xs
xsm
sm
md
lg

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 10

เมื่อเข้ามาในเมือง...อาทิจเดินมาหน้าธนาคารกลางเมืองเชียงใหม่ ชายหนุ่มเดินเข้าไปในธนาคาร ดรุณีเดินมากำลังจะเดินผ่านไปแต่แล้วหญิงสาวก็วกกลับไปทางเดิมที่เดิน...
 
อาทิจเดินออกมาจากธนาคาร ชายหนุ่มชะงักที่เดินมาเจอะดรุณีเอากลางทางทั้งแปลกใจทั้งดีใจ
“คุณณี มาทำอะไรแถวนี้ครับ”
ดรุณี รู้สึกไม่ต่างจากอาทิจแต่ก็ทำพูดตามปกติเหมือนไม่ได้ตื่นเต้น
“พอดีพี่เวพา ยายวิแวะไปรับเสื้อที่ร้าน มันต้องแก้นิดหน่อย ฉันไม่อยากรอก็เลยว่าจะกลับมาอ่านหนังสือที่รถ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าลืมของทิ้งไว้ที่ร้านนั่นอีก ว่าจะกลับไปเอา แล้วนายมาทำอะไรแถวนี้”
“ผมมาโอนเงินให้คุณพ่อ แต่ลืมเลขที่บัญชีไว้ที่รถ จะกลับไปเอาเหมือนกัน”
“ถ้าไม่เพราะความขี้ลืม เราก็คงไม่ได้เจอกันนะ”
“ครับ”
ทั้งคู่ยิ้มกันไปมาจนสักพักก็รู้สึกตัวแล้วเก้อด้วยกันทั้งคู่ แล้วอาทิจก็พูดในสิ่งที่อยากจะพูด
“ผมยินดีด้วยนะครับคุณณี คุณเก่งมาก ผมรู้ว่าคุณย่าภูมิใจในตัวคุณมากแค่ไหน”
ดรุณียิ้มหน้าบาน หญิงสาวกำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับเขาแต่...เวทางค์ถือกระเป๋าเงินดรุณีเข้ามาแทรกซะก่อน
“น้องณี...” เวทางค์มองหน้าอาทิจ “นี่นายแอบสะกดรอยตามฉันมารึไง”
“นายอาทิจมาทำธุระที่แบงค์ แต่ณีน่ะลืมกระเป๋า ว่าจะกลับไปเอาที่ร้าน ก็เลยเจอกันโดยบังเอิญน่ะค่ะ”
เวทางค์ยื่นกระเป๋าให้
“นี่ไง พี่หยิบมาให้แล้วจ้ะ เรารีบไปกันเถอะ”
“แล้วยายวิล่ะคะ”
“รออยู่ที่ร้านจ้ะ เดี๋ยวเราไปรับแล้วตรงเข้ากรุงเทพเลย...ไป” เวทางค์หันมาหาอาทิจอีกครั้ง “หวังว่าคงไม่บังเอิญไปเจอนายที่กรุงเทพอีกนะ”
เวทางค์ดึงดรุณีออกไป โดยที่ดรุณีหันมามองอาทิจแวบหนึ่งอย่างเสียดายที่ไม่ทันได้พูดประโยคที่ควรจะพูดกับเขาตามลำพังซะก่อน อาทิจมองตามไปรู้สึกโหวงเหวงแปลกๆ

อาทิจเดินคิดโน่นนี่มาตามทาง ชายหนุ่มไม่ รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เพราะเรื่องโน่นนี่ที่คิดส่วนใหญ่ก็คือเรื่องดรุณี...ดรุณีนั่งนิ่งในรถ ซึ่งดังกระหึ่มไปด้วยเพลงเกาหลี
“เพลงอัลบั้มใหม่ของวงนี้จ้ะ เพราะดีนะน้องณี”
“ทำนองมันเพราะดีค่ะ แต่ณีฟังไม่รู้เรื่อง ถ้ารู้เรื่องมันก็คงเพราะกว่านี้”
ดรุณีเบนสายตามามองที่ฟุตบาท แล้วหญิงสาวก็เบิกตาโตเมื่อเห็นอาทิจเดินอยู่บนฟุตบาทไกลๆ
ดรุณีรีบลดกระจกลง แล้วตะโกนเรียก
“นายอาทิจ”
เวทางค์หันมามองดรุณี ในขณะที่รถติดไฟแดง อาทิจมองหาแล้วหันมาเห็นดรุณีก็ตกใจไม่คิดว่าจะเจอหญิงสาวอีก ดรุณีพูดในสิ่งที่อยากจะพูด ความจริงแล้วเธออยากจะพูดกับเขาตามลำพังแต่ตอนนี้ ไม่สน ตะโกนลั่น
“ขอบใจนะ ที่ยอมรับความจริงว่าฉันก็เก่งไม่แพ้นายเหมือนกัน”
เวทางค์หันไปเห็นสัญญาณไฟเขียว ชายหนุ่มรีบออกรถ อาทิจตะโกนตามรถไปอย่างลืมตัว
“โชคดีนะครับคุณณี”
ดรุณีพยักหน้ายิ้มให้ ก่อนจะโบกมือให้ชายหนุ่ม ทั้งคู่โบกมือให้กันท่ามกลางคลื่นรถและคลื่นคนย่านใจกลางเมือง

หลายวันต่อมา...ดรุณีนั่งเขียนจดหมายที่โต๊ะทำงาน
‘…วันรับน้องที่มหาวิทยาลัย หนูสนุกมากเลยค่ะคุณย่า’
ดรุณีถูกรุ่นพี่เขียนหน้าเขียนตาเป็นนกแก้วมาร์คอร์สวยงามกำลังร้องเพลงเต้นระบำ บูมบาละก้าอยู่กับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน
‘วันนั้นหนูได้รู้จักเพื่อนใหม่ต่างคณะหลายคน ตอนเย็นรุ่นพี่ที่คณะให้หนูจับฉลากเลือกเพื่อนบั๊ดดี้เพื่อดูแลกันด้วยค่ะ มันสนุกตรงที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าคนที่เราต้องดูแลเขา กับคนที่เขามาดูแลเราคือใคร หนูจับได้เพื่อนที่ ชื่อ ตุ่น”
ดรุณีเอามือล้วงไปในโหลใส่ฉลาก หญิงสาวหยิบฉลากที่เขียนว่าตุ่นออกมา

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา...ดรุณีเปิดล็อกเกอร์ แล้ววางของขวัญเล็กๆที่มีกระดาษแปะหน้ากล่องว่า ตุ่นใน
ล็อกเกอร์ หญิงสาวปิดล็อกเกอร์
เวลาผ่านไปมีมือหนึ่งมาเปิดล็อกเกอร์ แล้วหยิบของขวัญที่มีกระดาษแปะหน้าว่าตุ่นออกไปแล้วเจ้าของมือปริศนานั้นก็วางของขวัญชิ้นใหม่ที่มีกระดาษแปะหน้าว่าณี เข้ามาวางแทนที่พร้อมจดหมายเล็กๆน่ารัก ทั้งสองสลับกันหยิบและวางของขวัญกับจดหมายกันอยู่หลายวัน จนมาวันนี้...ดรุณีเอื้อมมือไปหยิบของขวัญที่จ่าหน้าว่า ณี ในขณะมือของอีกคนหนึ่งคว้าหยิบของขวัญที่จ่าหน้าว่า ตุ่น ดรุณีเงยหน้าขึ้นมามองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วกรี๊ดดีใจ ตุลยานี ยืนกระโดดเหยงๆ กรี๊ดเหมือนกัน ที่ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าเป็นบัดดี้กันและกัน

ดรุณีเขียนจดหมายต่อ...
‘หนูแอบส่งของขวัญเล็กๆและเขียนจดหมายหาตุ่นอยู่หลายวันและหนูก็ได้รับของขวัญและจดหมายจากบั๊ดดี้ของหนู จนวันหนึ่งหนูถึงได้รู้จักตุ่น ซึ่งบังเอิญมากเลยค่ะที่ตุ่นก็จับได้ชื่อหนูเป็นบัดดี้เหมือนกัน เราเลยสนิทกันตั้งแต่วันนั้น...’

หลายวันต่อมา ดรุณีนั่งติวหนังสือกับตุลยานี ที่โต๊ะมุมหนึ่งในมหาวิทยาลัย ถกกันจริงจัง...สองสาวเดินหอบหนังสือตำราเรียน แล้วเม้าท์กันหัวเราะกันมาตามถนน...สองสาวถีบจักรยานแล้วหันมาคิกคิ้วใส่กัน...หนุ่มๆถีบจักรยานตามจีบทั้งคู่ล้อมหน้าล้อมหลังกันเลยทีเดียว

ดรุณีเขียนจดหมายต่อ...
‘เราเรียนด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ไปห้องสมุดด้วยกัน เราคุยกันได้ทุกเรื่อง จะมีเบื่อบ้างก็ตอนที่มีหนุ่มๆตามจีบยายตุ่นเพียบนั่นล่ะค่ะ แต่คิดอีกทีก็ ดีเหมือนกัน...’

เช้าวันหนึ่ง...อาทิจอ่านจดหมายดรุณีให้ย่าแดงฟัง
‘เพราะบางทีผู้ชายพวกนั้นก็เผลอมาจีบหนูด้วย...คริ...คริ...คริ’
อาทิจเผลออ่านเสียงหัวเราะของดรุณีให้ย่าฟัง ชายหนุ่มเงยหน้า ย่าแดงหันมาบอก
“เสียงหัวเราะของวัยรุ่นสมัยนี้ล่ะมัง”
อาทิจยิ้มกับคุณย่าแล้วก้มอ่านจดหมายต่อ…
‘ถึงหนูจะสนุกกับการเรียนและการเป็นนิสิตที่นี่มากแค่ไหน หนูก็คิดถึงคุณย่า น้าแก้ว จิ๋วแจ๋วและทุกคน หนูคิดถึงสวนส้ม แปลงผัก ไร่สตรอเบอรี่ ไร่ข้าวโพด ไร่กะหล่ำปลี ไม่รู้ว่าที่ลงไว้โตพอตัดขายได้แล้วรึยัง แล้วนายอาทิจของลูกน้องทุกคนเป็นยังไงบ้างคะ หวังว่าทุกคนคงสบายดีนะคะ...รักคุณย่าที่สุดในสามโลกค่ะ...ดรุณี ป.ล. คุณย่าอย่าบอกนายอาทิจนะคะว่าหนูถามถึงเขา...’
อาทิจอ่านมาถึงตรงนี้ก็เงยหน้ามาสบตาย่าแดง
“ไม่ทันแล้ว”
แก้วยิ้มๆ
“แหม...คุณณีล่ะก็ แค่จะเขียนจดหมายถามถึงคุณอาทิจก็ยังกลัวเสียฟอร์ม สงสัยจะอดคิดถึงคุณอาทิจไม่ได้นะคะ”
อาทิจหูซ้ายแดงขึ้นมาทันที
“เขาก็คิดถึงทุกคนล่ะครับ เห็นถามถึงทุกคนเลย”
แก้วแอบหยอด
“แล้วคุณอาทิจไม่คิดถึงคุณณีบ้างหรือคะ”
อาทิจหูขวาแดงตามมา เลยรีบกลบเกลื่อน
“ก็...เอ่อ...คุณย่าครับ ผมคิดว่าผมพร้อมจะปลูกข้าวแล้วครับ”
ย่าแดงยิ้ม
“ย่าคิดว่าพ่อจะถอดใจแล้วซะอีก”
แก้วแกล้งถอนใจหนัก
“เฮ้อ...คนหนึ่งก็กลัวเสียฟอร์ม อีกคนก็ถามอย่างตอบอย่าง...เฮ้อ...ไปดีกว่า”
แก้วเดินออกไป อาทิจมองตามแก้วแล้วหันมาปะทะสายตาย่าแดง ชายหนุ่มยิ้มเจื่อนๆก่อนจะพูดกลบเกลื่อนอีกครั้ง
“ไปดูกะหล่ำปลีกันมั้ยครับคุณย่า”
ย่าแดงรู้เต็มอกว่าอาทิจรู้สึกยังไง แต่ก็ไม่พูดหรือแสดงอาการอะไรนอกจากยิ้มพยักหน้ารับคำชายหนุ่ม

อาทิจกับย่าแดงเดินไต่เนินขึ้นมามองกะหล่ำปลีที่ขึ้นเต็มภูเขา ต๊อด อึ่ง พันกำลังรดน้ำกะหล่ำปลี
“ผมเลือกทำนาข้าวขั้นบันไดนะครับคุณย่า ผมอยากจะเก็บพื้นที่ราบเอาไว้ปลูก พืชไร่หรือไม้ผลอย่างอื่น มันน่าจะดีกว่า”
“เอาสิพ่อ จะปลูกที่ไหนล่ะ”
“ที่บ้านแม่กลางน้อยครับ ผมไปปรับหน้าดินแล้วก็ใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดินรอไว้แล้ว ผมเลือกเนินที่ไม่สูงมากทดลองทำก่อน ถ้าได้ผลดีก็จะขยายขึ้นไปทำที่สูงครับ”
“ดีแล้วล่ะพ่อที่รู้จักประมาณตัว อะไรที่เรายังไม่ รู้ยังไม่ชำนาญ เราก็ทดลองทำ ลองผิดลองถูกไปก่อน ตอนย่าปลูกส้มก็เริ่มจากแปลงเล็กๆเหมือนกัน”
“ปลายเดือนเมษา ผมจะเริ่มหว่านกล้า ทิ้งไว้สักเดือนก็น่าจะถอนไปปักดำได้”
“ขอบใจมากนะพ่อที่ทำให้ฝันของย่าเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจนได้”
ย่าแดงเอามือแตะบ่าหลานชายยิ้มปลื้มใจ ชายหนุ่มประคองแขนพาย่าเดินดูแปลงกะหล่ำปลี

บ่ายหลายวันต่อมา...ตุลยานี ถีบจักรยานมา สักครู่เวทางค์ขับรถเข้ามาพบเธอที่สี่แยก หญิงสาวขี่จักรยาน ลมพัดผมปลิวสยายสวยงามผ่านหน้ารถเวทางค์ไป เวทางค์มองตามปิ๊งทันที ชายหนุ่มขับรถตามแล้วขึ้นแซงปาดหน้า ตุลยานี เบรกรถสุดตัวก่อนจะลงจากรถไปต่อว่าเวทางค์ซึ่งเปิดประตูลงจากรถมาพอดี
“นี่คุณ ขับรถประสาอะไร ขับปาดหน้าแบบนี้ เกิดฉันเป็นอะไรไปจะว่ายังไง”
“ขอโทษนะครับ ถ้าไม่ปาดอย่างนี้ น้องคงไม่ลงมาคุยกับพี่ คืนนี้ว่างมั้ยครับ ไปเที่ยวด้วยกันมั้ย”
ตุลยานี ทั้งงงทั้งฉุน
“นายเกือบทำให้ฉันเจ็บ แล้วยังจะมีหน้ามาชวนเที่ยวอีกเหรอ”
“สนมั้ยครับ ผมชื่อเวทางค์เป็นลูกผู้...”
เวทางค์ยังพูดไม่จบ ตุลยานี ใส่เป็นชุด
“นายจะเป็นใครฉันไม่สนใจ แต่ฉันไม่ใช่เด็กเที่ยวที่นายจะหิ้วไปไหนมาไหนได้ง่ายๆ หน้าตาก็ดีขับรถก็ออกจะเก๋แต่คิดอะไรดีๆไม่เป็นรึไง ฉันไฮโซมาตั้งแต่เกิด ข้าวของแบรนด์เนมพวกนี้...”
ตุลยานี ชี้ไปที่นาฬิกา กระเป๋า สมุดโน้ต ปากกา รองเท้าและอี่นๆซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์เนมชื่อดังก้องโลก
“ก็ของแท้ทั้งนั้น แล้วฉันก็ซื้อเอง ไม่ได้แบมือขอเงินใคร พ่อแม่ฉันมีฐานะ รถฉันก็มีขับ รู้แล้วก็อย่ามาปาดอีก ถ้าปาดอีกเมื่อไหร่...จะชนกลับให้เละทั้งคนทั้งรถเลย”
ตุลยานี สะบัดหน้ากลับไปที่จักรยานแล้วถีบผ่านไป เวทางค์เหวอไปเลย
“แค่อยากรู้จักแค่เนี้ย มาเป็นชุดเลย”
เวทางค์มองตามอย่างเซ็งๆ

ค่ำนั้น...อาทิจนั่งเขียนจดหมายตามที่ย่าแดงบอกอยู่ข้างๆ
“ช่วงนี้อากาศที่นี่เริ่มจะหนาว พืชผลในไร่ก็ออกดอกออกผลกันงามดี กะหล่ำปลี
ที่ไร่เราลูกโตและน้ำหนักดีกว่าไร่อื่นเพราะพ่ออาทิจใส่ใจดูแลเต็มที่และตัดขายได้แล้ว”
อาทิจชะงัก
“ไม่ต้องออกชื่อผมก็ได้มั้งครับคุณย่า”
แก้วซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ แย้งขึ้นมาทันที
“ทำไมล่ะคะ คุณณีจะได้รู้ไงคะว่าคุณอาทิจทำเพื่อพวกเรา ทำเพื่อคุณณีน่ะค่ะ”
ย่าแดงตัดบท
“เขียนไปเถอะพ่อ แม่ณีเขาจะได้รู้ว่าพ่อเหนื่อย จะได้รีบเรียนให้จบแล้วขึ้นมาช่วยพ่อยังไงล่ะ”
อาทิจไม่มีเหตุผลจะค้าน จึงก้มหน้าก้มตาเขียนจดหมายต่อ
“ปีนี้ส้มออกลูกดก ข้าวโพดก็ขายได้ราคา พ่ออาทิจขยายที่ตีนเขาทำสวนกล้วยไข่เพิ่มอีกหลายไร่ แล้วอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเราก็จะเริ่มหว่านกล้า เราจะปลูกข้าวกันแล้วนะแม่ณี...รักและเป็นห่วงแม่ณีสุดหัวใจ...ย่าแดง ป.ล. เรื่องพ่ออาทิจ ย่าสัญญาจ้ะว่าจะไม่บอกพี่เขาว่าเราถามถึง”
อาทิจเงยหน้าขึ้นมามองย่า แก้วรีบบอก
“คุณย่าไม่ได้ผิดสัญญานะคะ ก็คุณอาทิจอ่านเองรู้เองต่างหาก เขียนไปเถอะค่า”
อาทิจจำต้องก้มหน้าก้มตาเขียนตามที่ย่าสั่ง ย่าแดงและแก้วหันมายิ้มเอ็นดูอาทิจที่ระวังตัวแจ

ในเช้าของวันหนึ่ง...ดรุณีนั่งอ่านจดหมายย่าแดง แล้วยิ้มมีความสุข หญิงสาวเปรยถึงอาทิจ
“ปลูกนั่นปลูกนี่ไปเรื่อย ไม่รู้จักเหนื่อยเลยนะนายอาทิจ เอ...แต่นี่ไม่ใช่ลายมือคุณย่านี่ ท่าจะวานน้าแก้วเขียน ตัวหนังสือเท่าหม้อแกง”
ดรุณีหัวเราะ ตุลยานี เข้ามานั่งข้างๆ ดรุณีกำลังพับจดหมายเก็บ
“จดหมายที่บ้านเหรอ”
“จ้ะ...จดหมายคุณย่า”
“ไปกินข้าวกัน”
เวทางค์เดินเข้ามาทางด้านหลังตุลยานี ดรุณีรับคำแล้วปรายตาไปเห็น
“ไปสิ...อ้าวพี่เว ตุ่น...นี่พี่เว พี่ชายเราเองจ้ะ”
ตุลยานี หันไปมองเวทางค์ จ้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วจำได้...
เวทางค์ตะลึงที่ได้เจอตุลยานี อีกครั้ง ดรุณีแนะนำ
“นี่ตุลยานี เพื่อนณีเองค่ะ เรียกสั้นๆว่ายายตุ่นก็ได้”
“ไม่ยักรู้ว่าน้องณีมีเพื่อนน่ารักอย่างนี้”
ตุลยานีเชิดใส่
“ขอบคุณค่ะที่ชม ไปกันเถอะณี...หิวแล้ว”
เวทางค์รีบบอก
“พี่ก็หิวเหมือนกัน เที่ยงพอดีเลย เราไปกินข้าวด้วยกันนะครับ พี่เลี้ยง เชิญน้อง
ตุ่นด้วยนะครับ หวังว่าคงไม่รังเกียจ”
ตุลยานีเชิด
“ไม่รังเกียจหรอกค่ะ แต่ไม่ต้องเลี้ยง ที่บ้านฐานะดี ไม่ชอบรับประทานของฟรีค่ะ”
เวทางค์หน้าม้าน ดรุณีแอบขำเพราะรู้ว่าเวทางค์เตรียมโปรยเสน่ห์ใส่ตุลยานี แต่กลับโดนตุลยานี ตอกกลับหน้าหงายตั้งแต่ยกแรก

พนักงานในร้านเอาน้ำมาเสิร์ฟ เวทางค์อ่านเมนูเอาใจดรุณีกับตุลยานี
“เอาสเต๊กเนื้อ เอาเนื้อ Angus จากออสเตรเลียนะ น้องๆรับอะไรดีครับ สปาร์เก็ตตี้ไวท์ซอท ไก่อบซอทไวน์แดง หรือจะเป็นฟองดูว์ดีครับ”
“ไม่เอาค่ะ ตุ่นไม่ชอบอาหารเลี่ยนๆ” ตุลยานีหันไปสั่งเอง “เอาส้มตำผลไม้รสจัดๆนะแล้วก็น้ำตก ลาบวุ้นเส้น ไก่ย่าง แล้วก็ข้าวเหนียว ณีเอาอะไร”
เวทางค์เสนอทันที
“น้องณีลองพวกหอยทาก หรือไม่ก็ตับห่านสูตรฝรั่งเศสดูบ้างมั้ย”
ดรุณีส่ายหน้า
“แปลกไปค่ะ” หญิงสาวหันไปบอกพนักงาน “ขอเป็นมัสมั่นไก่กับหมี่กรอบชาววังก็แล้วกัน”
พนักงานจดเมนูแล้วเดินออกไป เวทางค์ยิ้มๆ
“กินง่ายอยู่ง่ายกันจังเลยเนอะ”
ดรุณีแย้ง
“ฟังดูง่ายแต่ทำให้อร่อยยากนะคะ เรียกว่าเป็นเมนูปราบเซียนเลยล่ะค่ะ”
“เดี๋ยวเรียนอะไรกันต่อจ๊ะ พี่ไปส่งแล้วจะได้รอรับกลับเลย”
“ไม่มีเรียนแล้วค่ะ ยายตุ่นไปส่งณีที่คอนโด แล้วก็จะอยู่ติวกัน ใกล้สอบแล้ว”
ตุลยานีตัดบท
“พี่เวรีบกลับไปเรียนดีกว่า...ไม่งั้นเราสองคนจบก่อนไม่รู้ด้วยนะ”
เวทางค์ยิ้มเจื่อนๆ ในขณะที่สองสาวอมยิ้มแล้วแอบสบตากัน

เดือนต่อมา...แก้วกับจิ๋วแจ๋วประคองมือย่าแดงออกมาจากห้องด้านใน ย่าแดงยิ้มดีใจ
“กลับมาแล้วเหรอแม่ณี”
ดรุณีในวัยสาวสะพรั่งวิ่งเข้ามาหาย่าแล้วก้มลงกราบแทบเท้าด้วยกิริยาที่นุ่มนวลกว่าเดิม ย่าแดงประคองหลานสาวขึ้นมาแล้วโอบกอดด้วยความคิดถึงสุดซึ้ง แก้วกับจิ๋วแจ๋วยืนมองย่าหลานแล้วยิ้มปลื้มแก้มแทบปริ ย่าแดงผละออกแล้วมองสำรวจหลานสาว
“โตขึ้นเยอะเลยนะเรา”
ดรุณียิ้มกว้าง
“หนูคิดถึงคุณย่าที่สุดเลย พอรู้ว่าจะได้กลับบ้าน หนูนอนไม่หลับทั้งคืนเลยค่ะ” หญิงสาวหันมาไหว้แก้ว “สวัสดีค่ะน้าแก้ว เป็นไงจิ๋วแจ๋ว”
“สวัสดีค่า ผ่านไปแค่ปีเดียวคุณณีโตเป็นสาวแล้ว แถมเรียบร้อยขึ้นเยอะเลยนะคะ หน้าตาน่าเอ็นดูขนาดนี้ มีหนุ่มๆมาจีบรึยังคะ” แก้วถามอย่างเอ็นดู
“มีแต่มาจีบยายตุ่นเพื่อนหนูน่ะสิคะ ขานั้นเขาสาวเจ้าเสน่ห์” ดรุณีหันไปหาจิ๋วแจ๋ว “จิ๋วแจ๋วโตขึ้นเยอะเลยนะ สูงขึ้นด้วยรึเปล่า”
จิ๋วแจ๋วยิ้มรับ
“นิดหน่อยค่ะ คุณณีก็โตแล้วก็สวยมากๆด้วยนะคะเนี่ย ถ้าคุณอาทิจมาเห็นคงแปลกใจแน่ๆเลย”
“งั้นเหรอ แล้วเขาอยู่ไหนล่ะ สงสัยต้องไปทำให้แปลกใจหน่อยแล้ว”
ย่าแดงรีบบอก
“อยู่ที่แปลงกะหล่ำปลีน่ะจ้ะ ไปหาพี่เขาสิลูก”
“ค่ะ คุณย่า”
ดรุณียิ้มหวานให้ย่า ย่าแดงเอามือลูบหัวหลานสาวสุดที่รักอย่างเอ็นดู

เย็นนั้น อึ่งซึ่งกำลังตัดกะหล่ำปลีโผล่หัวขึ้นมาเพื่อวางกะหล่ำปลีใส่เข่ง ก่อนจะปาดเหงื่อ แล้วกรี๊ดลั่นเมื่อเพ่งมองเห็นอะไรบางอย่างไกลออกไป
“อ๊าย”
พันซึ่งนั่งตัดกะหล่ำปลีอยู่อีกมุมหันมามองตามสายตาอึ่ง แล้วแหกปากกรี๊ดตาม
“อ๊าย”
ต๊อดยกเข่งกะหล่ำปลีมาวางข้างพัน แล้วหันไปมองว่าเพื่อนเห็นอะไร ต๊อดทั้งกรี๊ดทั้งกระโดดโลดเต้น
“อ๊าย...อ๊าย”
ลุงเกร็งซึ่งตัดกะหล่ำปลีอยู่ข้างๆอาทิจหันมามองแล้วตะโกนด่า
“แหกปากหาอะไรวะ”
แล้วลุงเกร็งก็ต้องตะลึงด้วยความดีใจ ทุกคนแหกปากลั่น
“คุณณี!”
อาทิจซึ่งนั่งหันหลังให้ทุกคนชะงัก ชายหนุ่มค่อยๆหันกลับมาแล้วลุกขึ้นยืนมองเห็นดรุณีเดินสวยงามเป็นสง่าไต่เนินขึ้นมา หญิงสาวเดินเข้ามาหาอาทิจ เป็นการพบหน้ากันครั้งแรกหลังจากที่หญิงสาวไปเรียนที่กรุงเทพ อาทิจตะลึงในความเปลี่ยนแปลงของเธอรอยยิ้มที่หญิงสาวส่งมาให้ดูเป็นมิตรเหลือเกิน ชายหนุ่มบอกไม่ถูก ทำไมรู้สึกว่ามือไม้ตัวเองเกะกะและใจเต้นตูมตามเหลือเกิน
“คุณณี”
ต๊อด อึ่ง พัน มองตามทั้งคู่แล้วยิ้มเคลิ้ม ลุงเกร็งเองก็แอบเคลิ้ม แต่เมื่อรู้สึกตัวก็หันมาด่าสามเกลอ
“เฮ้ย...ยืนบื้ออะไรวะ รีบๆขนออกไปสิ ลูกค้ามารอรับแล้วนะเว้ย”
สามเกลอสะดุ้งโหยง ต่างคนต่างช่วยกันแบกเข่งกะหล่ำปลีออกไป ลุงเกร็งยังยืนเคลิ้ม ต๊อดเดินกลับเข้ามาสะกิด
“ยืนยิ้มเหงือกแห้งอะไรตรงนี้ ลูกค้ารอจ่ายตังค์อยู่ไม่ใช่เหรอ”
ลุงเกร็งจำต้องเดินตามต๊อดออกไปอย่างขัดใจ...ดรุณีมองรอบๆก่อนจะหันมาหาอาทิจ
“ที่นี่สวยมากจริงๆ ที่สวยเพราะมันไม่ใช่ที่ ที่จะมานั่งนอนมาวิ่งเล่นอย่างเดียวแต่มันสวยด้วยประโยชน์ของสิ่งที่ปลูกขึ้นมาด้วยความใส่ใจ จริงมั้ยคะพี่อาทิจ”
อาทิจตะลึงที่ได้ยินดรุณีเรียกตัวเองว่า พี่ ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดไปรึเปล่า ดรุณีรู้ว่าอาทิจคิดอะไรหญิงสาวยิ้มๆ
“ณีอยากเรียกพี่อาทิจว่า พี่ ตั้งแต่วันที่ณีต้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพ แล้วค่ะ แต่ณีไม่กล้า ไม่แน่ใจด้วยว่า พี่อาทิจจะอยู่ ให้เรียกจนวันที่ณีกลับมาวันนี้รึเปล่า”
“ผม...เอ่อ...ก็...อยู่นี่ตลอดเวลา”
“ค่ะ ณีรู้ว่าพี่อาทิจไม่เคยทิ้งสวนคุณย่าไปไหน และณีก็เห็นกับตาแล้วว่าพี่อาทิจทำให้สวนคุณย่าสมบูรณ์สวยงามและเป็นระเบียบขึ้นยังไง ถ้าไม่ได้คนที่ทุ่มเทและใส่ใจดูแลจริงๆ สวนคุณย่าคงไม่สวยงามอย่างนี้ คนที่ทำงานหนักและทำได้ดี สมควรที่ณีจะเรียกเขาว่าพี่ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำและเต็มใจ ให้ณีเรียกพี่อาทิจว่าพี่ นะคะ”
อาทิจปลื้มจัดและเขิน
“เอ่อ...ครับ คุณณี”
“น้องณีค่ะ”
“ครับ...”
อาทิจเต็มใจเรียกดรุณีว่า น้องเป็นครั้งแรกเช่นกัน
“น้องณี”
ดรุณียิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
“เราจะช่วยกันดูแลสวนคุณย่าด้วยกันนะคะพี่อาทิจ”
“ครับ”
ดรุณียกนิ้วก้อยขึ้นมา
“สัญญา”
“สัญญา”
ทั้งคู่ยืนเกี่ยวก้อยกันท่ามกลางกะหล่ำปลียักษ์เป็นสิบๆไร่บนเนิน

ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พันช่วยกันแต่งกิ่งส้ม ต่างคนต่างสะกิดแขนกันให้ว่อนเมื่อเห็น ดรุณีเดินคุยกับอาทิจมาไกลๆ
“ได้ข่าวว่าพี่อาทิจจะปลูกข้าว”
“ครับ...อีกไม่กี่วันก็จะปักดำกันแล้ว”
“ณีไปช่วยนะคะ”
“ครับ”
คนงานแห่กันมาจากทุกสารทิศ เพื่อมาสวัสดีดรุณี
“สวัสดีครับ/ค่ะ คุณณี”
ดรุณียิ้มแย้มให้ทุกคน
“สวัสดีจ้า”
ไพฑูรย์วิ่งโขยกขาถ่างมาจากอีกทาง รีบเข้าประจบ
“สวัสดีครับคุณณี พอรู้ว่าคุณณีกลับมา พี่ฑูรก็รีบตามมาเลย”
ต๊อด อึ่ง พัน พุ่งเข้ามาขัดทันที พันยิงคำถาม
“พี่ฑูรไปไหนมาเหรอ”
ต๊อดมองอย่างสำรวจ
“สังเกตจากขาถ่างขนาดนั้นจะไปทำอะร๊าย ถ้าไม่ใช่ไปหาเรื่องให้มัน ถ่าง”
ดรุณีไม่รู้อิโหน่อิเหน่มองงงๆ
“ถ่างจริงๆด้วยพี่ฑูร ถ่างมากเลย นี่พี่ฑูรยังปวดข้อไม่หายอีกเหรอ เป็นรูมาตอยด์รึเปล่า”
อึ่งขำๆ
“รูมาตำครับ ไม่ใช่รูมาตอยด์”
คนงานฮาสนั่น ลุงเกร็งกระมิดกระเมี้ยนขำ ไพฑูรย์ไม่พอใจ
“พูดอะไร ระวังปากบ้างนะ” ไพฑูรย์หันไปหาอาทิจ “เราจะจัดงานเลี้ยงรับคุณณีรึเปล่าครับ
คุณอาทิจ”
ดรุณีรีบขัด
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ ณีต้องกลับบ้านทุกปิดเทอมอยู่แล้ว ไม่ใช่โอกาสพิเศษอะไร ยังไงก็ต้องขอบใจทุกคนมากนะที่ออกมารับ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้มื้อกลางวัน ณีจะทำกับข้าวพิเศษมาให้ทุกคนกินก็แล้วกัน ดีมั้ยคะพี่อาทิจ”
อาทิจยิ้ม
“ดีครับ...น้องณี”
สามเกลอหูผึ่ง
“พวกเราหูฝาดกันรึเปล่า...พี่อาทิจ น้องณี...ห๊า”

อาทิจแต่งตัวเรี่ยม หล่อสะบัดเดินออกมาจากบ้านพักคนงาน ต๊อดขยับเข้ามาแล้วกู่ก้องตะโกนไป
“น้องณีจ๋าอ๋าอ๋าอ๋าอ๋าอ๋า”
อึ่งขยับเข้ามาอีกทางทำท่าระทวย
“จ๋าอ๋าอ๋าอ๋าอ๋าอ๋าพี่อาทิจ”
ต๊อดกับอึ่ง วิ่งเข้ามาหากันตรงกลางแต่ทำยึกยักมองหาหลบกันซ้ายขวาเหมือนไม่เห็นกัน

“น้องณีอยู่ไหน”
“น้องณีอยู่นี่...พี่อาทิจอยู่หนาย”
ลุงเกร็งนั่งอยู่กับพันที่มุมหนึ่งปรามๆ
“วอนซะแล้ว”
อาทิจแกล้งชกลม เตะขาวาดไปในอากาศเหมือนเตะกระสอบทราย พันรีบเรียกเพื่อน
“ไม่อยากตายก็มาหลบมุมนี้เลยมา”
ต๊อดหัวเราะแหะๆ
“ล้อเล่นนี๊ดเดียว กะเตะให้ตายเลยเหรอ”
ต๊อดเดินตัวลีบไปหาพัน อึ่งค้อนปะลักปะเหลือก
“อื๋อ...มีน้องสาวคนใหม่ลืมผ้าขี้ริ้ว สามตัวนี่เลยนะ จะไปไหนล่ะ อาบน้ำปะแป้งหอมฟุ้งขนาดนี้
ไปกินข้าวกับน้องณีล่ะสิ...พี่อาทิจ”
อาทิจหมั่นไส้อึ่งที่จีบปากจีบคอยังกับเป็นเมียหลวงกำลังด่าผัวกับเมียน้อย เลยถีบอึ่งกระเด็นไปหาเพื่อนๆ
“โอ๊ย”
แล้วอาทิจก็เดินหล่อไม่ปรึกษาใคร ผ่านทุกคนออกไป ต๊อดทำเก่งตะโกนตามหลัง
“จะเข้มไปไหนเนี่ย”
พันแซว
“เขาเรียกว่าเข้มกลบเขินเว้ย”
ลุงเกร็งทำดุ
“พวกเอ็งก็อย่าไปแซวคุณอาทิจมากนักเลยน่า”
อึ่งหันมาถามลุงเกร็ง
“กลัวพวกเราโดนตัดเบี้ยเลี้ยง”
“เปล่า...เดี๋ยวไก่ตื่น แซวมากๆ คุณอาทิจก็ไม่กล้าจีบคุณณีสิวะ”
ทุกคนหันมามองหน้ากัน แล้วคล้อยตามลุงเกร็ง

ดรุณีจัดผักใส่จาน ในขณะที่แก้วกำลังปรุงแกงในหม้อควันฉุย แก้วหันมาเห็น
“ไม่ต้องช่วยหรอกค่ะคุณณี มาถึงเหนื่อยๆก็ไปพักก่อนเถอะค่ะเดี๋ยวน้าแก้วจัดการเอง”
“หนูไม่ได้ลงมืออะไรสักหน่อย แค่ช่วยจัดผักแค่นั้น”
จิ๋วแจ๋วอุ้มตะวันเข้ามา ดรุณีเงยหน้ามาเห็น
“ลูกใครน่ะจิ๋วแจ๋ว หน้าตาน่าชังจัง ไหน...ขออุ้มหน่อยซิ”
จิ๋วแจ๋วส่งตะวันให้ดรุณีอุ้ม
“ลูกแม่ทองประศรีค่ะคุณณี”
ดรุณีใจหายวาบ มองเด็กที่กำลังอุ้มอยู่
“พี่อาทิจมีลูกโตขนาดนี้แล้วเหรอ”
“ไม่ใช่ลูกคุณอาทิจหรอกค่ะคุณณี นังทองประศรีมันคลอดนายตะวัน หลังจากที่คุณณีไปเรียนได้ 3 เดือน นับย้อนไปถึงวันที่บ้านนั้นมาโวยวายว่าคุณอาทิจไปทำมิดีมิร้ายลูกสาวเขา มันก็แค่ไม่ถึง 7 เดือน”
ดรุณีไม่มั่นใจ
“เด็กอาจจะคลอดก่อนกำหนดก็ได้นี่คะ”
“มันก็อาจจะเป็นอย่างนั้น ถ้าความจริงไม่เผยออกมาซะก่อนว่าอายุครรภ์ของแม่นั่นน่ะครบ 9 เดือน ครบกำหนดคลอดตามปกติพอดี”
“น้าแก้วรู้ได้ยังไง”
 
อ่านต่อหน้า 2




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 10 (ต่อ)

“น้าแก้วก็ไปคาดคั้นเอากับนังตุ๊จนมันยอมเปิดปากน่ะสิคะ ก็ขู่มันไปล่ะค่ะว่า ถ้าไม่บอกความจริง น้าแก้วกับคุณย่าจะไปถามความจริงจากปากคุณหมอเอง

ดรุณีชะงัก
“หมายความว่า...”
“ค่ะ มันไปมีอะไรกับใครมาก่อน แล้วคงรู้ตัวว่าท้องก็เลยต้องหาพ่อให้เด็ก แล้วความซวยก็มาตกที่คุณอาทิจที่บังเอิญเมาหนักในวันนั้นพอดี”
“แล้ว...หลังจากที่หนูไปเรียน เขา...หนูหมายถึงพี่อาทิจกับทองประศรีได้อยู่ด้วยกันรึเปล่าคะ”
“โอ๊ย...มันก็ตามไปเฝ้าคุณอาทิจตลอดล่ะค่ะ แต่คุณอาทิจไม่ใจอ่อนด้วย”
“แต่ยอมรับเป็นพ่อเด็กใช่มั้ย”
อาทิจโผล่เข้ามา
“ครับ”
ดรุณี แก้ว จิ๋วแจ๋ว หันไปมองอาทิจ

อาทิจเดินนำดรุณีเข้ามาโดยมีย่าแดงตามมาห่างๆ
“พี่สงสารเด็กตาดำๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ก็เลยยอมที่จะให้เด็กเรียกว่าพ่อ แต่ไม่ถึงขั้นจดทะเบียนรับเป็นลูกหรอกนะ พี่ไม่อยากผูกมัดตัวเองด้วยสัญญาอะไรทั้งนั้น เพราะถ้าวันข้างหน้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา พันธะของสัญญามันจะมัดตัวเราจนดิ้นไม่หลุด”
ย่าแดงถอนใจ
“ย่าเลยรับอุปการะเจ้าตะวันเป็นหลานคนหนึ่ง ลูกหลานคนงานเป็นร้อยๆคน เรายังช่วยเขาได้ ถ้าจะอุปการะเด็กเพิ่มอีกสักคนจะเป็นไรไป เลี้ยงไว้เอาบุญ”
ดรุณีสลดลง
“เหมือนที่เลี้ยงหนูมาใช่มั้ยคะ”
“แม่ณีเป็นน้องย่า”
ดรุณีสะท้อนในหัวอก
“หนูรู้ตัวดีค่ะว่าหนูอยู่ในฐานะอะไร แต่ตอนนี้หนูยอมรับสถานภาพของหนูได้ เพราะหนูโตพอที่จะเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้ว ยังไงณีก็ต้องขอบคุณพี่อาทิจด้วยนะคะที่เป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้ณีคิดเป็น ถ้าเรามัวคิดถึงแต่เรื่องที่เราขาด เราจะเติมเต็มชีวิตที่เหลือให้ตัวเราเองและคนรอบข้างเราได้ยังไง”
“ทีนี้แม่ณีก็เรียกพี่เขาว่า พี่ ได้อย่างสนิทใจ ไม่ต้องให้ย่าบังคับแล้วสินะ”
“ค่ะ...ขอบคุณนะคะ พี่อาทิจ”
ย่าแดงสบายใจ เอามือโอบกอดหลานรักทั้งคู่

หลายวันต่อมาในเช้าวันหนึ่ง...ย่าแดงเกาะแขนแก้วออกมาพร้อมกับจิ๋วแจ๋วที่หอบย่ามและหมวกของย่าแดงตามมา วิไลลักษณ์ เวทางค์ วิยะดา เดินเข้ามาเจอกับกลุ่มคุณย่า วิไลลักษณ์ยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะคุณแม่ขา วิไลติดธุระโน่นนี่ไม่ได้มาซะนาน คิดถึ๊งคิดถึง”
เวทางค์เข้าไปกอดคุณย่า
“ผมก็คิดถึงคุณย่าครับ”
วิยะดาไม่ยอมแพ้ เข้าไปกอดบ้าง
“วิก็คิดถึงคุณย่าค่ะ นี่สอบเสร็จปุ๊บ วิก็นั่งเครื่องขึ้นมาปั๊บ” วิยะดามองหาอาทิจ ใจจริงอยากมาเจออาทิจมากกว่า “พี่อาทิจล่ะคะ”
เวทางค์รีบถามบ้าง
“น้องณีด้วยครับ อยู่ในบ้านรึเปล่า”
แก้วตอบแทน
“คุณณีกับคุณอาทิจไม่เคยอยู่บ้านในเวลางานหรอกค่ะ โดยเฉพาะคุณณีตั้งแต่ปิดเทอมมานี่ออกไปช่วยคุณอาทิจทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำทุกวัน”
“ย่าก็ว่าจะออกไปช่วยเขาอยู่พอดี ไปด้วยกันมั้ยล่ะ”
สองพี่น้องอิดออด เพราะรู้พิษสงของแดดและความยากลำบากของงานเป็นอย่างดี วิไลลักษณ์กระตือรือร้นกลัวลูกเปลี่ยนใจ
“ไปสิคะคุณแม่ ที่เรามานี่ก็เพื่อจะมาช่วยคุณแม่ทำงานอยู่แล้วค่า จริงมั้ยจ๊ะลูก วันนี้วิไลไม่มีนัดทำผมแต่งหน้าที่ไหน วิไลพร้อมช่วยคุณแม่เต็มที่เลยค่ะ”
ย่าแดงยิ้ม
“ขอบใจจ้ะ”
แก้วกับจิ๋วแจ๋วหันมาสบตากันแล้วอมยิ้มว่า...เดี๋ยวก็รู้

ทั้งหมดอยู่กันที่แปลงนา...วิไลลักษณ์เอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งจับต้นกล้าปักลงในนาที่เป็นดินแฉะน้ำอย่างขยะแขยงปักเสร็จแล้วก็เอามือที่เปื้อนดินโคลนขึ้นมาดม
“อี๊ย...แหวะ เหม็นอะ”
เวทางค์ถอนใจ
“ผมบอกคุณแม่แล้วก็ไม่เชื่อ”
“เมื่อวานวิเพิ่งไปต่อเล็บมา” วิยะดาจะร้องไห้ “หมด...หมดกัน”
วิไลลักษณ์มองที่ดิน
“มีขี้วัวขี้ควายปนมารึเปล่าก็ไม่รู้”
ต๊อด อึ่ง พัน จับกลุ่มอยู่อีกมุม ต๊อดเสนอหน้าเข้ามาอธิบาย
“มีอยู่แล้วครับ เพราะตอนที่คุณอาทิจหว่านกล้าที่แปลงโน้น พวกผมต้องเอาวัวควาย มาขี้เยี่ยวไว้แปลงนี้ ให้มันเป็นปุ๋ยธรรมชาติ”
วิไลลักษณ์หันไปถามย่าแดง ซึ่งยืนทำงานอยู่กับแก้ว อาทิจ ดรุณี อยู่อีกมุม
“จริงเหรอคะคุณแม่”
ย่าแดงยิ้มแย้มบอก
“จริง...จะกลัวอะไรล่ะแม่วิไล วัวควายมันกินฟางกินหญ้า ขี้มันสะอาดกว่าเราเยอะ”
วิไลลักษณ์เอาใจ
“ค่า...สะอาดแล้วก็หอมด้วยค่า โดยเฉพาะขี้วัวขี้ควายจากสวนคุณย่า” วิไลลักษณ์ยกมือเปื้อนขี้เลนขึ้นมาดม “สะอาดหอมชื่นใจกว่าวัวควายที่อื่นค่า”
ทุกคนมองวิไลลักษณ์อึ้งๆ ในขณะที่เวทางค์กับวิยะดาทำหน้าเหยเกไปมาก่อนจะโพล่งออกมาพร้อมกัน
“คุณแม่!”
อาทิจหันไปบอกดรุณี
“ถ้าน้องณีเหนื่อยจะพักก่อนก็ได้นะ”
ดรุณีส่ายหน้า
“ไม่ค่ะ ณีรอพักพร้อมทุกคน”
“คุณย่าครับ ขึ้นไปพักก่อนนะครับ”
อาทิจขยับเข้าไปประคองย่าพาเดินขึ้นไปพักบนเถียงนา วิไลลักษณ์รีบกระซิบเวทางค์
“รีบเข้าไปหายายณีสิลูก”
แก้วเห็นพฤติกรรมวิไลลักษณ์แล้วหมั่นไส้ เลยหันมาพูดกับอาทิจ
“คุณอาทิจอยู่กับคุณณีเถอะค่ะ เดี๋ยวน้าแก้วพาคุณย่าไปพักเอง”
แก้วไปประคองย่าแดงออกไป อาทิจมองตามย่ากับแก้วไป วิไลลักษณ์รีบสะกิดเวทางค์
“รีบสิลูก”
“ครับ”
เวทางค์ผละออกมาแต่ก็ยังไม่ทันใจแม่ วิไลลักษณ์ตามมาทั้งลุ้นทั้งดันให้เวทางค์ไปถึงตัวดรุณีก่อนอาทิจ
“เร็วๆเข้าลูก เร้ว” วิไลลักษณ์ลื่นล้ม ร้องลั่น “ว้าย”
เวทางค์กับวิยะดาตกใจ
“คุณแม่!”
ทุกคนหันมามองวิไลลักษณ์ที่ล้มก้นจ้ำเบ้า ทั้งมือทั้งแขนเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน ย่าแดงร้องบอกเวทางค์
“ตาเว...ประคองแม่ขึ้นไปล้างตัวก่อนไป”
เวทางค์ประคองแม่เดินไป แต่ก้าวออกมาได้สองก้าวก็ลื่นล้มไปด้วยกันทั้งคู่อีก ทุกคนหันไปมองเวทางค์ที่เลอะขี้โคลนและวิไลลักษณ์ที่เที่ยวนี้ขี้โคลนกระเซ็นโดนหน้าโดนผมเละกว่าเดิมอีก ย่าแดงหันไปทางวิยะดา
“แม่วิ...”
วิยะดารีบบอก
“ไม่นะคะคุณย่า วิเดินเองคนเดียวยังเอาตัวไม่รอดเลยค่ะ”
อึ่งขันอาสาทันที
“ผมช่วยเองครับ มาไอ้ต๊อด”
ต๊อดกับอึ่งเข้าประกบเวทางค์กับวิไลลักษณ์คนละด้าน แล้วแกล้งพาทั้งคู่ล้มไปกับขี้เลนในนาอีกหลายครั้ง แก้วขำก๊าก แต่พอหันมาเห็นย่าแดงก็รีบเอามือปิดปาก
“ขอโทษค่ะ”
ย่าแดงยิ้มบางๆ
“เจออย่างนี้บ้างก็ดี จะได้รู้ว่า กว่าชาวนาจะปลูกข้าวได้แต่ละเม็ดมันยากเย็นทุลักทุเลขนาดไหน”
ทุกคนมองภาพ 4 ชีวิตที่เดินล้มลุกคลุกคลานในแปลงนา ทั้งขำ...ทั้งลุ้น...ทั้งเวทนาคละเคล้ากันไป

บ่ายจัดวันนั้น...สิงห์ทองนั่งก๊งเหล้าขาวอยู่กับบรรยง แล้วหันไปมองทองประศรีซึ่งนั่งทาเล็บตะไบเล็บอยู่กับทองประสานและทองประสมอย่างไม่พอใจ
“ทำไมไม่ไปช่วยผัวปลูกข้าววะ ใครๆเขาก็ไปกันหมด”
“ไม่เอาอะพ่อ แดดร้อน เดี๋ยวฝ้าขึ้น”
คำมาหมั่นไส้
“ไปทำแป๊บๆเอาหน้า ให้นังคุณย่ามันเห็นแค่นั้น”
“แม่ไม่ลองไปดูบ้างล่ะ ตากแดดก็เท่านั้น เหนื่อยก็เท่านั้น มันไม่ได้ง่ายๆเหมือนขายของอยู่กับบ้านนะ”
สิงห์ทองชักฉุน
“อ้าว...แล้วใครที่กระสันอยากจะแต่งงานกับเขาล่ะ”
“ก็ใครจะรู้ล่ะว่าเขาจะไม่สนใจฉันขนาดนี้ ตั้งแต่แต่งงานจนคลอดลูก พี่เขาไม่เคยดูดำดูดีฉันเลย”
คำมาถอนใจ
“ก็มันไม่ใช่ลูกเขา”
ทองประศรีแทบกรี๊ด
“แม่”
“ข้าพูดตรงๆนะ ที่เขาไม่ประจานเอ็งก็นับว่าบุญแล้ว”
ทองประสานมองหน้าพี่สาว
“ทางโน้นเขาก็ช่วยเลี้ยงลูกให้พี่ พี่ก็น่าจะตอบแทนน้ำใจเขาบ้าง”
ทองประศรีร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล ทั้งเก็บกดทั้งเสียใจ
“ไม่ใช่ไม่รู้ รู้เว้ย...แต่มันเหนื่อย มันลำบากเข้าใจมั้ย ทำไมแกสองคนไม่หยุดขายของแล้วไปเป็นลูกจ้างที่สวนสักวันล่ะ แกจะได้รู้ว่ามันเหนื่อยโคตรขนาดไหน”
ทองประสมค้อน
“แล้วทำไมต้องมาโมโหใส่เราด้วยล่ะ”
คำมาปราม
“เอ็งอย่ามาขึ้นเสียงนะนังศรี ตัวเองก่อเรื่องเองแล้วจะมาแหกปากโวยวายกับใคร ไอ้ทองใบมันฉุดเอ็งรึไง เอ็งยอมมันเองไม่ใช่เหรอ”
สิงห์ทองชักโมโห
“ข้าไม่เฉดหัวเอ็งออกจากบ้านก็บุญเท่าไหร่แล้ว นังลูกไม่รักดี”
ทองประศรีร้องไห้โฮคับแค้นใจ
“เออ...ฉันผิด ฉันไม่ดี จะซ้ำเติมฉันไปถึงไหน”
บรรยงซึ่งไม่พูดอะไรเลย แต่กลับมองทองประศรีอย่างเห็นใจเข้าใจ จริงๆ

เย็นนั้นทองประศรีเดินร้องไห้คร่ำครวญถึงทองใบที่ทิ้งไปอยู่ที่ริมธารน้ำตก
“ไอ้ทองใบ ไอ้คนเลว แกทำให้ฉันกับลูกต้องลำบาก ไอ้คนใจดำ แกทำกับฉันอย่างนี้ได้ยังไง”
ทองประศรีกระแทกตัวลงนั่งเอามือปิดหน้าร้องไห้โฮ สักครู่มีมือเข้ามาแตะที่แขนเบาๆ หญิงสาวเอามือออกจากหน้า หันมามอง
“พี่ยง”
บรรยงนั่งมองทองประศรีอย่างเห็นใจ
“อย่าเสียใจไปเลยนะน้องศรี”
“มันทำกับฉัน มันทิ้งฉัน ปล่อยให้ฉันต้องลำบากต้องอับอายอยู่คนเดียว ใครมันจะโทษผู้ชาย ทุกคนก็โทษแต่ผู้หญิงทั้งนั้นว่าใจง่าย ไม่รักดี”
“พี่ว่ายังมีคนที่เข้าใจเห็นใจน้องศรีนะ”
“แม้แต่พ่อแม่กับน้องๆฉัน ยังด่ายังซ้ำเติมฉันทุกวัน แล้ว หมาตัวไหน มันจะมาเห็นใจเข้าใจฉัน”
ทองประศรีร้องไห้โฮ บรรยงสะดุ้งโหยง ก่อนจะประดิษฐ์เสียงตอบแบบพระเอกแมนๆ
“พี่นี่ไงจ๊ะ”
ทองประศรีชะงักกึก หันไปมองบรรยง
“พี่ยง”
“พี่เคยรักน้องศรียังไง พี่ก็ยังรักเหมือนเดิม ใครไม่เห็นความดีของน้องศรี แต่พี่ว่า พี่พอเห็น”
ทองประศรีน้ำตารื้น
“พี่ยง”
“เรามาเริ่มสร้างครอบครัวกันใหม่นะน้องศรี ไม่ต้องห่วงเรื่องตะวัน พี่จะรักและเอ็นดูตะวันเหมือนลูกของพี่เอง ให้พี่ช่วยแบ่งเบาภาระ แบ่งเบาความทุกข์ของน้องศรีเถอะนะ”
“ขอบคุณมากนะพี่ยง แต่...”
“น้องศรี...กังวลเรื่องหลานคุณย่าใช่มั้ย พี่เองก็หนักใจเรื่องนี้”
“ไม่ใช่เรื่องคุณอาทิจหรอก เพราะยังไงเขาก็ไม่เคยสนใจฉันอยู่แล้ว ที่ฉันกังวลก็เรื่องพี่ยงต่างหากว่าจะจริงใจกับฉัน หรือทำให้ฉันต้องเสียใจทุกข์ใจหนักกว่าเดิม”
“ตลอดเวลาที่พี่เทียวมาเฝ้าน้องศรี มันยังไม่เป็นเครื่องพิสูจน์อีกหรือจ๊ะว่าพี่รักน้องศรีมากแค่ไหน ทั้งๆที่รู้ว่าน้องศรีมีคนอื่นแล้ว พี่ก็ยังรักยังรอ”
ทองประศรีน้ำตาหยดแหมะ ใจอ่อนยวบ
“พี่ยง”
ทองประศรีผวาเข้าไปกอดบรรยงแน่น ชายหนุ่มกอดหญิงสาวกลับ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ปล่อยกายไปตามแต่ใจ ฝ่ายหนึ่งโหยหาความรัก อีกฝ่ายโหยหาสิ่งที่ตัวเองรอคอยมานาน

ค่ำนั้น ดรุณีอุ้มตะวันซึ่งนอนหลับคาอกเดินรอทองประศรีไปมา
“แม่นายตะวันไปทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ ทำไมยังไม่มารับลูกไปนอนอีก ดึกแล้วนะแก้วนั่นสิคะ ทำไมวันนี้ยังไม่มา ปกติจะมารับกลับตั้งแต่หัวค่ำนะคะ”
“ยังดีนะที่ยังเอาลูกไปนอนด้วย”
“ก็ทำได้เท่านี้ล่ะค่ะ เด็กนอนแล้วก็ไม่ได้กวนอะไร ช่วง 3 เดือนแรกที่ยังต้องกินนมแม่ นังแม่มันหงุดหงิดลูกร้องไห้จะตายไป พอลูกหย่านม มันก็ขอกลับไปขายของที่บ้าน คุณย่าเลยรับเลี้ยงไว้เอาบุญน่ะค่ะ”
“น้องณีอุ้มนายตะวันนานแล้ว...มา พี่ช่วย”
อาทิจรับตะวันอุ้มพาดใส่บ่า
“พี่อาทิจดูอุ้มเด็กถนัดมือดีจังนะคะ”
“พี่ต้องช่วยคุณแม่เลี้ยงน้องตั้งแต่ยังเด็ก มันก็เลยชินน่ะครับ”
แก้วมองแล้วปลื้ม
“แหม...ดูเป็นครอบครัวพ่อ แม่ ลูก...อบอุ่นดีจัง”
อาทิจกับดรุณี สบตากันแล้วยิ้มเก้อๆ ดรุณีรีบเปลี่ยนเรื่อง
“พี่อาทิจคงจะรักนายตะวันเหมือนลูกจริงๆ”
“เหมือนน้องมากกว่าครับ เพราะนายตะวันอายุน้อยกว่าน้องคนสุดท้องของพี่แค่ปีกว่าๆ มันเลยทำให้คิดถึงน้องที่อยู่ที่บ้านน่ะครับ”
ทองประศรีเดินหน้าเจื่อนเข้ามา แก้วหันไปส่งเสียงเข้มใส่
“ไปไหนมายะ มาซะดึกดื่นค่อนคืน”
ทองประศรีรู้สึกผิด
“ฉัน...เอ่อ...ฉันไปทำธุระสำคัญอยู่น่ะจ้ะ”
แก้วไม่ชอบใจ
“ธุระอะไรมันจะสำคัญมากกว่าลูก พรุ่งนี้คุณๆต้องทำงานกันแต่เช้า น่าจะเกรงใจกันมั่ง”
ทองประศรีสลดลง
“ฉันไม่คิดว่าคุณณีจะมาช่วยเลี้ยง”
แก้วโมโห
“โอ๊ย...อะไรกันจ๊ะแม่คู๊ณ ไม่มีใครบอกหล่อนเลยเหรอว่าตั้งแต่คุณณีกลับมาอยู่นี่ คุณณีช่วยเลี้ยงช่วยอุ้มนายตะวันตลอด อุ้มมากกว่าหล่อนที่เป็นแม่ซะอีก”
ดรุณีตัดบท
“เอาล่ะ...ติดธุระก็ไม่เป็นไร แต่ทีหลังมาให้เร็วกว่านี้นะ จะได้มีเวลาคุยเล่นกับลูกบ้าง เด็กอายุขวบถึงสามขวบเนี่ย สมองเขาจะพัฒนาเร็วมากกว่าทุกช่วงอายุ”
“จ้ะ...ขอบคุณนะจ๊ะ”
ทองประศรียกมือไหว้ทุกคน ก่อนจะเดินมารับลูกจากอาทิจแบบไม่กล้าสบตาแล้วเดินออกไป อาทิจหันมาหาดรุณี
“ขอบใจน้องณีมากนะที่ช่วยพูดให้เขาเข้าใจว่า เขาต้องรับผิดชอบลูกให้มากกว่านี้”
“ไม่น่าเชื่อว่าเด็กกระโดกกระเดกอย่างณีจะพูดอะไรแบบนี้ได้ใช่มั้ยคะ”
อาทิจยิ้ม
“เชื่อครับ ก็ตอนนี้น้องณีไม่ใช่เด็กแล้วนี่”
ดรุณียิ้มเขินแก้มแดง

อาทิตย์ต่อมา...ทุ่งนามีเงาของเมฆขาวฟ้าคราม สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ รวมทั้งเงาสะท้อนของอาทิจ ดรุณี ย่าแดง และแก้ว ซึ่งเดินดูข้าวมาตามคันนา ย่าแดงหันมาหาหลานชาย
“ผ่านไปอาทิตย์นึงดูโตขึ้นเหมือนกันนะพ่อ”
“ครับ อีกไม่กี่เดือนก็คงสุกปลั่งให้เกี่ยวได้แล้ว”
ดรุณีตื่นตาตื่นใจ
“อิจฉาทุกคนจังเลย หนูว่ามันน่าตื่นเต้นนะคะ ที่จะได้เห็นข้าวที่เราปลูกเองกับมือค่อยๆโตจนเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ยังไงก็เขียนจดหมายเล่าให้หนูฟังด้วยนะคะคุณย่า เอ๊ย...ไม่ใช่ น้าแก้วเขียนนี่นา”
แก้วส่ายหน้า
“น้าแก้วไม่ได้เขียนค่ะ”
ดรุณีงงๆ
“อ้าว...แล้วใครเขียนล่ะ ไม่ใช่ลายมือคุณย่านี่ ตัวหนังสือเท่าหม้อแกงขนาดนั้น”
แก้วหันไปดุอาทิจ
“ทีหลังเขียนตัวเล็กๆหน่อยนะคะ”
ดรุณีหันไปมองตามสายตาแก้วเห็นแก้วพูดกับอาทิจก็เลยออกอาการเหวอ
“หมายความว่า...พี่อาทิจเป็นคนเขียน เอ่อ...เขียนตามคุณย่าสั่งใช่มั้ยคะ”
แก้วยิ้มๆ
“อ่านตามคำสั่งคุณย่าด้วยค่ะ”
ดรุณีตาโต
“อ่าน...ทุกฉบับ”
แก้วเน้นชัดเจน
“ค่ะ กอไก่ขอไข่ สระอิสระอี รวมทั้งข้อความที่คุณณีสั่งไม่ให้บอกคุณอาทิจก็อ่านหมดทุกสิ่งอย่างเลยค่ะ”
ดรุณีหันไปสบตาอาทิจแล้วรีบหลุบตาต่ำด้วยความอาย ในขณะที่ ย่าแดงกับแก้วแอบสบตากัน

บ่ายวันนั้นของอาทิตย์ต่อมา...อาทิจกำลังช่วยอ่องรดน้ำและดูแลสตรอเบอรี่อยู่กับลูกน้อง ดรุณีวิ่งหน้าตื่นเข้าไปหา
“พี่อาทิจคะ พี่อาทิจ”
อาทิจกับอ่องหันมามองดรุณี
“น้าแก้วมาส่งข่าวค่ะว่ามีพายุเข้า น้ำป่าอาจทะลักผ่านมาทางบ้านแม่กลางน้อยค่ะพี่อาทิจ”
อาทิจช็อก
“ข้าว!”

อาทิจขับรถลัดเลาะมาตามเขาอย่างรวดเร็ว ในรถดรุณีนั่งนิ่ง หญิงสาวหันไปมองอาทิจเข้าใจอารมณ์ของชายหนุ่มที่กำลังร้อนใจ
ทางด้านย่าแดงเดินไปเดินมาแล้วลงนั่งที่เก้าอี้ แก้วยืนทำตาปริบๆห่างออกมา
“แกก็ไม่น่าไปบอกแม่ณีเลย ฟ้าฝนจะตกเอากลางทางรึเปล่าก็ไม่รู้ พายุเข้าขนาดนี้”
แก้วจ๋อย
“ แก้วก็แค่อยากจะส่งข่าว ไม่คิดว่าคุณณีจะตะบึงไปหาคุณอาทิจนี่คะ”
“ทำอย่างกับไม่รู้จักนิสัยยายณี แทนที่จะเป็นห่วงนาข้าวอย่างเดียว เลยต้องเป็นห่วงหลานเพิ่มอีกสองคนไปด้วยเลยทีนี้ แม่ณียิ่งไม่ค่อยได้ขับรถ ทางคดเคี้ยวขึ้นเขา มันขับง่ายอยู่ซะเมื่อไหร่ล่ะ”
“ขากลับ คุณอาทิจคงเป็นคนขับ เดี๋ยวก็คงถึงบ้านแล้วล่ะค่ะคุณย่า”
แก้วพูดปลอบใจตัวเองและคุณย่า แต่เพียงครู่เดียวก็ชะงักกึก..ใจหายวูบ
“คุณอาทิจคงไม่ไปที่นาข้าวใช่มั้ยคะคุณย่า”
ย่าแดงหันมามองแก้วใจกระตุกวูบ

อาทิจขับรถพุ่งเข้าไปตามเส้นทางลัด ตัดจากสวนไปที่นา สวนกับรถเกร็งที่เปียกแฉะมาทั้งคันเพราะเพิ่งฝ่าพายุฝนมา รถทั้งสองคันจอดเอี๊ยดอยู่ข้างกัน ลมพัดใบไม้ต้นไม้โบกสะบัด เกร็งลดกระจกรถ กระบะของสวนคุณย่า คุยกับอาทิจซึ่งก็ลดกระจกรถลงมาเช่นกัน ต๊อด อึ่ง พัน ซึ่งนั่งห่อตัวเอาผ้าขาวม้าเช็ดตัวและผมอยู่กระบะท้ายโผล่หน้าออกมามองอาทิจ
“ไปไหนกันมา” อาทิจร้องถาม
“เข้าไปดูนาข้าวมาครับ”
“แล้วเป็นยังไงบ้างลุงเกร็ง”
“นายอำเภอกำลังย้ายพวกชาวบ้านออกมา เพราะน้ำป่าน่าจะทะลักผ่านเส้นทางนั้น”
“ผมจะเข้าไปดู”
ต๊อดกระโดดลงมาจากท้ายกระบะ
“เข้าไปไม่ได้ครับนาย เจ้าหน้าที่บอกมันอันตรายมาก นี่เขายังไล่ให้เราออกมาเลย”
อาทิจหันไปหาดรุณี
“น้องณีกลับไปกับลุงเกร็งก่อนนะ”
“แล้วพี่อาทิจล่ะ”
“พี่จะเข้าไปดูข้าว เผื่อจะทำอะไรได้บ้าง”
อึ่งรีบห้าม
“ไปไม่ได้นะนาย ฝนตกแรงมาก มีพายุด้วย มันเสี่ยงเกินไป”
“แต่ฉันต้องเข้าไปดูให้เห็นกับตา”
ดรุณีตัดสินใจทันที
“ถ้าพี่อาทิจจะเสี่ยง ณีก็จะเสี่ยงด้วย”
คนอื่นๆหันมองหน้ากัน ยังแหยงๆกับการที่เพิ่งขับรถฝ่าพายุออกมา ต๊อดฮึดสู้
“เอ้า...ถ้านายไป พวกเราก็ไป”
ต๊อดกระโดดขึ้นรถ รถ 2 คันขับทะยานตามกันไป

ขณะที่นอกบ้าน ลมพัดแรงจนต้นไม้ใบหญ้าโบกสะบัด สายฟ้าแลบแปล๊บปล๊าบ ย่าแดงกับแก้วชะเง้อคอมองไปทางหน้าบ้าน จิ๋วแจ๋ววิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
“คุณย่าคะ พี่ฑูรให้มาบอกคุณย่าว่าคนงานเห็นคุณอาทิจขับรถไปที่นาข้าวค่ะ”
แก้วเอามือแตะอกตกใจ ย่าแดงยืนตะลึง สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น เกิดขึ้นจนได้

สายฝนโปรยเม็ดหนักและโบกสะบัดเพราะเป็นพายุฝน อาทิจเปิดไฟสูงตัดสายฝนเข้ามาจอดเอี๊ยดพร้อมๆกับรถเกร็ง อาทิจวิ่งลงจากรถตรงไปยังทางข้างหน้า เห็นทางถูกน้ำป่าไหลทะลักและเชี่ยวกรากตัดถนนขาโดยสิ้นเชิง ทุกคนตามลงมา อาทิจตะโกนฝ่าสายฝน
“มีทางลัดทางไหนไปได้อีกมั้ยลุงเกร็ง”
“มีถนนเส้นนี้เส้นเดียวครับ”
“ผมจะยอมให้นาของคุณย่า ข้าวของคุณย่าพังพินาศไม่ได้นะครับ ไม่มีทางอื่นเลยเหรอ คิดดีๆอีกทีสิครับ”
“ไม่มีแล้วนาย” พันช่วยยืนยัน
“เมื่อกี้ตอนที่เราออกมา ถนนมันยังไม่ถูกน้ำป่าตัดขาดแบบนี้” ต๊อดอธิบาย
“รีบหนีก่อนเถอะครับนาย ก่อนที่น้ำมันจะทะลักลงมามากกว่านี้”
ทุกคนขยับกลับมาที่รถได้ 2-3 ก้าว แล้วก็ต้องหันกลับไปเพราะอาทิจยังยืนอยู่ที่เดิม ดรุณีวิ่งมาหา
“ไปเถอะค่ะพี่อาทิจ ยืนอยู่อย่างนี้เราก็ทำอะไรไม่ได้”
อาทิจน้ำตาคลอ
“ข้าวเพิ่งปักดำแท้ๆ ป่านนี้จะเป็นยังไง”
“พี่อาทิจต้องคิดถึงใครอีกคนมากกว่าข้าวนะคะ คุณย่าจะเป็นยังไงถ้ารู้ว่าพี่อาทิจมายืนเสี่ยงอันตรายอยู่ตรงนี้”
อาทิจชะงัก หันมามองดรุณี
“กลับบ้านเรานะคะ คุณย่ารออยู่”
ดรุณีเอื้อมมือไปดึงแขนอาทิจ ชายหนุ่มก็ยอมจำนนต่อเหตุผลเดินตามกลับมาที่รถแต่โดยดี

แก้วชะเง้อเดินเป็นเสือติดจั่นอยู่หน้าบ้านลมยังพัดตึงๆ ย่าแดงนั่งหันหลังให้ หลังที่งองุ้มบ่งให้เห็นว่าท่านเป็นห่วงหลานเพียงใด ครู่หนึ่งดรุณีเดินตัวเปียกเข้ามาพร้อมอาทิจ
“คุณย่าคะ”
แก้วชะงัก พร้อมๆกับที่คุณย่าหันมาและลุกขึ้นยืน อาทิจรีบบอก
“ผมขอโทษครับคุณย่า”
ย่าแดงเดินรี่มาหาหลาน
“อย่าพูดอย่างนี้สิลูก รู้มั้ยว่าย่าดีใจแค่ไหนที่เห็นเราสองคนกลับมาอย่างปลอดภัย”
“น้ำป่าทะลักตัดถนนขาด ผม..นาข้าว...ผม..เข้าไปไม่ถึง”
อาทิจพูดไม่ออก ย่าแดงกอดหลานชายอย่างเข้าใจ
“ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเวลานี้ อะไรก็ไม่สำคัญสำหรับย่าเท่ากับชีวิตของเราสองคน”
“แต่ผมเสียดาย ข้าวของคุณย่า คุณย่าอุตส่าห์ช่วยปลูก”
“ไม่มีอะไรที่เป็นของย่า ถ้าจะให้ย่าเลือกระหว่างข้าวของที่ย่ามี กับชีวิตเราสองคน ย่าขอเลือกอย่างหลังแม้ย่าจะไม่เหลืออะไรเลย”
ดรุณีน้ำตาไหล ซาบซึ้งใจ
“คุณย่าคะ”
“พรุ่งนี้ทุกอย่างอาจจะดี อาจจะไม่มีอะไรเลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้”
คุณย่ายิ้มโอบกอดหลานทั้งสองอย่างปลอบใจ และให้มีความหวัง

เช้าวันใหม่ แก้วเดินถือหมวกตามย่าแดงออกมา วิไลลักษณ์ เวทางค์ วิยะดาที่มาถึงพอดี เข้ามาอย่างร้อนรน เป็นห่วงเกินกว่าเหตุ
 

“คุณแม่คะ ที่นี่เป็นยังไงบ้างคะ ได้ข่าวจากคุณพี่เมื่อคืนว่าพายุเข้าแล้วน้ำป่าก็ทะลักเข้าไปในนาจริงรึเปล่าคะ วิไลได้ยินแล้วใจคอไม่ดี เลยต้องให้ตาเวบึ่งรถมาถามข่าวคุณแม่นี่ล่ะค่ะ”
“ตกลงว่าเสียหายมากรึเปล่าคะคุณย่า” วิยะดาถาม
“ย่าก็จะไปดูให้เห็นกับตานี่ไง”
ดรุณีเดินมาหา...
“พี่อาทิจไปแล้วค่ะ คนงานบอกว่าเพิ่งออกไปเมื่อกี้นี้ค่ะ”
คุณย่าพยักหน้ารับรู้ถึงความร้อนรน และความใส่ใจที่อาทิจมีต่อนาข้าวที่เพิ่งปลูกกับมือ

ที่นาข้าวปักดำหลังน้ำป่าซัดกระหน่ำ...ทุกคนถึงกับอึ้งเมื่อเห็นภาพที่อยู่เบื้องหน้า แปลงนาข้าวซึ่งเพิ่งปักดำไปไม่กี่วันพังพินาศย่อยยับด้วยดินโคลนที่ถล่มใส่ ข้าวล้มระเนระนาด บางส่วนลอยเท้งเต้งอยู่ในน้ำที่เจิ่งนอง บางส่วนจมกระจายอยู่ในดินโคลน
อาทิจเดินเข้าไปที่ต้นข้าวที่ล้มคว่ำล้มหงายอยู่ในโคลน แล้วใช้มือแตะข้าวแต่ละต้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆดึงมันขึ้นมาทีละต้นอย่างช้าๆ และค่อยๆเร็วขึ้นและเร็วขึ้นเมื่อคิดขึ้นได้ว่า นี่คือความฝันของคุณย่า เขาจะปล่อยให้ความฝันของคุณย่าพังพินาศย่อยยับอย่างนี้ไม่ได้
เกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน ยืนมองเจ้านายที่ยืนหันหลังให้ ทุกคนอ่านหัวใจของอาทิจออกว่า นายของพวกเขาร้าวราน และเจ็บปวดเพียงใดโดยไม่ต้องเห็นหน้า ดรุณีประคองคุณย่าที่เดินล้าเข้ามาพร้อมคนอื่นๆ
อาทิจวางข้าวที่ดึงออกมาจากโคลนลงกับพื้น แล้วลุยเข้าไปคว้าข้าวที่ลอยเท้งเต้งในน้ำ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเห็นคนกำลังจะจมน้ำตาย...ยังไงก็ต้องช่วยให้รอด
ดรุณีทนไม่ไหว เข้าไปจับมือห้ามน้ำตาคลอ
“พอเถอะค่ะพี่อาทิจ..พอแล้ว”

“ปล่อยพี่เถอะน้องณี บางต้นที่ยังเหลือราก พี่จะเอาไปดูแล มันอาจจะโตต่อไปได้คุณย่าเพิ่งจะปลูกข้าวแท้ๆ พี่จะยอมให้ความฝันของคุณย่าพังทลายได้ยังไง”


อ่านต่อหน้า 3




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 10 (ต่อ)

อาทิจก้มหน้าก้มตาเก็บซากข้าวต่อ ย่าแดงน้ำตาคลอ
 
“พอเถอะพ่อ”
อาทิจชะงักกึกหันไปมองย่า
“เรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดของพ่อ มันเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เขาต้องการมาเตือนให้รู้ว่าเราบกพร่อง ในเมื่อเราขาดความรับผิดชอบ ขาดการเอาใจใส่ดูแลเขา เขาก็ต้องลงโทษเรา ไม่มีใครอยู่เหนือธรรมชาติได้หรอกลูก เทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่แล้ว มนุษย์เราก็ตัวเล็กนิดเดียว เล็กยิ่งกว่ามดกว่าปลวกเสียอีก”
อาทิจน้ำตาคลอ
“แต่นี่เป็นความฝันของคุณย่า”
“ความฝันของย่ามีหลายอย่าง ย่าฝันจะปลูกส้มย่าก็ปลูก ล้มลุกคลุกคลานผิดหวัง เสียน้ำตากับมันมาก็บ่อยครั้ง แต่ย่าไม่เคยยอมแพ้ มนุษย์เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะเรามีใจที่แข็งแกร่ง เราล้มได้ร้องไห้ได้ แต่ล้มเลิกความตั้งใจไม่ได้ เข้าใจมั้ยพ่อ”
“ครับ”
“เราเป็นแค่มดแค่ปลวกก็จริง แต่เราก็ขยันและอดทน พลังใจอันมหาศาลเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่กับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เราจะปลูกข้าวกันใหม่ใช่มั้ยพ่อ”
“ครับคุณย่า”
ย่าแดงลูบหัวอาทิจยิ้มน้ำตาคลอ โดยที่ทุกคนยืนมองอย่างซาบซึ้งรวมทั้งวิยะดา และแม้แต่เวทางค์เองก็อดซึ้งไปด้วยไม่ได้ ยกเว้นวิไลลักษณ์ที่ออกจะอิจฉาที่เห็นคุณย่าเมตตาอาทิจ และดรุณีเองก็เหมือนจะลดอคติในใจกับอาทิจไปมากแล้ว

เมื่อทุกคนกลับมาที่บ้าน แก้วกับจิ๋วแจ๋วช่วยกันยกของว่างกับน้ำออกมาเสิร์ฟ ดรุณีกับอาทิจประคองย่าแดงเข้ามา วิไลลักษณ์กับลูกๆเดินถือร่มเอาหมวกเอามือกระพือลมตามมา
“รองท้องกันไปก่อนนะคะ เดี๋ยวแก้วจะรีบจัดอาหารให้ค่ะ”
วิไลลักษณ์เห็นอาหารแล้วตาลุกวาว รีบกวักมือเรียกลูก
“เอ้า...รีบมากินสิตาเว ยายวิ กินเข้าไปเยอะๆลูก เดี๋ยวจะได้มีแรงไปช่วยเขาทำนากันอีก”
ย่าแดงลงนั่งที่เก้าอี้ พลางถาม
“นาที่ไหนแม่วิไล”
“อ้าว..ก็นาของเราไงคะคุณแม่ ก็เมื่อกี้คุณแม่บอกนี่คะว่าจะปลูกข้าวกันใหม่”
“แม่หมายถึงปีหน้า ข้าวที่นี่ เขาปลูกกันปีละครั้งเพื่อไม่ให้ดินมันเสื่อมเร็ว”
“โอ๊ย..โล่งอก วินึกว่าเล็บเซ็ทใหม่ที่เพิ่งต่อมาจะพังอีกแล้ว” วิยะดายิ้มออก
อาทิจบอกย่าแดง
“เสาร์อาทิตย์นี้ผมจะขอแรงคนงานไปช่วยกันปลูกป่าแถวต้นน้ำนะครับคุณย่า เราต้องป้องกันที่ต้นเหตุ คิดว่าน่าจะต้องมีคนแอบตัดต้นไม้กันเยอะแน่ๆ น้ำป่าถึงได้ทะลักลงมาแบบนี้ เหมือนไม่มีต้นไม้ใหญ่คอยชะลอหรืออุ้มน้ำไว้เลย”
ดรุณีสนับสนุน...
“หนูจะช่วยทำฝายชะลอน้ำด้วยค่ะ”
วิไลลักษณ์กลัวน้อยหน้า รีบเสนอ
“ปลูกตะไคร้กั้นแนวดินด้วยสิอาทิจ”
อาทิจอึ้งปนงง
“ตะไคร้หรือครับ”
“จ้า อาเคยพาพวกผู้ใหญ่ไปดูงานที่โครงการหลวงบ่อยๆ เห็นเขาปลูกตะไคร้กั้นน้ำตามคันดินกัน ตาสีตาสาที่ไหนก็รู้นะ เราเรียนมาทางนี้ไม่รู้เลยเหรอจ้ะอู๊ยยย..ขำ”
อาทิจไม่แน่ใจว่าเข้าใจตรงกันรึเปล่า
“หญ้าแฝกรึเปล่าครับคุณอา”
วิไลลักษณ์หัวเราะค้าง อึ้งไปชั่วอึดใจก่อนจะแถซึ่งๆหน้า
“ต๊ายย..จริงด้วยจ้ะ หญ้าแฝก เมื่อกี้อาเผลอเรียกว่าอะไรนะ”
เวทางค์ วิยะดาประสานเสียงพร้อมกัน
“ตะไคร้ครับค่ะ คุณแม่”
ย่าแดง อาทิจ ดรุณีปรายตามองกัน..ในขณะที่เวทางค์และวิยะดาแอบเซ็งกับความมั่นใจของแม่ วิไลลักษณ์ยิ้มเจื่อน แต่ก็ยังไม่วายตักของว่างกินกลบเกลื่อน

ค่ำคืนนั้น...เวทางค์และวิยะดานั่งขำนอนขำ หัวเราะกันตัวงอ วิไลลักษณ์ค้อนควักใส่ลูก ประเวทย์ปรามลูกๆ
“นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะ...คุณวิไล..คุณไม่ใช่มีฐานะเป็นแค่แม่ของลูกอย่างเดียว แต่คุณเป็นภรรยาของผู้ว่าฯด้วย คุณจะพูดผิดในเรื่องที่ชาวบ้านทั่วไปเขารู้ดีอยู่แล้วไม่ได้”
“แหม...ก็น้องคิดว่ามันเป็นตะไคร้จริงๆนี่คะ”
“ถ้าไม่รู้จริงก็ควรจะเลือกเป็นผู้ฟังมากกว่าจะลุกขึ้นมาพูด ทุกวันนี้มีแต่คนพูดในเรื่องที่ไม่รู้จริงเยอะมากพอดูอยู่แล้ว คุณอย่ากลายเป็นหนึ่งในนั้นเลย”
ประเวทย์พูดจบก็เดินหนี วิไลลักษณ์หน้าตึง
“อารมณ์เสียมาจากไหนก็ไม่รู้...แค่เห็นตะไคร้เป็นหญ้าแฝกแค่นั้น”
“ผมเสียวสันหลังวูบ คิดว่านายอาทิจมันจะไปปลูกป่าตั้งแต่ตอนนั้น ไม่งั้นผมคงต้องเหนื่อยไปกับมันอีกแน่” เวทางค์ถอนใจเฮือก
“วันนี้ไม่ไป แต่ถ้าวันไหนมันไป ลูกก็ต้องไปด้วย ลูกก็เห็นแล้วนี่ว่าคุณย่ารักเจ้าอาทิจมากขนาดไหน ยายณีก็เหมือนกันอ่อนข้อให้เจ้านั่นลงเยอะเลย”วิไลลักษณ์บอกเสียงเข้ม
“จริงค่ะคุณแม่” วิยะดาสนับสนุน
“ถ้าลูกไม่อยากให้เจ้านั่นได้มรดกเท่าลูก และไม่อยากให้ยายณีเห็นมันดีกว่าลูก ลูกก็ต้องรีบทำคะแนน เจ้าอาทิจทำอะไรลูกต้องทำด้วย เอาชนะใจยายณีอย่างเดียวไม่ได้ ลูกต้องเอาชนะใจคุณย่าให้ได้ด้วย เข้าใจมั้ยลูก”
เวทางค์พยักหน้ารับฟังแม่อย่างเซ็งๆ
หลายวันต่อมา...ทุกคนในไร่ย่าแดง ถือกล้าต้นไม้เล็กๆในมือ เตรียมปลูกลงดิน เวทางค์เบียดแทรกอาทิจซึ่งนั่งใกล้ๆดรุณี แล้วลงมือปลูกต้นไม้ต้นเดียวกับหญิงสาว ในขณะที่วิยะดาก็กระแซะเบียดมานั่งปลูกต้นไม้ต้นเดียวกับอาทิจ...ทุกคนต้องการพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง

หลังจากปลูกกล้าแล้ว อาทิจนำทุกคนไปที่ลำธารต้นน้ำ เพื่อช่วยกันทำฝาย โดยอาทิจกับคนงานอยู่ด้านบน ถัดกันลงมา ขั้นสุดท้ายเป็นดรุณี เวทางค์และวิยะดา
ดรุณีเอาซีกไม้ปักชะลอน้ำฝั่งตัวเองเสร็จ ก็เดินข้ามธารน้ำและโขดหินเพื่อไปช่วยทางฝั่งเวทางค์ที่โชว์แมน รีบลุกขึ้นเดินจ้ำข้ามโขดหินพร้อมกับส่งมือไปให้ดรุณีจับ แต่ดรุณียังไม่ทันได้จับ...
เวทางค์ร้องเสียงหลงพร้อมกับถ่วงน้ำหนักตัวเอง บนโขดหินที่ลื่นเพราะตะไคร่จับโอนไปเอนมา ทุกสายตาจับจ้องไปที่เวทางค์ที่ยืนถ่วงน้ำหนักตัวเองอยู่ได้ประมาณ 5 วินาที เหมือนจะรอด แต่..ไม่รอด ชายหนุ่มลื่นล้มก้นกระแทกจ้ำเบ้าลงบนโขดหิน
วิยะดาหัวเราะขำมาก ในขณะที่คนอื่นๆมองเวทางค์ตาค้าง

หลายวันต่อมา...อาทิจปีนขึ้นไปปลูกหญ้าแฝกบนพื้นที่ชัน ในขณะที่ทุกคนช่วยกันปลูกหญ้าแฝกตามขั้นบันไดขั้นล่างๆและพื้นราบ
เวทางค์หันไปเห็นทุกคนเงยหน้ามองอาทิจ ก็เลยอยากจะแสดงพาวเวอร์บ้าง ชายหนุ่มหอบหญ้าแฝกปีนขึ้นไปในจุดที่สูงและชันกว่าอาทิจ
“ไม่ต้องปีนสูงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ เดี๋ยวตกลงมานะคะพี่เว..พี่เว..พี่วะ...”
เสียงดรุณีขาดหายไป พร้อมกับร่างเวทางค์ที่กลิ้งหลุนๆตกเนินลงมา ทุกคนอึ้ง อาทิจขยับเข้ามาช่วย
“เจ็บรึเปล่าครับคุณเว”
เวทางค์รีบลุกขึ้นแล้วปฏิเสธเสียงแข็งทันที
“เรื่องจิ๊บๆแค่นี้ เจ็บก็ตุ๊ดแล้ว” เวทางค์หันไปหาดรุณี... “พรุ่งนี้พี่จะมารับแต่เช้านะ วันนี้พี่ติดธุระด่วน ต้องขอตัวกลับก่อนนะจ๊ะ ไป..ยายวิ...”
เวทางค์พยายามฝืนเก๊ก แต่เก็บอาการไม่ไหว ในที่สุดก็ต้องเอามือจับบั้นเอวแล้วเดินโน้มตัวสะโพกครากออกไป จบทุกคนขำกับท่าเดินอันน่าสมเพชของเวทางค์

เช้าวันใหม่...อาทิจตัดกะหล่ำปลีไป ชะเง้อมองทางรถเข้าออกลัดเลาะทิวเขาไป ต๊อด อึ่ง พัน สะกิดกันหันมามอง
“นายไม่ไปส่งคุณณีหน่อยเหรอ” ต๊อดถาม
อาทิจทำเป็นหมกมุ่นทำงานง่วน
“ไม่ล่ะ ป่านนี้น้องณีไปนานแล้ว”
เกร็งส่งเสียงเรียกมาแต่ไกล
“คุณอาทิจครับ คุณย่าท่านเรียกหาน่ะครับ”
อาทิจหันไปสั่งทั้ง 3 คน
“ตัดแค่นี้พอ เอาแค่เป็นตัวอย่างไปให้ลูกค้าดู ขนไปรอข้างล่างนะเดี๋ยวฉันไปส่งเอง”
อาทิจรามือจากงาน แล้วเดินตามเกร็งออกไป

ย่าแดงเอาเสียมเล็กๆพรวนดินในกระถางต้นเก็ตถะวาที่ปลูกไว้เต็มระเบียง อาทิจเดินเข้ามาถาม
“ลุงเกร็งบอกคุณย่าเรียกผม ไม่ทราบมีอะไรจะใช้ผมรึเปล่าครับ”
“วันนี้พ่อทำอะไรรึเปล่า”
“เดี๋ยวผมจะเอาผักไปส่งในเวียงครับคุณย่า”
“แล้วเลยไปพบลูกค้าเจ้าใหม่ ไปเซ็นสัญญาซื้อขายแทนย่าด้วยได้มั้ย”
“ได้ครับคุณย่า ลูกค้าที่ไหนครับ”
“กรุงเทพฯจ้ะ จะได้พาแม่ณีไปส่งที่คอนโดฯด้วยเลย”
แก้วถือถาดใส่น้ำตะไคร้เข้ามาให้คุณย่า อาทิจแปลกใจ
“ผมคิดว่าน้องณีไปกับคุณเวแล้วซะอีก”
“คุณเวมารับไม่ได้ค่ะ โทรมาบอกแก้วเมื่อครู่นี้เองว่ายังนอนเดี้ยงสะโพกครากอยู่เลย สงสัยจะโชว์พลังอนุรักษ์แมกไม้ สายน้ำและลำธารมากไปน่ะค่ะ”
ดรุณีหิ้วกระเป๋าออกมา
“แม่ณีมาแล้ว รีบไปเถอะพ่อ เดี๋ยวจะถึงกรุงเทพมืดค่ำซะก่อน”
“ครับ”
อาทิจ ดรุณียิ้มให้กัน โดยมีผู้ใหญ่ 2 คน แอบเหล่สองหนุ่มสาวอยู่ตรงกลาง

ระหว่างทางที่นั่งรถไปด้วยกัน ดรุณีคุยจ้อยๆเรื่องที่มหาวิทยาลัย อาทิจฟังไปยิ้มไป รู้สึกเพลิน สักครู่...หันมาอีกที ชายหนุ่มเห็นดรุณีผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย
อาทิจจอดรถ...ยิ้มเอ็นดู...
“สงสัยจะเหนื่อย กลับมาก็ทำแต่งาน”
อาทิจปรับแอร์ให้ดรุณีนอนหลับอย่างสบาย แล้วเผลอเอื้อมมือมาลูบหัวหญิงสาวด้วยความรู้สึกแบบเอ็นดูน้อง..แต่แล้วก็ชะงัก รามือออกมา เปลี่ยนเป็นแค่นั่งมองแล้วยิ้ม ดรุณีละเมอสั่งงานต๊อด อึ่ง พัน
“ไม่ใช่สินายอึ่ง ปักกอละ 3-4 ต้นก็พอ ไม่ใช่หอบเป็นกำอย่างน้านนน แล้วก็ปักลงไป..ไม่ใช่ๆๆๆ..นายต๊อด ไม่ใช่ปักถี่อย่างนั้น ให้ห่างกันสักฟุต โอ๊ยยยย..นายพัน นั่นมันก็ห่างงงงไป ฟุตนึง..1 ไม้บรรทัด เข้าใจมั้ยยยยย”
อาทิจหัวเราะขำ ดรุณีละเมอพูดกับเวทางค์
“ไม่ต้องปีนสูงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ เดี๋ยวตกลงมานะคะ”
ดรุณีนึกถึงภาพเวทางค์ตกจากเนินช่วงปลูกหญ้าแฝกแล้วกลิ้งหลุนๆลงมา
“พี่เว..พี่เว!”
อาทิจขรึมขึ้นมาทันใด ชายหนุ่มเบนสายตาไปที่ถนนตรงหน้าก่อนจะขับรถออกไป

อาทิจขับรถเข้ามาในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯเห็นการจราจรที่ติดขัด รถแล่นต่อกันยาวเหยียดเพราะสัญญาณไฟแดง อาทิจหันมามองดรุณี เห็นเธอยังนอนนิ่งสนิท อาทิจไม่กล้าปลุกตรงๆเลยแอบปลุกด้วยวิธีอ้อมๆต่างๆนานา ทั้งผิวปากดังๆ ฮัมเพลง ทำของตก แต่จนแล้วจนรอดดรุณีก็ยังไม่ตื่น สุดท้ายจึงตัดสินใจ..ฮัดเช้ยยยย เสียงดังลั่นข้างๆหูดรุณี
ได้ผล..ดรุณีตกใจตื่น
“ถึงแล้วเหรอคะ”
“คง..เกือบถึงมั้งครับ พี่ขับดุ่ยๆเข้าเมืองมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าคอนโดฯน้องณีอยู่ไหน ไม่ชำนาญเส้นทางในกรุงเทพฯด้วย”
“แล้วทำไมไม่ปลุกณีล่ะ”
“โอ้โฮ”
“โอ้โฮอะไร จะว่าณีนอนขี้เซาล่ะสิ”
ดรุณีหันหน้าหนีงอนๆ
“เปล่าครับ ไปทางไหนดี”
ดรุณียังงอนเลยเอามือชี้ไปทางด้านอาทิจโดยไม่หันมามอง นั่นทำให้นิ้วชี้ของนางจิ้มใส่ตาอาทิจเต็มๆ
“โอ๊ยยยย”
อาทิจเอามือปิดตา ดรุณีหันมองตกใจ
“อุ๊ย..ขอโทษค่ะพี่อาทิจ ขอโทษ...ทางนี้ค่ะ”
ดรุณีชี้นิ้วจิ้มไปทางขวา อาทิจกระเด้งตัวห่างจากนิ้วดรุณีที่จิ้มมาโดยอัตโนมัติ..ทั้งคู่หัวเราะให้กัน
เสียงแตรดังถี่จากรถข้างหลัง ทำให้อาทิจสะดุ้ง..รีบออกรถเหลียวไปทางขวาทันที

อาทิจขับรถมาจอด ที่หน้าคอนโดฯ ชายหนุ่มลงจากรถมาเปิดประตูให้ดรุณี
“พี่อาทิจพักที่ไหนคะ”
“คุณย่าจองห้องพักใกล้ๆ บริษัทที่พี่ต้องเข้าไปเซ็นสัญญาพรุ่งนี้ให้น่ะครับ น้องณีขึ้นไปพักผ่อนเถอะ”
“พี่อาทิจก็เหมือนกัน หลับฝันดีนะคะ”
“น้องณีด้วยนะครับ”
อาทิจเปิดประตูด้านข้างคนขับขึ้นไปนั่ง
“ให้ณีขับไปส่งเหรอคะ”
อาทิจหันไปมองที่นั่งคนขับแล้วเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองขึ้นรถผิดด้าน ชายหนุ่มยิ้มเก้อๆก่อนจะลงจากรถอ้อมไปนั่งที่คนขับ
“ไปนะครับ”
ดรุณีพยักหน้าให้อาทิจแล้วแอบขำ ในขณะที่อาทิจส่งยิ้มแหะๆให้อย่างแอบเขิน

บ่ายวันใหม่...อาทิจถือซองเอกสารเดินออกมาจากด้านในบริษัทที่มาติดต่อ ชายหนุ่มเดินตรงมาที่รถซึ่งจอดอยู่ที่ลานจอดรถหน้าบริษัท ก่อนจะเปิดประตูลงนั่งแล้วหันไปวางเอกสารบนเบาะที่นั่งด้านข้าง หางตาของชายหนุ่มเหลือบเห็น กระเป๋าสตางค์ของดรุณีหล่นอยู่ที่พื้น จึงก้มลงไปเก็บขึ้นมา

ที่มหาวิทยาลัย...ตุลยานี ซ้อมควงคฑาในตำแหน่งดรัมเมเยอร์ด้านหน้าสุดของขบวนดุริยางค์ แถวขบวนเดินเคลื่อนตามเธอมาอย่างเป็นระเบียบ สวยงาม ทุกอย่างสวยงามอลังการ รุ่นพี่ลองให้ตุลยานี เดินแล้วควงคฑาโยนขึ้นไปบนฟ้า โดยการควงให้ดูเป็นตัวอย่าง ตุลยานี ทำตาม แต่ด้วยความที่เป็นการลองโยนครั้งแรก คฑาของหญิงสาวจึงถูกโยนขึ้นไปสูงและไร้ทิศทาง

ตุลยานี เห็นคฑาลอยละลิ่วไปไกล จึงวิ่งตามไปรับ หญิงสาวเอื้อมสุดแขนไปคว้าคฑาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะตกลงพื้น แต่เจ้าตัวก็เสียศูนย์เซคะมำพร้อมจะล้มกระแทกพื้น เธอหลับตาปี๋รู้ว่าหัวฟาดพื้นแน่ แล้วหญิงสาวก็รู้สึกเหมือนมีวงแขนกำยำมาโอบรั้งตัวเธอเอาไว้ ตุลยานี ค่อยๆลืมตาขึ้นมาแล้วหันไปมองผู้ที่รั้งตัวเธอไว้จากทางด้านหลัง
ตุลยานี หันมาเจออาทิจ หญิงสาวค่อยๆเบิกตา ตะลึงในความหล่อ เกิดอาการรักแรกพบทันที อาทิจยิ้มให้ตุลยานี แล้วค่อยๆปล่อยมือจากหญิงสาวอย่างสุภาพ
“ขอบคุณมากนะคะ คุณ..เอ่อ..”
ตุลยานี อยากถามชื่อ รุ่นพี่เดินเข้ามาแทรก
“เป็นไงน้อง เจ็บรึเปล่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ พอดีคุณคนนี้มาช่วยไว้ คุณ..เอ่อ..คุณ…”
“ถ้าไม่เป็นไรก็รีบไปซ้อมต่อเถอะ ไป...” รุ่นพี่หันไปบอกอาทิจ “ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
อาทิจเดินผละไป รุ่นพี่ดึงแขนตุลยานี ซึ่งยังคงเหลียวกลับมามองอาทิจไม่วางตา จนอาทิจเดินเลี้ยวไปอีกทาง

ดรุณีนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะ สักครู่มืออาทิจถือกระเป๋าสตางค์ยื่นเข้ามาตรงหน้า ดรุณีเงยหน้าขึ้นมามอง เห็นอาทิจยืนยิ้มแป้นอยู่ตรงหน้า หญิงสาวทั้งดีใจทั้งแปลกใจ
“พี่อาทิจ! ขอบคุณมากค่ะ ณีหาทั้งคืน”
“พี่เพิ่งเห็นมันหล่นอยู่ในรถ ก็เลยรีบเอามาให้ แล้วน้องณีมาเรียนยังไง มีเงินขึ้นรถรึเปล่า กินข้าวรึยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ณีแอบเก็บเงินไว้หลายที่ พี่อาทิจเสร็จธุระแล้วเหรอคะ แล้วหาณีเจอได้ยังไงเนี่ย”
“ก็ถามเขามาตั้งแต่หน้าประตูรั้ว กว่าจะเจอโต๊ะน้องณีก็ร่วมชั่วโมง”
“โชคดีจังเลยนะคะ ปกติชั่วโมงนี้ณีมีเรียน พอดีอาจารย์ไม่สบายน่ะค่ะ ไม่งั้นคงไม่ได้เจอกัน พี่อาทิจอยู่กินข้าวเย็นกับณีก่อนมั้ยคะ”
“เอ่อ..ไม่ดีกว่าครับ ถ้ากลับถึงบ้านดึกเกินไป พี่กลัวว่าคุณย่าท่านจะเป็นห่วง”
“ค่ะ ถ้างั้นณีเดินไปส่งนะคะ”
ดรุณีลุกเดินมา อาทิจเห็นดรุณีในชุดนิสิตเต็มตัวเป็นครั้งแรก ก็เผลอมองอย่างลืมตัว
“พี่อาทิจ ณี...มีอะไรผิดปกติเหรอ”
“พี่เพิ่งสังเกตว่าชุดนิสิตของน้องณีดูสะอาดตาดีจัง ใส่แล้วดูขลังดีนะ”
“ค่ะ ใส่แล้วภูมิใจมาก”
“คนมองก็ภูมิใจมากเหมือนกันครับ”
ดรุณียิ้มหน้าบาน เมื่อถูกชม ทั้งคู่เดินมาทางที่จอดรถ
“รถพี่จอดอยู่ด้านนอก น้องณีส่งพี่แค่นี้ก็พอรีบกลับไปเรียนนะครับจะได้จบไวไว”
“เหงาล่ะสิ ไม่มีใครทะเลาะด้วย”
“คุณย่าท่านเหงาครับ พี่รู้ว่าท่านเป็นห่วงและคิดถึงน้องณีมาก”
“ณีสัญญาค่ะพี่อาทิจ ณีจะรีบเรียนให้จบไวไว ณีเองก็คิดถึงคุณย่ามากที่สุดเหมือนกัน แล้วเจอกันตอนปิดเทอมนะคะ”
“ครับ”
อาทิจยิ้มให้ดรุณีอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไป ดรุณีหันกลับมาเจอตุลยานี วิ่งรี่เข้ามาหาหญิงสาวจากอีกด้าน ด้วยท่าทางตื่นนเต้นมก
“ยายณี! เมื่อกี้ฉันเจอใครรู้มั้ย”
“ใคร”
“ผู้ชาย หล่อม๊ากกกก น่ารักม๊ากกกก ยิ้มทีงี้ใจละลาย”
“หนุ่มคณะไหน ทุกทีไม่เคยเห็นปิ๊งใครเลยนี่”
“คนนี้เรียกว่าตกหลุมรักเลยล่ะ”
“หนุ่มคณะไหนน๊อ ทำให้เพื่อนณีเป็นแบบนี้ได้”
“เป็นใคร ชื่ออะไร เรียนคณะไหนไม่รู้ จู่ๆฟ้าก็ส่งให้เรามาเจอกัน..ผู้ชายในฝัน”
เวทางค์ขยับเข้ามายืนด้านหลังตุลยานี เวทางค์สวมทันที
“พี่เหรอ”
ดรุณีและตุลยานี หันไปมองเวทางค์
“พี่เว...”
เวทางค์ยิ้มกรึ่มเก๊กหล่อ

ดรุณี เวทางค์ และตุลยานี มานั่งด้วยกันที่ร้านกาแฟหรู...
“พี่แวะมาชวนน้องณีกับน้องตุ่นไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปิดเทอมน่ะจ้ะ ซากุระกำลังบานคุณแม่พี่ได้ตั๋วราคาถูกมา 3 ที่พอดีเลย” เวทางค์ชวน
“ณีไปไม่ได้หรอกค่ะพี่เว ณีนัดกับพี่อาทิจไว้แล้ว” ดรุณีปฏิเสธ
“นัด..ทำอะไร”
“หว่านข้าวค่ะ ต้องจับมือสู้กันอีกสักตั้ง ตุ่นไปกับณีมั้ย”
ตุลยานี ไม่ค่อยสนใจนัก
“ดูก่อนนะว่าต้องกลับไปหาแม่รึเปล่า แต่ตอนนี้ไปก่อนล่ะ มีเรื่องต้องทำ”
“จะไปไหน”
ตุลยานี ตาเป็นประกาย
“ไปสืบว่า..เขาคนนั้นชื่ออะไร เรียนคณะไหน ได้ความยังไงแล้วจะกลับมารายงานนะ”
ตุลยานี ออกไปจากร้าน เวทางค์มองตามงงๆ
“น้องตุ่นพูดถึงใคร...เขาคนไหน”
“ณีก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เวทางค์ชวนอีก
“ลองคิดอีกทีมั้ยเรื่องญี่ปุ่น”
“ไม่คิดไม่เปลี่ยนใจค่ะ ณีจะกลับมาอบรมเรื่องแพ็กเก็จจิ้งด้วย เพราะฉะนั้นเวลาว่างที่เหลือแค่อาทิตย์เดียว ณีขอกลับไปปลูกข้าวดีกว่าค่ะ”
เวทางค์พยักหน้ายิ้มแห้งๆรับคำตัดสินใจของดรุณี

ยามเช้า... แสงอ่อน แต่เย็นยะเยือก ย่าแดง และทุกคนช่วยกันตัดกะหล่ำปลีท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ อาทิจเอาผ้าคลุมไหล่มาคลุมทับเสื้อหนาวให้คุณย่าอีกชั้น และนั่งทำงานเคียงกัน...

หลายเดือนต่อมา...
คนงานกระจายอยู่ตามจุดต่างๆเพื่อเก็บส้ม อาทิจ เกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน ช่วยกันขนลังส้มขึ้นท้ายรถกระบะ ผู้จัดการโรงงานรับสมุดเช็คยอดรับ-ส่งส้มที่ย่าแด
เซ็นให้ ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ย่าแดง แนะนำอาทิจให้รู้จักผู้จัดการโรงงาน เพื่อให้ติดต่อเรื่องานกับอาทิจต่อไป...

ค่ำคืนนั้น...ที่หน้าบ้านพักคนงาน ทุกคนนั่งบ้างนอน บ้างอ่านหนังสือคนละมุม อาทิจอ่านหนังสือหลักสูตรปริญญาตรีเกี่ยวกับการบริหารจัดการ เกร็งอ่านหนังสือพระ ต๊อด อึ่ง พัน อ่านหนังสือนอกเวลาก.ศ.น. ครู่หนึ่งต๊อดวางหนังสือก.ศ.น. เปลี่ยนมาอ่าน หนังสือไฟกลางคืน อึ่ง พัน วางหนังสือก.ศ.น. แล้วขยับเข้ามาสุมหัวดูรูปผู้หญิงแก้ผ้ากับต๊อดโดยพร้อมเพรียงกัน

เช้าวันใหม่
ย่าแดงหยิบสตรอเบอรี่ในตะกร้าที่อาทิจยื่นให้ขึ้นชิม แล้วยกนิ้วโป้งทั้งสองนิ้วให้หลานบอกให้รู้ว่ายอดมาก เห็นย่าหลานนั่งกินสตรอเบอรี่ไป ช่วยกันแพ็คสตรอเบอรี่ใส่กล่องไปอย่างมีความสุข

ดรุณีเขียนจดหมายถึงคุณย่าที่โต๊ะทำงาน...
‘...ช่วงนี้หนูอาจจะไม่ได้เขียนจดหมายถึงคุณย่าบ่อยนัก เพราะต้องอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อเตรียมตัวสอบปลายภาค หนูสัญญาค่ะว่าหนูสอบเสร็จเมื่อไหร่ จะรีบขึ้นไปกราบเท้าคุณย่าทันที หนูจะกลับพร้อมพี่เวกับยายวินะคะ คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วง...รักคุณย่ามากที่สุดในโลก..ดรุณี...’

หลายอาทิตย์ต่อมา...
ดรุณีก้มกราบคุณย่าที่ตัก โดยมีแก้วนั่งยิ้มแก้มปริอยู่ข้างๆ คุณย่าโอบกอดแล้วหอมแก้มดรุณี อาทิจเดินเข้ามา เห็นแค่หลังหญิงสาว ชายหนุ่มก็ใจเต้นตึกตักโครมครามขึ้นมา...
“กลับมาเที่ยวนี้คุณณีโตเป็นสาวเต็มตัวแล้วก็สวยมากซะด้วย” แก้วชม
ดรุณียิ้มเขิน
“น้าแก้วก็...”
“มารยาทก็งาม เรียบร้อยน่ารักเหลื๊อเกิน”
ดรุณีทำเขินบิดไปมา
“แหม..ก็หนูโตแล้วนี่คะน้าแก้ว จะให้ทำตัวแก่นกะโหลกเป็นเด็กๆเหมือนเมื่อก่อนได้ยังไง”
“โตขึ้น สาวขึ้น สวยขึ้น น่ารักขึ้น ว่ามั้ยคะคุณอาทิจ”
ดรุณีหุบยิ้ม ยืดหลังตรงเหมือนดามเหล็กเอาไว้ทันที
“ยังไม่เห็นหน้าเลยครับน้าแก้ว”
ดรุณีหันมาหาอาทิจ
“พี่อาทิจนี่”
“น่ารักครับ”
คุณย่าอมยิ้ม...รู้สึกว่าหนุ่มน้อย กับสาวน้อยคู่นี้น่าเอ็นดูซะจริงๆ ดรุณีเขินเลยแกล้งหันมาพูดกลบเกลื่อนกับคุณย่า
“เที่ยวนี้หนูอยู่ได้อาทิตย์เดียวนะคะคุณย่า หนูลงเรียนซัมเมอร์ไว้ อยากจบเร็วๆน่ะค่ะ”
“มาให้ย่าเห็นแค่นี้ ย่าก็ชื่นใจแล้ว พ่ออาทิจมานี่มีอะไรรึเปล่า”
“ผมมาเรียนคุณย่าว่า พรุ่งนี้ผมจะตกกล้าข้าวแล้วครับ”
“ปีๆหนึ่งมันผ่านไปเร็วจริงๆ”
“ที่หนูแวบขึ้นมานี่ก็เพราะจะมาช่วยพี่อาทิจตกกล้านี่ล่ะค่ะ”ดรุณีบอกสีหน้ายิ้มแย้ม
“ดีแล้วลูก เอ้า..ถ้าอย่างนั้นก็ตามย่ามานี่ทั้งคู่เลย ย่ามีอะไรจะให้”
ย่าแดงลุกขึ้นเดิน นำดรุณีและอาทิจไปที่ห้องนอน
ย่าแดงยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว แล้วเอื้อมหยิบกล่องกระดาษเล็กๆ ซึ่งเก็บไว้บนหิ้งไม้สำหรับวางแจกันดอกพุด เหนือหิ้งขึ้นไปคือภาพพระฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ย่าแดงถือกล่องกระดาษลงนั่งที่เตียง แล้วเปิดกล่อง..หยิบถุงผ้าเล็กๆ ก่อนจะเทสิ่งที่อยู่ในถุงผ้าออกมา
สิ่งที่ย่าแดงเทออกมาคือ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีอยู่ 30-40 เมล็ดในอุ้งมือ ย่าแดงมองเมล็ดข้าวในมือ แล้วย้อนรำลึกความหลังด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน
“เมล็ดพันธุ์ข้าว ย่าได้มาจากท้องสนามหลวงเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในหลวงท่านเสด็จในพระราชพิธีพืชมงคล พระองค์ท่านพระราชทานพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรนำไปปลูก ผู้คนมากมายมาจากทั่วสารทิศ ย่าก็เป็นหนึ่งในนั้น ต่างคนต่างอยากได้พันธุ์ข้าวจากพระองค์ท่านไปเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต ทุกคนวิ่งเก็บกันด้วยความปลื้มปิติ ใครที่เก็บไม่ทัน เราก็แบ่งปันกันไป สมัยนั้นคนไทยเราเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจต่อกัน ไม่เหมือนอย่างสมัยนี้ พ่อเอาไปหว่านเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองกับที่นาของเรานะพ่อนะ”
คุณย่าเทเมล็ดข้าวกลับใส่ถุงแล้วส่งให้ อาทิจไหว้ แล้วรับถุงข้าวมายกขึ้นไหว้เหนือหัว โดยมีดรุณียกมือไหว้ตาม
อาทิจและดรุณีมองถุงข้าวที่อยู่ในมือ ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจไม่แพ้คุณย่า..สำหรับหนุ่มสาวซึ่งเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่สองคนนี้...สิ่งที่อยู่ในมือซึ่งคุณย่ามอบให้ มีค่ายิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองมากมายนักเพราะนี่เป็นสิ่งล้ำค่าที่ได้จากคนที่มีคุณค่า และมาจากบุคคลซึ่งทำงานหนักจนอยู่เหนือคำว่า มีคุณค่า
พระเจ้าอยู่หัวฯทรงเป็นปูชนียบุคคลของแผ่นดิน
สามวันต่อมา...ย่าแดงมองเมล็ดข้าวซึ่งผ่านการแช่น้ำและคลุมกระสอบเปียกจนรากงอกออกมาในกระบุง
“งามดีจริง เอาลงหว่านเถอะจ้ะ”

อาทิจและดรุณีนำทีมทุกคนช่วยกันหว่านข้าว โดยมีแก้วประคองคุณย่ายืนดูอยู่ไม่ไกล อาทิจและดรุณีหว่านข้าวผ่านหน้าย่า ย่าแดงมองหลานทั้งสอง และเมล็ดข้าวที่ถูกโปรยจากมือของทั้งคู่ร่วงจากฟ้าลงสู่ดิน หญิงชรายิ้มปลื้มใจน้ำตาคลอ


อ่านต่อหน้า 3




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 10 (ต่อ)

บ่ายนั้น แก้วประคองย่าแดงเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ คุณย่าถอดหมวกออกกระพือลม อย่างเหนื่อยๆ แก้วเดินฉีกออกไปทางครัว ก่อนจะกลับมาพร้อมถ้วยยาหอมในมือ
 
“รับยาหอมสักนิดนะคะคุณย่า”
อาทิจกับดรุณีเดินตามเข้ามา ขณะที่แก้วลงนั่งบีบนวดขาให้ย่าแดง ดรุณีมองอย่าอย่างเป็นห่วง
“คุณย่าไม่สบายหรือคะ”
ย่าแดงจิบยาหอม
“ไม่ได้เป็นอะไรหรอกลูก แค่เหนื่อยง่ายตามประสาคนแก่น่ะ”
“เดี๋ยวผมจะไปดูกะหล่ำปลีกับสตรอเบอรี่นะครับคุณย่า”
“ณีไปช่วยนะคะ”
“ตาเกร็งเอารถเข้าเมืองไปแล้วมั้ง เอารถย่าไปก็ได้”
อาทิจรีบบอก
“ถีบจักรยานไปดีกว่าครับ”
ดรุณีขัดขึ้น
“ไปถึงไร่สตรอเบอรี่เหรอคะ กว่าจะถึงได้ค่ำกันพอดี”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เดี๋ยวพี่พาไปทางลัด ตอนนี้กำลังสวยเชียว”
ดรุณีหันมามองหน้าอาทิจแปลกใจ ทางลัดสวยๆคือทางไหน

ดรุณีถีบจักรยานคู่มากับอาทิจเลี้ยวโค้งเข้ามา แล้วหญิงสาวก็ต้องตะลึง เบรกรถโดยอัตโนมัติเมื่อเห็น...ดอกนางพญาเสือโคร่งออกดอกชมพูหวานเบียดเสียดกันตามกิ่งก้านไปตามแนวถนน ทำให้ถนนทั้งสายเป็นสีชมพูสวยงาม ตระการตา อาทิจเบรกรถ แล้วเดินตามดรุณีซึ่งลงจากจักรยานเดินไปตามโค้งถนน
 

“สวยมั้ย”
“สวยมากค่ะ สวยจริงๆ พี่อาทิจมาเจอถนนเส้นนี้ได้ยังไงคะ”
“ปีก่อน พี่ถีบจักรยานเลาะมาดูที่ของคุณย่าแถวนี้ เห็นนางพญาเสือโคร่งออกดอกพอดี ก็เลยคิดว่าถ้ามีถนนตัดผ่านเส้นนี้ มันคงทำให้ทุกคนไปทำงานอย่างมีความสุข แถมยังร่นระยะทางไปไร่สตรอเบอรี่กับถนนเข้าเมืองได้อีกต่างหาก”
“พี่อาทิจก็เลยเกณฑ์คนงานมาทำถนน”
“ครับ”
ดรุณีแซว
“ใครเป็นคนงานพี่อาทิจนี่ต้องเก่งทุกอย่างเลยนะคะ ทั้งหมักปุ๋ย ทำไร่ทำสวน ปลูกข้าว ทำถนน สารพัดอย่าง พี่อาทิจทำยังไง คนงานถึงได้ร่วมแรงร่วมใจขนาดนี้”
“ไม่ได้ทำอะไร นอกจากลงมือทำให้เขาเห็น แล้วก็อยู่กับเขาจนงานเสร็จเท่านั้น”
ดรุณียิ้มปลื้ม
“ณีอยากเก่งอย่างพี่อาทิจบ้าง”
“พี่ไม่ได้เก่งอะไร จริงๆนะครับ เพียงแต่พี่ตั้งใจเต็มร้อยกับงานทุกอย่างที่พี่ทำ”
“นั่นล่ะค่ะที่ณีว่าสำคัญที่สุด จริงๆคนเก่งๆในบ้านเรามีเยอะ แต่เก่งแล้วตั้งใจทำงานเต็มร้อยมีน้อยมาก ณีอยากเป็นเหมือนพี่อาทิจ อาจจะไม่เก่งที่สุดแต่จะตั้งใจทำงานอย่างที่สุด...มีอะไรก็สั่งสอนด้วยนะคะ อาจารย์”
ดรุณีโค้งให้อย่างนอบน้อมน่ารัก อาทิจยิ้มให้แล้วเผลอเอามือขยี้หัวหญิงสาวอย่างเอ็นดู ดรุณีรู้สึกเหมือนมือของเขามีรังสีบางอย่างแผ่ออกมา เป็นรังสีที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด สักพัก อาทิจรู้สึกตัว ชายหนุ่มรีบรามือ ก่อนจะยิ้มให้หญิงสาวเก้อๆ
“พรุ่งนี้เรามาที่นี่อีกนะคะ ณีจะเอากล้องมาถ่ายรูปดอกนางพญาเสือโคร่งให้อาจารย์ที่คณะดู เผื่อจะเอาไปทดลองทำอะไรได้บ้าง”
“ได้เลยครับ...ลูกศิษย์”
ทั้งคู่ยืนหัวเราะให้กันท่ามกลางดงนางพญาเสือโคร่ง โดยมีแสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาเป็นลำราวกับ สปอตไลท์ ภาพที่ออกมาสวยมหัศจรรย์...

อาทิจกับดรุณีช่วยกันรดน้ำผัก ต๊อด อึ่ง พัน ช่วยกันเช็ด ขัด ถู รถมอเตอร์ไซด์สีชมพูอย่างคลั่งไคล้ อาทิจกับดรุณี หันมาเห็นเลยช่วยกันเอาน้ำฉีดใส่ สามเกลอพากันหลบ เพราะอากาศหนาวจัดอยู่แล้ว ยังถูกแกล้งฉีดน้ำใส่อีก ทั้งสามวิ่งตัวสั่นเป็นลูกนกกลับมาทำงาน

บ่ายวันใหม่...ดรุณียกกล้องถ่ายดอกนางพญาเสือโคร่งตามมุมต่างๆ โดยมีอาทิจยืนมองอยู่ห่างๆ สักครู่หญิงสาวก็หันมาหาเขา
“พี่อาทิจมีข้อมูลของต้นนางพญาเสือโคร่งบ้างมั้ยคะ”
“นึกแล้วว่าต้องถาม ถ้าไม่เตรียมอ่านข้อมูลมาล่ะแย่เลย”
“ทำไมรู้ว่าณีจะถามล่ะ”
“แค่เห็นน้องณีเตรียมสมุดบันทึกกับปากกาตั้งแต่เมื่อคืน พี่ก็รู้แล้ว”
“รู้ทันไปซะหมด เอ้า...ช่วยอธิบายหน่อยค่า”
ดรุณีเตรียมจด
“นางพญาเสือโคร่งเป็นดอกไม้วงศ์เดียวกับซากุระของญี่ปุ่น อยู่ในสกุลเดียวกับแอบเปิ้ล แอปริคอต เชอรี่ แล้วก็พลัม เป็นต้นไม้ที่ขึ้นในที่สูงระดับ 1000 เมตรขึ้นไป ก่อนจะออกดอก มันจะสลัดใบทิ้งจนเหลือแต่กิ่งโล่งๆ จากนั้นดอกถึงจะผลิบานเต็มต้นเป็นสีขาว ชมพูสด หรือชมพูแดง แต่สีขาวจะหายากสุด”
“มีส่วนไหนที่ใช้ประโยชน์ได้บ้างคะ นอกจากความสวยงาม”
“ผลของมันกินได้ครับ เวลาสุกจัดจะเป็นสีแดง”
ดรุณีพูดเรื่องกินแล้วหน้าเด้งขึ้นมาทันที
“กินได้ด้วย ถ้าจะอร่อย”
อาทิจดักทาง
“กินได้แต่ได้ไม่เยอะ เพราะไม่ใช่ขนมหวาน รสมันออกเปรี้ยว กินมากๆท้องจะเสียเอาได้”
ดรุณีทำจมูกย่น
“เบื่อจัง คนรู้ทัน” ดรุณีเปลี่ยนอารมณ์ “เออ...พี่อาทิจถ่ายรูปกับณีนะคะ ณีจะเก็บเอาไว้ดูต่างหน้า”
อาทิจถามจริงๆไม่มีนัยแอบแฝง
“ทำไมล่ะ ถ้าไม่มีรูปไว้ดูต่างหน้า น้องณีจะจำพี่ไม่ได้เหรอ”
ดรุณีชะงักกึก รู้สึกวูบวาบร้อนหนาวสลับกันวุ่นวายกับคำถามตรงๆง่ายๆของเขา
“ก็...บางที...รูปก็ช่วยเตือนความจำ”
“ถ้าใช้ตรงนี้จำ” ชายหนุ่มเอามือแตะที่สมอง “มันก็อาจจะมีวันลืม แต่ถ้าใช้ตรงนี้จำ” แล้วเขาก็เอา
มือแตะที่หัวใจ “ภาพมันจะอยู่กับเราตลอดไป ไม่มีวันลืม...รู้มั้ย”
ดรุณีหัวใจสั่นไหว หญิงสาวใช้ความพยายามอย่างที่สุดที่จะประคองตัวให้ยืนเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม ทั้งที่จริงๆแล้ว ร่างเธอได้ละลายไปกับพื้นถนนก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว
“คือ...ไม่ถ่ายก็ได้ค่ะ เรา...ไปทำงานกันต่อนะคะ”
ดรุณีพูดจบก็เดินลิ่วไปยืนรอที่รถจักรยาน โดยที่อาทิจตามมาเป็นคนถีบ หญิงสาวนั่งซ้อนท้ายชายหนุ่ม เธอเอามือขวาเกาะเอวเขาไว้หลวมๆ ก่อนจะยกมือซ้ายแตะที่หัวใจราวกับจะปลอบไม่ให้หัวใจตัวเองเต้นแรงจนทะลุออกมานอกอก...รู้สึกอย่างนี้เพราะอะไร ดรุณีหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เช่นกัน
วันต่อมา อาทิจ ดรุณี ต๊อด อึ่ง พัน ช่วยกันเก็บข้าวโพดจนเสร็จ ดรุณีเดินเอาผ้าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดเหงื่อให้อาทิจ ในขณะที่ต๊อด อึ่ง พันลำเลียงข้าวโพดที่เก็บใส่เข่งออกมาวางข้างแปลง เวทางค์ขับรถมาจอดข้างดรุณีกับอาทิจ ชายหนุ่มลงจากรถมาพร้อมกับวิไลลักษณ์ซึ่งนั่งมาด้วย เวทางค์ตรงมาหาดรุณี

“พรุ่งนี้พี่จะมารับน้องณีกลับกรุงเทพแต่เช้านะจ๊ะ”
วิไลลักษณ์ข้ามาบอกลูกชาย
“พายายณีกลับไปหาคุณย่าก่อน แม่ขอคุยธุระกับอาทิจแป๊บเดียว เดี๋ยวตามไปจ้ะ”
ดรุณีหันมามองอาทิจแวบหนึ่งก่อนจะเดินไปขึ้นรถกับเวทางค์
“คุณอามีอะไรหรือครับ”
“อาอยากจะเตือนเราเรื่องยายณี สนิทสนมกันมากๆแบบนี้ อาว่ามันไม่ดีนะจ๊ะ คนจะมองว่าอาทิจจ้องจะงาบสมบัติของคุณย่าเอาได้”
“ผมไม่เข้าใจ”
“ยายณีเป็นหลานที่คุณย่ารักมากที่สุด อาทิจสนิทกับยายณีขนาดนี้ใครเห็นจะคิดยังไง”
“คุณอาหมายความว่ายังไง ผมยังไม่เข้าใจ”
“อาถามตรงๆ อาทิจถูกใจยายณีรึเปล่า”
“คุณอา...น้องณีคือน้องของผมนะครับ”
“ถ้าอาทิจคิดว่ายายณีเป็นน้อง ก็ต้องรักษาระยะห่าง อย่าทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกันขนาดนี้ อาเตือนเพราะหวังดี ได้ยินพวกคนงานนินทาเราสองคนแล้วอาไม่สบายใจ อีกอย่าง...ถึงอาทิจจะถูกใจยายณี มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะอาทิจมีเมียแล้ว ที่สำคัญที่สุด คุณย่าท่านก็หวังจะให้ตาเวกับยายณี...” วิไลลักษณ์ดึงความสนใจ “อาไม่พูดดีกว่า อีกไม่นานอาทิจคงรู้เอง อามีเรื่องคุยแค่นี้แหละ อากลับก่อนนะ”
อาทิจยังอึ้ง
“ครับ...แต่คุณอาจะกลับยังไง”
“ก็เดินไป”
“มันไกลนะครับ ยังไงก็ต้องถีบจักรยานกลับ ไม่งั้นมืดค่ำกลางทางมันอันตราย”
“อ๊าย...จะให้อาถีบจักรยานงั้นเหรอ อาเคยถีบซะที่ไหน อาไม่ใช่แม่ญิงกางจ้องนะ จะได้ถีบเป็น”
ต๊อด อึ่ง พันยกเข่งข้าวโพดโผล่ออกมาพอดี ต๊อดรีบบอก
“ถ้างั้นก็ซ้อนท้ายจักรยานพวกผม”
วิไลลักษณ์เบ้หน้าเหยียดๆ
“อี๊ย...ไม่เอา เหม็นเหงื่อเดี๋ยวขี้กลากขึ้น”
อาทิจพูดขึ้นอย่างเรียบนิ่ง
“ถ้าไม่รังเกียจก็ซ้อนจักรยานผมกลับก็แล้วกันครับ”
“จักรยานเราเคยล้างเคยเช็ดอัลกอฮอลล์รึเปล่า นั่งแล้วมันจะระคายเคืองมั้ย”
อึ่งระอา
“คงระคายเคืองน้อยกว่าถูกจงอางฉกล่ะครับ”
พันเสริม
“ค่ำๆ มันชอบออกมาเลื้อยเล่นแถวนี้ซะด้วย”
วิไลลักษณ์ตาเบิกโพลง
“จงอาง...เอ้า...ถ้างั้นก็รีบๆกลับสิ ไหนล่ะอาทิจ...จักรยานน่ะ”
อาทิจเข็นจักรยานเข้ามา วิไลลักษณ์รีบกระโจนขึ้นไปซ้อนท้ายทันที ลืมเรื่องก้นจะขึ้นขี้กลากจนหมดสิ้น

ค่ำนั้น อาทิจยืนมองฝ่าความมืดที่ระเบียงบ้านออกไป ดรุณีประคองย่าแดงเข้ามา
“พ่ออาทิจ”
อาทิจหันมาเห็นย่ายื่นซองใส่เช็คให้ก็งงๆ
“เงินปันผลของพ่อจ้ะ”
“ขอบคุณครับคุณย่า แต่ปีนี้...ผมขออนุญาตไม่รับนะครับ เพราะปีที่แล้ว นาข้าว
ก็ล่มเสียหายหมด”
“แต่อย่างอื่นขายได้นี่พ่อ”
“รับไว้เถอะค่ะ พี่อาทิจทำงานหนักก็สมควรได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มกันนะคะ”
อาทิจมองหน้าย่าแดงกับดรุณีแล้วจำต้องยกมือไหว้ขอบคุณย่า ก่อนจะรับเช็คมา แก้วเอานมมาเสิร์ฟ 3 แก้ว
“นมอุ่นๆมาแล้วค่า”
อาทิจ ย่าแดง ดรุณี รับนมมาดื่ม ดรุณีคิดนิดนึง
“อื้ม...เข้มข้นจังเลย อย่างนี้น่าจะทำผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ทำจากนมด้วยซะเลยอย่างไอศกรีมนมสด เค้กนมสดแล้วก็ ช็อกโกแลต คงจะอร่อยหวานมันน่าดู...ฮิๆ”
อาทิจยิ้มขำ
“ยังเน้นของหวานเหมือนเดิมนะครับ”
ดรุณีค้อนน่ารักใส่
“พี่อาทิจน่ะ”
แก้วหาเรื่องเปิดโอกาสให้ทั้งสองอยู่ด้วยกัน
“คุณย่าเข้าไปพักก่อนดีมั้ยคะ พรุ่งนี้จะได้ตื่นมาส่งคุณณีแต่เช้า”
ย่าแดงดูเพลียๆ
“ย่าไปนอนก่อนนะ”
“ครับ...เดี๋ยวผมก็จะกลับแล้วเหมือนกัน”
ย่าแดงเดินออกไปพร้อมแก้ว แล้วอาทิจกับดรุณีก็หันมามองกันเก้อๆ
“พี่อาทิจมาส่งณีนะคะ พรุ่งนี้พี่เวจะมารับณีตอน 6 โมงเช้าค่ะ”
“ครับ”
อาทิจยืนยิ้มแห้งๆ ก่อนจะยกนมที่เหลือขึ้นดื่มจนหมดแก้วเพื่อแก้เก้อ
“พี่กลับก่อนนะ”
ดรุณีชี้ที่มุมปากตัวเอง เพื่อบอกว่าเขากินนมเลอะปากจนล้นออกมาเป็นเขี้ยว อาทิจจะเอาหลังมือเช็ด ดรุณีเอ็ด
“แน่ะ...แน่ะ อย่านะคะ”
ดรุณีหยิบทิชชู่บนโต๊ะ เช็ดปากให้ อาทิจเผลอมองดรุณี ตาเป็นประกายวิบวับ แต่เมื่อฝ่ายหญิงช้อนตาขึ้นมาชายหนุ่มก็รีบหลบตาวูบ มือไม้เก้ๆกังๆ จนปัดไปโดนแก้วนมของดรุณีอีกต่างหาก
“ฮะ...เฮ้ยย”
อาทิจคว้าแก้วไว้ทัน แต่นมนั้นหกรดเสื้อกางเกงที่ใส่อยู่จนหมดแก้ว ชายหนุ่มเงยหน้ามองดรุณี
“อย่างนี้เช็ดไม่ไหวค่ะ ต้องกลับไปอาบน้ำลูกเดียว”
อาทิจยิ้มแหย
“ครับ พี่ไปนะ”
อาทิจรีบหันหลังออกมา ก่อนจะทำหน้าเหมือนอยากตาย...ทำไมตัวเองถึงได้เปิ่นเว่อร์อย่างเนี้ย ดรุณีมองตามเขาไปแล้วอดขำไม่ได้

เช้ามืดวันใหม่ ต๊อด อึ่ง พันเดินเอาผ้าห่มห่อตัวมาตามทาง ต๊อดหันไปถามอึ่ง
“ไอ้อึ่ง อะไรดลใจให้เอ็งกระแดะอยากจะอาบน้ำตกตอนเช้ามืดแบบนี้ ไอ้ที่หนาวอยู่นี่มันไม่เข้าไส้เข้าพุงเอ็งรึไง”
“ข้าไปอ่านเจอในหนังสือมา ถ้าอาบน้ำเย็นตอนเช้ามืด มันจะทำให้ตรงนั้นซู่ซ่าๆแต่...มันเย็นจริงๆว่ะ หรือจะไม่อาบดีวะ”
พันชักสนใจ
“มันทำให้ตรงนั้นซู่ซ่าจริงหรือวะ”
“เขาเขียนไว้อย่างนั้นนี่หว่า”
ต๊อดสงสัย
“ไอ้ตรงนั้นของเอ็งมันคือตรงนั้นใช่มั้ยวะ”
“เออ...ก็ตรงนั้นแหละ โอ๊ย...เย็นว่ะ ไม่ไหว...กลับ”
อึ่งจะหันหลังกลับ ต๊อดรั้งอึ่งไว้
“ไม่กลับเว้ย ไหว ไป”
ทั้งสามเดินหน้ากันต่อ แต่แล้วทุกคนก็ชะงักกึก เมื่อได้ยินเสียงครางของผู้หญิงลอยมาตามลม อึ่งหน้าตื่น
“เฮ้ย...เสียงอะไรวะ โหยหวนเหมือนผะ...ผี...ผีนางตะเคียน”
พันนิ่งฟัง

“เรามาตั้ง สามคนจะกลัวอะไร เสียงมันดังมาจากบ้านนาย”
ต๊อดนึกได้
“ป่านนี้ยายทองโตไม่ถูกหลอกหัวโกร๋นแล้วเหรอ ไปดูหน่อยมั้ย อยู่กับลูกแค่สองคน นึกว่าเอาบุญ”
ทั้งสามคนเดินกลัวๆกล้าๆ ปีนขึ้นไปโผล่ที่หน้าต่างบ้านพักอาทิจ ทุกคนเห็นทองประศรีกับบรรยงกำลังมีอะไรกันอย่างถึงพริกถึงขิง ในขณะที่ตะวันนอนหลับอยู่บนเบาะข้างๆ ทั้งสามอ้าปากค้างช็อกตาเหลือก

อาทิจอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เดินออกจากบ้านเตรียมจะไปส่งดรุณี ต๊อด อึ่ง พัน วิ่งหน้าเริ่ดตาหูเหลือกเข้ามา ต๊อดรีบบอกอย่างรนราน
“นาย...เกิดเรื่องใหญ่แล้วนาย”
อาทิจงง เรื่องใหญ่อะไร
ที่โต๊ะอาหาร ทุกคนจัดการอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ย่าแดง ดรุณี แก้ว ชะเง้อมองอาทิจ เวทางค์หันไปหาดรุณี

“อิ่มแล้วใช่มั้ยน้องณี ไป...”
“เอ่อ...”
ดรุณีชะเง้อมองไปทางหน้าบ้าน แก้วช่วยประวิงเวลารออาทิจ
“เมื่อวานแก้วทำส้มลอยแก้วไว้ คุณเวชอบนี่คะ กำลังเข้าเนื้อเลย เดี๋ยวแก้วไปตักมาให้ชิมนะคะ”
เวทางค์งงๆ
“ฉันชอบเหรอ”
“ค่า...ชอบม๊าก มาทีไร...ขอให้แก้วทำให้กินตลอด จำไม่ได้เหรอค่ะ”
เวทางค์งงอีก
“เออ...คงงั้นมั้ง แต่มื้อนี้ขอบายก่อนแล้วกัน ไม่อยากกินของหวานตอนเช้า”
เวทางค์จะลุกขึ้น แก้วเข้าไปกดให้นั่งลงตามเดิม สั่งเสียงเข้ม
“ไม่ได้ค่ะ ต้องกิน!” แก้วรู้สึกตัวบีบเสียงหวาน “ถ้าไม่กินแก้วก็เสียใจแย่สิคะ นะคะ...เดี๋ยวแก้วไปตักมาให้ค่ะ”
เวทางค์พยักหน้าอย่างรำคาญนิดๆ แก้วรีบเดินตัวปลิวออกไป ดรุณีแอบชะเง้อมองไปที่หน้าบ้าน ในขณะที่ ย่าแดงแอบปรายตามองหลานสาวอีกที

อาทิจเดินลมออกหูหน้าเครียดมาตามทาง โดยมีต๊อด อึ่ง พันวิ่งตามหลัง ชายหนุ่มแล่นมาถึงหน้าบ้านแล้วกระโจนขึ้นไปยืนบนระเบียง พร้อมประกาศเสียงกร้าว
“ไอ้...อีคนไหน ที่ทำบัดสีอยู่ข้างใน โผล่หัวออกมาเลยนะ”
ทองประศรีกับบรรยงซึ่งยังนอนก่ายกันใต้ผ้าห่มตกใจสุดขีด ทั้งคู่ผละออกจากกัน ทองประศรีนุ่งผ้าถุงกระโจมอก ในขณะที่บรรยงใส่กางเกงขาสั้น ต่างคนต่างวิ่งหาเสื้อผ้าสวมทับจ้าละหวั่น อาทิจอดรนทนไม่ไหว ถีบประตูเข้ามา เห็นตะวันงัวเงียตื่น อาทิจสั่งต๊อดเสียงเข้ม
“ต๊อด...เอานายตะวันออกไป”
ต๊อดเข้าไปอุ้มตะวันออกมาตามคำสั่ง อาทิจเสียงเข้มน่ากลัว
“จะมีอะไรกันทำไมไม่ไปทำที่อื่น นี่มันที่นอนฉัน บ้านฉัน”
ทองประศรีร้องไห้โฮ
“พี่”
บรรยงปากคอสั่น
“ผม...ผะ...ผม” บรรยงยกมือไหว้ “ผมขอโทษ”
อาทิจหันไปพูดกับทองประศรีน้ำเสียงเด็ดขาด
“เธอกับฉัน เราขาดกันนับตั้งแต่วินาทีนี้ ออกไปจากที่นี่ แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก”
อาทิจเดินออกมาอุ้มตะวันซึ่งต๊อดอุ้มรออยู่ที่หน้าบ้านออกไป โดยมีต๊อด อึ่ง พันเดินตาม ทองประศรีวิ่งออกมายืนที่หน้าบ้าน เห็นอาทิจอุ้มลูกไปก็ร้องไห้โฮซบกับอกบรรยงที่เข้ามาปลอบ

แก้วเดินมาส่งดรุณีกับเวทางค์ที่หน้าบ้าน จิ๋วแจ๋ววิ่งหน้าตั้งเข้ามา
“ว่าไงจิ๋วแจ๋ว คุณอาทิจล่ะ”
“ไม่อยู่ค่ะ ลุงเกร็งบอกว่า...ว่า เอ่อ...คุณอาทิจไปที่บ้านพักติดน้ำตกค่ะ”
“ไปทำไม”
“คือ...พี่ต๊อด พี่อึ่ง พี่พัน มาบอกคุณอาทิจน่ะค่ะว่า...เอ่อ...เห็น...แม่ทองประศรี...นอนกับผู้ชายอื่นในบ้านค่ะ”
“ห๊า!”
ย่าแดงกับดรุณียืนอึ้ง เวทางค์เร่งดรุณี
“ไปกันเถอะน้องณี อยู่นี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วนี่”
ดรุณีไม่ได้ฟังเวทางค์ หญิงสาวยังคงตกใจและเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับอาทิจ

จิ๋วแจ๋วถีบจักรยานสวนกับอาทิจซึ่งเดินหน้าเครียดมาตามทาง จิ๋วแจ๋วหยุดรถมองชายหนุ่มอย่างเห็นใจ
“คุณอาทิจ”
“น้องณีไปนานแล้วใช่มั้ย”
“เพิ่งไปเมื่อกี้นี้เองค่ะ”
อาทิจตาเป็นประกายขึ้นมา

อาทิจปั่นจักรยานผ่านโค้งถนนเข้ามาเร็วสุดฤทธิ์ ผ่านทิวนางพญาเสือโคร่งสีชมพูสวยงามสองข้างทาง เขาจะต้องตามดรุณีไปให้ทันให้ได้

เวทางค์ขับรถไปเม้าท์อาทิจไปอย่างเมามัน
“เรื่องนี้มันไม่น่าจะผิดที่ยายแม่ค้านั่นฝ่ายเดียว คงเป็นเพราะเจ้าอาทิจด้วย ถ้าไม่สนใจเมียน้อยไป ก็คงไปจุ๊กจิ๊กกวนใจเขามากไป แม่นั่นทนไม่ได้ก็เลยต้องแอบไปมีกิ๊ก น้องณีว่ามั้ย”
“ไม่ทราบค่ะ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่อาทิจ”
“น้องณีคิดยังไง”
“ไม่คิดค่ะ ถ้าจะคิดก็คิดแค่ว่าเมื่อไหร่พี่เวจะหยุดพูดเรื่องนี้สักที”
ดรุณีเบือนหน้าหนีเวทางค์ไปมองวิวข้างทาง เพราะเบื่อจะฟังผู้ชายขี้นินทา หญิงสาวเพ่งมองไปที่เนินสูงตรงที่ปลูกกะหล่ำปลี แล้วก็ต้องเบิกตาโตเมื่อเห็น อาทิจถีบจักรยานขึ้นเนินมาที่แปลงกะหล่ำปลีไกลๆ
“หยุดค่ะ หยุด”
เวทางค์งงที่จู่ๆดรุณีก็แผดเสียงขึ้นมา
“พี่...พี่ก็หยุดพูดแล้วไง”
“ไม่ใช่ค่ะ หยุดรถ จอดรถให้ณีแป๊บนึง”
เวทางค์จอดรถอย่างงงๆ...ดรุณีลงจากรถแล้วโบกมือให้อาทิจ

อาทิจปั่นจักรยานเข้ามาจอด ถึงแม้อากาศจะหนาว เหงื่อก็ยังท่วมตัวเพราะชายหนุ่มถีบมาไกล อาทิจเอาเท้ายันพื้น ตัวยังคาอยู่บนจักรยานเหนื่อยหอบ แต่ก็ยังอุตส่าห์ ป้องปากตะโกนหาดรุณี
“พี่มาส่งแล้วนะน้องณี”
อาทิจโบกมือเย้วๆให้ดรุณี

ดรุณียิ้มดีใจ โบกมือให้อาทิจ เวทางค์ทนไม่ไหว เปิดประตูรถลงมา
“จอดรถบนไหล่ทางอย่างนี้อันตรายนะน้องณี รีบไปกันเถอะ”
ดรุณีโบกมือให้อาทิจอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปขึ้นรถ เวทางค์ออกรถ ดรุณีเลื่อนกระจกลงแล้วเอี้ยวคอหันมาโบกมือให้อาทิจอีกครั้ง
อาทิจโบกมือให้ดรุณีจนรถแล่นออกไปจนลับตา ชายหนุ่มพึมพำคนเดียว
“โชคดีนะครับน้องณี”
อาทิจมองรถเวทางค์จนลับเหลี่ยมเขาไป

หนึ่งเดือนต่อมา...ทุกคนช่วยกันปักดำกล้าข้าวลงนาอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ อาทิจยื่นน้ำฝนใสสะอาดที่อยู่ในขันเงินฉลุลายละเอียดยิบส่งให้ย่าแดง
“น้ำฝนเย็นชื่นใจครับคุณย่า”
ย่าแดงรับน้ำในขันมาดื่ม
“ขอบใจนะพ่อ”
“คุณย่าพักก่อนนะครับ ความจริงคุณย่าไม่ต้องลงมือก็ได้ แค่มายืนเป็นกำลังใจให้ ผมก็ดีใจแล้ว”
“ดีเหมือนกัน ก้มมากๆชักจะปวดหลัง”
“อย่าว่าแต่คุณย่าเลยค่ะ แก้วเองก้มๆเงยๆอย่างนี้ หน้าจะมืดเอาเหมือนกัน”
อาทิจและแก้วประคองแขนย่าแดง ตรงมาที่เถียงนา ย่าแดงเดินไปพูดไป
“นั่นล่ะวัฐจักรของชีวิต เกิดตัวงออยู่ในท้องแม่ พอคลอดออกมาก็ต้องคืบคลานก่อนจะยืนตัวตรงได้ ยืนตัวตรงได้ไม่เท่าไหร่ หลังก็งองุ้มลงมา ต้องกลับไปคลานหรือไม่ก็นอนแบบกับที่ ให้ลูกหลานป้อนข้าวป้อนน้ำเหมือนเมื่อตอนเป็นเด็กอีก”
“คุณย่าพูดซะเห็นภาพ จริงด้วยค่ะ แก้วอายุเท่านี้ กระดูกกระเดี้ยวก็ชักไม่ไหว”
“ทุกอย่างเสื่อมไปตามเวลา สุดท้ายก็มอดไหม้เป็นเถ้าธุลีกลับสู่ผืนดิน จะเหลือก็
แต่คุณงามความดีที่ทำเอาไว้ตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้น”
อาทิจกังวล
“ไม่รู้ปีนี้น้ำจะมากเหมือนปีที่แล้วรึเปล่านะครับ”
“เราเอื้ออาทรต่อธรรมชาติ ธรรมชาติก็เอื้ออาทรกับเรา น้ำจะมากหรือน้อย มันขึ้นอยู่กับคนในประเทศนี้นี่ล่ะว่า ทำลายธรรมชาติไปมากน้อยแค่ไหน”
“แต่ถ้ามามากอย่างปีที่แล้วก็ไม่ไหวนะคะ”
“ต้องไหว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราห้ามธรรมชาติไม่ได้ แต่เราห้ามใจเราได้ อย่ารู้สึกว่าเราสูญเสียเพราะคนอื่นที่สูญเสียกว่าเราก็มีอีกเยอะ ที่สำคัญ...เราต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเองก่อนที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะถ้าเราลำบากคนอื่นก็ลำบากด้วยเหมือนกัน จำไว้นะลูก”
อาทิจซาบซึ้งและซึมซับกับทุกคำพูดของย่า
“ผมเคยบอกคุณย่ารึยังครับว่า ผมโชคดีที่สุดที่ได้เกิดเป็นหลานของคุณย่า”
อาทิจโผเข้าไปกอดย่า ย่าแดงกอดหลานชื่นใจโดยมีแก้วยืนน้ำตาคลอ

อาทิจนั่งขียนจดหมายถึงดรุณีในกระท่อมที่ใช้แพ็คสตรอเบอรี่
‘…ตอนนี้ข้าวที่ปักดำไปแล้ว 2เดือน กำลังโตวันโตคืน สตรอเบอรี่กับส้มก็แข่งกันออกลูกดก กะหล่ำปลีที่ลงไว้กำลังงาม ข้าวโพดพี่ปลูกและเก็บไป 2 รอบแล้ว รอบนี้เป็นรอบที่ 3...ทุกอย่างที่นี่กำลังเติบโตงดงามเพื่อรอวันที่น้องณีกลับมา ปีนี้พี่ทดลองปลูกบ๊วยกับลาเวนเดอร์ ด้วย ไม่รู้จะได้ผลดีรึเปล่า ฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามาแล้ว...’
อาทิจยืนกอดอกห่อตัวเมื่อลมหนาวพัดมาปะทะตัว

ดรุณีนั่งอ่านจดหมายอาทิจที่โต๊ะ
‘…เวลาน้องณีเข้านอนต้องห่มผ้าหนาๆ และควรหาซื้อยาแก้ปวดหัวตัวร้อน ยาแก้หวัดติดคอนโดไว้ด้วยนะครับ เผื่อเป็นอะไรขึ้นมาจะได้หยิบกินหยิบใช้ได้เลย...ป.ล. นายตะวันของพี่ณีสบายดี และถามถึงพี่ณีของแกบ่อยมาก...แค่นี้นะครับ...พี่อาทิจ’
ดรุณีอมยิ้ม
“จบห้วนอีกแล้วพี่อาทิจนี่”
ตุลยานีแอบเข้ามาเหล่
“จดหมายพี่ชายที่แสนดีอีกล่ะสิ”
“อื้อ...” ดรุณีพับจดหมายเก็บ “ไปไหนมาล่ะ”
“แอบไปเหล่แถวๆสนามกีฬามา”
“อย่าบอกนะว่ายังตามล่าหาชายในฝันอยู่น่ะ”
“อื้อ...ไม่ต้องห่วงน่า ล่าแบบมีชั้นเชิง ระดับนี้แล้วไม่หลุดให้ใครรู้เด็ดขาด”
“ไม่ได้กลัวคนอื่นจะรู้ แต่กลัวคนล่าจะบ้าซะก่อน ท่าจะอยู่ในฝันจริงๆซ่ะละมั้งผู้ชายคนนี้ หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ”
“ยังไงก็ต้องหาให้เจอ นี่...เขาน่ารักจริงๆนะณี หน้าเล็กๆ คิ้วเข้มๆ จมูกเชิดๆ ตาเป็นประกายวิ้งๆ ยิ้มที...โอ๊ย...ใจละลาย”
“หล่อมาก”
“ม๊าก”
“ม๊าก เท่าคนนี้รึเปล่า”
“คนไหน”

ดรุณียุให้เพื่อนหันไปมองข้างหลัง ตุลยานีหันไปเจอเวทางค์ยืนเก๊กยิ้มให้ เลยหันกลับมาจิกตาขมุบขมิบปากต่อว่าดรุณีแบบไม่มีเสียง ดรุณียิ้มขำ


จบตอนที่ 10



ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 8
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 8
รถตู้คันหนึ่งวิ่งมาจอดหน้าเรือนคนงาน น้อยกับหวาน ยืนมอง สงสัยว่าใครมา ปานเทพลงรถมาคนแรก พร้อมถุงเสื้อผ้าอีกหลายถุง ปิ่นอนงค์อยู่ในชุดกระโปรงผ้าชีฟองแซมลายลูกไม้เรียบหรูดูเป็นผู้ดี ใส่หมวกปีกกว้าง ใบหน้าแต่งเข้มขึ้นกว่าที่ทุกคนเคยเห็นมาก่อน ชนิดผิดหูผิดตาไปเลย ค่อยๆ ก้าวตามลงมาจากรถตู้ น้อยกับหวานเพ่งมองแต่จำไม่ได้ “ใครวะ สวยฉิบเป๋ง หรือว่าแฟนผู้จัดการ” หวานว่า “หน้ายังกับโจรห้าร้อยเนี่ยนะ มีแฟนสวยหยาดเยิ้มหยดย้อยขนาดนี้” น้อยบอก ปิ่นอนงค์ยิ้มกว้างให้ “พี่หวาน น้อย” หวานกะน้อยจำเสียงได้ เขม้นมอง รู้ว่าเป็นปิ่นอนงค์ “ปิ่น” / “พี่ปิ่น”
กำลังโหลดความคิดเห็น...