xs
sm
md
lg

ขุนศึก ตอนที่ ๑๕ จบบริบูรณ์

เผยแพร่:

ขุนศึก ตอนที่ ๑๕ ตอนอวสาน
 

ดวงแขกำลังจัดดอกไม้ลงแจกันเพื่อถวายพระ ในขณะที่อำพันกำลังควบคุมบ่าวไพร่ทำความสะอาดเรือนอยู่ ทาสคนหนึ่งคลานเข่าเข้ามาหาอำพันแล้วบอกว่า

“แม่นายเจ้าคะ พระยามหาสงครามมาขอพบเจ้าค่ะ”
อำพันแปลกใจ
“พระยามหาสงคราม ออกญาผู้ใหญ่เช่นนี้จะมาขอพบข้าทำกระไร มาพบหลวงณรงค์กระมัง เอ็งเร่งให้คนไปตามคุณหลวงที่สำนักอาจารย์บ่ายทีเถิด”
“มิได้เจ้าค่ะแม่นาย ท่านออกญาต้องการพบแม่นายจริงๆ เจ้าค่ะ”
อำพันยิ่งแปลกใจหันไปมองหน้าดวงแข
“ลูกก็ไม่รู้จักท่านออกญาเช่นกันเจ้าค่ะ แต่เมื่อท่านมาถึงเรือนชานแล้ว อย่างไรเราก็ต้องไปพบพระคุณท่าน”
อำพันพยักหน้าเห็นด้วยกับดวงแข

เสมา กับหลวงนเรนทร์ภักดีกำลังกราบอำพัน โดยมีดวงแขนั่งยิ้มแย้มอยู่ใกล้ๆ อำพันยิ้มแย้ม
“พิโธ่พิถัง นึกว่าผู้ใดกันเป็นพระยามหาสงคราม ที่แท้ก็พ่อเสมานี่เอง พ่อนี่ช่างเก่งกล้านัก อายุไม่เท่าใดก็ได้เป็นถึงพระยาแล้ว”
“เพราะพระเมตตาขององค์พระพุทธเจ้าอยู่หัวดอกขอรับแม่นาย ลำพังตัวข้าพระเจ้าคงไม่มีวาสนาถึงเช่นนี้ดอกขอรับ”
ดวงแขยิ้มแย้มภูมิใจในตัวเสมาสุดๆ
“อย่าถ่อมตัวเลยเจ้าค่ะท่านเจ้าคุณ ผู้ใดก็รู้ว่า ดาบสองมือของท่านเจ้าคุณถือเป็นเอกในอโยธยา แลมีความชอบในราชการสงครามมากนัก เมื่อได้ยศถึงพระยาก็ควรยิ่งแล้ว”
เสมายิ้มรับ ไม่พูดอะไร
“แล้วที่ท่านเจ้าคุณมาหาฉันวันนี้ มิทราบมีกิจกระไรหรือ” อำพันถาม
“ข้าพระเจ้าตั้งใจจะมากราบเรียนแม่นายเรื่องแม่หญิงดวงแขขอรับ”
อำพันและดวงแขหันมาสบตากันด้วยความแปลกใจ
“แม่ดวงแขมีกระไรรึ” อำพันถาม
“อันที่จริง ข้าพระเจ้าไม่เคยพูดเรื่องเช่นนี้มาก่อน ไม่ใคร่ถนัดนักจึงขอกราบเรียนแม่นายโดยไม่อ้อมค้อม ข้าพระเจ้าตั้งใจมาพูดเรื่องสู่ขอแม่หญิงดวงแขขอรับ”
ดวงแขดีใจสุดๆนึกว่าเสมาจะมาสู่ขอ แววตาเต็มไปด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด ฝ่ายอำพันก็คิดเช่นเดียวกันยิ่งตอนนี้เสมาเป็นพระยาแล้วก็ยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่
“เรื่องนี้ฉันไม่ขัดข้องกระไรดอก ท่านเจ้าคุณก็หาฤกษ์ยามแลทำตามธรรมเนียมเถิด คนของฉันก็คงไม่ได้รังเกียจกระไรท่านเจ้าคุณอยู่แล้ว”
ดวงแขเขินอายที่โดนแม่แซว เสมตกใจเล็กน้อยแล้วว่า
“มิได้ขอรับ ข้าพระเจ้าไม่ได้สู่ขอแม่หญิงดวงแขให้ตนเอง”
ดวงแขชะงักยิ้มค้างไปทันที
“แต่เป็นผู้ใหญ่มาสู่ขอแม่หญิง ให้หลวงนเรนทร์ภักดีต่างหากขอรับ”
ดวงแขทั้งตกใจ ทั้งผิดหวังและเสียใจยิ่งกว่าโดนตบหน้าซ้ำๆซะอีก
หลวงนเรนทร์ภักดีส่งยิ้มไปให้ดวงแข ดวงแขกำหมัดจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อด้วยความแค้นใจสุดขีด ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินหนีเข้าข้างในไปทันที
“แม่หญิงดวงแข แม่หญิง” หลวงนเรนทร์ภักดีร้องเรียกแล้วรีบเดินตามไปทันที
อำพันตั้งตัวไม่ทัน ไม่รู้จะทำไงดี ได้แต่อึกๆอักๆ งงไปหมด เสมามองตามดวงแขไปด้วยสีหน้าเครียดขรึม รู้ดีว่าดวงแขคงโกรธมากทีเดียว


ดวงแขเดินลิ่วมาด้วยความโกรธโดยมีหลวงนเรนทร์ภักดีเดินตามหลังมาแล้วคว้าข้อมือดวงแขไว้
“ช้าก่อนแม่หญิง แม่หญิงโกรธเคืองกระไรฉันหรือ”
ดวงแขสะบัดมือออกทันที
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”
หลวงนเรนทร์ภักดีแปลกใจ
“นี่ฉันทำกระไรผิดหรือ แม่หญิงถึงโกรธเกรี้ยวเพียงนี้”
“ไม่ผิดดอก แต่ฉันรังเกียจเดียดฉันท์คุณหลวง ได้ยินหรือไม่ว่ารังเกียจนัก แล้วอย่าได้คิดมาสู่ขอฉันอีก เพราะฉันจักไม่มีวันออกเรือนกับคนเช่นคุณหลวงเป็นอันขาด”
หลวงนเรนทร์ภักดีอึ้งไปจนพูดไม่ออก ไม่เข้าใจว่าทำไมดวงแขเกลียดรุนแรงขนาดนี้ ทั้งงุนงง ทั้งผิดหวังเสียใจประดังเข้ามาเต็มไปหมด
ขณะนั้นเอง ดวงแขก็เหลือบไปเห็นเสมา ดวงแขมองเสมาด้วยสายตาแข็งกร้าว ทั้งโกรธแค้น
ทั้งเสียใจ ทั้งตัดพ้อ
“คุณหลวง ออกไปรอฉันก่อนเถิด ฉันขอพูดคุยกับแม่หญิงดวงแขสักครู่”
“ขอรับ”
หลวงนเรนทร์ภักดีรับคำแล้วเดินเลี่ยงกลับออกไป เสมาเดินเข้ามาหาดวงแข
“แม่หญิง”
ดวงแน้ำตาคลอเบ้าต่อว่าทันที
“ฉันคงเลวเหลือในสายตาเสมาถึงได้ยัดเยียดฉันให้ชายอื่นเช่นนี้”
“หามิได้เลย แม่หญิงยังคงเป็นดอกฟ้าในใจข้าพระเจ้าเสมอมา แต่ข้าพระเจ้าเห็นหลวงนเรนทร์เป็นคนดีคู่ควรด้วยแม่หญิงทุกประการ จึงอยากให้แม่หญิงได้คู่ที่ดีเช่นนี้”
“น่าฟังนัก ช่างพูดเรื่องร้ายกาจได้น่าฟังยิ่ง หากฉันเป็นดอกฟ้าจริง เสมาจักทิ้งขว้างฉันแลผลักให้ชายอื่นกระนั้นหรือ” ดวงแขพูดน้ำตาคลอ
เสมาถอนหายใจแล้วหน้าขรึมลง
“นับแต่แม่หญิงเผยความนัยให้ข้าพระเจ้าได้รู้ มิใช่ข้าพระเจ้าจักไม่เคยคิดเปลี่ยนใจมาหาแม่หญิง แต่มิว่าจักผ่านไปนานเท่าใด ข้าพระเจ้าก็มีแต่ความนับถือแลสำนึกในน้ำใจบุญคุณเท่านั้น หามีความคิดชู้สาวแต่แม่ไม่ ข้าพระเจ้าไม่อยากให้แม่หญิงต้องรอไปเปล่า แลอยากให้ได้คู่ครองที่ดีคอยปกป้อง จึงกระทำเช่นนี้”
ดวงแขน้ำตาคลอ ขบกรามแน่นด้วยความแค้นใจ
“เพราะแม่เรไรดอกกระมัง เสมารักฝังใจแต่แม่เรไรเท่านั้น จึงไม่เห็นฉันอยู่ในสายตา”
เสมาอึ้งไปครู่นึง ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ ดวงแขช้ำใจถึงที่สุดเดินปรี่ไปเข้าห้องแล้วปิดประตูลงโดยไม่พูดอะไรอีก เสมาได้แต่มองตามด้วยความเสียใจ


บรรยากาศในตลาดตอนบ่าย มีผู้คนไม่มากนัก ขันนอนเมาอยู่ในร้านเหล้า ผิดหวังเสียใจที่ถูกถอนหมั้นจากเรไร ขณะนั้นเองก็มีน้ำสาดเข้ามาเต็มๆหน้าขัน จนขันสะดุ้งตกใจตื่น
“ผู้ใดวะ”
ขันมองไปเห็นพุฒเป็นคนถือถังน้ำสาดใส่
“ท่านเป็นบ้าหรือหลวงวิเศษถึงมาสาดน้ำใส่ฉัน”
พุฒตะคอกสวนทันที
“ท่านต่างหากที่บ้า ไฟลามมาถึงตัวแล้วยังไม่สำนึกอีก”
“ไฟกระไร”
“เจ้าพระยาจักรีนายเราออกจากราชการเพื่อรับผิดครากบฏมอญแล้ว บัดนี้เราไม่มีสังกัดสิ้นศักดินาไว้เก็บกินยังไม่รู้ตัวอีกรึ”
ขันตกใจสุดๆ ไม่คิดว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดขนาดนี้


ตอนหัวค่ำ สินตบเข่าฉาดหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ ขณะกำลังล้อมวงกินเหล้ากับพวกทหารลูกน้องอยู่ในสวน
“สาแก่ใจข้านัก อ้ายขันอ้ายพุฒเที่ยวกลั่นแกล้งพวกข้ามานานปี ในที่สุดกรรมก็ตามสนองพวกมันจนไร้ซึ่งศักดินา” สินพูดด้วยอาหารเมามายแล้วหัวเราะลั่น
“ฉันดีใจกับพี่จริงๆ จ้ะพี่ขุน ต่อแต่นี้ พี่ก็ไม่ต้องกลัวผู้ใดมากลั่นแกล้งอีกแล้ว” คนในวงเหล้าคนหนึ่งพูดขึ้น
“เอ็งพูดถูกแต่ถูกกึ่งเดียว ข้าไม่มีศัตรูมาให้รำคาญใจจริง แต่ข้าหาเคยกลัวพวกมันไม่ คนอย่างขุนแกล้วกลางณรงค์ไม่เคยกลัวผู้ใดดอกโว้ย”
ขาดคำ เอื้อยแตงก็โยนสากอันหนึ่งก็ลอยปลิวลงมาตกที่กลางวงเหล้าจนวงแตกกระเจิงกันไปหมด
“เอ็งจักเมาไปถึงเมื่อใดอ้ายสิน มืดค่ำแล้วเหตุใดยังไม่กลับขึ้นเรือน”
“พิโธ่แม่เอื้อยแตงที่นี่เป็นเรือนเรา ฉันไม่ได้ไปเมาที่อื่น แม่เอื้อยมาตามเช่นนี้ ฉันเสียหน้านักรู้หรือไม่”
“เสียหน้ารึ ถ้ากระนั้นก็อย่าเก็บหน้าเอ็งไว้อีกเลย”
ขาดคำเอื้อยแตงก็หยิบไหเหล้าฟาดใส่หัวสินเต็มๆ จนสินสลบเหมือดคาที่เลือดไหลโกรกท่ามกลางความตกใจของพวกทหารที่สร่างเมากันเป็นปลิดทิ้ง
เอื้อยแตงตาเขียวปั้ดมองพวกทหารที่รีบยกมือไหว้กันเป็นแถวด้วยกลัวเอื้อยแตงจับใจ


เช้าวันรุ่งขึ้น สมบุญหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งที่เห็นสินโดนเอื้อยแตงตีหัวจนหัวแตกต้องใช้ผ้าพันหัวไว้ สมบุญหัวเราะไม่หยุดจนสินโมโห
“อ้ายสมบุญ เอ็งชักดาบของเอ็งออกมา ... โอ้ย หัวเราะเยาะกันเช่นนี้ อย่าเป็นเพื่อนกันอีกเลยวะ...โอ้ย”
“แล้วเอ็งจะไม่ให้ข้าหัวเราะได้กระไรวะ ข้าเคยบอกเอ็งแล้วว่าแม่เอื้อยแตงนั้นดุนัก เอ็งก็หาฟังไม่ ครานี้คงเชื่อข้าแล้วกระมัง”
“ถึงดุอย่างไร ข้าก็รักของข้าโว้ย เอ็งไม่ต้องมาซ้ำเติมข้า..โอ้ย”
“เห็นเช่นนี้แล้ว ข้ารักแม่จำเรียงขึ้นอีกโข แม่จำเรียงทั้งอ่อนหวาน ทั้งเรียบร้อย ไม่มีทางทำกับข้าเช่นนี้ดอก”
ขณะนั้นเอง จำเรียงก็เดินยิ้มแย้มมาหาสมบุญ โดยถือตะกร้าใส่อาหารกับกระบอกน้ำมาด้วย
“พี่ขุนจง”
สมบุญดีใจ หันไปพูดกับสินแบบเย้ยๆ
“เป็นกระไรเล่า”
สินเบะปากด้วยความหมั่นไส้
จำเรียงยื่นตะกร้าให้สมบุญ
“ฉันเอาข้าวปลาแลน้ำมาให้จ้ะ”
“ขอบน้ำใจแม่จำเรียงนัก แต่เรื่องเพียงนี้ใช้บ่าวไพร่มาก็ได้ ฉันเกรงแม่จำเรียงจักลำบาก”
“ไม่เป็นกระไรดอกจ้ะ ฉันต้องมารับเบี้ยหวัดของพี่ขุนอยู่แล้ว”
สมบุญตกใจมาก
“ว่ากระไรนะ แม่จำเรียงมารับเบี้ยหวัดแทนฉันหรือ แล้วฉันจักใช้กระไรเล่า”
“พี่ขุนจักใช้เบี้ยไปทำกระไร ข้าวปลาก็มีให้กินแล้ว เบี้ยหวัดแลค่าเช่าที่ดินก็เก็บไว้ที่ฉันเถิด ฉันจะดูแลให้งอกเงยขึ้นเอง”
สมบุญอึ้งไป ถึงจะคนละแบบแต่ก็โดนหนักไม่แพ้สินเลย สินหัวเราะเยาะสมน้ำหน้าเสียงดังลั่น สมบุญไล่เตะสินไป จำเรียงได้แต่มองตามงงๆ


เสมาขำๆ ในขณะที่สินและสมบุญหมดอาลัยตายอยาก
“พี่จักหัวเราะทำกระไร พวกฉันมาขอให้พี่ช่วย หาใช่ให้พี่มาหัวเราะเยาะซ้ำไม่” สมบุญว่า
“ ข้าช่วยพวกเอ็งไม่ได้ดอก หรือไม่เคยฟังที่โบราณว่า แม้ชำนะศึกอื่นหมื่นแสน ก็อย่าได้คิดรบกับแม่เรือนเป็นอันขาด”
“แล้วจักทำเช่นใดดี นี่เราไปศึกเสี่ยงตาย ได้ลาภยศมาเพื่อให้เมียข่มเหงเอาอีกกระนั้นหรือ” สินว่า
“ถ้าเช่นนั้นพวกเอ็งก็เลิกกับเมียเป็นไร จักได้สบายเสียที”
“ไม่” สินกับสมบุญพูดขึ้นพร้อมกัน
“เป็นตายเยี่ยงไร ฉันก็ไม่เลิกกับแม่เอื้อยแตงเป็นอันขาด”
“ฉันยอมยกทรัพย์สมบัติให้แม่จำเรียงจนสิ้น ก็ไม่ยอมพรากจากแม่จำเรียงดอก พี่เสมาไม่เคยออกเรือน หารู้ถึงความสุขในการครองเรือนไม่”
คำพูดของสมบุญกระทบใจเสมาเข้าเต็มๆ หรือชาตินี้ ชีวิตเสมาจะหมดหวังในตัวเรไรแล้วจริงๆ เสมาซึมสนิท สินเขกกบาลสมบุญเต็มแรง พร้อมส่งสายตาด่าที่ปากเสีย เสมาได้แต่ทอดถอนใจออกมาด้วยความรู้สึกท้อใจในโชคชะตา
เมื่อเวลาบ่าย เรไรนั่งพับเพียบร้อยมาลัยดอกจำปีอยู่ โดยมีพิณคอยช่วยอยู่ใกล้ๆ ขณะที่พิณร้อยมาลัยอยู่ก็อดพูดไม่ได้
“แม่หญิงเจ้าคะ”
“ไม่ต้องพูดดอกพิณ” เรไรพูดตัดบททันที
“แม่หญิงรู้หรือเจ้าคะ ว่าบ่าวจะพูดกระไร”
“รู้ แต่ฉันไม่อยากฟัง”
พิณอดไม่ได้ทนไม่ไหว
“ฟังหน่อยเถิดเจ้าค่ะ บ่าวอยากรู้เหลือ ในเมื่อแม่หญิงถอนหมั้นกับหลวงณรงค์แล้วก็น่าจักไม่มีกระไรมาขวางแม่หญิงกับออกญามหาสงครามได้อีกไม่ใช่หรือเจ้าคะ แล้วเหตุใด”
เรไรหน้าบึ้งตึงแล้วพูดสวนขึ้น
“พูดมากเสียจริงพิณ ที่แท้ฉันหรือเจ้าผู้ใดเป็นนายเป็นบ่าวกันแน่”
พิณหน้าสลดไป
“ขอขมาเถิดเจ้าค่ะ”
เรไรถอนหายใจแล้วบอก
“พ่อท่านรังเกียจเสมานักด้วยเกิดในตระกูลต่ำ แลฉันเองก็ไม่อยากขัดใจพ่อแม่ท่านอีกแล้ว ที่แล้วมา ฉันทำให้พ่อแม่ท่านทุกข์ใจมามาก จึงไม่อยากกระทำอีก”
“แม่หญิงจึงเลือกที่จักทุกข์ใจแทนน่ะหรือเจ้าคะ”
เรไรสีหน้าเศร้าลงแต่ก็ไม่ยอมพูดอะไรอีก นั่งร้อยมาลัยไปทั้งน้ำตาคลอ
พระยาศรีพิชัยสงครามยืนแอบฟังอยู่เมื่อได้ยินเรื่องทั้งหมดจากปากเรไรก็รู้สึกไม่สบายใจที่ทำให้ลูกทุกข์ใจเพราะทิฐิของตนเอง


พระยาศรีพิชัยสงครามเดินหน้าเครียดมาที่ศาลาท่าน้ำด้วยความหนักใจ รู้ทั้งรู้ว่าเรไรทุกข์ใจ แล้วเสมาก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นมากกว่าแต่ก่อน แต่พอนึกถึงชาติกำเนิดของเสมาขึ้นมาทีไรก็รู้สึกรับไม่ได้ และไม่อยากกลืนน้ำลายตัวเอง
ขณะนั้นเอง รามเดชะก็เหลือบเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งยืนอยู่ในศาลา ในขณะที่ลูกศิษย์กำลังวิดน้ำออกจากเรือที่รั่วอยู่ พระยาศรีพิชัยสงครามไม่เคยเจอและรู้จักพระภิกษุรูปนั้นมาก่อนจึงเดินเดินเข้าไปหา และภิกษุรูปนั้นคือ พระครูขุนของเสมานั่นเอง
พระยาศรีพิชัยสงครามพนมมือ
“พระคุณเจ้าขอรับ เกิดกระไรขึ้นขอรับ”
“เรือของอาตมารั่วจึงต้องขออาศัยศาลาของโยมสักครู่”
“ไม่เป็นกระไรดอกขอรับพระคุณเจ้า พระคุณเจ้าจักอยู่นานเท่าใดก็ได้ขอรับ”
พระยาศรีพิชัยสงครามหันไปมองที่เรือ
“แต่ดูทีเรือของพระคุณเจ้าต้องซ่อมอีกนาน ถ้าอย่างไร ให้ข้าพระเจ้าไปส่งพระคุณเจ้าก่อนดีหรือไม่ขอรับ เรือซ่อมเสร็จเมื่อใดจึงค่อยพายกลับไป”
พระครูขุนคิดอยู่ครู่นึงแล้วบอก
“ขอบน้ำใจโยมนัก อาตมาจำวัดอยู่ที่วัดพุทไธสวรรย์คงต้องรบกวนโยมแล้วหล่ะ”
พระยาศรีพิชัยสงครามรู้สึกแปลกใจที่บังเอิญมาเจอพระที่วัดพุทไธสวรรย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสมาขึ้นมา


ท่ามกลางบรรยากาศกลางคลอง ทาสชายกำลังพายเรือให้พระครูขุนกับพระยาศรีพิชัยสงครามนั่ง
“ที่แท้พระคุณเจ้าคือท่านพระครูขุนนี่เอง ข้าพระเจ้าได้ยินชื่อเสียงเลื่องลือของพระคุณเจ้ามานาน ทั้งเพลงอาวุธแลวิทยาอาคม เพิ่งจักด้เห็นตัวจริงก็วันนี้เอง”
พระครูขุนยิ้มเล็กน้อย
“ล้วนแต่คำลือทั้งสิ้น เชื่อถือไม่ได้ดอกโยม อาตมาไม่ได้มีคุณวิเศษขนาดนั้นดอก”
“คนจริงมักไม่โอ้อวดกระมังขอรับ”
“โยมเจ้าคุณกระเซ้าอาตมาเล่นเช่นนี้ก็ดีแล้ว จักได้คลายทุกข์ในใจลงไปเสียบ้าง”
พระยาศรีพิชัยสงครามตกใจ
“พระคุณเจ้ารู้ได้อย่างไรขอรับว่า ข้าพระเจ้ามีความทุกข์ใจอยู่”
“ก็สีหน้าแลแววตาของโยมกระไรเล่า โยมเพิ่งกลับจากศึก ได้ความดีความชอบเป็นถึงพระยา ควรจักมีสีหน้าเบิกบานแจ่มใส แต่คราแรกที่โยมเข้ามาหาอาตมา แววตากลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมองนัก อาตมาพูดถูกหรือไม่เล่า”
พระยาศรีพิชัยสงครามหน้าเครียดขรึมไป เพราะพระครูขุนก็พูดถูกทั้งหมด พระครูขุนยิ้มบางๆ เหมือนหยั่งรู้เหตุการณ์ได้ถูกต้อง


พระยาศรีพิชัยสงครามเดินคุยและมาส่งพระครูขุนถึงบริเวณวัดพุทไธสวรรย์
“อ้ายเสมาเป็นศิษย์เอกของอาตมา พูดกระไรมากไปก็เหมือนเข้าข้างมัน แต่อาตมาอยากรู้สักข้อว่าที่โยมรังเกียจเดียดฉันท์อ้ายเสมาเป็นเพราะชาติกำเนิดของมันกระนั้นหรือ”
พระยาศรีพิชัยสงครามหน้าเครียดแล้วบอก
“ขอรับ อ้ายเสมาเป็นไพร่ต่ำสกุล แลเคยอยู่ในเรือนของข้าพระเจ้าเสมือนหนึ่งข้ารับใช้ แล้ววันหนึ่งจักให้รับเป็นเขย ข้าพระเจ้าก็อายเหลือ ผู้คนคงติฉินนินทา ว่าข้าพระเจ้าเห็นแก่ยศศักดิ์ของอ้ายเสมามากกว่าศักดิ์ตระกูลของตนขอรับ”
พระครูขุนพยักหน้ารับแล้วบอก
“ตระกูลของโยมเป็นทหารมาหลายชั่วคน แต่คราเสียกรุง น้องชายโยมต้องไปขายเศษเหล็กไม่ใช่หรือ หากผู้อื่นรังเกียจว่าต่ำสกุลบ้าง โยมจะว่ากระไร”
“หาเหมือนกันไม่ขอรับ พ่อแต้มทำเช่นนั้นเพื่อเลี้ยงชีวิต แต่อย่างไรเสียบิดาของข้าพระเจ้ากับพ่อแต้ม ก็เป็นขุนทหารมาก่อน”
“แต่อาตมารู้มาว่า ปู่ของอ้ายเสมาเป็นถึงขุนชำนะพลแสนเช่นกัน แต่คราเสียกรุง เจ้ามั่นต้องตีเหล็กเลี้ยงชีวิต อ้ายเสมาจึงเกิดมาเป็นลูกของช่างตีเหล็ก”
พระยาศรีพิชัยสงครามอึ้งไปเพราะเถียงไม่ออก
“ผิดของอ้ายเสมาคือชาติกำเนิด แล้วมีผู้ใดในแผ่นดินเลือกกำเนิดได้บ้างเล่าโยม หากแต่อ้ายเสมาพากเพียรแลถือกตัญญู จนได้เป็นถึงพระยามหาสงครามเช่นทุกวันนี้มิควรชื่นชมมากกว่าหรือ”
ในใจของพระยาศรีพิชัยสงครามยอมรับว่าพระครูขุนพูดถูก แต่ก็ยังอดตะขิดตะขวงใจอยู่
“แต่หากข้าพระเจ้ายอมยกแม่เรไรให้ ผู้คนจะมิติฉินนินทาว่า หลงยศศักดิ์ของเสมาดอกหรือขอรับ”
พระครูขุนหัวเราะเล็กน้อย
“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ทุกผู้ ยังไม่พ้นคำนินทาไปได้ แล้วโยมเจ้าคุณเป็นผู้ใดกันจึงจักพ้นปากคน แลโยมจักเห็นแก่คำนินทาสำคัญกว่าความสุขของคนที่โยมรักกระนั้นหรือ”
พระยาศรีพิชัยสงครามคิดตามที่พระครูขุนพูด ตาเริ่มสว่างคิดอะไรได้มากขึ้น


เวลาผ่านไป 2-3 เดือน เจ้าพระยามหาเสนาบดี หรือพระราชมนูยืนอ่านพระบรมราชโองการอยู่ที่หน้าเรือนของพระยาศรีพิชัยสงคราม ทุกคนก้มหมอบกราบรอรับพระราชโองการ
“เมื่อได้ทราบความตามที่กราบบังคมทู จึงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนางข้าหลวงเรไร บุตรีพระยาศรีพิชัยสงครามกับคุณหญิงลำภู ให้เป็นศรีเรือนแก่พระยามหาสงคราม แลขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงโปรดดลบันดาลให้มีแต่ความสุขความจำเริญ ครองคู่กันเป็นสุขสืบไป รับพระบรมราชโองการ”
“ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า” เสมาถวายบังคมก้มลงกราบ
ทุกคนก้มลงกราบพร้อมกัน
เสมายื่นมือไปรับพระบรมราชโองการก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ข้าพระเจ้าดีใจนักที่ท่านเจ้าพระยาเมตตาอัญเชิญพระบรมราชโองการมาด้วยตนเองเช่นนี้”
“ฉันจักไม่มาได้อย่างไร ท่านเจ้าคุณศรีพิชัยก็อยู่ในสังกัดฉัน แลตัวท่านเจ้าคุณเองก็เป็นเพื่อนร่วมรบกันมาแต่ก่อน อย่างไรเสียฉันก็ต้องมา” เจ้าพระยามหาเสนาบดีบอก
เจ้าพระยามหาเสนาบดีว่า
“ถ้ากระนั้น ขอเรียนเชิญท่านเจ้าพระยาขึ้นบนเรือนก่อนเถิดขอรับ จักได้พูดคุยกันระหว่างรอฤกษ์ยาม”
เจ้าพระยามหาเสนาบดียิ้มรับแล้วเดินตามพระยาศรีพิชัยสงครามขึ้นเรือนไปพร้อมกับทุกคน

อ่านต่อหน้า ๒
ขุนศึก ตอนที่ ๑๕ ตอนอวสาน (ต่อ)
 

บนเรือนเจ้าพระยามหาเสนาบดี มโหรีปี่พาทย์กำลังบรรเลงเพลงมงคล เสมากับเรไรกำลังต้อนรับแขกเหรื่อที่มางาน โดยมีจำเรียง เอื้อยแตง สิน สมบุญ บัวเผื่อน พิณคอยช่วยงานอยู่
 

ในขณะที่มั่น แต้ม เจ้าพระยามหาเสนาบดี ลำภู เจ้าพระยามหาเสนาบดีกำลังพูดคุยกับแขกเหรื่อผู้หลักผู้ใหญ่ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
แต้มสังเกตเห็นสีหน้ามั่นเคร่งเครียด
“เป็นกระไรหรือพี่มั่น” แต้มถามขึ้น
“มีแต่ผู้บุญหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งสิ้น ฉันไม่เคยเจอกระไรเช่นนี้เลยทำตัวไม่ถูกแล้ว”
“พี่เป็นพ่อของออกญามหาสงครามเชียวนา มัวแต่ตื่นกลัวเช่นนี้ จะใช้ได้กระไร มาๆ ประเดี๋ยวฉันพาไปพูดคุยให้ทั่ว จะได้หายตื่นกลัว”
แต้มจับแขนมั่นแล้วพาไปราวกับเป็นเจ้าของงานซะเอง
เรไรยิ้มแย้มต้อนรับแขกอยู่..ขณะที่เสมามีสีหน้าไม่สบายใจ กวาดสายตามองหารอคอยการมาของใครบางคนอยู่
“เป็นกระไรหรือเจ้าคะท่านเจ้าคุณ” เรไรถามด้วยความแปลกใจ
เสมาหน้าขรึมลงแล้วว่า
“ฉันคิดถึงพ่อหลวงพิมานนัก วันมงคลเช่นนี้ท่านกลับไม่ได้เห็น ฉันไม่สบายใจเลย”
สินมีสีหน้าดีใจรีบเข้ามาหาเสมาทันที
“แม่หญิงศรีเมืองกับหลวงพิมานมงคลมาแล้วจ้ะ”
เสมาและเรไรได้ยินดังนั้นก็ดีใจมากรีบเข้าไปหาทันที พระยาศรีพิชัยสงครามและลำภูก็รีบตามเข้าไป
สมบุญรีบเข้าไปประคองพันอิน
“ฉันช่วยจ้ะ”
“ฉันไหว้จ้ะพ่อหลวงพิมาน ฉันเห็นว่าพ่อได้ไข้หนักไม่คิดว่าจักมางานได้”
“พ่อท่านเพิ่งฟื้นไข้วันนี้เองจ้ะ แต่ท่านอยากมางานมงคลของท่านเจ้าคุณเลยให้ฉันพามา” ศรีเมืองบอก
พันอินยิ้มบางๆแล้วบอก
“นี่ถ้าผิดจากเสมาพ่อก็คงไม่มาดอก แต่เมื่อเป็นงานมงคลของเจ้า ไม่ว่าอย่างไรพ่อก็ต้องมาให้จงได้”
เสมาและเรไรคุกเข่าก้มลงกราบเท้า
“เป็นพระคุณนักเจ้าค่ะ เพียงแค่เมตตาจากท่านพ่อหลวงพิมานก็เป็นมงคลยิ่งกว่าสิ่งใดแล้ว”
เสมาซาบซึ้งใจสุดๆ
“บุญคุณของพ่อหลวงพิมานนี้สุดใจอ้ายเสมาแล้ว ดูหรือได้อุปการะอุ้มชูมาจนได้ดีเพียงนี้ก็เพราะพ่อท่าน อ้ายเสมาจะรำลึกคุณไปจนวันตายไม่ลืมเลย”
พันอินยิ้มบางๆด้วยความสุขใจลูบหัวเสมาและเรไรด้วยความเอ็นดู
“คุณหลวงยังไม่ใคร่แข็งแรง เชิญนั่งด้านในก่อนเถิดจ้ะ” ลำภูว่า
“ขอบน้ำใจนักแม่ลำภู”
เสมาและเรไรรีบลุกขึ้นช่วยประคองพันอิน โดยคนอื่นๆต่างห้อมล้อมพาพันอินเข้าข้างใน ศรีเมืองยืนมองเสมาและเรไรที่ช่วยกันประคองพันอินด้วยสายตาเศร้าสร้อย ถึงจะศรีเมืองจะทำใจมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังอดเสียใจไม่ได้อยู่ดี

ขัน และดวงแขสีหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร ทั้งคู่ต่างเจ็บช้ำกับ
การแต่งงานของเสมาและเรไรในวันนี้เป็นที่สุด อำพันยืนดูลูกทั้งสองคนด้วยความเศร้าใจ
“ถึงขั้นนี้แล้ว พ่อขันแลแม่ดวงแขจักไม่ไปงานแต่งงานของพระยามหาสงครามกับแม่เรไรจริงรึ” อำพันพูดด้วยความไม่สบายใจ
ดวงแขขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น
“แม่ท่านจักให้ลูกไปเพื่อถูกเย้ยหยันกลับมาหรือเจ้าคะ ให้ลูกไปตายเสียยังจักง่ายดายกว่า”
“ที่ลูกต้องเป็นเช่นนี้ เพราะชายหญิงสองคนนั้นเป็นเหตุ หากอ้ายเสมาไม่คิดแข่งกับลูก ลูกคงไม่ก่อเรื่องมากมายจนผิดใจกับท่านอาดอก ยามที่ลูกตกต่ำในเพลานี้ท่านอาก็คงช่วยลูกได้ ไม่ต้องทนเป็นทหารไร้สังกัดอยู่เช่นนี้”
สีหน้าของขันและดวงแขเต็มไปด้วยอารมณ์เจ็บแค้นชิงชัง อำพันน้ำตาคลอเบ้าพลางคิดว่า ถึงขั้นนี้แล้ว ลูกทั้งสองคนก็ยังไม่สำนึกเอาแต่โทษคนอื่น อำพันได้แต่เดินส่ายหน้าเลี่ยงไปเงียบๆ


บนเรือนของพระยาศรีพิชัยสงคราม เรไรเปลี่ยนชุดใหม่เพื่อมาเข้าพิธีในชุดไทยเต็มยศ สวยงามไร้ที่ติ เรไรค่อยๆเดินออกมาพร้อมกับจำเรียงและพิณ ทุกคนหันไปมองเรไรเป็นตาเดียว โดยเฉพาะเสมาถึงกับตะลึงตาค้างในความสวย มั่นยิ้มบางๆแล้วบอก
“ช่างมีวาสนานักเสมาเอ๋ย ไป ไปรับแม่หญิงจะได้เริ่มพิธีกัน”
เสมาหายตะลึงเดินยิ้มกริ่มเข้าไปหาเรไร ทั้งคู่มองตากันด้วยความหมายที่ลึกซึ้งแทนคำพูดมากมายที่อยากจะกล่าวต่อกัน
เสียงฆ้องย่ำเป็นจังหวะสัญญาณช้าๆ พราหมณ์หลวงเป่าสังข์เพื่อความเป็นสิริมงคลเพื่อแสดงว่าได้
ฤกษ์ยามงามดีแล้ว พอสิ้นเสียงสังข์ วงมโหรีปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงมงคล เจ้าพระยามหาเสนาบดีเดินนำพระยาศรีพิชัยสงคราม ลำภู มั่น แต้ม และแขกเหรื่อต่างๆมาที่หอนั่ง
ภายในหอนั่ง เสมาและเรไรนั่งพับเพียบพนมมือ หมอบเรียงเคียงกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยมีสิน สมบุญ จำเรียง เอื้อยแตง ศรีเมือง บัวเผื่อน และเหล่าเพื่อนบ่าวสาวห้อมล้อมอยู่ใกล้ๆ
เจ้าพระยามหาเสนาบดีพนมมือให้พร
“ขอออกญามหาสงครามเพื่อนทหารเรา จงจำเริญสถาพรยิ่งๆขึ้นไปด้วยลาภยศ แลจงครองคู่กันเป็นสุขสืบไปเถิด”
เสมารับไหว้
“พระคุณล้นหัวใจแล้วขอรับ ท่านเจ้าพระยา”
เจ้าพระยายิ้มรับก่อนจะเดินเลี่ยงไป พระยาศรีพิชัยสงครามและลำภูเดินเข้ามาให้พรเป็นคู่ต่อไป
พระยาศรีพิชัยสงครามยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข
“ขอให้ลูกทั้งสอง จงมีแต่ความสุขความจำเริญ เภทภัยใดก็อย่าได้กล้ำกราย ผู้ใดปองร้ายก็ขอให้พ่ายแพ้ไปสิ้น”
“จงครองคู่จวบจนแก่เฒ่า มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองนะลูกนะ” ลำภูว่า
พระยาศรีพิชัยสงครามพูดกับเสมา
“ฝากแม่เรไรด้วยเถิด ออกญามหาสงคราม”
“พระคุณวางใจเถิดขอรับ แม่หญิงสำคัญกว่าชีวิตของข้าพระเจ้ามานานหนักหนาแล้ว”
เรไรมองเสมาด้วยตาซาบซึ้ง น้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้มใจ พระยาศรีพิชัยสงครามเอามือลูบหัวทั้งคู่ด้วยความเมตตา ก่อนจะพาลำภูเดินเลี่ยงไป
มั่นประคองพันอินที่มีท่าทางอ่อนแรง แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความสุขใจเข้ามาอวยพรคู่บ่าวสาว
เรไรซึ้งใจสุดๆแล้วพูดขึ้น
“ลูกซาบซึ้งพระคุณพ่อท่านนัก พรึ่งนี้เย็น ลูกกับท่านเจ้าคุณจะไปกราบเท้าพ่อท่านถึงเรือนนะเจ้าคะ”
“เรือนพ่อก็เป็นดั่งเรือนของลูกทั้งสองเช่นกัน ลูกจะมาเมื่อใดก็ตามแต่ใจเถิด” พันอินว่า
“พ่อท่านก็ได้ไข้อยู่ ยังอุตส่าห์มาให้พรแก่เสมา”
“พ่อเต็มใจนัก มหาสงครามลูกพ่อ แม้จักป่วยหนักยิ่งกว่านี้ ถึงต้องใส่แคร่หามมาเพียงเห็นหน้าลูกแล้ว พ่อก็ยอม” พันอินพนมมือให้พร
“ขอให้ลูกทั้งสอง จงอยู่เย็นเป็นสุข มิว่าคิดสิ่งใดก็ขอให้สมดังปรารถนา”
เสมาและเรไรนั่งพนมมือรับพรจากพันอินด้วยสีหน้ามีความสุข

พระครูขุนและพระสงฆ์กำลังสวดให้ศีลให้พรคู่บ่าวสาว โดยมีบาตรน้ำมนต์วางอยู่ตรงหน้า
เสมา และเรไรสวมมงคลแฝดหมอบกราบอยู่ที่พื้น พระสงฆ์สวดมนต์เสร็จ ทุกคนก็ไหว้จบหัวรับพร
สมบุญยิ้มแย้มสนุกสนานบอกหมู่มวลเพื่อนบ่าวสาวให้เตรียมตัว
“หลวงพ่อท่านจะซัดน้ำแล้ว”
มั่นช่วยยกบาตรน้ำมนต์ ให้พระครูขุน พระครูขุนเดินมาซัดน้ำมนต์จากบาตรให้พรคู่บ่าวสาว
สิน สมบุญ และเหล่าเพื่อนเจ้าบ่าวก็ขยับตัวเบียดเสมา ส่วนจำเรียง เอื้อยแตง ศรีเมือง บัวเผื่อน และเพื่อนเจ้าสาวอื่นๆก็ขยับตัวเบียดเรไร จนเสมาและเรไรถูกเบียดมาแนบชิดกันอยู่ตรงกลาง พระครูขุนใช้น้ำมนต์ในบาตรพรมใส่เพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างต่อเนื่อง
เพื่อนเจ้าบ่าว-เจ้าสาวเบียดกันไปดันกลับกันมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริง แขกผู้ใหญ่ก็มองดูยิ้มแย้มมีความสุข เสมาและเรไร เนื้อตัวเปียกปอนเบียดจนชิดแนบเนื้อยืนเหล่มองกันด้วยสีหน้าเขินอาย แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข


ยามค่ำในเรือนหอที่บ้านฝ่ายหญิง เรไรกำลังยืนเปิดหน้าต่างชมพระจันทร์อยู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มปลาบปลื้มใจอย่างมีความสุข เสมาเดินเข้ามาโอบกอดและจับมือเรไรไว้แล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม
“ทำกระไรอยู่หรือแม่หญิง”
เรไรเขินอายแล้วบอก
“ดูจันทร์อยู่เจ้าค่ะท่านเจ้าคุณ ดูซีเจ้าคะ คืนนี้จันทร์ช่างสุกสกาวสวยงามนัก”
“สวยงามเพียงใด ก็สู้แม่หญิงเรไรของข้าพระเจ้าไม่ได้ดอก “
เสมาจะหอมแก้ม เรไรเอียงหน้าหลบ แล้วเดินเลี่ยงออกมาด้วยความเขินอาย
“ท่านเจ้าคุณก็พูดเกินเลยไป หากผู้ใดมาได้ยินเข้าคงน่าอายนัก”
“ต่อหน้าผู้อื่น แม่หญิงจักเรียกฉันว่าท่านเจ้าคุณก็หาเป็นกระไรไม่ แต่ยามอยู่กันสองต่อสอง ฉันขอเถิด แม่หญิงโปรดเรียกเสมาดังเก่า เพราะข้าพระเจ้าคือเสมา ช่างตีเหล็กผู้ใฝ่รักแม่หญิงเรไรผู้สูงศักดิ์ ไม่เคยแปรเปลี่ยน”
“แต่เพลานี้ ท่านจ้าคุณหาใช่ช่างตีเหล็กแล้วนะเจ้าคะ แต่เป็นพระยามหาสงครามต่างหาก” เรไรพูดพลางยิ้มอย่างปลื้มใจ
“ยศศักดิ์ของข้าพระเจ้านี้มีไว้เพื่อแม่หญิงเท่านั้น แต่ใจของข้าพระเจ้ามิเคยปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าหัวใจรักของแม่หญิงเลย”
“คำพูดนี้เสมาพูดกับฉันไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ยังจำได้อีกหรือ”
“ข้าพระเจ้ามีกระไรจะให้แม่หญิงดู”
เสมาจูงมือเรไรที่มีสีหน้าไปนั่งที่เตียงแล้วเดินไปหยิบกล่องใบหนึ่งมาให้ เรไรรับกล่องแล้วเปิดออก ข้างในมีทั้งแหวนที่เรไรให้เสมาตอนไปศึก ดอกจำปีดอกแรกที่ให้เสมา ซึ่งตอนนี้เหี่ยวแห้งจนแทบดูไม่ออกว่าเคยเป็นดอกจำปีมาก่อน แล้วยังมีอีกหลายอย่างเต็มไปหมด ซึ่งแต่ละอย่างล้วนเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เสมาเก็บเอาไว้อย่างดี
“แม่หญิงเห็นแล้ว คงจำได้กระมังว่า ของแต่ละชิ้นนี้มีที่มาอย่างไรบ้าง”
เรไรปลื้มใจจนน้ำตาคลอ
“เสมาจำได้ แล้วมีหรือที่ฉันจักจำไม่ได้ เสมาเก็บไว้เถิด ของในกล่องนี้มีค่านัก ฉันไม่อยากให้มันหายไป”
เสมายิ้ม รับกล่องมาวางที่หัวเตียงก่อนจะดึงตัวเรไรมานั่งกอดข้างๆ
“สิบกว่าปีแล้ว นับแต่วันที่ข้าพระเจ้าเชิญขอนให้แม่นั่งจนถึงวันนี้ ผ่านลำเค็ญมานักหนาแทบเอาชีวิตไม่รอด ด้วยเฝ้าใฝ่รักกันมายิ่งกว่าหญิงชายคู่ใดทั้งอโยธยา ชีวิตนี้ข้าพระเจ้าให้แผ่นดิน แต่หัวใจรักนี้เป็นของแม่หญิงเรไรเท่านั้น”
เรไรซบอกเสมาแล้วกอดแนบแน่นด้วยความรักที่มีให้ไม่ต่างกัน เสมาค่อยๆ พาเรไรนอนลงบนเตียง พร้อมรอยยิ้มเสน่หา เรไรขวยอายไปมา เสมาค่อยๆ ขยับตัวไปดับตะเกียง

สามเดือนต่อมา เสมาวิ่งขึ้นเรือนพันอินมาด้วยสีหน้าตื่นตกใจ ศรีเมืองรีบเข้าไปรับเสมาด้วยน้ำตานองหน้า
“พ่อท่านเป็นกระไรบ้าง” เสมาถาม
ศรีเมืองร้องไห้
“อาการหนักมากแล้วจ้ะ เพลานี้รอพี่เสมาแต่ผู้เดียว”
เสมาเครียดหนักรีบเดินเข้าข้างในไปทันที เสมาเปิดประตูเข้าห้องนอนเห็นพันอินนอนป่วยหนัก ใกล้หมดลมอยู่บนเตียง เสมารีบเข้าไปหาพันอินทันที
“พ่อท่าน”
พันอินดีใจสุดๆที่ได้ยินเสียงเสมา เวลานี้พันอินมองอะไรไม่เห็น ได้แต่ใช้มือควานหาเสมา “เสมามาแล้วหรืออยู่ที่ใด ลูกอยู่ที่ใดกัน”
เสมาจับมือพันอินไว้แล้วเอามาลูบคลำที่ใบหน้า
“อยู่นี่จ้ะ พ่อหลวงพิมาน”
พันอินยิ้มดีใจแล้วบอก
“เสียดายนักที่พ่อไม่เห็นหน้าเจ้า แต่บุญเก่าพอคงพอมีจึงได้หายใจอยู่จนเจ้ามา”
“พ่อท่านเข้มแข็งไว้ขอรับ ข้าพระเจ้าจะหาหมอที่เก่งที่สุดในอโยธยามาช่วยพ่อท่านให้จงได้”
“ไม่ว่าหมอจักเก่งเพียงใดก็เอาชำนะความตายไม่ได้ดอก ฟังพ่อเถิดเสมา พ่อมีเรื่องจะขอร้องเจ้าเป็นคราสุดท้าย”
“พ่อท่านบอกมาเถิด ข้าพระเจ้าจักกระทำตามประสงค์ของพ่อท่านทุกเรื่อง มิมีผัดผ่อนเลย”
พันอินเสียงอ่อนแรงเต็มทน
“พ่อเป็นห่วงศรีเมืองนัก ขอร้องเจ้า จงรับศรีเมืองเป็นเมียรองจากเรไรเถิด”
เสมาตกใจมากกับคำสั่งเสีย
“แต่ข้าพระเจ้าไม่เคยคิดกับศรีเมืองเป็นเช่นอื่น นอกจากน้องเลย แลโดยศักดิ์แล้ว ศรีเมืองมิควรเป็นรองของหญิงใด”
พันอิน หลับตานิ่งอยู่ครู่หนึ
กำลังโหลดความคิดเห็น...