xs
xsm
sm
md
lg

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7
 

คุณย่าแดงกับดรุณีนั่งห้อยเท้าอยู่ที่แคร่หน้าบ้านพักอาทิจเคียงกัน
 
“ถ้าเขาไม่เมาเรื่องมันก็คงไม่เป็นแบบนี้”
“เหล้ามันไม่เคยให้คุณใครอยู่แล้ว”
“เขาคงเสียใจเรื่องที่หนูก่อไว้มากก็เลยไประบายเอากับเหล้า หนูขอโทษนะคะคุณย่า ที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องเป็นแบบนี้”
ย่าหันมามองดรุณี เห็นสีหน้าและแววตาของหลานสาวที่บ่งว่าเสียใจจริงๆ ก็ไม่อยากจะซ้ำเติม
“พี่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเรานี่ ย่าเห็นเขาโทษแต่ตัวเองที่หลงผิดไป”
“ก็เพราะเขาไม่โทษใครนี่ล่ะค่ะที่ทำให้หนูรู้สึกผิด หนูไม่ใช่เด็กไม่รู้จักคิดนะคะคุณย่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หนูคงไม่ก่อเรื่องแบบนี้”
“ใจเย็นๆก่อนเถอะ เรื่องมันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้”
ย่าแดงมองตาดรุณี เห็นยังไม่คลายความรู้สึกผิดในใจ จึงโอบหญิงสาวเข้ามาซบที่ไหล่เพื่อให้คลายความกังวล ทั้งๆที่ย่าแดงเองก็เก็บความกังวลที่แววตาไม่มิดเช่นกัน

อาทิจเดินสะโหลสะเหลเข้ามาที่แปลงผัก ลุงเกร็งยืนรดน้ำผักอยู่หันมาเห็นอาทิจ
“อ้าว...คุณอาทิจ ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วหรือครับ”
อาทิจไม่ได้ยินเพราะมัวแต่ไล่มองผักที่ปลูกบนแปลง ด้วยหัวใจที่อ่อนระโหยโรยแรง
“ผักขาดน้ำไปหลายวัน ลุงก็มัวแต่ยุ่งอยู่ในสวนส้ม เลยไม่ได้แวะมาดูให้เลย คิดว่าเจ้าฑูรหรือใครจะมารดน้ำให้บ้าง แต่ก็...”
อาทิจเห็นผักที่แห้งเหี่ยวเพราะขาดน้ำ แล้วต้องกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ
“ทุกคนต่างมีหน้าที่กันทั้งนั้น ผมเองต่างหากที่ละเลยหน้าที่จนทุกอย่างเป็นแบบนี้”
ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นผักที่เพาะมากับมือต้องมาเหี่ยวเฉา ผลงานชิ้นแรกของเขาพังไม่เป็นท่า ไม่ต่างจากผลงานชิ้นที่สองที่พังยับเยิน ลุงเกร็งมองชายหนุ่มอย่างเห็นใจ
“รดน้ำแล้วอาจจะพอฟื้นตัวได้บ้างนะครับ”
อาทิจย่อตัวลงแล้วเอามือลูบผักที่แห้งเหี่ยวเฉา ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับกายและใจของเขาในเวลานี้

จิ๋วแจ๋ววิ่งเสิร์ฟอาหารบนโต๊ะ ซึ่งเวทางค์และวิยะดานั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เวทางค์เร่งไปกินไป
“เร็วๆหน่อยได้มั้ยจิ๋วแจ๋ว คนกำลังหิว”
จิ๋วแจ๋ววางอาหารจากถาดลงบนโต๊ะมือเป็นระวิง
“จิ๋วแจ๋วนึกว่าคุณเวกับคุณวิจะรอคุณย่ากับคุณณีก่อนนี่คะ”
วิยะดาโวย
“ฉันก็รอจนไส้กิ่วไปหมดแล้ว เขาไปไหนกันเนี่ย แกรู้มั้ย”
“จิ๋วแจ๋วจะรู้ได้ยังไงล่ะคะ ก็แม่ให้จิ๋วแจ๋วอยู่รับใช้คุณที่นี่”
ย่าแดงเดินกลับเข้ามา เวทางค์ซึ่งกำลังตักข้าวคำโตเข้าปาก รีบวางช้อนแล้ววิ่งไปหาย่าทันที
“คุณย่าครับ กินข้าวกันครับคุณย่า”
วิยะดาวางช้อนแทบไม่ทัน ตามมาบ้าง
“เนี่ยวิรอคุณย่าตั้งนานแน่ะค่ะ แต่โรคกระเพาะมันกำเริบ วิก็เลยต้องกินก่อน แต่เพิ่งกินไปแค่ สองคำเองค่ะ พี่เวสิคะซัดไปตั้งครึ่งจานแล้ว”
เวทางค์หันไปดุน้อง
“เว่อร์แล้วยายวิ พี่เพิ่งกินไปแค่ สองคำเหมือนเรานั่นแหละ คุณย่าเชิญครับ...เชิญ”
เวทางค์จะประคองย่าไปนั่ง ย่าแดงโบกมือห้าม
“ย่าไม่หิว เราสองคนกินกันเถอะ ย่าขอตัวไปพักก่อน แล้วก็ไม่ต้องรอแม่ณีนะ เขาเข้าไปกินกับคนงานแล้ว”
ย่าแดงเดินออกไป ทันทีที่ย่าเดินพ้นสายตา สองพี่น้องก็วิ่งจู๊ดกลับไปนั่งที่โต๊ะแล้วทานข้าวต่ออย่างเมามัน ดุจน้องผู้หิวโหย จิ๋วแจ๋วมองสองพี่น้องแล้วแอบส่ายหน้าเล็กๆ

แก้วตักกับข้าวใส่ปิ่นโตให้ดรุณี ในขณะที่คนงานอื่นๆนั่งจับกลุ่มกินข้าวกันเป็นกลุ่มๆ ลุงเกร็งเดินตรงเข้าไปหาไพฑูรย์ซึ่งนั่งกินข้าวอยู่กับต๊อด อึ่ง พัน
“ไอ้ฑูร...ทำไมไม่ไปรดน้ำผักให้คุณอาทิจบ้างวะ ผักจะแห้งตายหมดแล้วรู้มั้ย”
ดรุณีและแก้วหันไปมอง
“เฮ้ย...จริงด้วย”ต๊อดตกใจ
อึ่งหน้าเสีย
“ทำไงดีวะ”
พันหันไปต่อว่าไพฑูรย์
“พี่ฑูรก็น่าจะเตือนกันมั่ง”
“เดี๋ยวยันโครม...ลำพังแค่ลงกล้วยคนเดียวข้าก็ไข้จับแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปรด
น้ำผักได้อีก”
ลุงเกร็งส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย
“ไม่ได้ให้ไปรดเองเว้ย มีปากก็สั่งคนงานไปสิวะ ไอ้สามตัวนี่ก็พลอยหายหัวไปด้วย”
ต็อดหน้าสลด
“ก็ฉันมัวขี้หดตดหาย กลัวนายจะโกรธเรื่องกล้วยจนลืมผักไปเลย”
อึ่งหน้าเครียด
“จากที่หายโกรธ คงกลับมาโกรธอีกก็คราวเนี่ย”
พันนึกได้
“งั้นพวกเรารีบไปรดกันเดี๋ยวนี้เลย”
ลุงเกร็งส่ายหน้า
“สายไปแล้วเว้ย คุณอาทิจเธอรดของเธอเองแล้ว ข้าบอกจะตามพวกเอ็งมาช่วย เธอก็ห้ามไว้ บอกทำคนเดียวได้ ชวนมากินข้าวก็ไม่มา บอกจะรดให้เสร็จก่อน เฮ้อ...หายไข้รึยังก็ไม่รู้ ดีไม่ดีไข้กลับซ้ำขึ้นมา คราวนี้ล่ะ หนักกว่าเดิมแน่”
แก้วหันไปบอกดรุณี
“ รีบเอาไปส่งคุณอาทิจเถอะค่ะคุณณี”
แก้วส่งปิ่นโตที่ใส่เถาเรียบร้อยแล้วให้ดรุณี หญิงสาวรับไปโดยไม่อิดออด

ย่าแดงนั่งนิ่งที่หน้าโต๊ะหมู่บูชา หญิงชราไม่พูดอะไรสักคำ แต่แววตาของท่านกำลังปรับทุกข์อยู่กับพระที่ตั้งเป็นประธาน อย่างจะอ้อนวอนให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองอาทิจให้แคล้วคลาดจากเรื่องเลวร้าย พร้อมกับ ขออย่าให้เรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นเรื่องจริง

อาทิจนั่งถอนผักที่เหี่ยวเฉาออกจากแปลง ดรุณีถือปิ่นโตก้าวเข้ามายืนสะท้อนใจที่เห็นชายหนุ่มนั่งทำงานกลางแดดด้วยใจที่เหนื่อยล้าอย่างเดียวดาย
“พักมากินข้าวก่อนเถอะ”
อาทิจเงยหน้าขึ้นมามองดรุณี แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ขอบคุณครับ คุณวางไว้เถอะ ตรงไหนก็ได้ ผมทำงานเสร็จแล้วจะกินเอง”
ดรุณีไม่ยอม
“ก็หยุดพักมากินก่อนสิ เดี๋ยวก็ป่วยซ้ำขึ้นมาอีกรอบหรอก”
อาทิจยังคงก้มหน้าก้มตาทำงาน ดรุณีไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
“นายคงไม่อยากให้คุณย่าต้องเทียวไปเทียวมาดูแลนายนานๆหรอก จริงมั้ย”
“ครับ ต่อไปนี้ผมจะดูแลตัวเองให้ดี”
“เริ่มจากการกินข้าวให้ตรงเวลา”
อาทิจพูดไปทำงานไป
“ผมยังไม่หิว”
ดรุณีไม่ยอม
“ไม่หิวก็ต้องกิน เพราะนายต้องกินยา หรือนายอยากให้คุณย่าลำบากไปตามหมอมาดูนายอีก”
“ผมทำความเดือดร้อนให้ท่านมามากแล้ว ผมไม่อยากให้ท่านต้องร้อนใจเพราะผมอีก ขอบคุณนะที่เตือน”
อาทิจล้างมือแล้วมารับปิ่นโตจากดรุณี ก่อนจะเดินไปนั่งที่ใต้ร่มไม้โดยไม่พูดไม่จาอะไรอีก
“ฉันจะกลับไปเตรียมยาให้นายที่บ้าน ถ้านายไม่ต้องการให้คุณย่าเป็นห่วงนายมากไปกว่านี้...ก็กรุณากลับไปกินด้วย”
ดรุณีเดินออกไป อาทิจชะงัก กลืนข้าวที่อยู่ในปากอย่างยากเย็น ยามนี้เขาดูจะเป็นภาระของทุกคนไปซะทุกเรื่อง

ดรุณีเปิดประตูเข้ามาในห้องพักอาทิจ หญิงสาวกวาดตามองไปทั่วห้องเธอยืนอยู่ท่ามกลางที่นอนหมอนมุ้ง ที่ยังไม่ได้เก็บเข้าที่ เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าขาวม้าห้อยระเกะระกะอยู่ตามมุม และที่พื้น
“รกอย่างกับรังหนู เจ้าต๊อดก็ไม่เก็บกวาดให้เรียบร้อยก่อน หรือว่ารีบไปทำงาน”
ดรุณีถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวผ้าขาวม้าลงตะกร้าผ้า แล้วหันมาเก็บที่นอน หมอน มุ้งและผ้าห่มให้เข้าที่
“ขี้ฝุ่นก็เยอะซะ เฮ้อ”
ดรุณีเอาผ้าคลุมที่นอนให้อาทิจ แล้วเอาไม้ขนไก่ปัดขี้ฝุ่นตามซอกมุมต่างๆ...ดรุณีเอาผ้ามาเช็ดถูโต๊ะ ตู้ เก้าอี้ ก่อนจะลงมาเช็ดที่พื้นห้อง...ดรุณีนั่งพิงฝาผนังเอามือปาดเหงื่อเหนื่อย...ดรุณีจัดวางข้าวของในห้องอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“เสร็จสักที สะอาดเอี่ยมน่าอยู่ คอนโดหรูชิดซ้าย”
ดรุณีเดินมาที่โต๊ะแล้วกรีดนิ้วหยิบยาต่างๆออกจากซองใส่ในถ้วยเล็กๆ แล้วหางตาก็เหลือบไปมองผ่านกรอบหน้าต่าง เห็นอาทิจเดินสะโหลสะเหลกลับมา ดรุณีหันซ้ายมองขวา แล้วคว้ากระดาษซึ่งอาทิจใช้สำหรับเขียนจดหมายถึงที่บ้านมาเขียนอะไรยุกยิก ก่อนจะวิ่งหลบไปทางหลังบ้าน
อาทิจเปิดประตูเข้าห้องมา ชายหนุ่มเดินมาที่โต๊ะเห็นกระดาษที่ดรุณีใช้แก้วน้ำทับไว้ อาทิจหยิบขึ้นมาดู
“กินยา แล้วดื่มน้ำให้หมดแก้ว”
อาทิจวางกระดาษลงแล้วหยิบยาขึ้นมากินก่อนจะดื่มน้ำตามไปครึ่งแก้ว ชายหนุ่มวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วขยับออกมา แต่แล้วก็ชะงักหันกลับไปดื่มน้ำจนหมดแก้วตามคำสั่งคุณย่าน้อย จากนั้นจึงเดินเซมาล้มตัวลงนอนและหลับไปในทันที ดรุณีย่องเข้ามาชะโงกหน้ามองแล้วบ่นอย่างขัดใจ
“จะลืมตาดูสักนิดขอบคุณสักหน่อยก็ไม่ได้ สะอาดเรี่ยมยังกับอยู่บนสวรรค์ขนาดนี้”
ดรุณีจะเดินออกไปแต่แล้วก็กลับมาดึงผ้าห่มที่ตนเองพับไว้เรียบร้อยที่ปลายเท้าขึ้นมาห่มให้ชายหนุ่ม มือดรุณีดึงผ้าขึ้นมาโดนแขนของเขาโดยบังเอิญ
“เฮ้ย...ทำไมตัวร้อนจี๋อย่างนี้ล่ะ...บอกแล้วว่าอย่าออกไปตากแดด เห็นมั้ยไข้ขึ้นอีกจนได้”
ดรุณีบ่นเสร็จก็จ้ำออกไป อาทิจนอนปากซีดและแห้งผากอยู่บนที่นอน

คนงานทยอยเอาจานชามที่กินแล้ว เขี่ยเศษอาหารลงถังขยะแล้ววางในกะละมัง แก้วกำลังเก็บหม้อถาดที่ใส่อาหารวางซ้อนกัน ต๊อดหันไปบอกไพฑูรย์
“ฉันขอแวะไปดูนายสักแวบนะพี่ฑูร ไม่รู้ป่านนี้เป็นลมคาบ้านไปรึยัง”
“ข้าไปด้วย” อึ่งขออนุญาตไพฑูรย์ “ไม่เกินครึ่งชั่วโมง จะรีบกลับมาจ้ะ”
พันจะไปด้วยหันไปบอกไพฑูรย์
“ข้าด้วย...เดี๋ยวกลับมาทำงานทดเวลาที่หายไปให้ด้วยเอ้า”
ไพฑูรย์มองสามคน
“พวกเอ็งจะไปทำอะไร”
ต๊อดรีบบอก
“เช็ดตัว”
พันบอกต่อ
“หุงข้าว”
อึ่งคิดนิดนึงก่อนจะพูดออกมา
“ซักเสื้อ ถูบ้าน ทำกับข้าว โอ๊ย...สารพัดงานจะมีให้ทำ”
“เออ...รีบไปดูแลกันให้ดี ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ดูแล”
แก้วฉุนขาด
“พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง แกแช่งคุณอาทิจงั้นเหรอ”
ไพฑูรย์เบ้หน้า
“เปล๊า...ฉันแค่คิดว่าหน้าที่พวกเนี่ยะมันหน้าที่เมีย เดี๋ยวต่อไป...เมียตัวจริงคุณอาทิจย้ายมาอยู่นี่เมื่อไหร่ ไอ้พวกนี้คงตกกระป๋อง ได้เป็นแค่เมียน้อยก็แค่นั้น”
ต๊อดงงๆ
“ใคร...เมียนาย ต๊อดนอนกับนายทุกคืน ไม่เห็นนายปริปากบอกเลยว่ามีเมียแล้ว”
“เขาจะบอกเอ็งได้ยังไงในเมื่อเขาเพิ่งมี”
ลุงเกร็งหันไปปรามไพฑูรย์
“พูดอะไรระวังปากบ้างนะเว้ย หัวใกล้หงอกกันอยู่แล้ว”
ไพฑูรย์มองหน้าลุงเกรง
“อย่าบอกนะว่าน้าเกร็งก็ไม่รู้เรื่องกับเขาเหมือนกัน เออ...ปิดข่าวกันดีจริงๆ”
แก้วหวั่นใจ
“แกรู้อะไรห๊า...”
พันมองหน้าไพฑูรย์
“ถ้ารู้ว่าเมียนายเป็นใคร ก็พูดมาเลยดีกว่า”
อึ่งขำๆ
“หวังว่าคงไม่เอาฮา เฉลยว่าเป็นคนคุ้นเคยอย่างพี่ตุ๊นะ”
คนงานฮาตรึม ไพฑูรย์ไม่พอใจ
“ไม่ต้องมาแขวะเมียข้า อย่างกะเมียคุณอาทิจไม่ใช่คนคุ้นเคยของพวกเอ็งงั้น
แหละ มันก็เคยมือเคยไม้มาก่อนทั้งนั้นล่ะเว้ย”
ลุงเกร็งไม่พอใจ
“เอ็งพูดให้ดีนะ...เอ็งหมายถึงใคร”
“ก็นังทองประศรี ขวัญใจคาราโอเกะไง นั่นแหละเมียคุณอาทิจ”
ทุกคนตะลึง ในขณะที่แก้วหันรีหันขวาง เรื่องนี้คงจะไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไปแล้ว

ดรุณีใช้ผ้าขนหนูซึ่งชุบน้ำบิดมาหมาดๆ เช็ดหน้าให้อาทิจที่ไข้ขึ้นเพ้อยกมือไขว่คว้าอากาศ ปากก็พึมพำเรียกหาแม่
“คุณแม่ครับ...คุณแม่...คุณแม่”
ดรุณีไม่รู้จะทำยังไง จึงจับมือชายหนุ่มไว้แล้วปลอบเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะ...ไม่เป็นไร”
อาทิจคว้ามือดรุณีไว้ ชายหนุ่มดึงมือหญิงสาวมาซุกไว้ข้างแก้ม ก่อนจะเบียดตัวขึ้นมานอนหนุนตัก
เหมือนกับที่เคยทำกับแม่เมื่อตอนที่ตัวเองไม่สบาย ดรุณีนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น สิ่งที่บ่งว่าหญิงสาวยังมีชีวิตคือลมหายใจเข้าออกและหัวใจที่เต้นตึกตักจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หญิงสาวตกอยู่ในภวังค์ก่อนจะตื่นจากภวังค์เมื่ออาทิจละเมอขึ้นอีก
“ผมจะดูแลน้องๆครับคุณพ่อ...ผัก...ไม่ได้รดหลายวันแล้ว ผมจะไปรดน้ำผักนะครับคุณย่า”
ดรุณีได้ยินแล้วสะท้านเข้าไปถึงทรวง หญิงสาวก้มลงมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนที่สุด
“ชีวิตนายคงมีแต่พ่อ แม่ น้องๆ คุณย่า แล้วก็งาน”
ดรุณีมองอาทิจนิ่งอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงค่อยๆขยับตัวเขาออกไปจากตักเพื่อให้หนุนหมอนแทน แล้วหญิงสาวต้องชะงักอีกครั้ง เมื่อได้ยินประโยคพึมพำต่อมาของชายหนุ่ม
“ผมไม่ต้องการแย่งอะไรไปจากคุณ คุณเกลียดผมมากเลยเหรอคุณณี”
ดรุณีมองอาทิจที่นอนหน้าแดงจัดและปากแห้งผากด้วยพิษไข้ ด้วยหัวใจที่แห้งผากไม่ต่างกัน

ต๊อด อึ่ง พันเดินคุยกันหน้าตาซีเรียสมาตามทาง ต๊อดไม่เชื่อในสิ่งที่ไพฑูรย์พูด
“มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ นายกับยายทองโตนั่นเหมือนอยู่กันคนละโลก นายไม่เอาผู้หญิงคันๆพรรค์นั้นทำเมียหรอก”
อึ่งแปลกใจ
“ก็นั่นสิวะ บอกว่านายเป็นกะเทย ข้ายังจะอึ้งน้อยกว่านี้”
พันเห็นด้วยกับอึ่ง
“เออว่ะ ยายนั่นน่ะ โดนคนงานทั้งสวนแอบจับตูดมาหมดแล้วมั้ง”
อึ่งนึดอะไรได้ก็หน้าตื่น
“เฮ้ย...หรือว่ามันจะปล้ำนาย”
ต๊อดเห็นด้วย
“เฮ้ย...จริงด้วย”
พันเห็นบางอย่างก็ตกใจ
“เฮ้ย...ใครมาก่อเตาต้มน้ำวะ”
ต๊อดกับ อึ่ง มองตามพันไปที่หน้าบ้าน เห็นคนก่อเตาต้มน้ำทิ้งไว้จริงๆ ลุงเกร็งที่จู่ๆก็โผล่เข้ามายืนรวมกลุ่มกับสามเกลอ โพล่งขึ้น
“เฮ้ย...หรือว่าจะเป็นนังทองประศรี”
ต๊อด อึ่ง พัน หันมามองลุงเกร็งอย่างตกใจร้องออกมาพร้อมกัน
“เฮ้ย!”
ลุงเกร็งรีบเอามือจุ๊ปากกดเสียงต่ำสุดชีวิต
“เฮ้ย...เบาๆสิวะ”
ต๊อดบีบเสียงเบาบ้าง
“โธ่...น้าเกร็ง มาได้ไงเนี่ย ตกใจหมด”
“ข้าก็แวบมาดูคุณอาทิจบ้างสิ แต่ถ้านังทองประศรีมันแอบมาทำหน้าที่เมีย ดูแล
คุณอาทิจอยู่ล่ะ”
อึ่งหนักใจ
“ดูแลน่ะไม่เท่าไหร่ กลัวว่ามันจะใช้กำลังปลุกปล้ำจับนายทำผัวให้ได้มากกว่า”
ลุงเกร็งนึกได้
“งั้นจะมายืนพูดกันอยู่ทำไมล่ะ รีบไปช่วยคุณอาทิจสิวะ”
ทุกคนไม่พูดพล่ามทำเพลง ต่างคนต่างย่องเข้าไปที่ตัวบ้านหน้าตาจับผิดเอาจริงเอาจัง

ลุงเกร็งโผล่หัวเข้ามาตรงช่องหน้าต่างเป็นคนแรก ตามด้วย ต๊อด ต่อด้วยอึ่ง และปิดท้ายที่พัน ทุกคนเห็น อาทิจนอนตะแคงข้างหันหลังให้ ข้างๆของเขามีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังก้มงุดๆเหมือนจะจูบชายหนุ่ม ทั้งสี่คนมีอาการเดียวกันคือ โกรธ ขึงขัง ตั้งท่าจะปีนหน้าต่างขึ้นมาเอาเรื่องเต็มที่ แต่แล้วทั้งหมดก็มีอาการเดียวกัน คือ เอ๋อ มึน งง สุดท้ายก็หดหัวกันแทบไม่ทัน เมื่อเห็น ดรุณีโผล่หน้าขึ้นมา แล้วพลิกตัวอาทิจให้นอนหงายก่อนจะติดกระดุมเสื้อเม็ดบนๆ ให้ชายหนุ่ม
“เสร็จสักที”
ดรุณีขยับผ้าขึ้นมาห่มให้ แล้วหันไปยกกะละมังกับผ้าเช็ดตัวขยับลุกขึ้น เพื่อจะเดินไปที่ประตู ทั้งสี่หันมาสบตากัน ก่อนจะวิ่งปรู๊ดออกไป

สี่คนวิ่งออกมาจากหน้าต่างหน้าตั้ง พอได้ระยะแล้วก็หันหลังกลับไปทางบ้านอาทิจ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ดรุณีถือกะละมังผ้าเช็ดตัวออกมาพอดี หญิงสาวตกใจที่เห็นทั้งสี่คน เพราะไม่ทันตั้งตัว ซึ่งก็ไม่ต่างจากทั้งสี่คนที่พยายามทำเป็นเหมือนเพิ่งเห็นดรุณี ลุงเกร็งพยายามไม่ให้หอบ
“อ้าว...คุณหนูณี มาทำอะไรที่นี่ครับ”
ดรุณีตั้งรับแทบไม่ทัน
“เอ่อ...หนู...หนูมาจัดยาให้นายอาทิจน่ะค่ะ”
ทั้งสี่เหล่มาสบตากันแค่แวบเดียว ต๊อดแอบแซวหน้าตาย
“แล้วกะละมังนั่นล่ะครับ เอามาทำอะไร”
“ก็...ฉัน...เห็นผ้ามันยังไม่ได้ซักก็ว่าจะเอาไปซักให้น่ะ” ดรุณีรีบกลบเกลื่อน “พวกนายแวะ
มาเยี่ยมนายอาทิจใช่มั้ย เข้าไปสิ นอนอยู่ในบ้านนั่นแหละ”
ดรุณีถือกะละมังเดินออกไป พันแซวต่อ
“คุณณีจะยกกะละมังไปซักถึงบ้านเลยหรือครับ”
ดรุณีชะงัก
“เอ่อ...”
“เอามานี่เถอะครับคุณหนูณี เดี๋ยวให้ไอ้พวกนี้มันจัดการครับ”
ลุงเกร็งรับกะละมังผ้ามาจากดรุณี หญิงสาวถอนใจโล่งอกก่อนจะรีบสาวเท้าออกไป อึ่งเรียกไว้
“คุณณีครับ”
ดรุณีหันกลับมา
“อะไรอีกล่ะ ฉันมาจัดยาอย่างเดียวจริงๆ”
อึ่งยิ้มๆ
“คือ...ผมจะบอกว่า เย็นนี้ไม่ต้องเอาปิ่นโตมาส่งนะครับ เดี๋ยวผมกับเพื่อนๆจะทำกับข้าวให้นายเอง”
ดรุณีส่งยิ้มเจื่อนๆให้ทุกคน ก่อนจะรีบจ้ำออกไป ต๊อดผิดคาด
กะจะฉะยายทองโตสักหน่อย กลายเป็นคุณณีซะนี่”
ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าในห้องรับแขกบ้านย่าแดง วิไลลักษณ์โพล่งขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ

“นายอาทิจต้องปล้ำยายแม่ค้านั่นแน่นอนค่ะ”
ประเวทย์ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ดรุณีนั่งกับพื้นข้างย่าแดง โดยมีเวทางค์ยืนคู่กับวิยะดาอยู่อีกมุม ประเวทย์ปรามภรรยา
“อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิคุณ อาทิจยังไม่ได้คุยกับฝ่ายนั้นเลย อาจมีทางออกก็ได้”
“แล้วคุณพี่คิดว่าพวกนั้นมันจะยอมเหรอคะ ได้เป็นหลานสะใภ้คุณย่าก็เท่ากับได้นั่งกินนอนกินไปทั้งชาติ”
ย่าแดงขัดขึ้น
“ทรัพย์สมบัติที่แม่หามาได้ ไม่ได้มีไว้ให้คนนั่งกินนอนกินเอาไปใช้ ทุกคนต้องทำงาน ไม่ใช่อาศัยอานิสงค์สมบัติเก่า อย่างนี้ต่อให้มีเท่าไหร่มันก็หมด”
วิไลลักษณ์ร้อนตัว
“วิไลไม่ได้นั่งกินนอนกินนะคะคุณแม่ วิไลออกงานสังคมช่วยคุณพี่ด้วยเหมือนกัน”
ย่าแดงมองหน้า
“แล้วแม่ว่าอะไรเราล่ะ”
วิยะดาพูดขึ้นมาบ้าง
“ถึงยังไงแม่นั่นก็ไม่เหมาะกับพี่อาทิจค่ะคุณแม่ วิเห็นแล้วไม่ถูกชะตา หน้าตาก็จัด
จ้าน แต่งตัวก็เย๊อะซะ”
เวทางค์หันไปขัดน้องสาว
“แล้วเราน้อยเหรอยายวิ”
วิยะดาชะงัก
“วิเยอะ...วิยอมรับ แต่วิก็มีเทสต์ ไม่ใช่โปะทุกอย่างเป็นโป๊ะแตกแบบแม่นั่น แล้วตาพ่อกับยายแม่ก็หน้าตาอย่างกับผีดูดเลือด ถ้าพี่อาทิจไปอยู่ด้วยล่ะก็ มีหวังโดนสูบเลือดสูบเนื้อหมดตัวแน่”
แก้ววิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“เกิดเรื่องแล้วค่ะ นายสิงห์ทองมันยกขบวนมาที่นี่อีกแล้ว คราวนี้มีตำรวจมาด้วยนะคะ”
คนหันมามองหน้ากัน...เป็นเรื่องแล้วสิทีนี้

ต๊อด อึ่ง พันกำลังช่วยกันหุงข้าว เผาปลา เด็ดผักอยู่หน้าบ้าน จิ๋วแจ๋ววิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“คุณอาทิจอยู่รึเปล่าพี่ต๊อด”
“นอนอยู่ในห้องแน่ะ มีอะไรเหรอน้องจิ๋วแจ๋ว”
“พ่อยายทองประศรีน่ะสิ มันมาเอาเรื่องคุณอาทิจอีกแล้ว”
อึ่งโมโห
“มันจะอยากมีผัวจนตัวสั่นอะไรขนาดนี้วะ”
พันหันไปจิ๋วแจ๋ว
“ไม่ต้องปลุกนายหรอก เดี๋ยวพี่พันยอมไปเป็นผัวมันให้เอง”
ต๊อดเห็นด้วย
“เออ...ไปให้มันเลือกทั้ง สามคนนี่ล่ะ อยากได้ใครเป็นผัวก็ว่ามา...ไป...พวกเรา”
ทันใดนั้นเสียงเข้มของอาทิจก็ดังมา
“ไม่ต้อง”
ทุกคนหันไปมองที่ประตู เห็นอาทิจยืนอยู่ที่นั่น
“ฉันไปเอง”

แก้วเดินนำคุณย่า ดรุณี ประเวทย์ วิไลลักษณ์ เวทางค์ วิยะดา ออกมาที่หน้าบ้าน สิงห์ทองซึ่งยืนเกาะกลุ่มอยู่กับคำมา ทองประศรีและบรรยงซึ่งใส่ชุดตำรวจเต็มยศ สิงห์ทองโวยทันที
“ผมให้เวลาคุณย่าทั้งวันแล้วทำไมคุณย่าไม่ให้คนไปส่งข่าวว่าจะเอายังไง ทำอย่างนี้มันตั้งใจจะปัดความรับผิดชอบชัดๆ”
บรรยงหน้าถอดสีเมื่อเหลือบเห็นประเวทย์ เลยพยายามดึงมือสิงห์ทองห้ามไม่ให้พูด
“ไม่ต้องมาห้าม ข้าเย็นไม่ไหวแล้วเว้ย ยังไงวันนี้คุณย่าก็ต้องตอบผมให้ได้ว่าจะรับผิดชอบนังหนูมันยังไง ไม่งั้นเรื่องถึงโรงพักแน่”
ประเวทย์พูดขึ้นเรียบนิ่ง
“พูดกันดีๆก็ได้ บุกรุกเข้ามาในบ้านคนอื่นอย่างนี้ น่าจะเกรงใจเจ้าของบ้านบ้าง”
สิงห์ทองทำกร่างใส่
“ทำไมต้องเกรงใจ แล้วแกเป็นใคร มายุ่งอะไรกับเรื่องนี้ห๊า”
บรรยงหน้าเสีย
“ปัดโธ่...น้าสิงห์...นี่ล่ะท่านผู้ว่าลูกชายคุณย่าท่าน”
สิงห์ทองมืออ่อนเสียงอ่อนยกมือไหว้ประเวทย์ได้ทันที คำมา ทองประศรี บรรยงเลยยกมือไหว้ตามไปด้วย
“สวัสดีครับท่าน” สิงห์ทองยืนกุมเป้า “คือ...ตอนนี้ครอบครัวผมเดือดร้อนจริงๆ นังหนูมันก็
เอาแต่ร้องไห้เสียใจ จนทุกคนไม่เป็นอันทำอะไร นอกจากนั่งเฝ้ามัน กลัวมันจะฆ่าตัวตายน่ะครับ”
คำมา ทองประศรี บรรยงหันไปมองสิงห์ทองว่าทำไมเปลี่ยนไปได้เร็วขนาดนี้ ทองประศรีรีบบีบน้ำตา
“ถ้าพี่เขาไม่รับหนูเป็นเมีย หนูก็คงอยู่มองหน้าใครไม่ได้จริงๆ”
อาทิจเดินเข้ามา โดยมีต๊อด อึ่ง พัน จิ๋วแจ๋วประกบหลัง
“ก่อนที่เธอจะพูดว่าเป็นเมียฉัน ฉันขอถามอะไรเธอสักสองสามข้อได้มั้ย”
ทุกคนหันไปมองอาทิจแล้วกลับมามองทองประศรี หญิงสาวเลยต้องรับคำอ้อมแอ้ม เพราะหมดทางเลี่ยง
“พี่จะถามอะไรศรีก็ถามมาเถอะจ้ะ”
“เธอยืนยันว่าฉันข่มเหงเธอใช่มั้ย”
ทองประศรีไม่กล้าสบตา
“จ้ะ”
“ถ้างั้นเล่ามาว่าฉันข่มเหงเธอยังไง กรุณาเล่าให้ละเอียดด้วย”
ทองประศรีเห็นสายตาทุกคนที่จ้องมาที่เธอแล้วอยากจะกลั้นใจตาย คำมาแอบหยิกลูก
“เล่าไปสิวะ เขาให้โอกาสแล้วก็แฉซะให้หมดเปลือก”
“พี่เขา...เมามากจนคนอื่นกลับบ้านกันหมดแล้ว พี่เขาก็ไม่ยอมกลับ แต่...เอ่อ...กินต่อจนฟุบหลับคาโต๊ะ หนูง่วงนอนก็เลยเข้าไปปลุกพี่เขา เขาตื่นมาไม่เห็นใครก็เลย...เลย...” ทองประศรีบีบน้ำตาร้องไห้โฮ “ปล้ำหนู หนูร้องโวยวาย เขาก็เอามือมาปิดปากหนู หนูพยายามดิ้นหนี แต่ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด พี่เขาแรงยังกะช้าง”
“เธอร้องโวยวายแถมยังพยายามดิ้นหนี แล้วผู้หญิงสองคนที่อยู่ด้วยล่ะ เขาอยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาช่วย พ่อกับแม่เธอด้วย”
ทองประศรีรีบแก้
“นังสานกับนังสมมันเพลียจัด ก็เลยขอไปนอนก่อน ส่วนพ่อกับแม่ไม่อยู่ ไปเล่นไพ่ นังสองคนนั้นมันก็เลยไปนอนห้องพ่อกับแม่”
วิยะดาอดไม่ได้
“แต่ผู้ชายเขาวิ่งไล่ปล้ำเธอนะ ไม่ได้วิ่งเอาไอติมมาให้ดูด อย่างน้อยมันก็ต้องออกแรงสู้ ข้าวของในร้านก็ต้องล้มพังเสียหายเสียงดังกันบ้าง แล้วน้องเธอจะไม่ได้ยินเสียงเอะอะโครมครามบ้างเลยเหรอ หรือที่ไม่ได้ยินเพราะมันไม่ได้มีการต่อสู้อะไร เธอต้องการให้พี่อาทิจปล้ำเธอมากกว่า จริงๆแล้วก็ไม่รู้ว่า ใครปล้ำใครด้วยซ้ำ เพราะอีกคนก็เมาจนจำอะไรไม่ได้”
ทองประศรีบีบน้ำตาอีก
“อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ คุณก็เป็นผู้หญิงเหมือนศรี คุณน่าจะรู้ดีพรหมจารีของใคร ใครก็หวง”
อาทิจถอนใจ
“เอาล่ะ...ในเมื่อเธอบอกว่าฉันเอามือปิดปากเธอที่ร้องโวยวายให้คนช่วย ถ้าอย่างนั้น...ขอโทษนะ เธอช่วยบอกฉันหน่อยว่า ใครเป็นคนถอดกางเกงให้ฉัน ขอโทษทุกคนด้วยนะครับที่ผมต้องถามคำถามที่ไม่สุภาพ”
ทองประศรียืนตัวชาอึ้งไป เธอก้มหน้าแล้วตอบแบบโกรธๆเพราะหาทางออกไม่ได้
“พี่ก็ถอดของพี่เองน่ะสิ”
“ฉันนุ่งกางเกงยีนส์และใส่เข็มขัดด้วย ฉันไม่สามารถถอดมันด้วยมือข้างเดียวได้อยู่แล้ว ระหว่างที่ฉันถอดกางเกงด้วยมือทั้งสองข้าง ปากเธอก็คงจะว่าง แล้วทำไมเธอไม่ร้องให้คนช่วย”
บรรยงเผลอตัวถามขึ้น
“นั่นสิ...ทำไมไม่ร้อง”
อึ่งนึกได้พูดขึ้นมา
“ถ้าตั้งใจจะร้อง รับรองว่ามีเวลาแหกปากเป็นครึ่งชั่วโมง เพราะขนาดฉันกับไอ้พันช่วยกันถอดกางเกงตัวนั้นให้นายวันที่นายสลบกลับมา ยังใช้เวลาเป็นสิบนาที”
พันเสริม
“ใช่...กางเกงนายฟิตอย่างกับอะไรดี เธอกับน้องอีกสองคนมาช่วยกันถอด จะหลุดรึป่าวยังไม่รู้เลย”
ทองประศรีร้องไห้อยากจะตายซะเดี๋ยวนั้น
“พี่เขาถอดของเขาเองจริงๆ ที่หนูร้องไม่ออกก็เพราะหนูมัวแต่ตกใจ ก็...เกิดมาหนูยังไม่เคยถูกผู้ชายที่ไหนปล้ำนี่”
ต๊อดสวนทันควัน
“มีแต่สมยอมหรือไม่ก็ไปปล้ำเขาเองใช่มั้ยล่ะ”
“อ้าว...เฮ้ย”
สิงห์ทองจะถลาเข้าไปชกต๊อดบรรยงรั้งแขนไว้
“ใจเย็นน่า อย่ามีเรื่องกันเลย”
คำมาหันไปหาย่าแดง
“แล้วจะเอายังไงล่ะคะคุณย่า ท่านผู้ว่า ใครเป็นคนถอดกางเกงก็ช่างเถอะ ในเมื่อลูกสาวฉันเสียตัวไปแล้ว ยังไงหลานชายท่านก็ต้องรับผิดชอบ”
สิงห์ทองโมโหมาก
“ก็ลองไม่รับดูสิ พ่อจะเอาหลักฐานพวกนี้ไปแจ้งความที่โรงพัก”
ย่าแดงมองอย่างสงสัย
“หลักฐานอะไร”
“นี่ครับ...ทางนี้เขาอัดรูปจากคลิปที่ถ่ายทางโทรศัพท์แล้วเอามาแจ้งความกับผม ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตก็เลยพามาเจรจาที่นี่ก่อนครับ”
บรรยงยื่นซองเอกสารให้คุณย่า สิงห์ทองได้ทีขู่ทันที
“ผมขอค่าเสียหาย ห้าแสน แล้วจัดการแต่งงานให้ลูกผมด้วย ไม่งั้นผมจะอัดรูปพวกนี้ส่งไปที่สำนักพิมพ์ ให้หนังสือพิมพ์มันพาดหัวทุกฉบับเลย”
ย่าแดงดึงรูปที่อยู่ในซองออกมาดู แล้วกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ
“ฉันจะคุยกับคนในครอบครัวก่อน แล้วจะติดต่อกลับไป”

อาทิจเห็นหน้าย่าแดงแล้วหวั่นใจ รูปอะไรที่ทำให้คุณย่าอึ้งได้ขนาดนี้


อ่านต่อหน้า 2





ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7(ต่อ)
 
 
อาทิจไล่ดูรูปที่อยู่ในมือทีละรูปทุกรูปล้วนแล้วแต่เป็นรูปที่เขานอนอยู่ใต้ผ้าห่มกับทองประศรีด้วยอาการต่างๆกัน กอดบ้าง ก่ายบ้าง เอาแก้มแนบแก้ม เอาจมูกซุกไปที่ซอกคอทองประศรีบ้าง บางรูปทองประศรีก็ไม่รู้สึกตัว แต่บางรูปก็ทำเป็นยกผ้าห่มขึ้นมาปิดอกตกใจที่เห็นกล้อง สุดท้ายก็จบด้วยรูปทองประศรีร้องไห้อยู่ข้างๆอาทิจ โดยที่ทุกรูป อาทิจอยู่ในอาการเดียวกันคือ นอนนิ่งไม่รู้สึกตัว อาทิจกัดกรามแน่น แล้วยัดรูปทั้งหมดเข้าซองเอกสารตามเดิม วิยะดาเข้ามาหา

“ไหนขอวิดูบ้างสิคะพี่อาทิจ รูปอะไรคะ”
“อย่าดูเลยครับคุณวิ มันไม่มีอะไรน่าดูหรอกครับ”
ย่าแดงถอนใจ
“แล้วจะเอายังไงกันล่ะทีนี่”
ประเวทย์รับซองเอกสารมาถือไว้
“ผมว่ามันก็พอจะมีทางออกอยู่บ้างเหมือนกัน”
วิไลลักษณ์อยากจะกรี๊ดให้ลั่นสนั่นโลกที่ผัวสุดประเสริฐดันมาชี้ทางสว่างให้คู่แข่งของลูก เธอรีบทำเป็นใส่ใจและเป็นห่วง
“ว่ามาสิคะคุณพี่ ทางสว่างอะไร เผื่อเราจะช่วยกันได้”
“อย่างแรก ถ้าอาทิจไม่อยากแต่งงานอยู่กินกับเขาเพราะไม่ได้รักกันมาก่อน ก็ลองเจรจาจ่ายค่าเสียหายกับทางนั้นดู ถ้าเขาพอใจเรื่องมันก็จบ”
“ใครจะยอมล่ะคะคุณพี่ อ้อยมารออยู่ปากช้างแล้ว”
“ถ้าไม่ยอมก็คงต้องสู้กันในศาล”
ย่าแดงหน้าเครียด
“ย่าไม่เคยดูถูกหรือแบ่งแยกคนที่ฐานะความเป็นอยู่ แต่จะดูที่กริยาวาจาและสันดานที่มันบอกสกุลรุนชาติของคนคนนั้น ย่าไม่ชอบครอบครัวนี้เพราะเขาเห็นแก่ตัว ยอมเป็นนายหน้าพานักลงทุนต่างชาติมากว้านซื้อที่นาจากพวกชาวนาด้วยกัน ได้เงินครบบ้างไม่ครบบ้าง บางคนก็โดนโกงที่ดินไปซึ่งๆหน้าเพราะความที่ไม่รู้หนังสือ นอกจากจะเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่าตัวเองแล้ว ที่ย่าเกลียดที่สุดก็คือการที่เขาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้จักคุณค่าของผืนดิน คนที่ไม่สำนึกในบุญคุณของแผ่นดิน สุดท้ายก็จะไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ที่จะให้ยืนหายใจ”
อาทิจหนักใจ พยามคิดหาหนทางแก้งสถานการด้วยตนเอง
“ผมขอเวลาคิดอีกสักวันสองวันว่าจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี” อาทิจยกมือไหว้ประเวทย์ “ผมต้องขอโทษด้วยครับที่ทำให้คุณอาพลอยเดือดร้อนไปด้วย ผมรับรองครับว่าจะทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนสบายใจ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
อาทิจเดินออกไป ในขณะที่วิไลลักษณ์ร้อนรนจะทำยังไงดีวะ แต่แล้วก็นึกอะไรได้
“ต๊าย...วิไลลืมไปค่ะว่าต้องโทรไปเลื่อนนัดเพื่อนเย็นนี้ ขอตัวออกไปหาสัญญาณโทรศัพท์ก่อนนะคะ”
วิไลลักษณ์เดินออดไป

อาทิจเดินคิดเครียดมาตามทาง สักครู่วิไลลักษณ์จ้ำตามหลังมา
“เดี๋ยวก่อน...อาทิจ”
อาทิจชะงักหันกลับไปหาวิไลลักษณ์
“อามีเรื่องจะคุยกับเรา”
อาทิจหน้าเครียดเรื่องอะไรอีกล่ะทีนี้

แก้วบิดกล้วยออกจากเครือแล้วใช้มีดปอก และหั่นกล้วยลงในหม้อกะทิบนเตาปากก็บ่นไป
“แกก็เหลือเกินจริงๆนะตาเกร็ง ช่วงนี้ยิ่งเพลียๆกับเรื่องกล้วย ดันตัดกล้วยมาให้บวดซะนี่”
“ก็เห็นมันจวนจะสุกทั้งเครือ ถ้าไม่รีบตัดมาก็คงเน่าคาต้นอยู่อย่างนั้น แต่...มันก็จริงอย่างที่แม่แก้วพูดนะ เห็นกล้วยแล้วมันละเหี่ยใจ สงสารคุณอาทิจ เมื่อตอนบ่ายแวะไปเยี่ยมตัวยังร้อนจี๋อยู่เลย สงสัยไปยืนรดน้ำผักกลางแดด ไข้มันเลยเวียนกลับมาอีก”
ดรุณีซึ่งช่วยปอกกล้วยใส่หม้ออยู่กับแก้ว ฟังทั้งคู่คุยกันอยู่เงียบๆ แก้วถอนหายใจ
“เฮ้อ...เคราะห์ซ้ำกรรมซัดซะจริ๊งคุณอาทิจ...ไข้จับ ผักตาย เสียแรงไปกับกล้วยป่าแล้วยังต้องมาเสียตัวให้นังทองประศรีอีก นี่ถ้าถึงขั้นต้องแต่งงานอยู่กินกับแม่นั่นด้วยล่ะก็...ฉันคงต้องขอคุณย่าลาไปบวชชี”
“ฉันก็ไม่ได้คิดดูถูกใครหรอกนะแม่แก้ว แต่ฉันเสียดาย คุณอาทิจน่าจะได้คนที่ดีกว่านี้เป็นเมีย เสียดายจริงๆ”
ดรุณีแอบถอนใจหนัก หญิงสาวมองออกไปไกลอย่างครุ่นคิด แต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็น อาทิจเดินลัดเลาะไปตามทางเดินหลังบ้านไกลลิบๆ แม้จะเห็นเพียงแค่ด้านหลังและอยู่ไกลแค่ไหน หญิงสาวก็เดาได้ว่าเจ้าของร่างนั้นกำลังครุ่นคิดอะไรอย่างหนักตลอดทาง

เย็นนั้น อาทิจนั่งกอดเข่านิ่งคิดอยู่บนโชดหิน โดยมีสายน้ำตกที่ไหลซู่ลงกระแทกแอ่งน้ำเบื้องล่าง ชายหนุ่วดเคร่งเครียดกับเรื่องที่วิไลลักษณ์มาพูดกับตนเมื่อครู่
วิไลลักษณ์พูดจาดูดี มีเหตุผลและเป็นหลักการ
“อาอยากให้อาทิจเห็นแก่คุณอาประเวทย์และคุณพ่อเราที่เป็นข้าราชการ ถ้าลูกหลานมีประวัติด่างพร้อย มันก็จะส่งผลกระทบต่อความเคารพเชื่อถือของผู้ใต้บังคับบัญชาและชาวบ้านที่ท่านต้องดูแล ใครจะนับถือคนที่ปล่อยให้ลูกหลานตัวเองไปลวนลามลูกสาวชาวบ้านล่ะ จริงมั้ย”
อาทิจตอบสั้นที่สุด
“ครับ”
“แล้วถ้าเรื่องถึงศาล คุณอากับคุณพ่อของเธอก็อาจจะถูกเชิญไปให้ปากคำ การที่ข้าราชการต้องตกเป็นเป้าของสื่อหรือเป็นขี้ปากชาวบ้านแม้เพียงแค่ครั้งเดียว มันก็ถือเป็นจุดบอดของชีวิต เพราะหลังจากนั้น...เราจะถูกจับตามองและโดนเพ่งเล็งอยู่ตลอดเวลา อาทิจเข้าใจใช่มั้ย”
“ครับ...ผมเข้าใจ”
อาทิจถอนใจเฮือกใหญ่ ความอึดอัดที่อัดอั้นอยู่ในใจนั้นหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าสายน้ำที่ตกจากที่สูงแล้วกระแทกลงบนโขดหินเบื้องล่างหลายเท่านัก

ดรุณีมาที่บ้านพักของอาทิจ เธอยื่นหม้อเคลือบใส่กล้วยบวดชีให้ต๊อด
“ขอบคุณครับคุณณี รอเดี๋ยวนะครับ” ต๊อดหันไปเรียกเพื่อน “เอ้า...ไอ้พัน เอาถ่ายใส่หม้ออื่นไว้
แล้วล้างหม้อนี่คืนคุณณี”
พันแดกต๊อดเล็กๆ
“คร้าบ...เจ้านาย”
พันรับหม้อจากดรุณีไป หญิงสาวแอบชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน ต๊อดหันมาแล้วมองตามสายตาหญิงสาว
“มองหานายหรือครับคุณณี”
ขณะเดียวกันนั้นอาทิจเดินกลับเข้าบ้านมา อึ่งหันไปเห็น
“แหม...ตายยากจริง มาพอดีเลย นายคร้าบ คุณณีมาหานายแหนะ”
ดรุณีหน้าร้อนผ่าว แดงใกล้เคียงลูกตำลึงสุกจัด
“เอ่อ...คือ...คุณย่าให้เอาขนมมาให้น่ะ”
“ฝากเรียนท่านด้วยว่าขอบคุณมาก”
ต๊อดเอ่ยถามอย่างสงสัย
“นายหายไปไหนมา ต๊อดเป็นห่วงแทบแย่”
“เนี่ย...อึ่งเผาปลารอเลยนะ เดี๋ยวกินข้าวกันนะนาย คุณณีกินข้าวด้วยกันนะครับ”
“พวกนายกับคุณณีกินกันก่อนเถอะ ฉันขอไปเช็ดตัวก่อน”
“ต๊อดเช็ดให้นะ”
“ไม่ต้อง ฉันจัดการเองได้ แค่นายกลับมาเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เมื่อบ่าย แถมปัดกวาดเช็ดถูบ้านซะเรี่ยม ฉันก็ขอบใจมากแล้ว”
ต๊อดหน้าเหวอ
“ต๊อดเช็ดที่ไหน ทั้งบ้านทั้งนาย ต๊อดไม่ด้ายเช็ด”
อาทิจหันมามองอึ่ง
“อึ่งก็ไม่ได้ทำจ้ะ อึ่งจะทำได้ไงล่ะ เรี่ยมซะขนาดนั้น มันเกินความสามารถของอึ่ง”
“ขอบใจมากนะพัน”
พันวิ่งหิ้วหม้อใส่แกงบวดซึ่งล้างและเช็ดเสร็จแล้วเข้ามา
“ขอบคุณที่ขอบใจนะครับนาย แต่...” พันยิ้มแหะๆ “พันไม่ได้ทำอะ”
“อ้าว...แล้วใครทำ”
สามเกลอไม่ตอบ แต่พร้อมใจกันหันมาทางดรุณีเป็น คำตอบสุดท้าย แทน ดรุณีเก็บอาการเก้อไม่มิดหญิงสาวหน้าแดงแล้วแดงอีก แดงจนรู้สึกแก้มแทบระเบิด อาทิจเองก็ไม่ต่างจากเธอเพราะการที่หญิงสาวเช็ดตัวให้ก็เท่ากับเธอได้สำรวจร่างกายของเขาไปเรียบร้อยแล้ว ดรุณีรีบเบี่ยงประเด็น
“ล้างเสร็จแล้วก็เอามานี่ ฉันจะได้กลับบ้าน”
ดรุณีดึงหม้อมาจากพัน แล้วเดินจ้ำออกมา อาทิจตะโกนตามหลัง
“คุณณีครับ”
ดรุณีชะงัก หันกลับไปมองเขา อาทิจยิ้มขรึมๆเพราะมีเรื่องคาอยู่ในใจ
“ขอบคุณนะครับ”
ดรุณีพยักหน้า แล้ววิ่งออกไป พันมองอย่างเอ็นดู
“คุณณีนี่น่ารักนะ ทำอย่างกะทำอะไรผิดมา”
ต๊อดขำๆ
“เออว่ะ...ดูสิ วิ่งขาขวิดออกไปเลย หน้าแดงอีกต่างหาก”
“ผู้หญิงอย่างนี่สิถึงจะเหมาะกับนาย” อึ่งประดิษฐ์เสียง “น่าร๊ากอะ”
อาทิจขรึมขึ้นมาทันที
“อย่าพูดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ ฉันกับเขาก็เหมือนพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ยังไงก็ไม่มีวันวนมาเจอกันได้”
สามเกลอหันมามองกันกร่อยๆ อาทิจรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ...พระอาทิตย์กับพระจันทร์ ไม่มีวันโคจรมาเจอกันได้จริงๆ
ค่ำนั้น...ดรุณีนั่งอ่านหนังสือ ย่าแดงนั่งถือผ้าที่ขึงบนสะดึงอยู่ในมือ และแก้วนั่งทำบัญชีแต่กลับเอามือเท้าคาง ทุกคนมีกิจกรรมทำ เพียงแต่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมนั้นๆเพราะคิดถึงแต่เรื่องอาทิจ แก้วถอนใจเฮือกใหญ่
“เฮ้อ...ไม่รู้ว่าคุณอาทิจจะตัดสินใจยังไงนะคะ หวังว่าคงไม่ใจอ่อนไปลงเอยกับแม่นั่นนะ”
“ย่าหวังจะให้เราสองคนช่วยกันดูแลสวน แต่มันก็...”
ย่าแดงไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่ถอนใจ ดรุณีวางหนังสือลงทั้งๆที่ไม่ได้อ่าน
“ถึงเขาแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว หนูก็ยังทำงานกับเขาได้นี่คะคุณย่า”
“น้าแก้วกลัวแต่ว่านังทองประศรี มันจะมาวุ่นวายจนไม่เป็นอันทำงานด้วยกันน่ะสิ”
“ทำไมล่ะน้าแก้ว”
“ก็มันอาจจะหึงคุณอาทิจ จนตามประกบไม่เลิก”
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง หนูจะทำให้เขาเห็นว่าหนูกับนายอาทิจ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเพื่อนร่วมงาน ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องมาหึงหนู เพราะจะว่าไปแล้ว...หนูกับนายอาทิจพูดกันน้อยมาก วันๆแทบจะไม่ได้คุยกัน เหมือนพระอาทิตย์กับพระจันทร์ที่อยู่กันคนละเวลา คนละมุมโลกด้วยซ้ำไป”
ย่าแดงกับแก้วได้ยินความในใจของดรุณีแล้วยิ่งเซ็งจัด ถอนใจหนักขึ้นกว่าเดิม...ดรุณีรู้สึกอย่างที่พูด เธอกับอาทิจ เหมือนพระอาทิตย์กับพระจันทร์ที่ไม่มีวันโคจรมาเจอกันจริงๆ

อาทิจนั่งพิงขอบหน้าต่าง ชายหนุ่มคิดถึงคำพูดของวิไลลักษณ์ซึ่งวนเวียนอยู่แต่ในหัว...วิไลลักษณ์พูดจาเป็นการเป็นงาน เป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลกและมีหลักการ
“นอกจากคุณพ่อกับคุณอาแล้ว คนที่เราจะต้องนึกถึงมากที่สุดก็คือคุณย่า ท่านเป็นคนที่คนทั้งจังหวัดนับหน้าถือตา ถ้าเรื่องอื้อฉาวนี้แพร่สะพัดออกไปในทำนองว่าอาทิจไม่รับผิดชอบ คนเขาจะไม่มองว่าอาทิจตัดสินใจเรื่องนี้เอง ใครๆก็ต้องมองว่าคุณย่าเป็นคนบงการ และอาจเข้าใจผิดว่าท่านรังเกียจคนจน ยอมรับหลานสะใภ้ที่เป็นลูกตาสีตาสาไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ”
อาทิจอึ้ง เพราะลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปจริงๆ
“ครับ”
“ที่คุณย่าท่านพูดว่าท่านไม่ชอบครอบครัวของแม่นั่น ก็เพราะท่านอยากจะช่วยอาทิจ ท่านรู้ว่าเราไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น แค่อาจจะพลั้งพลาดไปก็เลยไม่อยากให้เราต้องฝืนใจ ท่านก็เลยเต็มใจช่วยโดยที่ต้องเก็บความเจ็บช้ำไว้ในใจ ท่านไม่พูดเพราะเห็นว่าไม่สมควร แต่อาทิจเป็นเด็ก อาทิจคิดว่ามันสมควรแล้วเหรอที่จะบั่นทอนสุขภาพจิตขอท่านด้วยเรื่องที่ตัวเองก่อขึ้น”
“ผมรู้ตัวดีครับคุณอาว่าเรื่องนี้ผมผิดจริงๆ ผมผิดที่เมามาก แต่เรื่องที่ไปข่มเหงผู้หญิงคนนั้น ผมไม่แน่ใจ ผมรักแม่ของผมที่สุดในโลก ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดทำร้ายหรือข่มเหงจิตใจคนเพศเดียวกับแม่ผม”
“อารู้จ้ะ เราทุกคนก็ไม่คิดว่าอาทิจจะทำอะไรเลวๆอย่างนั้น แต่ถ้าอาทิจจะสู้ การพิสูจน์มันต้องใช้เวลา กว่าผลจะออกมาว่าเราผิดหรือถูก ชื่อเสียงเกียรติยศของคุณย่าและทุกคนที่สั่งสมมาอย่างซื่อสัตย์สุจริตก็จะพลอยป่นปี้มัวหมอง จนยากที่จะกู้คืนมาได้ อาทิจลองคิดดูดีๆ”
“เรื่องนั้นผมก็ทราบดี”
วิไลลักษณ์ปล่อยหมัดเด็ดหมัดสุดท้าย
“ที่อาพูดเพราะอาเห็นโลกมามากกว่าอาทิจ บางเรื่องอาทิจอาจจะไม่ทันคิดว่ามันจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงใครยังไงบ้าง แต่สุดท้าย มันก็ขึ้นอยู่กับอาทิจล่ะนะ เพราะไม่ว่าอาทิจจะตัดสินใจยังไง อาทิจก็ยังเป็นหลานที่เราทุกคนรักอยู่ดี”

อาทิจทิ้งตัวลงนอนก่ายหน้าผากบนที่นอน โดยมีต๊อดนอนเฝ้าเจ้านายอยู่กับพื้นข้างๆ ชายหนุ่มคิดหนักกับการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต
ดรุณีก้มลงกราบพระที่หมอนแล้วล้มตัวลงนอน
“หวังว่านายจะตัดสินใจได้ถูกต้องนะ เพราะไม่อย่างนั้น ฉันก็คงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเหมือนกัน”
เช้าวันใหม่...แก้วถือถาดใส่น้ำเต้าหู้เข้ามาให้ย่าแดงที่ยืนมองขุนเขาเบื้องหน้า ดรุณีถือถาดใส่ข้าวเหนียวปิ้งและขนมครกตามหลังมา หญิงสาวชะงักเมื่อเห็น อาทิจเดินเข้ามาอีกทาง หน้าตาเหมือนไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืน
 
“คุณย่าครับ ผมตัดสินใจแล้วครับ ว่าจะจัดการชีวิตตัวเองยังไง”
คำพูดของอาทิจทำเอาย่าแดงที่กำลังดื่มน้ำเต้าหู้ถึงกับชะงัก รวมไปถึงดรุณีและแก้วที่หันมามองชายหนุ่มเป็นตาเดียว
“พ่อจะทำยังไง”
“ผมจะยอมความครับคุณย่า”
ดรุณีกับแก้วหันมามองหน้ากันอย่างตกใจและแปลกใจ เพราะทางเลือกนี้ไม่ได้อยู่ในหัวเลยสักนิด ย่าาแดงหนักใจขึ้นมาทันที
“คิดให้ดีนะ”
“ผมคิดดีแล้วครับ นอนคิดมาทั้งคืน”
“ย่าขอเหตุผล”
“ผมไม่อยากให้ผู้ใหญ่เดือดร้อน เพราะเรื่องนี้กระทบกับหน้าที่การงานของใครหลายคน รวมทั้งคุณพ่อผมด้วย”
แก้วขัดขึ้น
“แต่ถ้าเราไม่ผิด เราก็ให้ศาลท่านพิสูจน์สิคะ”
“ผมอาจจะไม่ผิด แต่ถ้ารอให้ศาลพิสูจน์กว่าเรื่องจะจบก็ต้องใช้เวลานาน ซึ่งมันก็คงทำให้คุณย่าและทุกคนเสียชื่อไปหมดแล้ว”
ย่าแดงมองหน้าหลานชาย
“แล้วเราจะรักแม่นั่นได้เหรอ หรือคิดว่าอยู่กันไปก็รักกันได้เอง”
“ผมคงรักผู้หญิงคนนั้นไม่ลงหรอกครับ ที่ตัดสินใจอย่างนี้ก็เพราะต้องการจบปัญหาให้ได้ โดยไม่ทำให้ใครต้องร้อนใจเท่านั้นเอง”
แก้วไม่เห็นด้วย พยายามเตือน
“คุณอาทิจ ลองคิดอีกทีนะคะ ชีวิตทั้งชีวิตนะคะ”
“ชีวิตของผมคงไม่จบที่ผู้หญิงคนนี้หรอกครับ ถึงให้เวลาผมคิดอีกกี่วัน ผมก็คงต้องเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ผมอยากทำงานเลยไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว”
แก้วใจหาย
“คุณอาทิจ”
“คุณย่าจะกรุณาให้คนไปส่งข่าวให้ทางนั้นทราบได้มั้ยครับ ให้เขาพาตำรวจมาด้วย ผมตกลงจะยอมความกับเขาก็จริง แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่เขาต้องทำตามข้อตกลงของผมเหมือนกัน”
ย่าแดงไม่ปริปากอะไรอีก เพราะอ่านจากสายตาของหลานชายก็รู้ได้เลยว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนใจเขาได้แล้ว

ทองประศรีโผเข้ามาด้วยอาการลิงโลด เมื่อได้รับรู้เรื่องราวจากตุ๊
“จริงเหรอพี่ตุ๊ ฉันจะได้เป็นหลานสะใภ้คุณย่าแล้วจริงๆเหรอ”
“ก็เออน่ะสิ...คุณย่าใช้ให้พี่ตุ๊มาส่งข่าวน้องศรีอยู่นี่ไง”
ทองประศรีกระโดดกอดตุ๊แน่นแล้วกรี๊ดกร๊าด
“อ๊าย! ไม่คิดเลยว่าฝันจะเป็นจริง พ่อจ๋าแม่จ๋า...หนูจะได้เป็นคุณนายกับเขาแล้ว”
ทองประศรีหันมามองพ่อแม่ ที่ยืนยิ้มแก้มแทบแตกอยู่อีกด้าน สิงห์ทองดีใจกับลูกด้วย
“เออ...ดีใจด้วยเว้ย ไม่เสียแรงที่ถ่อไปเอาเรื่องมันตั้งหลายที”
คำมาฝันหวาน
“ทีนี้ล่ะ...แม่จะเป็นเจ้ามือเปิดบ่อนมันที่บ้านนี่เลย ชื่อบ่อน หลานสะใภ้คุณย่า ดีมั้ยวะ แล้วของอะไรก็ไม่ต้องขายมันแล้ว เอ็งจะได้เป็นคุณนายนั่งนับเงินล้านแล้วนี่”
ทองประสานเข้ามาจับแขนพี่สาว
“พี่ศรีอย่าลืมฉันสองคนนะ”
ทองประสมเข้ามาเกาะอีกคน
“อย่างน้อยเราก็เป็นคนถ่ายคลิปให้นะพี่”
ตุ๊งงๆ
“คลิปอะไร”
“ก็...เอ่อ...คลิปที่นังสองคนนี้มันถ่ายไว้เป็นหลักฐานว่าคุณอาทิจเขาปล้ำฉันน่ะสิ”
“แล้วไป นึกว่าคลิปแบบที่ไอ้พวกผู้ชายเลวๆ มันแอบถ่ายไว้ขู่เรียกเงินจากผู้หญิง”
สามพี่น้องแอบเหล่มองกันต่างคนต่างพูดในใจ ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง คำมาโวย
“อีนังพวกนี้มันเด็กผู้หญิง มันจะทำอะไรชั่วๆเหมือนไอ้พวกผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกินพรรค์นั้นได้ยังไง”
“ฉันก็พูดไปอย่างนั้นเอง ใครจะกล้าคิดว่าผู้หญิงหน้าตาสวยใสไร้เดียงสาตั้งสามคน จะกล้ารวมตัวกันจับผู้ชายทำผัวล่ะจ๊ะ ไม่กล้าหรอก คิดไม่ลง นี่น้องศรี...ได้ดีแล้วก็อย่าลืมพี่ตุ๊ล่ะ ยังไงพี่ตุ๊ก็เป็นคนพาน้องศรีไปดูตัวคุณอาทิจเป็นคนแรกนะ”
“ฉันไม่ลืมหรอกจ้ะ รอให้ฉันได้แต่งงานกับคุณอาทิจ ได้เป็นหลานสะใภ้คุณย่าจริงๆเมื่อไหร่ ฉันจะตอบแทนทุกคนให้เต็มที่เลย”
“งั้นก็รีบไปหาคุณย่ากับคุณอาทิจกันเถอะจ้ะ เอาไอ้ยงไปด้วย คุณย่าท่านสั่งมา”
ทองประศรีฝันหวาน เห็นตัวเองนั่งบนบัลลังก์ทองเคียงข้างอาทิจ

อาทิจรดน้ำผักอยู่กับต๊อด อึ่ง พัน ต๊อดหันมาแซว
“เมื่อวานยังไข้ขึ้นนอนซมอยู่เลย วันนี้ลุกมาทำงานได้แล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพลังกล้วยบวดชีของคุณณีรึเปล่า”
อึ่งเสริม
“หรือไม่ก็เป็นเพราะบรรยากาศในห้องดี ห้องสะอาด ที่นอนเอี่ยม ตู้ โต๊ะเป็นมันวาว เนื้อตัวเจ้าของห้องหมดจดเพราะคุณณีเช็ดถูให้เป็นอย่างดี”
สามเกลอเห่ฮา อาทิจเหล่มองทุกคน แต่ยังเงียบไม่พูดอะไร พันแซวบ้าง
“พระอาทิตย์กับพระจันทร์ วนมาเจอกันไม่ได้ แต่เวียนมาดูแลกันด๊าย”
สามเกลอเฮฮาอีกครั้ง อาทิจหน้านิ่ง แต่ขยับแข้งขาเตรียมจะฟาดใส่ทุกคน สามเกลอรู้ทัน วิ่งออกมายืนห่างๆอาทิจ ต๊อดหันมาเห็นดรุณีเดินเข้ามา ต๊อดแอบแซว
“นั่นไงพระจันทร์...เวียนมาอีกรอบแล้ว”
ดรุณีเข้าไปหาอาทิจ
“คุณย่าให้มาตาม พวกนายสิงห์ทองมากันแล้ว”
อาทิจหน้าเรียบนิ่ง ไม่มีปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้น

อาทิจเดินนำดรุณีมาตามทางทางเดินสวยงาม จากแปลงผักมาบ้านย่าแดง ดรุณีลังเล ไม่แน่ใจว่าจะพูดสิ่งที่คาใจออกมาดีมั้ย แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดจนได้
“นายคิดดีแล้วใช่มั้ย”
อาทิจเดินไปพูดไป
“เรื่องอะไรครับ”
ดรุณีหมั่นไส้...ส่งค้อนให้นิดๆที่เขายอกย้อน
“ก็เรื่อง...แม่ทองประศรีน่ะสิ”
อาทิจยังคงพูดไปเดินไป
“ครับ ผมไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ ผมปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ค่ามามากพอแล้ว”
“แต่ถ้าจะใช้เวลาคิดอีกสักนิดก็ไม่มีใครว่าอะไรนี่ เรื่องครอบครัวมันเรื่องจำเป็นนะ”
อาทิจหันมาเผชิญหน้ากับดรุณี นั่นทำให้ หญิงสาวซึ่งกำลังเดินเพลินๆหันมาชนชายหนุ่มเข้าเต็มเปา เพราะไม่ทันคิดว่าชายหนุ่มจะหยุดเดินแล้วหันมา หญิงสาวรีบกระเถิบออกห่างอย่างเก้อๆ
“ยังไม่จำเป็นสำหรับผม สิ่งที่จำเป็นสำหรับผมตอนนี้คือการลุกขึ้นมาทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ซึ่งมันอาจทำให้คุณไม่สบายใจนัก ผมก็ต้องขอโทษด้วย”
“นายหมายความว่ายังไง”
“ผมอาจจะเคยล้ม แต่ผมจะลุกขึ้นมายืนใหม่ให้เร็วที่สุด ขอบคุณที่ทำให้ผมแข็งแกร่งและรู้รสชาติของชีวิตเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ขอบคุณที่ทำให้ผมจำได้ขึ้นใจว่า กล้วยป่า หน้าตามันเป็นยังไง”
อาทิจพูดจบก็หันหลังให้ดรุณี แล้วเดินทิ้งห่างหญิงสาวออกมา ดรุณีหูอื้อทุกอย่างอื้ออึ
เธอพูดถึงทองประศรีแท้ๆ แต่ทำไมเขามาจบที่เธอจนได้
ย่าแดงนั่งบนเก้าอี้เป็นประธานอยู่ในห้องรับแขก คนอื่นๆนั่งกระจายกับพื้นรายล้อมพร้อมหน้าพร้อมตา
“เอายังไง” ย่าแดงหันไปหาแก้ว “แม่แก้ว”
แก้วหยิบสมุดบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีกระดาษก็อปปี้รองรับกระดาษแต่ละหน้ายื่นให้บรรยง
“ฉันขอให้ทำสำเนาข้อตกลงไว้ด้วย จะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานด้วยกันทั้งสองฝ่าย”
สิงห์ทองโพล่งออกมา
“ผมยืนยันว่าจะขอค่าน้ำนม ห้าแสน และขอให้จัดการแต่งงานให้ลูกผมตามความเหมาะสม”
อาทิจขัดขึ้น
“ทุกวันนี้จะกินจะอยู่ผมยังต้องพึ่งคุณย่า ผมจะเอาค่าน้ำนมมาจากไหนตั้ง ห้าแสน”
“ถ้าไม่มีก็ลดลงมาอีกหน่อยก็ได้ จะได้ไม่ขายหน้าเขา” คำมาบอกเรียบๆ
ตุ๊เจ๋อขึ้นมา
“สัก...เอ่อ...สี่แสน ดีมั้ยน้าคำมา”
คำมาพยักหน้า
“ก็ได้”
“ผมไม่มี” อาทิจพูดห้วนๆ
สิงห์ทองต่อรอง
“งั้นก็...สามแสนขาดตัว”
อาทิจหน้าตาหนักแน่นจริงจัง
“ผมยืนยันคำเดิมว่าผมมีแต่ตัวเท่านั้น บ้านจะซุกหัวนอนก็ยังไม่มี ผมยังคิดอยู่เลยว่า...จะมีปัญญาเลี้ยงผู้หญิงอีกคนได้ยังไง”
คำมาแย้ง
“นังหนูมันก็ทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้นี่คะ ไม่ใช่จะให้คุณมาหาเลี้ยงซะเมื่อไหร่บ้านเราก็มี จะย้ายไปอยู่ด้วยกันก็ยังได้”
อาทิจเสียงแข็ง
“ผมยืนยันตามเดิมว่า ผมไม่มี”
“งั้นลดราคาแบบซุปเปอร์เซลล์เหมือนห้างในเมืองเลยมั้ยน้าคำมา” ตุ๊กระซิบข้างหูคำมาเบาๆ “ไม่งั้นอดนะ”
คำมากลัวจะไม่ได้ลูกเขย รีบแบไพ่ทันที
“ถ้างั้นค่าน้ำนมไม่คิดก็ได้”
บรรยงอึ้ง
“เอางั้นเลยเหรอน้าคำมา”
สิงห์ทองไม่พอใจ
“เฮ้ย...ได้ยังไงวะ เลี้ยงมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย จนหอ...เฮ้ย...อย่าให้พูดเลยวะ กว่าจะโตขนาดนี้ จะยกให้เขาฟรีๆเลยเหรอ”
คำมาโวยใส่ผัว
“เงียบไปเลยนะตาสิงห์ทอง แกมีนมให้ลูกมันดูดรึไง” คำมาหันกลับมาทำ
เสียงหวานใส่อาทิจ “แต่คุณต้องจัดงานแต่งงานให้นังหนูมันนะ”
“ต้องใช้เงินเท่าไหร่” อาทิจถามเรียบนิ่ง
สิงห์ทองโพล่งออกมาทันที
“สักแสนสองแสนก็น่าจะพอ”
อาทิจส่ายหน้า
“จะแสนหรือสองแสนผมก็ไม่มีครับ ผมทำงานให้คุณย่าโดยไม่ได้รับเงินเดือน ท่านจ่ายเงินล่วงหน้าให้ครอบครัวผมไว้ ผมมาที่นี่เพื่อทำงานใช้หนี้ท่าน”
คำมามองย่าแดง
“คุณย่าจะไม่ช่วยหลานชายหน่อยเหรอคะ”
“มันขึ้นอยู่กับว่าเขาต้องการให้ช่วยรึเปล่า และสมควรจะช่วยเท่าไหร่ เรื่องมีเมียนี่มันเรื่องใหญ่ ถ้าเริ่มต้นไม่ดี มีปัญหา มันก็ลำบาก”
ตุ๊สอดขึ้น
“งั้นก็อย่าทำตัวมีปัญหาเลยนะน้า เอาแค่พอรักษาหน้าไม่ให้แตกก็พอ ห้าหมื่นเป็นไง”
ทองประศรีเสียงอ่อย
“สามหมื่นก็พอ”
แก้วโวยทันที
“แพงไป”
สิงห์ทองถอนใจ
“เอ้า...งั้นราคาสุดท้ายที่หนึ่งหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาท”
แก้วส่ายหน้า
“ตัดเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาทออก เหลือหมื่นเดียว”
สิงห์ทองค้อน

“ต่อกันยังกับซื้อปลาเค็ม เอ้า...หมื่นเดียวก็หมื่นเดียว ที่เหลือผมออกเอง”
บรรยงบันทึกข้อตกลง
“ผมขออนุญาตสรุปข้อตกลงตามนี้นะครับ ฝ่ายหญิงยินยอมที่จะไม่รับเงินค่าน้ำนม ห้าแสน เหลือเพียงเงินที่ใช้ในการแต่งงาน ซึ่งเดิมเรียกไป สองแสน ต่อรองกันไปมาแล้วเหลือหมื่นเดียว สรุปยอดที่ทางฝ่ายหญิงเสนอมาทั้งหมด เจ็ดแสน ลดเหลือหนึ่งหมื่นบาท ไม่ทราบมีท่านใดจะคัดค้านมั้ยครับ”
ทุกคนนั่งเงียบ บรรยงสรุป
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลงด้วยดีตามนี้นะครับ”
อาทิจมองพวกสิงห์ทองแล้วพูดขึ้น
“แต่ผมบอกก่อนนะครับว่าผมจดทะเบียนสมรสด้วยไม่ได้”
สิงห์ทองโวยวายทันที
“เอ้า...นี่คุณเห็นลูกผมเป็นอะไรเนี่ย ไม่มีเงินก็ลดค่าตัวลงมาจนขาดทุนแล้ว แล้วยังจะมีข้อแม้นั่นนี่อีก ไม่ได้ ยังไงก็ต้องจดทะเบียนกัน...ไม่งั้นผมไม่ยอม เป็นไงเป็นกัน”
“ไม่ยอมไม่ได้หรอกครับ เพราะผมจะไม่จดทะเบียนสมรสซ้อน”
ทุกคนตะลึง หันมามองอาทิจเป็นตาเดียว
“ผมมีเมียอยู่แล้วที่ปากช่อง เราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว”
ย่าแดง ดรุณี แก้ว หันมาสบตากัน คำมาชะงัก
“อย่างนี้ลูกฉันก็เป็นได้แค่เมียน้อยคุณน่ะสิ”
“ก็ทำนองนั้น ถ้ารับความจริงข้อนี้ไม่ได้ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนอกจากพวกคุณจะไปฟ้องร้องกันเอาเอง ผมยอมติดคุก คิดซะว่าไปพักผ่อนในตาราง สมกับที่เมาจนไม่รู้เรื่อง”
สิงห์ทองไม่ยอม
“ถ้ามีลูกด้วยกันแล้วจะทำยังไง”
“ให้พ่อเขาจดทะเบียนรับรองบุตรได้ครับ” บรรยงแนะนำ
คำมาหันไปหาทองประศรี
“ว่าไง เอ็งจะยอมเป็นน้อยเขารึป่าว”
ทองประศรีหน้าสลด
“ทำไงได้ล่ะแม่ อย่างน้อยฉันก็ต้องหาพ่อให้ลูกในท้อง”
ย่าแดงตกใจ
“อะไรกันจ้ะแม่ทองประศรี เรื่องมันเพิ่งเกิดแค่ไม่กี่วัน แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าท้อง”
ทองประศรีจ๋อยหน้าตาเหรอหรา
“เอ่อ...”
คำมารีบแก้ให้ลูกสาว
“มันคงอยากท้องกับคุณอาทิจจะแย่อยู่แล้ว ก็เลยคิดไปล่วงหน้าน่ะค่ะ”

อาทิจ ดรุณี แก้ว นั่งอึดอัด ย่าแดงนั่งนิ่ง แต่แววตาหมองหม่นเหมือนความหวังอะไรบางอย่าง พังทลายลงตรงหน้า


อ่านต่อหน้า 3





ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7(ต่อ)
 
 
ย่าแดงเดินไหล่ตกเข้ามาในห้อง ด้วยสีหน้าที่บ่งว่าผิดหวัง และห่อเหี่ยวเปรยกับตัวเอง
 
“ที่คิดที่หวังไว้ หมดกัน”
แก้วเดินตามเข้ามาในห้อง ในขณะที่คุณย่าทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้อย่างหมดแรง แก้วเข้าใจและรับรู้ได้ว่าย่าแดงเสียใจแค่ไหน ถึงจะแม้จะเห็นเพียงแค่ด้านหลังไม่ได้เห็นหน้าท่านก็ตาม
“คุณย่าคะ”
ย่าแดงพูดโดยไม่หันมามอง
“สงสารเจ้าอาทิจ แต่...อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดนะแม่แก้ว คนเราไม่มีทางสมหวังไปซะทุกเรื่อง”
“แก้วรู้นะคะว่าคุณย่ารู้สึกยังไง”
“ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักเถอะ ฉันไม่เป็นอะไรหรอก”
แก้วมองย่าแดงอยู่อีกครู่หนึ่ง จนเห็นท่านนั่งนิ่งและไม่พูดอะไรแน่แล้ว จึงค่อยๆเดินเลี่ยงออกไป...ย่าแดงนั่งหน้าเครียด หญิงชรารอที่จะให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น แต่จนวินาทีสุดท้ายทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างที่ใจนึกภาวนา ความเสียใจและผิดหวังดันให้น้ำใสๆทะลักขึ้นมาคลอดวงตา เพียงเพราะความแกร่งของผู้หญิงท่านนี้เท่านั้น ที่ไม่ทำให้น้ำตาหยดนั้นหยดลงมา

ไพฑูรย์ประกาศลั่นอย่างภูมิใจที่เป็นคนนำข่าวสำคัญมาป่าวประกาศให้เพื่อนๆรู้
“ทุกคนฟังไม่ผิดหรอก คุณอาทิจน่ะไปเจรจายอมความกับตาสิงห์ทองแล้ว สวนคุณย่าคงได้จัดงานใหญ่เร็วๆนี้”
ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน และคนงานยืนล้อมไพฑูรย์และฟังอย่างตั้งใจ ลุงเกร็งหันไปถามไพฑูรย์อย่างไม่อยากจะเชื่อ
“พวกข้าน่ะฟังไม่ผิดหรอก แต่กำลังสงสัยว่าเอ็งจะฟังอะไรผิดๆมารึเปล่า”
ต๊อดก็ไม่เชื่อเหมือนกัน
“นั่นสิ...นายไม่มีวันยอมหรอก ต๊อดนอนอยู่กับนายทั้งคืน เรื่องใหญ่ขนาดนี้นายต้องปรึกษาต๊อดบ้างล่ะ”
“ถูก...ฉันว่าเรื่องนี้ต้องจบที่ศาล เพราะคุณอาทิจไม่น่าปล้ำยายทองโต” พันพูดอย่างมั่นใจ
ไพฑูรย์แสยะยิ้ม
“มันก็ไม่แน่ เรื่องบนเตียงมันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้วเว้ย”
อึ่งยังสงสัยไม่หาย
“งั้นถามหน่อยสิพี่ฑูร ถ้าพี่ฑูรเมามากๆ พี่ฑูรจะมีปัญ
าแสดงอภินิหารบนเตียง
มั้ย”
ไพฑูรย์อึ้ง...แต่ก็เลี่ยงไปได้
“ข้าไม่รู้ ที่รู้ๆก็คือคุณอาทิจต้องแต่งงาน และกลายเป็นผัวยายทองประศรีแน่นอน”
อาทิจเดินหน้านิ่งเข้ามา พันเหลือบเห็นวิ่งเข้าไปหา
“นาย...พี่ฑูรเขาเม้าท์ว่านายจะแต่งงานกับยายทองโต มันเรื่องจริงเหรอนาย”
อาทิจลงมือทำงานแล้วตอบแบบไม่ใส่ใจ
“จริง”
สามเกลอร้องพร้อมกันอย่างแปลกใจ
“ห๊า!”
ลุงเกร็งตะลึง
“เฮ้ย”
ต๊อดตามประกบอาทิจ
“ยังงี้ต๊อดก็ไม่ต้องไปนอนเป็นเพื่อนนายแล้วสิ เพราะแม่นั่นคงมานอนเป็นหมอนข้างให้นายแล้ว”
อาทิจพูดหน้านิ่งเสียงนิ่ง แต่มือยังคงทำงานไม่ว่างเว้น
“จะไม่มีใครมายุ่งวุ่นวายที่นี่”
อึ่งมองอาทิจก่อนจะถาม
“ถ้างั้นนายคงไปค้างที่ร้านนั่นใช่มั้ย”
“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น โดยเฉพาะที่ที่ทำให้ฉันมีปัญหา และต้องปวดหัวจนถึงเดี๋ยวนี้”
อาทิจเดินไปทำงานอยู่มุมหนึ่ง ลุงเกร็งมองอย่างเห็นใจ
“ว่าที่เจ้าบ่าวหน้าเครียดขนาดนี้ ใครจะกล้าแสดงความยินดีล่ะวะเนี่ย”

วิไลลักษณ์กรี๊ดสนั่น ด้วยความดีใจ เมื่อรู้จากประเวทย์ว่าอาทิจตัดสินใจยอมความ
“จริงหรือคะคุณพี่”
“ผมโทรไปถามข่าวกับคุณแม่ ท่านเลยเล่าให้ฟัง”
เวทางค์เล่นบีบีไปคุยไป
“เห็นมั้ย ในที่สุดมันก็ต้องแต่ง บอกแล้ว...ของฟรีไม่มีในโลก”
วิไลลักษณ์ยิ้มเหยียดหยัน
“พ่อได้แม่ค้าเป็นเมีย ลูกได้เมียเป็นแม่ค้า ใฝ่ต่ำสมกันจริงๆ”
เวทางค์ไม่พอใจ
“คุณวิไล...ให้เกียรติพี่ชายผมบ้าง”
วิไลลักษณ์แอบค้อนใส่ วิยะดาเดินคิดไปมาแล้วทิ้งตัวลงนั่ง
“แต่พี่อาทิจไม่น่ายอมง่ายๆอย่างนี้นะคะคุณพ่อ ทางชนะคดีมันก็พอมองเห็นอยู่แล้ว เพียงแต่มันอาจต้องใช้เวลานานหน่อยแค่นั้นเอง”
ประเวทย์แปลกใจ
“นั่นสิ...หรือว่าโดนคุณย่ากล่อมจนใจอ่อน”
“ไม่ใช่หรอกค่ะคุณพ่อ วิดูก็รู้ว่าคุณย่าไม่ปลื้มครอบครัวนั้นจริงๆ ท่านไม่บังคับพี่อาทิจหรอกค่ะ แต่...อะไรดลใจหรือใครนะที่ไปพูดให้พี่อาทิจตัดสินใจอะไรผิดๆแบบนี้ได้ อยากเข้าไปล็อกคอแล้วตบซ้ายตบขวาจริงๆ”
วิไลลักษณ์สะดุ้ง รีบพูดตัดบท
“ใครจะพูด เจ้าอาทิจเขาก็ตัดสินใจของเขาเองน่ะสิ ทีนี้ลูกเวของแม่ก็จะได้เดินหน้าจีบยายณีได้อย่างหมดห่วงสักที” วิไลลักษณ์หันไปหาเวทางค์ “เริ่มตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลยลูก ไป...ไปหายายณีกันลูก ตาเว...ตาเว”

วิไลลักษณ์เห็นเวทางค์นอนนิ่งจึงเดินไปหา ปรากฏว่า เวทางค์นอนคาบีบีหลับลึกและเริ่มกรนคร่อกๆ อย่างสบายใจ วิไลลักษณ์โมโห

“ตาเว! ตื่นเดี๋ยวนี้นะ ตื่นๆๆๆๆ ตาเว”

ทองประสานกับทองประสมยืนขมวดคิ้ว ทำหน้านิ่วทั้งมึนทั้งงง ทองประสานตัดสินใจถามคำมา
“ทำไมเรียกไปถูกอย่างนั้นล่ะแม่”
ทองประสมหันไปหาพ่อ
“หมื่นหนึ่งนี่มันพอๆกับค่ากะปิน้ำปลาเวลาสั่งเข้าร้านเลยนะพ่อ”
สิงห์ทองยิ้มเจ้าเล่ห์
“เขาเรียกแผนล่อเสือออกจากถ้ำเว้ย ตอนนี้มันก็ตั้งแง่นั่นนี่ พอได้อยู่ด้วยกันล่ะก็ขี้คร้านจะประเคนทุกบาททุกสตางค์ให้เมีย”
ตุ๊คันปากยิบๆ
“มั่นมากเลยนะน้าสิงห์ ทำยังกะจะเข้าไปสอนวิธีมัดใจผัวให้น้องศรีถึงในมุ้งด้วยอย่างงั้นแหละ”
“ข้าเชื่อฝีมือเมียข้า แม่ลูก...ลีลาชั้นเชิงมันคงไม่ทิ้งห่างกันหรอกเว้ย”
ทองประศรีขัดขึ้น
“ลูกมันต้องเก่งกว่าแม่สิพ่อ เขาถึงเรียกอภิชาตบุตร”
คำมาค้อน
“ทีงี้ล่ะ ฝอยแตก ทีอยู่ต่อหน้าผัวล่ะก็เซื่องเป็นแมวเซา”
“ก็ต้องหนีบอาการ เป็นกุลสตรีให้เขาเห็นหน่อยสิแม่”
ตุ๊เห็นด้วย
“ถูกจ้ะน้องศรี ใครมันจะอยากได้แรดเป็นเมียล่ะ จริงมั้ย”
สิงห์ทองหน้าตามุ่งมั่น
“จับไอ้หมอนั่นอยู่หมัดเมื่อไหร่ อย่าลืมเป่ากระหม่อมให้มันขยักที่จากนังคุณย่ามาให้เยอะๆนะ เดี๋ยวนี้ที่มันแพงยิ่งกว่าทองคำ เงินค่าตัวหมื่นหนึ่งของเอ็งมันจะกลายเป็นสิบเป็นร้อยล้านในวันหน้า”
คำมาเห็นดีด้วยกับสามี
“งั้นเราอย่าปล่อยให้เรื่องมันค้างคาอย่างงี้นานๆดีกว่า โบราณเขาว่า ตีเหล็กต้องตีตอนมันร้อน ไป...กลับไปหานังคุณย่ากันอีกครั้ง”
ทองประศรีงงๆ
“ไปทำอะไรอีกล่ะแม่”
ตุ๊สอดขึ้น
“จะทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมแม่สื่อคนนี้นะจ๊ะ”
ทุกคนหันไปมองตุ๊ที่ขอมีเอี่ยวด้วยตลอดเวลา

ย่าแดงนั่งผ่าสตรอเบอรี่ใส่ในน้ำเชื่อมและเกลือเพื่อทำลอยแก้วอยู่กับดรุณี แก้วเดินกลับเข้ามาในบ้าน ย่าแดงเงยหน้าถาม
“พ่ออาทิจไม่ได้กลับมากินข้าวที่นี่ เข้าไปกินกับคนงานรึเปล่าแม่แก้ว”
“ไปค่ะ แต่นั่งกินแค่แป๊บเดียว แล้วก็กลับไปทำงานต่อ เห็นว่าจะมีลูกค้าเข้ามารับส้มก็เลยไปรอรับ ให้ลูกน้องกินกันตามสบาย”
“แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ก็...ไม่พูดไม่จา นั่
เงียบอย่างเดียวเลย แก้วพยายามชวนคุย เธอก็ตอบแบบถามสิบคำตอบมาคำเดียวน่ะค่ะ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ พวกคนงานเลยไม่กล้าเซ้าซี้ถามเรื่องแม่ทองประศรี ขนาดไอ้สามลิงนั่นก็ยังไม่กล้าต่อปากต่อคำเหมือนเดิม”
ย่าแดงถอนใจ
“เฮ้อ...เวรกรรมจริงๆ”
“ยังดีนะคะที่อุตส่าห์กุเรื่องเมียที่ปากช่องขึ้นมาอ้าง ถ้าต้องแต่งงานแล้วตีทะเบียนด้วยล่ะก็ คุณอาทิจอาจจะเงียบจนเป็นใบ้ไปเลยก็ได้ อ้อ...ตอนจะกลับเข้าสวน แก้วเห็นคุยกับตาเกร็งด้วยนะคะว่าส่งส้มเสร็จ จะเข้าไปรดน้ำผัก ไอ้สามลิงนั่นจะขอตามไปช่วย คุณอาทิจก็ห้าม...บอกจะทำเอง เฮ้อ...แก้วล่ะเหนื่อยแทน”
“เขาคงไม่อยากคิดอะไร เลยทำตัวให้ยุ่งๆทั้งวัน ก็เหมือนฉันนี่ไง ถ้าไม่หาอะไรทำให้มือไม่ว่างก็คงจะอดคิดสงสารหลานไม่ได้ เฮ้อ...อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะนะ”
“แต่ทำทุกอย่างเองคนเดียวอย่างนั้น มันจะไม่เหนื่อยจนรากแตกหรือคะคุณย่า”
ย่าแดงพูดอะไรไม่ออกได้แต่ถอนใจ ดรุณีนั่งคิด

ท้องฟ้าสีครามยามบ่ายจัด...ดรุณียืนรดน้ำผักอยู่ไกลๆ อาทิจก้าวเข้ามาโดยที่ดรุณียืนหันหลังให้เขาอยู่ ชายหนุ่มยืนมองหญิงสาวอย่างแปลกใจที่เห็นหญิงสาวมารดน้ำผักให้ สักครู่เขาจึงเดินเข้าไปหาดรุณีอย่างเงียบเชียบ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงดรุณีร้องเพลงอย่างมีความสุขดังขึ้นเรื่อยๆ ดรุณีฉีดน้ำไปร้องเพลงเกี่ยวกับการปลูกผักสวนครัวไป และเต้นยึกยักไป
“พริก มะเขือ ขิง ข่า ตะไคร้...ไม่ควรจะไปซื้อที่ตลาด ปลูกให้งามเมื่อยามมันขาดก็ปราดลงไปสวนครัว เลือกเก็บเอาตามชอบใจ จะแกงอะไรก็ไม่ต้องกลัว จะผัดตีนเป็ด แกงเผ็ด แกงคั่ว มีผักสวนครัวไม่ต้องกลัวอดตาย”
อาทิจเดินมายืนฟังอยู่ข้างๆ ดรุณียังไม่รู้สึกตัวเพราะอินอยู่กับการวนมาร้องเพลงกล่อมผักซ้ำอีกรอบ พร้อมกับยักย้ายส่ายสะโพกร้องไปเต้นไปอย่างเมามัน แต่ออกแนวเด็กอนุบาลออกงานโรงเรียนมากกว่าจะเป็นแดนเซอร์มืออาชีพ จนครู่ใหญ่ๆ...ดรุณีเบนสายยางจะหันไปรดน้ำผักฝั่งที่อาทิจยืนอยู่ ทำให้หญิงสาวหันมาเห็นชายหนุ่ม ดรุณีสะดุ้ง
“อุ๋ย...ขอโทษ ฉันไม่รู้ว่านายมา” ดรุณีรีบเบนสายยางไปทางอื่น แล้วหันมายิ้มแหยๆใส่ “มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก็ทันได้ยินคุณร้องเรียกพริก มะเขือ ขิง ข่า ตะไคร้นั่นแหละ”
ดรุณีอายหน้าแดง เพราะไม่คิดว่าเขาจะมาทันเห็นตัวเองรดน้ำผักให้ และที่สุดของที่สุดคือการที่เขามาได้ยินเสียงร้องเพลงอันผิดคีย์ และท่าเต้นซึ่งเป็นท่าสงวนลิขสิทธิ์ของเธอ
“เพลงร้องเล่นๆ คุณย่าสอนให้ร้องตอนเด็กๆน่ะ”
“ขอบใจนะ”
“ที่ร้องเพลงกล่อมผักน่ะเหรอ”
“นั่นอาจจะทำให้ผักผมจิตตกถึงขั้นเหี่ยวคอหักอีกครั้งก็ได้”
ดรุณีเลือดขึ้นหน้าเป็นริ้วที่ถูกหยาม
“นายอาทิจ”
“ขอบใจที่อุตส่าห์มาช่วยผมรดน้ำผัก”
ดรุณีแก้เก้อ
“ถ้าคุณย่าไม่ใช้ให้มา ฉันก็คงไม่เสียเวลามา”
อาทิจชะงักอึ้ง
“ครับ ผมทราบ...ยังไงคุณก็ไม่มีวันจะช่วยผมอย่างตั้งใจหรือเต็มใจ ต่อไปนี้ผมจะจำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า สิ่งที่คุณทำให้ผม มาจากคำสั่งของคุณย่าเท่านั้น”
อาทิจเดินเลี่ยงไปเปิดน้ำและหยิบสายยางมารดน้ำผักอยู่อีกมุม ดรุณีกร่อย หญิงสาวแค่อายและต้องการเบี่ยงประเด็นแท้ๆ แต่กลับทำให้เขาเข้าใจผิดไปอีก หลังจากยืนหันรีหันขวางอยู่ชั่วครู่ เพื่อคิดจะหาวิธีอธิบายเรื่องนี้กับเขายังไงดี ภาพในอดีตก็แวบเข้ามาในหัว ตอนนั้นอาทิจฉีดน้ำแกล้งเธอ...เธอฉีดน้ำแกล้งกลับเขา ทั้งคู่แกล้งฉีดน้ำใส่กัน...ดรุณียิ้มกริ่ม อธิบายด้วยวิธีนี้น่าจะได้ผลอย่างน้อยอาทิจก็ต้องหันมาต่อว่าซึ่งเท่ากับพูดกับเธอก่อน หญิงสาวหันปลายสายยางไปทางชายหนุ่ม แล้วเอามือกดปากสายยางพ่นละอองฝอยน้ำใส่
อาทิจหันมามอง ดรุณีแกล้งเบนสายยางฉีดน้ำรดไปทางอื่น อาทิจไม่สนใจ หันกลับมาทำงานต่อ ดรุณีเหล่มองเห็นเขาไม่พูดด้วยก็พ่นละอองน้ำใส่อีก อาทิจหันมาทางดรุณีอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่หญิงสาวปัดสายยางหันไปรดทางอื่น ชายหนุ่มรู้ว่าหญิงสาวแกล้ง แต่ไม่ได้พูดอะไร หันกลับไปทำงานต่อ ดรุณีเริ่มโมโหอุตส่าห์ง้อ ยังไม่ยอมพูดด้วยเหรอ
หญิงสาวพ่นน้ำใส่เขาอีกครั้ง คราวนี้ทำเอาอาทิจเปียก แล้วตัวเองก็ไม่สนยืนจังก้าหวังให้อาทิจหันมาเผชิญหน้าอย่างเป็นไงเป็นกัน แต่อาทิจไม่แม้แต่จะหันไปมอง ชายหนุ่มขยับหนีไปยืนรดน้ำไกลคนละมุมกับหญิงสาวเป็นการตะโกนบอกหญิงสาวด้วยการกระทำแบบไร้เสียงว่า แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร ดรุณีเอามือข้างหนึ่งเท้าเอว โกรธลมออกหู แต่ก่อนที่หญิงสาวจะอ้าปากโวยใส่เขา เสียงจิ๋วแจ๋วก็ดังแว่วมาแต่ไกล
“คุณอาทิจค้า...คุณอาทิจ”
ทั้งอาทิจและดรุณีชะงัก หันไปมองจิ๋วแจ๋วที่วิ่งเข้ามา
“คุณย่าให้มาตามคุณอาทิจไปที่บ้านค่ะ นายสิงห์ทองยกขบวนมาอีกแล้ว”
ดรุณีหันไปมองอาทิจ ชายหนุ่มทำหน้าเซ็งโลกเพลียใจละเหี่ยจิตสุดๆ

สิงห์ทองยืนยันเสียงแข็ง โดยมีย่าแดง อาทิจ ดรุณีและแก้วนั่งฟังอย่างสงบ
“ผมยืนยันว่าจะจัดงานแต่งงานให้ลูกสาวผมวันพรุ่งนี้”
แก้วโวยทันที
“จะรีบไปไหนกันเหรอ หรือว่ากลัวคุณอาทิจจะหนีไปไหน”
คำมารีบพูดขึ้น
“สารภาพตามตรงค่ะว่ากลัว ถ้าคุณอาทิจหนี นังหนูมันฆ่าตัวตายแน่”
อาทิจมองทองประศรีหน้านิ่ง
“ฉันมีความหมายกับเธอขนาดนั้นเลยเหรอ”
ทองประศรีเสียงอ่อย
“คนผิดหวังจากความรัก แล้วฆ่าตัวตายมีเยอะแยะไปนี่คะ”
แก้วเบ้หน้า
“นั่นเขารักกันชอบกันมาก่อนจ้ะแม่ทองประศรี ไม่ใช่บังเอิญได้กันทั้งๆที่ไม่รู้จักกันแล้วจะมาฆ่าตัวตายกันง่ายๆแบบนี้”
“ก็หนูกลัวพี่เขาจะเปลี่ยนใจ”
แก้วไม่พอใจ
“คุณอาทิจบอกจะรับผิดชอบ เธอก็ต้องทำอย่างที่รับปาก ทุกคนก็เป็นพยานให้แล้ว แล้วจะมาเร่งอะไรนักหนา งานแต่งงานนะ ไม่ใช่เข้าไปนั่งขี้...เอ๊ย...ถ่ายหนักถ่ายเบาในส้วมจะได้ไม่ต้องเตรียมตัว...เตรียมแต่ตูดไปอย่างเดียว”
สามคนพ่อ แม่ ลูก หันมาทำตาปริบๆใส่กัน จะเอายังไงดีวะ อาทิจพูดขึ้นด้วยใบหน้าและน้ำเสียงราบเรียบ
“ตามใจเขาเถอะครับ”
พ่อ แม่ ลูก หันมาสบตากันอีกครั้งด้วยแววตาลุกวาวยิ่งกว่าทองหล่นทับ แก้วหน้าเหวอ
“คุณอาทิจ”
“เขาอยากจะแต่งวันไหนก็ตามใจเขา จะวันนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้ามันก็ต้องแต่งอยู่ดี”
สิงห์ทองตัดบททันที
“ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้ ผมขอเบิกเงินหมื่นหนึ่ง ตามที่ตกลงกันไว้เลยนะคุณย่าจะเอาไปเป็นค่าใช่จ่ายในการจัดงานน่ะ”
ย่าแดงหน้าตาละเหี่ยหนักกว่าใคร
ย่าแดงเดินนำอาทิจ ดรุณี และแก้วเข้ามาในสวนหน้าบ้าน แก้วหงุดหงิดมาก
“ครอบครัวนี้มันเหมือนครอบครัวผีปอบ คุณอาทิจหนีไปเลยดีมั้ยคะ”
ย่าแดงถอนใจ
“ตอนที่พ่อหายไปทั้งคืน ย่าคิดว่าพ่อหนีไปแล้ว ตอนนั้นย่าเสียใจจนบอกไม่ถูกคิดอยู่แต่ว่าประวัติศาสตร์มันจะซ้ำรอย พ่อจะทิ้งย่าไปเหมือนพ่อของเราเชียวหรือ แต่มาถึงตอนนี้ ย่าก็คิดอย่างแม่แก้วนะ ถ้าพ่อหนีไป มันจะดีกว่านี้มั้ย”
“ผมไม่หนีหรอกครับคุณย่า ผมไม่อยากให้ที่บ้านไม่สบายใจ อีกอย่าง ถ้าผมไม่อยู่นี่...โอกาสที่จะได้ทำงานบนที่ดินของตัวเองอย่างที่ฝันไว้มันคงเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย”
แก้วอยากจะร้องไห้
“ยังจะคิดเรื่องงานได้อีกนะคะ”
“เหตุผลสำคัญที่สุดอีกข้อก็คือ ผมไม่อยากตัดโอกาสตัวเอง ถ้าผมหนี ผมคงกลายเป็นคนที่มีชนักติดหลังไปตลอดชีวิต หมดโอกาสจะได้พิสูจน์ตัวเองว่าผมข่มเหงผู้หญิงคนนั้นจริงรึเปล่า”
“แล้วพ่ออยากจะไปหาซื้อเสื้อผ้าในเมืองมั้ยล่ะ เอารถกระบะไปก็ได้”
“ไม่ล่ะครับ แค่เงินหมื่นที่คุณย่าให้เขาไป ผมก็ถือเป็นพระคุณมากแล้วครับ”
“แล้วพ่อมีเสื้อผ้าดีๆใส่กับเขาแล้วเหรอ”
“คุณย่าอย่าใส่ใจกับเรื่องนี้เลยครับ”
แก้วขัดขึ้น
“แต่...จะแต่งงานทั้งทีนะคะคุณอาทิจ”
“มันก็แค่วันทำงานของผมอีกวันเท่านั้นครับน้าแก้ว...คุณย่าครับถ้าผมจะขออนุญาตคุณย่าปลูกข้าวโพดกับกะหล่ำปลีเพิ่มอีกจะได้มั้ยครับ ถ้าคุณย่า...เอ่อ...จะกรุณาไว้ใจผม”
ย่าแดงมองหลานชายอย่างเป็นห่วง
“มันจะไม่หนักเกินไปหรือพ่อ”
“ผมอยากทำงานให้หนักให้เหนื่อย เวลานอนจะได้หลับสนิท ไม่ต้องคิดอะไรครับ”
“ทำไมถึงอยากปลูกข้าวโพดล่ะ”
“เพราะมันใช้เวลาไม่นานครับ แค่ 4เดือนก็เก็บฝักขายได้แล้วครับ”
“แล้วกะหล่ำปลีล่ะ”
“อาจารย์ผมบอกว่าถ้าเราทำดีๆ หมายถึงเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม หาพันธุ์ดีๆมาปลูก ใส่ปุ๋ยบำรุงอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะได้กะหล่ำปลีที่มีคุณภาพโดดเด่น ยิ่งน้ำหนักต่อลูกมากเท่าไหร่ ราคาก็จะสูงไปตามน้ำหนัก ที่เขาเรียกกะหล่ำปลียักษ์น่ะครับคุณย่า”
“เอา...ถ้างั้นก็มองหาทำเลเอา ถ้าพ่อเห็นว่าตรงไหนที่ยังเป็นที่ดินว่างๆและเหมาะที่จะทำก็มาบอกย่าก็แล้วกัน”
จิ๋วแจ๋วยกถาดใส่สตรอเบอรี่ลอยแก้วมาให้ชิม
“สตรอเบอรี่ลอยแก้วมาแล้วค่า”
ย่าแดงหันไปถาม
“เข้าเนื้อแล้วเหรอ เอาวางไว้ที่โต๊ะนั่นล่ะ” ย่าแดงหันไปหาดรุณี “เราน่าจะไปดูที่กับพี่เขาด้วยนะแม่ณี จะได้เรียนรู้งานเอาไว้ แล้วเมื่อกี้ไปไหนมาล่ะ ย่าจะให้ไปตามพี่เขาที่แปลงผักก็ไม่เห็น ต้องวานแม่จิ๋วแจ๋วไปแทน”
ดรุณีหน้าเหวอ
“หนู...เอ่อ...”
จิ๋วแจ๋วโพล่งขึ้นมา
“คุณณีก็อยู่ที่แปลงผักไงคะคุณย่า ตอนจิ๋วแจ๋วไปถึงเห็นคุณณีช่วยคุณอาทิจรดน้ำผักอยู่ค่ะ”
ดรุณีอยากจะตายซะให้ได้ ย่าแดงยิ้มพอใจ
“เออ...รู้จักไปช่วยพี่เขาบ้างก็ดี อะไรที่พอจะช่วยได้ก็ต้องช่วย ไม่ต้องรอให้ย่าสั่ง”

อาทิจหันไปมองดรุณีงงๆ ไหนเมื่อกี้คุณย่าน้อยบอกคุณย่าสั่งให้ไปช่วยไง...ดรุณีอยากจะวิ่งหนีสายตาของเขาไปให้พ้นๆ แต่หญิงสาวทำได้เพียงเบือนหน้าหันหนีไปทางอื่น

เย็นนั้น...คำมาใช้ไม้เคาะหม้อเรียกความสนใจจากชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา
“เอ้า...เร่เข้ามาจ้า...เร่เข้ามา”
สิงห์ทองยกโทรโข่งในมือขึ้นป่าวประกาศ เมื่อเห็นคนมายืนออพอสมควร
“ขอเชิญพ่อ แม่ พี่น้องและเพื่อนๆทุกคน มาร่วมเป็นเกียรติในงานมงคลสมรสของลูกสาวฉัน...หนูทองประศรีกับคุณอาทิจ หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณย่า เจ้าของสวนและที่ดินนับพันไร่ที่นี่วันพรุ่งนี้นะจ๊ะ”
ชาวบ้านคนหนึ่งถามอย่างสงสัย
“ไมเร็วนักล่ะ ตาสิงห์”
สิงห์ทองหัวเราะร่วน
“จะไม่เร็วได้ยังไง ในเมื่อเจ้าบ่าวใจร้อนอยากแต่งกับนังหนูมันเหลื๊อเกิน ฉันเลยไม่มีเวลาพิมพ์การ์ดไปแจกทุกคน จึงถือโอกาสนี้ประกาศให้พ่อแม่พี่น้องทราบโดยทั่วกันว่า นับแต่นี้ต่อไป บ้านนายสิงห์ทองจะเป็นดองกับสวนคุณย่าแล้วจ้า ขอเชิญทุกคนมาร่วมงานให้ได้นะจ๊า”
ชาวบ้านหลายสิบคนต่างทยอยเข้ามามุง และแสดงความยินดีกับสิงห์ทองและคำมา ตุ๊ปราดเข้าไปหาทองประศรีซึ่งยืนอยู่กับทองประสานและทองประสมอย่างแปลกใจ แทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“คุณอาทิจเขารับปากโดยไม่อิดออดอะไรเลยเหรอ”
ทองประศรีมั่นใจมาก
“ไม่เลยพี่ตุ๊ เขาบอกตามใจฉัน ฉันอยากแต่งพรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้”
“ไม่ทันข้ามวันก็ตามใจกันขนาดนี้แล้ว ต่อไปเขาไม่เอาน้องศรีใส่พานขึ้นหิ้งเลยเหรอเนี่ย”
ทองประสานดีใจกับพี่สาว
“โชคดีจังเลยพี่ศรี”
ทองประสมฉีกยิ้ม
“ได้ยินแล้วอยากมีผัวบ้างอ่ะ”
“อย่างนี้ต้องเกณฑ์คนทั้งหมู่บ้านมาเป็นสักขีพยาน มาพี่ตุ๊ช่วย”
ตุ๊เดินไปคว้าโทรโข่งจากมือสิงห์ทอง มาป่าวประกาศเพื่อให้สิงห์ทองและลูกๆไม่ลืมบุญคุณตัวเอง
“ในฐานะที่ฉัน เป็นแม่สื่อ ให้ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว และเป็นพี่ที่สนิทที่สุดของเจ้าสาว ฉันขอถือโอกาสนี้แสดงความยินดีกับน้องล่วงหน้า ขอให้น้องศรีมีความสุข มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ที่สำคัญที่สุด ขอให้ผัวรักผัวหลง เรียกหาเมียตลอดสามเวลาหลังอาหาร ขอเชิญทุกคนมาร่วมเป็นสักขีพยานในความรักของทั้งคู่ที่มีฉันเป็นแม่สื่อ แล้วทุกคนจะประทับใจและจำ แม่สื่อ คนนี้ไปได้อีกนาน ขอเสียงตบมือให้ แม่สื่อ ด้วยจ้า”
ระหว่างที่ตุ๊ป่าวประกาศ บรรยงซึ่งนั่งที่เก้าอี้ข้างตุ๊ ยกเหล้าในขวดขึ้นดื่มอย่างช้ำใจ ตุ๊น้อมรับเสียงตบมือของชาวบ้าน โดยมีสิงห์ทองกับคำมาแอบเหล่ที่โดนตุ๊ขโมยซีน

ต๊อดกรี๊ดกร๊าดกระทืบเท้าไปมา ชนิดแต๋วแตกกันเลยทีเดียวเมื่อได้ยินสิ่งที่ไพฑูรย์บอก
“เป็นไปไม่ด้าย...ใครมันจะยอมสละโสดเร็วปานสายฟ้าแลบอย่างนั้น”
อึ่งไม่อยากจะเชื่อ
“พี่ฑูรฟังอะไรมาผิดแหงๆ”
ไพฑูรย์ยืนยัน
“แต่ตุ๊มันยืนยันว่าเรื่องจริง”
พันไม่เชื่อ
“ไม่จริง”
ไพฑูรย์เถียง
“จริง”
ลุงเกร็งก็ไม่เชื่อ
“ไม่จริง”
ไพฑูรย์ยังยืนยัน
“จริง”
ต๊อดตะโกนลั่น
“ไม่จริ๊ง”
ทันใดนั้นเสียงอาทิจดังขึ้น
“จริง”
ทุกคนหันไปมองอาทิจที่เดินเข้ามา ต๊อดโวยวายทันที
“นายอ่ะ...ไหนว่าไม่รักไม่ชอบเขา แล้วทำไมยอมให้เขาจับเชือดเร็วนักล่ะ”
พันคิดนิดนึงก่อนจะพูดออกมา
“แต่จะว่าไปยายทองโตก็มีอะไรโตๆให้เราเห็นในที่แจ้งตั้งหลายอย่างนะ ในที่ลับก็
คงโตไม่เบา”
อึ่งหน้าตื่น
“หรือนายอยากเห็นของโตๆ”
อาทิจไม่ตอบ แต่หันมาสั่งเสียงดัง


อ่านต่อหน้า 4





ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7(ต่อ)
 
 
“เร่งมือเข้า เดี๋ยวเขาจะมารับของแล้ว”
อาทิจเดินหนีไป ทุกคนมองตามหลัง ลุงเกร็งเซ็งๆ
“ไม่ตอบ...ปล่อยให้งง”
ไพฑูรย์ยิ้มกริ่ม
“จะงงอะไรนักหนา คนไม่เคยเรื่องบนเตียง พอลองเข้าครั้งสองครั้งมันก็เครื่องติดอย่างนี้ล่ะ”
อึ่งหันไปมองหน้าไพฑูรย์
“แต่ของพี่ฑูรนี่ลองมาเป็นหมื่นเป็นแสนครั้งแล้วเครื่องก็ยังติดเทอร์โบอยู่นะ”
“เครื่องน่ะเทอร์โบ แต่คนขี่สิ..กี่แรงม้าวะ..สตาร์ทดับ..สตาร์ทดับ ตลอด”
ลุงเกร็งว่า สามเกลอฮาลั่น ไพฑูรย์เสียงอ่อย
“ก็คนมันเหนื่อยยยยอะ..น้าเกร็งก็”
“ระวังหนังโรงใหม่มาแย่งลูกค้านะพี่ฑูร โรงนี้เขาสดซิงสวิงริงโก้ เนื้อแน่นไม่มีย้วยด้วย โอ๊ย..น่าชมน่าเชียร์กว่าเยอะ” พันแซว
เกร็งหัวเราะ..สามเกลอฮาลั่น ไพฑูรย์กัดฟันกรอดๆอย่างไม่พอใจ

ที่มุมพักผ่อนบ้านคุณย่า ประเวทย์กับครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า วิไลลักษณ์แสร้างทำเป็นตกใจ แต่ในใจนั้นดีใจมาก
“จริงเหรอคะ เมื่อตอนสายๆวิไลแค่ได้ยินว่า พ่ออาทิจตกลงยอมความกับยายแม่ค้านั่น ยังไม่ทันข้ามวัน จะแต่งกันพรุ่งนี้เลยเหรอคะ”
ประเวทย์ถามอย่างกังวล
“นั่นสิครับคุณแม่ มันไม่เร็วไปหน่อยหรือครับ”
“พ่ออาทิจเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร แม่เป็นคนนอกจะให้ยกมือค้านมันก็ไม่ถูก” ย่าแดงพูดเรียบๆ
วิยะดาไม่พอใจ
“โอ๊ยย..อกหักของจริงเลยทีนี้ แทนที่จะเลื่อนงานแต่งไปเรื่อยๆจนแม่นั่นมันเหี่ยวตาย ไหงยอมให้มันจับเข้าหอง่ายๆอย่างนี้ล่ะ โอ๊ยยย..เศร้านะเนี่ย”
“เว่อร์อีกแล้ว ถึงนายอาทิจจะไม่แต่งกับยายนี่ สักวันก็ต้องแต่งกับคนอื่นที่ไม่ใช่เธออยู่ดี” เวทางค์ว่า
วิยะดาค้อน
“เงียบเลยนะพี่เว”
“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว” ประเวทย์รำคาญลูกๆ หันไปถามย่าแดง “แล้วนี่คุณแม่ต้องไปเป็นประธานในงานรึเปล่าครับย่า”
“ไม่ล่ะ แม่บอกพ่ออาทิจแล้วว่าแม่ไม่อยากฝืนตัวเอง ถ้ายังรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อประเวทย์ แม่ก็พอจะฝืนทำอะไรตรงข้ามกับใจได้บ้าง แต่นี่แม่แก่แล้ว”
“พรุ่งนี้ผมมีประชุมกับนายอำเภอด้วย คงปลีกตัวมาไม่ได้แน่ๆ”
วิไลลักษณ์รีบปฏิเสธด้วย
“วิไลก็ไม่ว่างค่ะ ต้องพาภริยาท่านทูตจากยุโรปไปชมปางช้างที่เชียงดาว”
“วิว่างค่ะ วิจะแต่งตัวมาประชันกับเจ้าสาว เอาให้ยายนั่นจืดไปเลย”
วิยะดาบอกอย่างมั่นใจ เวทางค์นึกสนุกไปด้วย
“ผมก็ว่างครับคุณย่า ผมอยากมาดูน้ำหน้า เอ๊ย..ดูหน้าเจ้าบ่าวเขาหน่อยว่าเขาแฮปปี้ขนาดไหน ไปด้วยกันนะจ๊ะน้องณี”
ดรุณียิ้มแหย เพราะอึดอัดไปกับแม่และลูกๆแกงค์นี้เต็มที

ค่ำคืนนั้น...อาทิจสวมกางเกงเลแล้วดึงผ้าขาวม้าที่นุ่งอยู่ออก ก่อนจะเว้าอิสานกับต๊อดที่กำลังใส่เสื้อผ้าอยู่เหมือนกัน
“ขอบใจนะที่ปะและชุนให้”
ต๊อดงง
“ ปะ..พอจะเข้าใจบ้างนะนาย แต่..ชุน..แปลว่าอะไรอะ”
“ก็นี่ไง” อาทิจยื่นผ้าขาวม้าให้ดู “ถ้าผ้าขาดเป็นทางยาวแล้วเอาผ้าอื่นมาเย็บปิดรอยขาดเขาเรียกว่าปะ แต่ไอ้การที่ผ้าขาดเป็นรู แล้วเราซ่อมด้วยการเย็บสาน เชื่อมรอยขาดของผ้าไปมา เขาเรียกว่าชุน”
“แค่เรียก ต๊อดยังเรียกไม่เป็น แล้วนายคิดว่าต๊อดจะเย็บเป็นมั้ย”
“อ้าว..ถ้างั้นใครทำ หรือจะเป็นคุณย่า”
“คงช่วงที่นายนอนป่วยนั่นล่ะ เย็บแบบโบราณอย่างนี้ ก็มีแต่คนโบราณเท่านั้นล่ะที่ทำได้”
อาทิจมองรอยปะ ชุนที่อยู่บนผ้าขาวม้าในมืออย่างสงสัยว่าใครทำ

 
ดรุณีนั่งอ่านหนังสือ คุณย่านั่งปักผ้า แก้วเอานมเข้ามาให้ แล้วถามขึ้น

“ไม่ไปเลือกเสื้อผ้า ไปร่วมงานแต่งคุณอาทิจหน่อยหรือคะคุณณี”
ดรุณีส่ายหน้า
“ไม่ล่ะ ถึงหนูจะยังเด็กแต่หนูก็ไม่อยากฝืนใจทำอะไรแบบคุณย่า พรุ่งนี้คุณย่าไปไหน หนูขอตามไปด้วย”
อาทิจเข้ามา พร้อมเสื้อที่พับแล้วอยู่ในมือ
“อ้าว..คุณอาทิจ ไม่รีบเข้านอนล่ะคะ พรุ่งนี้หน้าจะได้ผ่องๆ” แก้วหันไปถาม
“ผมยังไม่ง่วงก็เลยแวะมาขออนุญาตคุณย่า เบิกเงินล่วงหน้าไปซื้อเมล็ดข้าวโพด
แล้วก็กะหล่ำน่ะครับ เผื่อพรุ่งนี้คุณย่าอาจจะไปทำธุระที่ไหน”
“เอาสิ จะไปซื้อเมื่อไหร่ล่ะ” ย่าแดงพยักหน้าให้
“พรุ่งนี้ครับ”
“กว่าจะเสร็จพิธี จะไปซื้อทันเหรอพ่อ ถ้าจะไปก็เอานายเกร็งไปเป็นเพื่อนสิ ขา
นั้นเขารู้แหล่งที่จะซื้อ จะได้รีบไปรีบกลับ”
อาทิจกราบที่ตัก
“ขอบพระคุณครับคุณย่า”
คุณย่ายิ้มแล้วเอามือลูบหัวอาทิจ ก่อนจะเหลือบเห็นเสื้อซึ่งชายหนุ่มวางไว้ข้างตัว
“แล้วนั่นอะไรล่ะ”
“เสื้อครับ ยังใหม่แล้วก็เป็นตัวโปรดของผมด้วย แต่ไม่ทราบไปโดนอะไรถึงได้ขาดเป็นรูตรงนี้ครับ ผมเห็นคุณย่าชุนผ้าขาวม้าให้ผมได้ประณีตมาก ก็เลยอยากจะรบกวนคุณย่าให้ช่วยดูให้น่ะครับว่า พอจะซ่อมไหวมั้ย”
“แม่ณีดูให้พี่เขาทีซิ”
อาทิจไม่อยากรบกวนดรุณี
“เอ่อ..ถ้าคุณย่าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจะลองซ่อมเอง”
แก้วอธิบายให้ฟัง
“ไม่ใช่ไม่สะดวกค่ะ ไอ้ผ้าขาวม้าผืนนั้นน่ะคุณณีเป็นคนชุนค่ะ ไม่ใช่คุณย่า”
ย่าแดงพยักหน้า
“ย่าสายตาไม่ดีแล้ว ชุนไม่ละเอียดเท่าแม่ณีหรอก”
อาทิจหันไปมองดรุณี หญิงสาวสูดหายใจลึกแล้วยืดอกราวกับเป็นมเหสีของพระราชาในละครจักรๆวงศ์ๆ
“เอาให้คุณณีสิคะคุณอาทิจ” แก้วบอกซ้ำ
“เอ่อ..คือ..”
“มาค่ะ” แก้วดึงเสื้อจากมืออาทิจมายื่นให้ดรุณี “จัดการให้เนี้ยบเลยนะคะคุณณี”
ดรุณีรับเสื้ออาทิจมาวางบนโต๊ะข้างตัวทำเป็นไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันมาเชิดๆเริ่ดๆใส่ชายหนุ่ม

เมื่อกลับเข้าไปในห้องนอน ดรุณีนั่งชุนเสื้อแขนยาว ซึ่งเป็นเสื้อยีนส์แบบเก๋าๆเท่ๆของอาทิจมือเป็นระวิง ทำไปบ่นไป
“ปากก็บอกไม่อยากแต่ง ไม่รักไม่ชอบเขา แต่รีบงัดเสื้อออกมาให้ซ่อมเชียว..เตรียมใส่พรุ่งนี้ล่ะซี้ โธ่เอ๊ย..นึกว่าฉันไม่รู้ไต๋ รึไงว่า ใจนายน่ะลอยไปอยู่กับเขาตั้งแต่คืนนี้แล้ว”
แล้วจู่ๆดรุณีก็ชะงัก แปลกใจตัวเองที่ทำไมต้องรู้สึกร้อนวูบๆวาบๆอยู่ในใจ แล้วจะบ่นไปทำไมหงุดหงิดที่ต้องชุนผ้าให้อาทิจ หรือว่าหงุดหงิดที.หญิงสาวไม่กล้าคิดต่อ เพราะนั่นยิ่งทำให้เธอร้อนวูบขึ้นอีก
ทางด้านอาทิจเดินบ่นตัวเองมาตามทาง เพื่อกลับไปที่บ้านพัก
“ไม่น่าเลยเรา เขายิ่งไม่ชอบขี้หน้า ดันหางานไปให้เขาทำ ให้เขาเกลียดเพิ่มขึ้นอีกจนได้ แค่นี้เขายังเกลียดนายไม่พอรึไงห๊า นายอาทิจ เฮ้อ...”
อาทิจแหงนหน้ามองดูพระจันทร์นวลผ่องบนท้องฟ้า ที่ยามนี้อยู่สูงและไกลเหลือเกิน ไม่ต่างอะไรกับเขาและดรุณี ที่อยู่ไกลแสนไกลและนับจากพรุ่งนี้ไป เขาและเธอก็จะยิ่งห่าง..ไกล..และไกลออกไปทุกที
เช้าตรู่วันใหม่อาทิจเดินออกมายืดเส้นยืดสายหน้าบ้าน แล้วชายหนุ่มก็เหลือบเห็นเสื้อเชิ้ตยีนส์
แขนยาวของตัวเองพับอย่างเรียบร้อยวางอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน อาทิจเดินมาหยิบขึ้นคลี่ดู ก็เห็นรูโหว่ได้รับการชุนแล้วอย่างประณีต ชายหนุ่มมองซ้ายขวาเผื่อจะเห็นคนที่เอาเสื้อมาให้ ดรุณีรีบหลบวืดเข้าข้างต้นไม้ใหญ่ ต๊อดเดินเมาขี้ตาตามออกมาเว้าอิสานกับนาย
“ยังไม่ไปอาบน้ำแต่งตัวเหรอนาย” ต๊อดเห็นเสื้อในมืออาทิจ “นายจะใส่เสื้อนี่ไปตักบาตรเหรอ โห เจ้าบ่าวใส่เสื้อยีนส์เท่ชะมัด”
ดรุณีแอบมองอาทิจ
“หือ หน้าบานเชียวนะ”
“นายใส่เบื่อเมื่อไหร่ แล้วโยนทิ้งมาทางนี้นะ”
ต๊อดพยักพเยิดหน้าเข้าหาตัวเอง
“ไม่ได้ ไม่เบื่อ ตัวนี้ตัวโปรดเว้ย”
“มิน่าถึงได้ใช้เป็นเสื้อส่งตัว อยากให้เจ้าสาวน้ำลายหกล่ะสิ อย่างนายใส่อะไร แม่นั่นก็เซิ้งใส่อยู่แล้ว ยิ่งถ้าไม่ใส่อะไรเลย รับรองโดนเซิ้งไปเอาสวิงครอบหัวไปแน่ ผัวคะ ผัวขา มาให้ศรีปล้ำซะดีๆ มามะ”
ต๊อดเตรียมจะเข้าไปกอด อาทิจรำคาญตั้งการ์ดจะชก ต๊อดไหวตัวทัน รีบกระโดดลงมาจากระเบียง
“อะไรก็ซ้อม อะไรก็ลงมือ ใช่ซี้ นายจะมีเมียแล้วนี่ จะมาสนใจใยดีอะไรไอ้ต๊อดล่ะ”
อาทิจส่ายหน้าขี้เกียจต่อปากต่อคำรีบเดินเข้าบ้าน
“รีบไปอาบน้ำแต่งตัวล่ะสิ เชอะ”
ดรุณีค้อนขวับใส่อาทิจทั้งๆที่ชายหนุ่มหายเข้าไปในบ้านแล้ว สักครู่หญิงสาวก็ฉุกคิด เขาจะไปไหนจะทำอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา ดรุณีรีบสะบัดหัว ไล่ความคิดเดิมออกไปก่อนจะเดินออกมา

หน้าทองประศรีได้รับการแต่งเติมอย่างฉ่ำโบ๊ะโป๊ะแตก หญิงสาวหันมาหาญาติพี่น้องที่ยืนห้อมล้อม ทองประศรีแต่งชุดไทยเต็มยศแบบจัดเต็มไม่แพ้หน้า แต่กระเดียดไปทางพระมเหสีในละครเจ้า ผมเกล้ามวย แถมมีมงกุฎประดับพระเกศาอีกต่างหาก ทองประสานชื่นชม
“สวยจังเลยพี่ศรี”
ทองประสมยิ้มปลื้ม
“สวยกว่าพระธิดาหอยขม ในเรื่องเจ็ดจ้าวสมุทรอีกนะเนี่ย”
ตุ๊ยิ้มแย้ม
“ราศีหลานสะใภ้คุณย่าจับจริงๆ คืนนี้โดนเจ้าบ่าวจัดเต็มแน่”
ทองประศรีขวยเขิน
“แหมพี่ตุ๊ พูดอะไรก็ไม่รู้ เขินเลยอะ”
คำมาเข้ามายิ้มแย้มบอก
“อย่าลืมเคล็ดลับที่แม่สอนให้นะ”
สิงห์ทองเตือน
“ก่อนร่ายมนต์ก็อย่าลืมขอที่ทางมันสักห้าไร่สิบไร่ก่อนล่ะ”
บรรยงพูดทีเล่นทีจริง
“ถ้า...วันไหนมันไม่ใยดี น้องศรีอย่าลืมนะว่า พี่ยงอยู่ตรงนี้เสมอ”
ทองประศรีค้อน
“คงต้องยืนซับน้ำลายตัวเองไปก่อนน่ะพี่ยง เพราะคุณอาทิจเขาคงไม่ปล่อยฉันให้ใคร และฉันก็ไม่อาจทิ้งเขาไป สงสารผู้ชายตาดำๆ ไม่อยากทำร้ายจิตใจน่ะ”
บรรยงจ๋อย ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวยิ้มปลื้มใจ ยามนี้ แม้แต่ตดทองประศรี ทุกคนก็ว่าหอมฟุ้งจรุงใจ ตุ๊แทบอ้วกกับลีลาและวาจาที่ดูมั่นใจเกินคนธรรมดาของทองประศรี

ย่าแดงรดน้ำต้นไม้ ดอกไม้ที่หน้าบ้าน ดรุณีเดินกลับเข้ามา พร้อมๆกับแก้วซึ่งเดินออกมาจากในตัวบ้าน ย่าแดงหันมาเห็น
“พี่เขาตื่นรึยังล่ะแม่ณี”
“ตื่นแล้วค่ะ ท่าทางตื่นเต้นดี๊ด๊ามากเลยค่ะคุณย่า หนูว่าไม่มีอะไรน่าห่วง”
ย่าแดงพยักหน้ารับรู้
“เขาอาจจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก็ได้ ย่าภาวนาอย่างเดียวขอให้แม่ทองประศรีเขาเป็นคนดี อย่างน้อยก็ขอให้มีสามัญสำนึกมากกว่าพ่อแม่เขาก็แล้วกัน”
“ขอน้อยไปรึเปล่าคะคุณย่า แก้วว่ามีอีกร้อยแปดพันเก้าร้อยอย่างเลยนะคะที่เราต้องขอให้แม่นี่ปรับปรุงน่ะค่ะ”
“ขอแค่สามัญสำนึกอย่างเดียวล่ะแม่แก้ว คนเราลองถ้ามีสามัญสำนึกแล้ว จะคิดทำอะไรมันก็ออกมาถูกต้องดีงามทั้งนั้น แต่ถ้าไม่มีเอาซะเลย ก็ต้องถือเป็นกรรมเวรของคนที่อยู่ด้วย”
ดรุณีหันไปถามแก้ว
“แล้วน้าแก้วยังไม่ไปเตรียมตัวอีกเหรอคะ ไหนว่าเขาจะตักบาตรกันตอนแปดโมงไม่ใช่เหรอ”
“น้าแก้วไม่ไปหรอกค่ะ บอกตามตรงยังทำใจไม่ได้ ก็น้าแก้วรู้นี่คะว่า ผู้หญิงบ้านนั้นกำพืดเป็นยังไง”
“โธ่แล้วมาบอกให้หนูเตรียมชุด ตัวเองก็ไม่ไปเหมือนกัน”
แก้วหันไปชวนย่าแดง
“ไปค่ะคุณย่า แก้วเตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว เดี๋ยวต้องออกไปธุระกันไม่ใช่หรือคะ”
ย่าแดงพยักหน้าให้แก้ว ดรุณีวิ่งไปปิดน้ำให้ แล้วทั้งหมดก็พากันเดินเข้าบ้านไป

สิงห์ทองและคำมารับไหว้ชาวบ้านที่เริ่มทยอยมาร่วมงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ภายในร้านได้รับการตกแต่งด้วยกระดาษสายรุ้งและลูกโป่งสารพัดสี ระโยงระยางย้วยไปทั้งร้าน ชาวบ้านคนหนึ่งมองทองประศรีอย่างชื่นชม
“โอ้โหวันนี้แม่ทองประศรีสวยจริงๆ อยากเห็นหน้าเจ้าบ่าวเร็วๆซะแล้วสิ อยากรู้ว่าจะหล่อสมกันรึเปล่า”
คำมายิ้มร่าตอบ
“หล่อสิจ้ะ ทั้งหล่อทั้งรวยเลยล่ะจ้ะ”
ตุ๊สอดขึ้น
“ถ้าไม่หล่อไม่รวย น้องศรีคงไม่จับทำผะ เอ๊ย ไม่แต่งงานด้วยหรอกจ้ะ”
สิงห์ทองวางท่าคุยโอ่
“เชิญ ทุกคนเชิญ...เชิญ เดี๋ยวขบวนเขาก็มาก็จะได้เห็นหน้าเจ้าบ่าวกันทุกคนล่ะนะ”
สิงห์ทอง คำมาช่วยกันรับซองและต้อนแขกเข้าบ้าน

ย่าแดงแต่งตัวเตรียมออกจากบ้านพร้อมกับดรุณี อาทิจใส่เสื้อยีนส์ตัวโปรด เดินเข้ามาในบ้าน แก้วชื่นชม
“หล่อจังเลยค่ะคุณอาทิจ แต่จะหล่อกว่านี้ถ้าเจ้าสาวมันงามสมกัน”
ดรุณีขัดขึ้น
“แล้วเขาไม่งามตรงไหนล่ะน้าแก้ว เขาก็น่ารักออก”
“ถึงจะน่ารักยังไง แต่ถ้ากิริยาไม่งาม มันก็ดูไม่งามไปถึงหน้าตาด้วยล่ะค่ะ”
ย่าแดงหันไปบอกอาทิจ
“ย่าไปร่วมงานด้วยไม่ได้นะพ่อ พอดีทางชมรมเกษตรของอำเภอเขามีจดหมายมาเชิญย่าให้ไปร่วมสัมมนากับเขาน่ะ”
“น้าแก้วก็ เอ่อ ต้องเตรียมกับข้าวให้คนงานน่ะค่ะ”
“แม่ณีเขาจะติดรถย่าไปซื้อหนังสือในเมือง แต่จะให้บุญส่งพากลับมาก่อน อาจจะไปช่วยงานพ่อช่วงเย็นได้”
ดรุณีรีบแย้งทันที
“แต่หนู...”
อาทิจแทรกขึ้นอย่างเข้าใจ
“ตามสบายเถอะครับ ผมทราบว่าทุกคนมีธุระสำคัญที่ต้องทำ ผมมานี่ก็เพื่อจะขอกุญแจรถกระบะไปซื้อของตามที่เรียนคุณย่าไว้น่ะครับ”
“เออ จริงสิ งั้นก็เอารถไปงานด้วยซะเลย นี่มันก็สายมากแล้ว เดี๋ยวทางนั้นเขาจะรอ ไปแม่แก้วไปหยิบกุญแจรถมาที”
อาทิจหันมาสบตาดรุณีโดยบังเอิญ
“ขอบคุณนะครับที่ชุนเสื้อให้ผม เรียบร้อยมากครับ”
ดรุณีหลบตา
“คุณย่าสั่งให้ทำอะไร ก็ต้องทำอย่างเรียบร้อย ไม่งั้นก็โดนดุแย่สิ”
อาทิจรู้สึกได้ว่าดรุณีต้องการย้ำว่าเธอทำทุกอย่างเพราะคุณย่าจริงๆ ย่าแดงแอบเหล่หลานสาว แล้วได้แต่ส่ายหน้า

ย่าแดงเดินออกมาหน้าบ้านพร้อมอาทิจ ดรุณี แก้ว ต๊อด อึ่ง พันนำขบวนขันหมากที่อุตส่าห์เกณฑ์เพื่อนๆแบกกล้วย แบกอ้อยมาเซอร์ไพร์สอาทิจ ทั้งคณะ ช่วยกันร้อง ช่วยกันเซิ้ง ช่วยกันโห่ ช่วยกันฮิ้วเข้ามาอย่างสนุกสนาน ต๊อดตะโกนแซว
“ใครรู้ตัวว่าเป็นเจ้าบ่าว ขอเชิญมายืนข้างหน้าเลยคร้าบ ได้เวลาฤกษ์งามยามดี ไปทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกับเจ้าสาวสุดเซ็กซี่แล้วคร้าบนาย”
“ไปเถอะพ่อ” ย่าแดงแตะแขนอาทิจ “ย่าขออวยพรให้ชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ของพ่อในวันนี้เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังแรงใจ ขอให้พ่อเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ถ้าก้าวแรกของพ่อมั่นคงแข็งแกร่ง ก้าวต่อไปก็จะแข็งแกร่งและมั่นคงตามกัน นะพ่อนะ”
อาทิจก้มลงกราบเท้า ย่าแดงโอบกอดหลานชายไว้ด้วยความรักและสงสาร
“ผมขอน้อมรับคำอวยพรของคุณย่าไว้เป็นมงคลกับชีวิตและการทำงานของผม ขอบพระคุณมากนะครับ ที่ให้โอกาสผมในการเริ่มต้นชีวิตใหม่”
ลุงเกร็งวิ่งประหืดกระหอบเข้ามา
“มาทันเวลาพอดี ไปกันเดี๋ยวนี้เลยมั้ยครับคุณอาทิจ”
อึ่งต่อว่าทันที
“โห ยังจะมีหน้ามาถามอีกน้าเกร็ง ป่านนี้เจ้าสาวชะเง้อคอยาวเป็นคอห่านแล้ว”
“ไม่ใช่แค่ห่านตัวเดียวด้วยเว้ย ต้องเอาห่านเป็นสิบตัวมาเย็บคอต่อกันด้วย”
พันถอนใจ
“พูดเป็นปริศนาธรรมอีกแล้ว จะบอกว่ายายทองโตต้องรอเก้อก็พูดมาตรงๆสิ”
ลุงเกร็งพยักหน้า
“เออ”
ไพฑูรย์กับสามเกลอตกใจ
“เฮ้ย”
พันยิ้มแหยๆ
“ฉันพูดเล่นนะน้าเกร็ง”
“แต่ฉันพูดจริง ฉันมีธุระ”
ไพฑูรย์ชะงัก
“แต่ว่า แล้ว...เจ้าสาว...ยังไง...”
“ผมต้องไปซื้อของมาเตรียมปลูกผักปลูกข้าวโพด ไม่มีเวลาไปร่วมงานหรอกครับ อีกอย่างผมก็ไม่เคยพูดว่าผมจะไปร่วมงาน เขาอยากแต่ง ผมก็จ่ายเงินตามที่ตกลงกันให้แล้ว มันก็หมดหน้าที่ของผม ไป...ลุงเกร็ง เดี๋ยวจะสาย” อาทิจยกมือไหว้ย่าแดง “ผมไปนะครับคุณย่า”
ย่าแดงพยักหน้าอึ้งไปเหมือนกัน ในขณะที่แก้วก็ยืนเอ๋อ แต่ก็แอบสะใจอยู่ลึกๆ ขบวนขันหมากไม่ต้องพูดถึง เอ๋ออ้าปากหวอกันถ้วนหน้า ดรุณีเองก็เอ๋อ...แต่แอบค่อนอาทิจในใจอมอะไรอยู่ย่ะ ทำไมไม่พูดให้จะจะซะตั้งแต่แรก ปล่อยให้เข้าใจผิดกันอยู่ได้

ชาวบ้านเริ่มนินทา และพากันกระสับกระส่าย ในขณะที่ทองประศรีและครอบครัวยืนร้อนใจ ชาวบ้านคนหนึ่งเข้ามาถาม
“ยังไงล่ะตาสิงห์ทอง ขบวนเจ้าบ่าวยังไม่มาอีกรึไง นี่มันเลยเวลามาร่วมชั่วโมงแล้วนา”
สิงห์ทองแสยะยิ้ม
“ใจเย็นๆจ้า แขกมาร่วมงานเขาเยอะ ขบวนคงจะยาวเป็นโยชน์ หรือไม่ก็อาจจะรอๆกันอยู่น่ะ เป็นเจ้าเป็นนายคนก็ต้องแต่งตัวช้าเป็นธรรมดา” สิงห์ทองหันมาทำหน้าหงิกใส่พวกเดียวกันเอง “ทำไมมันยังไม่มาอีกวะ หรือมันจะเบี้ยว”
บรรยงออกความเห็น
“คงไม่กล้าเบี้ยวหรอกน้าสิงห์ เรามีหลักฐานมัดแน่นขนาดนั้นจะกล้าเบี้ยวได้ยังไง”
คำมาหันไปสั่งลูกสาว
“นังสานนังสมไปช่วยกันโทรตามมันซิ”
ทองประสานส่ายหน้า
“ฉันจะรู้มั้ยแม่ว่าเขาเบอร์อะไร”
ตุ๊แจ๋เข้ามา
“คุณอาทิจมีโทรศัพท์ใช้ที่ไหน เดี๋ยวฉันโทรหาพี่ฑูรเอง อาจจะติดขัดอะไรอยู่ก็ได้”
ทองประศรีหงุดหงิด
“มันจะติดขัดอะไรล่ะพี่ตุ๊ รถราก็ไม่ได้ติดแบบในกรุงเทพซะเมื่อไหร่”
“รถไม่ติด แต่เจ้าบ่าวอาจจะเครียด เอ๊ย ตื่นเต้นจนขี้แตกอยู่ก็ได้ ใจเย็นๆน่า เป็น
เจ้าสาวต้องยิ้มเข้าไว้”
“ฉันแหกยิ้มตั้งแต่เช้า จนเหงือกร่นน้ำลายแห้งหมดแล้ว เจ้าบ่าวก็ยังไม่มา”
สิ้นเสียงตัดพ้อของทองประศรี เสียงโห่ฮิ้วก็ดังกระหึ่มขึ้น ตามด้วยขบวนกล้วยอ้อยของคนงาน ทองประสมดีใจ
“นั่นไง มากันแล้ว”
ไพฑูรย์ ต๊อด อึ่ง พัน ช่วยกันเซิ้งส่ายนำขบวนใกล้เข้ามา สิงห์ทองประกาศลั่น
“นั่นไง ขบวนขันหมากเจ้าบ่าวมาแล้ว ทุกคนหันไปดูกันเร้ว”
ตุ๊แดงดันเบาๆ
“ขบวนสั้นแค่หางอึ่ง ดีใจซะยังกะยาวเป็นหางว่าว...เว่อร์”
ทองประศรีหน้าบานเป็นทานตะวัน

แก้วกำลังจะออกไปที่โรงอาหารของคนงาน เวทางค์ขับรถสปอร์ตหรูพุ่งปร๊าดเข้ามาจอด แล้วรีบลงจากรถมาพร้อมวิยะดา ทั้งคู่อยู่ในชุดหรูหรากรุยกราย ราวกับมางานเต้นรำ
“น้องณีล่ะแก้ว”
“ไปแล้วค่ะ”
เวทางค์หันมาโทษน้อง
“เห็นมั้ย เป็นเพราะเราเลยยายวิ ไม่รู้จะตะบี้ตะบันปัดอะไรนักหนากับไอ้มาสคาร่านั่นน่ะ ปัดอยู่ได้เป็นชั่วโมง”
“แล้วพี่เวล่ะ มัวแต่เลือกน้ำหอมเลือกสูทเลือกไทอยู่นั่นแล้ว สุดท้ายก็ต้องกลับไปใส่ตัวแรกที่เลือกไว้อยู่ดี” วิยะดาหันไปถามแก้ว “แล้วพี่อาทิจล่ะ ยังอยู่รึเปล่า”
“ไปแล้วค่ะ”
“จะมัวมาถามทำไม นายนั่นก็ต้องออกไปพร้อมกับน้องณีนั่นแหละ”
แก้วพยักหน้า
“ค่ะ ออกไปไล่ๆกันน่ะค่ะ”
วิยะดาหันไปหาพี่ชาย
“แล้วจะเอายังไง จะตามไปรึเปล่า แต่วิไปนะ อุตส่าห์ตื่นมาแต่งตัวตั้งแต่ตีสี่ยังไงก็ต้องไปให้พี่อาทิจมองตาค้าง ให้ยายเจ้าสาวนั่นอิจฉาตาร้อนให้ได้”
“พี่ก็เหมือนกัน หล่อฉุดไม่อยู่ขนาดนี้ จะไม่ไปโชว์ได้ยังไง เดี๋ยวเถอะ...จะทำให้ทุกคนมองพี่เป็นตาเดียวเลย คอยดู” เวทางค์หันไปถามแก้ว “บ้านพวกนั้นอยู่ไหนหา...แก้ว”
แก้วตอบไปตามที่ถาม อะไรที่ไม่ได้ถามก็ไม่ได้ตอบ...
กลุ่มแขกที่มาร่วมงานพากันชะแง้มองขบวนขันหมากที่แห่เข้ามาในบ้าน
“ไหน...คนไหนเจ้าบ่าว”
สิงห์ทองหน้าเสียแต่ก็ยังฝืนยิ้ม
“ขอเชิญทุกคนออกไปรอที่เต็นท์ด้านนอกก่อนนะ ขอหาเจ้าบ่าว เอ๊ย...เดี๋ยวเจ้าบ่าวมา แล้วจะได้ร่วมกันตักบาตรเลย”
ทองประสานกับทองประสมช่วยกันต้อนทุกคนออกไป ในขณะที่สิงห์ทองกับคำมา ปราดเข้ามาหาต๊อด
“ไอ้หลานคุณย่ามันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”
“ติดธุระ มาไม่ได้ มาได้แต่ขบวนแห่”
คำมาโวยวาย
“หักหลังกันชัดๆ ข้าไม่ยอมนะเว้ย!”
อึ่งไม่สน
“ไม่ยอมแล้วจะเอายังไง ถ้าไล่ก็จะกลับเดี๋ยวนี้เลย ไป...พวกเรา”
ต๊อด อึ่ง พัน ทำท่าจะยกขบวนกลับ สิงห์ทองรีบดักหน้า
“ทำอย่างนี้ข้าก็ขายหน้าสิวะ”
พันทำไม่รู้ไม่ชี้
“อ้าว...แล้วจะให้ทำยังไง”
บรรยงเข้าข้างตัวเองทันที
“ต้องขายผ้าเอาหน้ารอด หาใครขึ้นมาเป็นเจ้าบ่าวแทนก่อน”
ต๊อดหน้าเริ่ดขึ้นมาทันทีเช่นกัน
“ต๊อดก็ได้”
อึ่งเสียงหวาน
“อึ่งก็พร้อม”
พันยิ้มหวาน
“พันโอเคเลย”
ทองประศรีเข้ามาโวย
“ชาวบ้านที่นี่เขารู้จักพวกแกจนรู้ไส้รู้พุ่งกันหมดแล้ว ใครเขาจะเชื่อ”
ตุ๊เห็นด้วย
“ถูก...ต้องหาคนที่ดูเป็นผู้ดี มีระดับ มีชาติตระกูล พี่ฑูรเป็นไง”
ทองประศรีคิดๆ
“ดีกว่าไอ้ สามตัวนี่จี๊ดเดียว แต่โทรมแล้วก็แก่กว่ามันเยอะ”
ไพฑูรย์ค้อน
“เออ...คำก็โทรม สองคำก็แก่ แล้วแม่ทองโตจะเอาใครห๊า...ก็มันมีให้เลือกอยู่แค่นี้”
บรรยงรีบขัดขึ้น
“ลืมใครไปคนรึเปล่า”


จบตอนที่ 7




มารยาริษยา ตอนที่ 7
มารยาริษยา ตอนที่ 7
เย็นนั้น แต้วตกใจลุกพรวดทันทีหลังรู้ข่าวจากปากเพียงดาว “ห๊ะ! ดาวทำขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วดีนี่เค้าเป็นยังไงบ้าง” “จะเป็นยังไงล่ะ โดนหน้านาบกับเตาขนาดนั้น กลายเป็นขวานฟ้าหน้าดำไปแล้วมั้ง” “เค้าไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ดาวไม่ได้เปิดเตา” โอม แต้วกับอู๋โล่งอก “คุณดาวอย่าทำอย่างนี้อีกนะครับ เดี๋ยวจะเป็นข่าวเสียหายขึ้นมาอีก” โอมขอร้อง “ถ้าจะเป็นข่าว คนที่เสียหายก็ไม่ใช่ชั้น เพราะตอนนี้ชั้นไม่มีชื่อเสียงแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงนะโอม ชั้นไม่ทำอะไรรุนแรงหรอก ชั้นแค่ขู่มัน ให้มันกลัวจะได้เลิกยุ่งกับเราสองคนสักที” อู๋กังวล “แค่ขู่แน่นะดาว” เพียงดาว “ค่ะ ตอนนี้แค่ขู่ แต่ต่อไปไม่แน่” “ดาว พี่อยากให้ดาวควบคุมอารมณ์นะ ต่อไปดาวต้องใช้ชีวิตคู่กับโอม ดาวต้องใจเย็นกว่านี้” เพียงดาวนิ่ง คิดตามคำพูดเตือนของแต้ว “เอาน่ะแต้ว ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ดีนี่กับนังกบโดนไปขนาดนี้ ป่านนี้กลัวหัวหดไปแล้ว” อู๋ว่า โอมกังวลท่าทางเหมือนเป็นห่วงดีนี่
กำลังโหลดความคิดเห็น...