดสะบิ้ง
“ผู้ชายใจร้าย ใจโลเล!”
อึ่งสะดิ้งกว่า
“ปลิ้นปล้อน หลอกลวง! เมื่อคืนพูดอย่าง วันนี้ทำอีกอย่าง”
“เอ็ง 2 คนมาทำสะดีดสะดิ้งเป็นเมียน้อยนายตรงนี้ แล้วมันจะรู้เรื่องเหรอวะ”
อึ่งกับพันหันไปมองต๊อด ตาเป็นประกายวาวอย่างรู้ทัน


อาทิจสะพายกระเป๋าเสื้อผ้ามาที่ระเบียง แก้วแจ้นเข้าไปหา
“หวังว่าคุณอาทิจคงไม่พาคุณณีลงไปกรุงเทพฯจริงๆนะคะ”
“ไปครับ”
“ถ้างั้นก็หวังว่าจะไม่ไปหาคุณตุ่น”
“ไปครับ”
แก้วงอน
“คุณอาทิจน่ะ น้าแก้วโกรธคุณอาทิจแล้วนะ คุณอาทิจไม่ได้รักคุณณีหรือคะ เรื่องมันมาจนขนาดนี้แล้ว ใจคอคุณอาทิจจะแค่พาคุณณีไปเป็นเพื่อน แล้วปล่อยให้คุณณีขับรถกลับบ้านคนเดียวอย่างนั้นหรือคะ”
“ใครบอกน้าแก้วครับว่าผมจะปล่อยให้น้องณีกลับบ้านคนเดียว ต่อให้น้องณีไล่ผมไปจากที่นี่ ผมก็จะตื้อ จะอยู่ด้วยกันอย่างนี้ล่ะ”
แก้วปรับอารมณ์แทบไม่ทัน
“อ้าว...แล้ว..คุณณีทราบรึยังคะ”
“ยังครับ ผมไม่ได้พูดอะไร”
“ร้ายจริงเชียวคุณอาทิจนี่ ยังไงก็ออมแรงนิดนะคะ คุณณีไม่ค่อยสบายค่ะ เมื่อเช้าลงมาขอยาน้าแก้วกิน สงสัยจะตรอมใจคิดว่าคุณอาทิจจะไปอยู่กับคุณตุ่นน่ะค่ะ”
อาทิจพยักหน้ายิ้ม..รับรู้ แล้วหางตาอาทิจก็เหลือบไปเห็น...ที่ใต้ถุนบ้าน ต๊อด อึ่ง พันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแอบดู ขณะเดียวกัน ดรุณีสะพายกระเป๋าธรรมดา ไม่ใช่กระเป๋าเดินทางมาด้วยสีหน้าหมองๆ
“เรียบร้อยแล้วค่ะ รีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวยายตุ่นจะรอ”
แก้วหน้าตาย
“ขากลับ ขับรถคนเดียวต้องระวังนะคะคุณณี”
แก้วส่งยิ้มคิกคิ้วให้อาทิจ ดรุณีปั้นยิ้ม
“สบายอยู่แล้วค่ะ”
“น้าแก้วไปจัดยาให้คุณณีเลยดีกว่า เผื่อเป็นไข้ปวดหัวขึ้นมาจะได้กินเลย”
แก้วเดินออกไป อาทิจยิ้มให้ดรุณีกรุ้มกริ่ม หญิงสาวหลบตา รู้ตัวว่าขืนสบตาด้วยนานๆ อาจจะตัดใจจากชายหนุ่มไม่ได้ ต๊อดกระซิบ...
“เอ็ง 2 คน ขึ้นไปขอร้องนายสิวะ นายจะไปแล้วนะเว้ย”
พันผลักต๊อด
“เอ็งก็ขึ้นไปสิ”
“โธ่..ไอ้พวกเก่งแต่ปาก ไอ้ขี้ขลาด..ไอ้...ไอ้อ่อนเอ๊ยยย” อึ่งบ่น
พันหันขวับมาหา
“เอ็งจะขึ้นไป”
“ที่ข้าด่าน่ะ ด่าตัวเองด้วย”
ต๊อด พัน เขกหัวอึ่งพร้อมกัน อึ่งส่งเสียงอู้อี้เอามือขยี้หัวให้หายเจ็บ ขณะเดียวกันแก้วถือกระติกน้ำออกมาพร้อมกับยา
“ติดน้ำร้อนไปด้วยนะคะ เผื่ออยากดื่มกาแฟระหว่างทาง”
อาทิจรีบบอก
“เอาเป็นน้ำอุ่นดีกว่าครับ น้องณีจะได้เอาไว้กินยา ผมจัดการเองครับ”
อึ่งโพล่งขึ้นมา
“แล้วน้ำร้อนล่ะ”
สิ้นสุดคำพูดอึ่ง ทั้งสามเหมือนจะรู้ชะตากรรม เงยหน้ามองขึ้นไปบนบ้าน พร้อมๆกับที่มืออาทิจสาดน้ำร้อนลงมา..สายน้ำร้อนแตกกระสานซ่านเซนลงมาที่สามเกลอ ที่พากันคลางโหยหวน
“เสียงอะไร” แก้วงง
ทั้งสามคนพร้อมใจกันหอน
“โอ๊ย..เอ๋ง...เอ๋ง.โฮ่ง...โอ๊ย”
แล้วต่างก็วิ่งซมซานไป แก้วบ่น
“หมู่นี้หมา แมว มาจากไหน เยอะจริง”
อาทิจซึ่งเคยสวมวิญญาณเป็นแมวเหมียวสะดุ้งเล็กๆ ก่อนจะหันไปมองตามสามลิง แล้วแอบขำ ก่อนจะเบนสายตามาที่ดรุณี เห็นหญิงสาวนั่งนิ่ง..ซึม..เหมือนคิดหนักอยู่ตลอดเวลา



ประเวทย์แปลกใจ เมื่อเวทางค์บอกถึงการตัดสินใจของตัวเอง
“ไปเรียนเมืองนอก”
“ครับ ผมอยากเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ ยูฯนี้มีชื่อเสียงด้านนี้ครับ”
วิไลลักษณ์ปราดเข้ามารัวคำถามใส่
“ยูไหน รัฐอะไร ประเทศอะไร ไปกับใคร จะอยู่ยังไง ที่สำคัญที่สุดลูกจบรัฐศาสตร์มานะ จะไปเรียนออกแบบให้เสียเวลาทำไม”
เวทางค์มีท่าทีเกรงใจ บอกไม่เต็มเสียง
“ผม ผมคิดว่าผมคงไม่เหมาะกับงานปกครอง”
วิไลลักษณ์รีบเสนอ
“ก็เลือกเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อก็ได้”
“ผมไม่ค่อยมีมนุษย์สัมพันธ์กับใคร ฝืนยิ้มฝืนคุยกับใครไม่ค่อยเป็น..คุณแม่ก็รู้”
วิไลลักษณ์โกรธที่ลูกขัดใจ
“ ที่เปลี่ยนใจก็เพราะจะตามนังเต่าตุ่นนั่นไปใช่มั้ย แล้ว 4 ปีที่เสียเวลาไปล่ะตาเว!”
ประเวทย์ขัด...
“ก็คิดว่ามันเป็น 4 ปี ที่ลูกค้นพบตัวเองสิคุณวิไล คุณน่าจะดีใจที่ลูกได้รู้ใจตัวเองจริงๆว่าอยากทำอะไร และเลือกทำในสิ่งที่เขารักเขาชอบ”
วิไลลักษณ์ไม่พอใจ
“แต่ตาเวเคยบอกว่าอยากเป็นผู้ว่าฯเหมือนพ่อ เป็นทูตเหมือนลุง”
“ก็คุณพูดกรอกหูลูกทุกวัน ตาเวอยากจะเป็นในสิ่งที่แม่ต้องการเพราะเขารักแม่ต่างหาก”
วิไลลักษณ์มองหน้าเวทางค์ซึ่งมีน้ำตาคลอเล็กๆ นั่นทำให้ผู้เป็นแม่ถึงกับอึ้ง วิยะดาซึ่งนั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่แถวนั้นถึงกับปิดหนังสือ เพราะพ่อพูดโดนใจเหลือเกิน ประเวทย์อธิบาย...
“คุณไม่ได้กำหนดชีวิตและอนาคตของลูกอย่างเดียว แต่คุณคือคนที่กำจิตใจของเขาไว้ด้วย ถ้าคุณย้อนกลับไปคิดให้ดี คุณจะเห็นว่าตาเวไม่เคยขัดใจคุณเรื่องยายณีเลย ตาเวยอมตามใจคุณก็เพราะเขารักแม่ของเขาเท่านั้น”
วิยะดาน้ำตาตกเพราะสิ่งที่พ่อพูด มันคือความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดมาก่อน วิไลลักษณ์มองลูกชายสุดที่รักแล้วสะท้อนในหัวอก น้ำตาซึม
“ถึงเวลาที่คุณควรจะรักลูกให้มากเหมือนอย่างที่ลูกรักคุณแล้วคุณวิไล ปล่อยให้เขาได้โต ได้เดินไปข้างหน้าบนเส้นทางที่เขาเลือกเอง แล้วคุณจะมีความสุขที่เห็นลูกของคุณมีความสุข คุณจำได้มั้ยว่าคุณได้ยินเสียงหัวเราะ ได้เห็นรอยยิ้มของตาเวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”
วิไลลักษณ์ ร้องไห้โฮ..จริงสิ..ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยเห็นเวทางค์หัวเราะหรือยิ้มออกมาเลย เธอโผเข้ากอดลูกชายทันที...
“แม่ขอโทษลูก..แม่ขอโทษ...”
เวทางค์กอดแม่แน่น..ชายหนุ่มยิ้มออกมา..เป็นรอยยิ้มบนคราบน้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข วิยะดาโผเข้าไปกอดพ่อ น้ำตานองหน้าแต่เต็มไปด้วยความสุขเช่นกัน


อาทิจขับรถมาตามเส้นทางที่สองข้างทางเป็นเทือกเขาสวยงาม ดรุณีหันหน้าออกมามองทิวทัศน์ที่กระจกข้างๆ หน้าตาเศร้าสร้อย ชายหนุ่มหันมอง รู้ว่าดรุณีคิดอะไร...
“เป็นอะไรจ๊ะน้องณี นั่งเงียบไม่พูดไม่จาเลย”
ดรุณีหันมาฝืนยิ้มกับอาทิจ
“ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แค่มึนนิดหน่อย คงเพราะยาน่ะค่ะ”
อาทิจจอดรถ ดรุณีหันมามองชายหนุ่มงงๆ
“จอดทำไมคะ”
อาทิจปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเอง แล้วโน้มตัวมาหา ดรุณีคิดว่าอาทิจจะโน้มตัวเข้ามาจูบ ทำหน้าตื่นๆ
“อย่านะคะพี่อาทิจ”
“ทำไมล่ะ”
“ณี...ณีไม่อยากทำผิดกับยายตุ่นไปมากกว่านี้”
อาทิจหัวเราะขำดรุณี
“แค่นอนเอนหลังให้สบาย คงไม่ผิดมากหรอกมั้ง”
อาทิจโน้มตัวผ่านดรุณีไปกดปรับที่นั่งของหญิงสาว เพื่อเอนให้นอนในท่าที่สบาย ดรุณีเก้อเมื่อรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด เลยเผลอปล่อยตัวตามสบาย แต่...ขากลับ อาทิจไม่ได้ถอนตัวออกมาเปล่าๆ ชายหนุ่มแอบหอมแก้มหญิงสาวฟอดใหญ่เป็นของแถม
ดรุณีไม่ทันตั้งตัว ค้อนให้อาทิจวงเบ้อเริ่ม
“พี่อาทิจนะ”
“ชื่นใจจัง เอาล่ะ..ทีนี้หลับให้สบายได้แล้วจ้ะ พี่สัญญาว่าจะไม่กวนใจแล้ว ถึงปลายทางเมื่อไหร่ พี่จะปลุกนะ.. หลับตา”
ดรุณีมองอาทิจอย่างระแวดระวัง
“หลับหรือไม่หลับ”
อาทิจแกล้งโน้มตัวมาหา เป็นการขู่จะจูบด้วยภาษากาย ดรุณีรีบหลับตาลงทันที อาทิจมองหญิงสาวทั้งขำทั้งเอ็นดูสุดๆ
อาทิจขับรถออกมาตามเทือกเขาตระหง่านเสียดฟ้า



แก้วหัวเราะอารมณ์ดี โดยมีลุงเกร็งนั่งมองอยู่ข้างๆ แรกๆก็รู้สึกดีที่ทำให้แก้วมีความสุข แต่สักพัก..เห็นแก้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆก็ชักกลัว
“ผีเข้าเหรอแม่แก้ว จะหัวเราะอะไรนักหนา”
“ก็คนมีความสุข จะให้ร้องไห้รึไง”
“ไหนว่าคุณอาทิจพาคุณณีไปหาคุณตุ่น”
“จะพาไปหรือไม่..ฉันไม่สน แค่รู้ว่าคุณอาทิจจะกลับมาที่นี่พร้อมคุณณีเป็นพอ ยังไงก็ต้องขอบใจแกมากนะตาเกร็ง ที่ทำให้สองคนนั่นรักกันได้ ยาแกนี่วิเศษจริงๆ ว่าแต่..ไปขุดเอาว่านอะไรมาหา..สีงี้..เขียวอี๋อย่างแรง”
“อยากจะแอบไปขุดมากินบ้างล่ะสิ ก็ไอ้ที่ปลูกเป็นกออยู่ข้างตุ่มน้ำหลังบ้านไง”
แก้วงง
“ว่านอะไรวะ แถวนั้นมีแต่ใบเตย”
“ก็ใบเตยนั่นแหละ ไม่ใช่ยาวิเศษอะไรหรอก”
“อะไรของแก”
“ยาอะไรมันจะทำให้คนรักกันได้ ถึงมี...มันก็แค่ทำให้เคลิ้มให้หลงชั่วครั้งชั่วคราว ถ้าไม่มีใจให้กันมาก่อน ยังไง๊มันก็อยู่กันไม่ยืด สองคนนั่นเขารักกันผูกพันกันแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ใจตัวเองเท่านั้น ก็เหมือนฉันที่รักและผูกพันกับแม่แก้วมานานนั่นล่ะ”
ลุงเกร็งเอามือโอบไหล่แก้ว
“นี่แน่ะผูกพัน ! เผลอเป็นไม่ได้”
แก้วเอาศอกถองใส่ท้อง ลุงเกร็งเอามือกุมท้องทั้งจุกทั้งเสียด



เช้าตรู่วันใหม่...ดรุณีหลับอยู่บนเบาะที่เอนราบบนรถ สักครู่หญิงสาวค่อยๆลืมตาตื่นแล้วลุกนั่งอย่างงัวเงีย สักครู่..ความง่วงงัวเงียก็หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเห็น....ท้องทะเลสีครามเบื้องหน้า หญิงสาวตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ อาทิจขยับมาเปิดประตูรถ
“เชิญครับ..คุณผู้หญิง”
ดรุณีลงจากรถ เห็นรถจอดลงไปบนหาดทราย
“อะไรกันคะเนี่ย”
“ก็น้องณีอยากมาทะเลไม่ใช่เหรอ”
“แล้ว..ยายตุ่น”
“เรื่องผู้หญิงอื่นเอาไว้ที่หลัง ตอนนี้ผู้หญิงคนนี้สำคัญที่สุด ไปครับ..เดินเล่นกัน”
อาทิจสวมหมวกถักปีกกว้างกันแดดกันลมให้ดรุณี ก่อนจะส่งมือให้หญิงสาว แล้วจูงมือกันเดินไปที่ทะเลสีครามเบื้องหน้า สักครู่..ชายหนุ่มก็หยุดเดิน
“เหนื่อยเหรอคะ”
“เดินแค่นี้จะเหนื่อยอะไร”
“ถ้างั้นก็..แดดแรงไป”
“ทำงานกลางแดดทุกวัน แค่นี้สบายมาก”
“หรือว่า..ลม”
“จะแดดเปรี้ยง ลมแรง ฟ้าหลัว ฝนกระหน่ำ หิมะถล่มยังไงพี่ก็ทนได้”
ดรุณีงง
“ทนได้ แล้ว..พี่อาทิจหยุดเดินทำไมคะ”
“ก็มันมีเรื่องที่พี่ทนไม่ได้อยู่เรื่องเดียว”
“คือ...”
“คือ...พี่..ทนอยู่คนเดียวต่อไปไม่ได้แล้ว อยู่กับพี่นะ..น้องณี”
อาทิจมองสบตาเธออย่างลึกซึ้ง ดรุณีทั้งตกใจทั้งดีใจ หญิงสาวไม่ทันตั้งตัว
“พี่อาทิจ”
อาทิจกุมมือหญิงสาวไว้อย่างทะนุถนอม
“แต่งงานกับพี่นะ”
ดรุณีปากคอสั่น ใจสั่น
“แล้วยายตุ่น”
“คุณตุ่นรู้อยู่แล้วว่าต้องมีวันนี้ วันที่พี่ขอน้องณีแต่งงาน คนอื่นไม่มีปัญหาหรอกจะมีก็แต่คนนี้ ว่ายังไงครับคนดี แต่งงานกับพี่นะ”
ดรุณีน้ำตาเอ่อท้นขึ้นมา หญิงสาวยิ้มแก้มปริ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่พยักหน้ารับคำ ชายหนุ่มดีใจ ยืนหมุนบิดไปบิดมาอย่างไปไม่เป็น สักครู่ก็ทนเก็บความดีใจไว้ไม่ไหว วิ่งเลียบชายหาดออกมาแล้วแหกปากแหกแข้งแหกขา ชูมือไม้ตะโกนลั่น
“เย้ๆ”
อาทิจวิ่งกลับไปกระโดดกอดดรุณี แล้วอุ้มหญิงสาวขึ้นเหวี่ยงไปมา..ดีใจสุดๆ



บ่ายวันนั้น...อาทิจว่ายน้ำไล่หลังดรุณี ตัดกับเส้นขอบฟ้าไปมาเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า ดรุณีผู้ซึ่งไม่เคยมาทะเล ดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนาน
อาทิจออกแรงว่ายขึ้นมาเทียบดรุณี แต่ดรุณีไม่ยอมแพ้ จะว่ายหนี ชายหนุ่มไม่ยอมพลาดโอกาสรีบคว้าตัวดรุณีไว้แล้วกอดแน่น ไม่ยอมให้หนีไปไหน แล้วพากันมายืนหอบด้วยความเหนื่อยบนฝั่ง
“มาจากไหนกันจ๊ะหนูจ๋า ว่ายเอาๆอย่างกับไม่เคยเห็นทะเล” อาทิจแกล้งแซว
“ก็หนูมาจากหลังเขา ไม่เคยเห็นทะเลจริงๆนี่นา”
“เหนื่อยมั้ย”
ดรุณีหอบแต่ยังไม่ยอมแพ้
“ไม่เหนื่อย”
“ไม่เชื่อ ไหนลองยกมือให้ดูหน่อยซิ”
ดรุณียกมือทั้งสองข้างขึ้นมา งงนิดๆ อาทิจให้ยกมือทำไม แล้วเขาก็ดึงมือขวาของเธอลง
“ขอแค่มือซ้ายกับนิ้วซ้าย..แค่นั้น”
อาทิจใช้มือซ้ายของตัวเองรองมือซ้ายดรุณี แล้วสวมแหวนทองเกลี้ยงที่อยู่ในมือขวาที่นิ้วนางข้างซ้ายให้ ดรุณีที่ยืนหอบอยู่แล้ว แทบลืมหายใจ หญิงสาวตื่นเต้นจนแทบจะยืนไม่อยู่
“แหวนวงนี้ไม่ได้มีราคาแพงเหมือนแหวนเพชรของใคร แต่เป็นแหวนที่พี่เก็บหอมรอมริบทุกบาททุกสตางค์ไว้เพื่อแลกมันมาให้น้องณี”
ดรุณีปลื้มใจน้ำตาคลอ
“ถึงมันจะไม่ได้มีราคาแพง แต่มันมีคุณค่าทางใจมหาศาลสำหรับณี เพราะมันเป็นแหวนที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของพี่อาทิจ และณีจะสวมติดนิ้วไปจนวันตาย”
“ขอบคุณมากนะน้องณี ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่มีให้กัน”
อาทิจก้มลงจูบมือข้างที่สวมแหวนให้หญิงสาว แล้วขยับเข้ามาจะจูบที่ปากดรุณีต่อ เธอผละออกแล้วแกล้งยั่ว
“ว่ายน้ำแข่งกันก่อน ถ้าชนะแล้วจะใ
กำลังโหลดความคิดเห็น...