xs
xsm
sm
md
lg

เกิดเป็นหงส์ ตอนที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เกิดเป็นหงส์ ตอนที่ 2

ทิวจอดรถเสร็จแล้วออกมาสงบสติอารมณ์อยู่นอกรถ เขาคิดจะรออยู่ที่นั่น แต่เมื่อมองชุดสูทที่วางอยู่ในรถก็เกิดเปลี่ยนใจ

“ถ้าไม่ใช่คุณอร ฉันไม่ยอมเหยียบบ้านผู้ดีปากจัดนั่นเด็ดขาด” ทิวเดินไปหยิบสูทในถุง
ไม่นานหลังจากนั้นทิวก็เดินเข้ามาภายในงานเลี้ยงชุดสูทที่ทำให้เขาดูหล่อและสง่ามาก แขกในงานถึงกับเหลียวหันไปมอง ด้วยความสงสัยว่าชายผู้สง่างามคนนี้เป็นใคร
ทิวเดินเข้ามา รู้สึกเก้อเขินที่ถูกจับตามอง ทิวตัดสินใจจะกลับไปรอที่ลานจอดรถ เขาหันหลังกลับกระทันหันทำให้ไปชนกับพิไลพรที่ถือโถน้ำพั้นช์ขนาดใหญ่เข้ามาด้านหลัง น้ำพั้นช์สีแดงราดรดใส่เสื้อผ้าเขาเปียกมอมทั้งตัว
“ว้าย!”
ทิวรู้สึกผิด
“ผมขอโทษครับ”
“พรต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ พรผิดเองค่ะ”
“ผมผิดเองครับที่ไม่ระมัดระวังตัว”
พิไลพรมองทิวก็ขำๆที่เขาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษออกรับผิด
“ตกลงค่ะคุณผิด แต่เสื้อคุณเลอะเทอะหมดเลยค่ะ เอาไงดีล่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมกำลังจะกลับพอดี”
“จะกลับได้ไงคะ งานยังไม่เริ่มเลย เอาอย่างนี้นะคะ เดี๋ยวพรหาเสื้อให้คุณเปลี่ยนนะคะ แล้วพรจะเอาตัวนี้ไปซักให้”
“ไม่เป็นไรครับ”
“อย่าทำให้พรต้องถูกตำหนิเลยค่ะ ที่ปล่อยให้แขกของคุณหญิงเปียกมอมอย่างนี้”
“เอ่อ...ผมไม่ใช่...”
พิไลพรไม่ฟัง
“เชิญค่ะ”
พิไลพรลากตัวทิวเข้าไปมุมหนึ่งของวังทันที โดยที่เขาไม่มีทางปฏิเสธ

พิไลพรพาทิวเข้ามาที่มุมหนึ่ง
“คุณ...”
“ทิวครับ”
“คุณทิวรออยู่ตรงนี้นะคะ พรจะไปหาผ้าขนหนูมาซับตัวให้แล้วจะเอาเสื้อมาให้เปลี่ยน...”
แม่แล่มเข้ามาเจอพิไลพร ก็ต่อว่า
“แขกรอเครื่องดื่มนานแล้ว...ลูกมัวทำอะไร แล้วนั่นใคร เกิดอะไรขึ้น”
“ตอบคำถามไหนก่อนดีล่ะแม่...เอางี้...”
พิไลพรผลักแม่แล่มไปทางห้องครัว
“แม่ช่วยทำเครื่องดื่มก่อน พรทำเสื้อคุณเขาเลอะ จะไปเอาเสื้อให้เปลี่ยน”
แม่แล่มเดินออกไป ตะโกนบอกพิไลพร
“เร็วๆนะ คุณหญิงจะลงมาแล้ว”
ทิวได้ยิน ก็รู้ว่าคือมานศรีโสภาคย์ เขาไม่อยากเจอหน้า พิไลพรหันมาบอกทิว
“รอสักครู่นะคะ”
พิไลพรรีบออกไป ทิวยืนรอคิดตัดสินใจ มองไปในวัง ไม่อยากเจอหน้ามานศรีโสภาคย์ ตัดสินใจเดินหนีไป

ทิวเดินมาบริเวณห้องโถง รีบเร่งฝีเท้าเดินออกไป...แต่แล้วเสียงของมานศรีโสภาคย์ก็ดังขึ้น
“ใครน่ะ”
ทิวไม่อยากเจอหน้า รีบเดินหนีไป มานศรีโสภาคย์ยืนอยู่ที่เชิงบันไดด้านบนสั่งเสียงเข้ม
“หยุดนะ!”
หญิงสาวมองชายแปลกหน้าที่ยืนหันหลังอยู่อย่างสงสัย
“ฉันถามว่าใคร”
ทิวตัดสินใจหันกลับไป แล้วเขาก็ต้องตะลึงในความงามของหญิงสาว มานศรีโสภาคย์มองทิวแล้วก็จำได้
“นาย...นายมาทำอะไรที่นี่”
ทิวอึกอัก
“ผม...”
“นายเคยคิดจะยิงฉันเพื่อปล้นรถ นายมาที่นี่เพราะต้องการมาปล้นวัง” มานศรีโสภาคย์ตะโกนเสียงดัง “ช่วยด้วยค่ะ”
ทิวกลัวเรื่องราวจะใหญ่โตจึงวิ่งขึ้นบันไดมาแล้วปิดปากหญิงสาว
“อย่าร้อง...ฉันไม่ใช่โจร”
ทิวปิดปาก มานศรีโสภาคย์ปัดมือออก
“ช่วยหญิงด้วยค่ะ”
ทิวตกใจ เข้ามากอดรัดเต็มตัวแล้วปิดปากจนสนิททำให้ทั้งสองใกล้ชิดกัน มองหน้ากันตกอยู่ในภวังค์ทิวได้สติพูดขอร้อง...
“เธอหยุดร้องได้แล้ว”
หญิงสาวมองทิวด้วยความตกใจที่เขากอดรัดส่งสัญญานให้ปล่อยตัว
“ฉันปล่อยก็ได้ แต่เธอห้ามร้อง”
มานศรีโสภาคย์พยักหน้า
“ห้ามโวยวาย”
มานศรีโสภาคย์พยักหน้า ทิวค่อยๆปล่อยมือออก แต่พอปล่อยมือมานศรีโสภาคย์อ้าปากจะร้องทันทีทิวไหวตัวทันรีบปิดปากอีกครั้ง
“ฉันนึกแล้วเชียว ร้ายอย่างเธอไม่รักษาคำพูดหรอก”
หญิงสาวพยายามดิ้นขอร้องให้ปล่อย ทิวเองก็รู้สึกไม่ดีที่กอดรัดไว้นาน
“ด้วยเกียรติของการเป็นหม่อมราชวงศ์หญิง เธอต้องไม่เอาเรื่องฉัน ตกลงไหม”
มานศรีโสภาคย์พยักหน้ารับ ทิวจำต้องค่อยคลายมือ แล้วปล่อยตัว ชายหนุ่มมองหญิงสาวเห็นว่าสงบลงก็อุ่นใจ แต่แล้วมานศรีโสภาคย์ก็ตบหน้าเขาอย่างแรง
“เธอ!”
“นายไม่ได้สั่งห้ามฉันตบนี่” มานศรีโสภาคย์ตบซ้ำ “นี่เป็นการลงโทษที่นายบังอาจแตะเนื้อต้องตัวฉัน” มานศรีโสภาคย์ตบอีกครั้ง “เตือนสติไม่ให้นายหยามเกียรติฉันอีก”
มานศรีโสภาคย์จะตบอีก แต่ทิวจับมือไว้ มองหน้าไม่รู้จะจัดการยังไง ได้แต่เจ็บใจ แล้วผลักออกเดินลงจากบันได
“นายเป็นใคร...เข้ามาได้ไง”
ทิวเดินลงบันไดไป ไม่ตอบ มานศรีโสภาคย์เดินตามลงมาสามสี่ขั้น
“ฉันถาม นายต้องตอบ”
ทิวหยุดเดินหันไป
“การที่ฉันเข้ามางานเธอได้ เธอคิดว่าฉันเป็นใคร”
“คนขับรถ!”
ทิวสะอึกที่โดนดูถูก
“น้ำหน้าอย่างนายเป็นได้แค่คนขับรถให้เจ้านาย”
ทิวคิดแกล้งยั่ว
“แต่หวังว่าสักวันจะได้เลื่อนฐานะเป็นสามีเธอ”
มานศรีโสภาคย์โกรธ
“นาย!...กล้าดียังไงมาพูดอย่างนี้ เป็นกาก็อยู่ในส่วนกา อย่ามาอาจเอื้อมบินเข้าฝูงหงส์”
“นี่เธอ...ฉันถามจริงเหอะ เธอกับฉันต่างกันตรงไหน”
“นามสกุลของฉันกับนายคงเป็นตัวบอกอะไรได้ ว่าเราต่างกันยังไง”
“มันก็แค่เขียนไม่เหมือนกัน กฤตยากับบรรณา แต่เราเป็นคนเหมือนกัน”
“ไม่เหมือน!”
“ฉันมีสองหูสองตา รึตระกูลสูงศักดิ์มีสี่หูห้าตาเป็นสัตว์ประหลาด”
มานศรีโสภาคย์ไม่พอใจ
“หุบปากไปเลยนะ”
ทิวย้ำ
“ยังไงคนก็เท่ากับคน!”
“แต่คนอย่างนายไม่เท่ากับฉัน...” มานศรีโสภาคย์มองเย้ยที่ทิวยืนอยู่ขั้นบันไดต่ำกว่า “เรามันคนละระดับกัน”
มานศรีโสภาคย์ยิ้มเย้ย ทิวไม่พอใจเดินขึ้นมาเพื่อจะยืนขั้นเดียวกับหญิงสาว แต่มานศรีโสภาคย์กลัวถอยหลังขึ้นไป ทำให้สะดุดพื้นล้มลง ทิวเข้ามาพูดเย้ย
“คนก็คือคน เพียงแต่เธอถอดเสื้อผ้า ถอดมงกุฎ...เธอก็มีแต่ตัวเปลือยเปล่ากับหัวใจที่ไร้ความรักและความเมตตา” ทิวคิดแกล้งมานศรีโสภาคย์ “ฉันอยากรู้นัก ถ้าเธอต้องมาเกลือกกลั้วกับอีกาอย่างฉัน พญาหงส์อย่างเธอจะอกแตกตายไหม”
ทิวดึงตัวมานศรีโสภาคย์ขึ้นมาจะจูบแต่ยั้งไว้ทำให้ทั้งสองมองหน้ากัน
“แต่...ผู้หญิงอย่างเธอไม่ควรคู่กับฉันสักนิด”
ทิวผลักมานศรีโสภาคย์ออก ดูถูกอย่างแรง มานศรีโสภาคย์ไม่พอใจ
“นาย...กลับมาก่อน ฉันบอกให้กลับมา”
ทิวเดินลงบันไดไม่สนใจเสียงร้องโวยวายของหญิงสาว มานศรีโสภาคย์ได้แต่เจ็บใจ

ทิวจะเดินออกจากบริเวณงานอย่างไม่สบอารมณ์ อรอนงค์เดินเข้ามาหา
“ทิว...หาตั้งนาน แล้วเสื้อไปเลอะอะไรมา”
“ผม...จะกลับแล้วครับ”
“อะไรกัน...แค่เสื้อเลอะเอง ฉันแก้ปัญหาได้ มีเสื้อคุณนพดลอยู่ในรถ ไป...ไปกับฉัน”
“คุณอรอนงค์ครับ อย่าเลย”
“ทิว...ฉันเป็นคนชวนเธอมา เพราะอยากให้เธอได้ออกงานสังคมบ้าง มันจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเธอ เชื่อฉัน”
ทิวชะงัก อึ้ง...ยอมรับในเหตุผลของอรอนงค์
“ไปจ๊ะ รีบเปลี่ยนเสื้อ จะได้รีบเข้างาน”
ทิวตามอรอนงค์ไป

พิไลพรเดินถือผ้าขนหนูและเสื้อมองหาทิว
“ไปไหนแล้วล่ะ หรือว่าโกรธ ก็เลยไม่รอ ว้า...”
มานศรีโสภาคย์เข้ามา
“พร...เห็นผู้ชายแปลกหน้า ท่าทางเถื่อนๆ เข้ามาหรือเปล่า”
“เถื่อนๆ ไม่มีนี่คะคุณหญิง...มีแต่...”
มานศรีโสภาคย์ตัดบทอย่างหงุดหงิด
“หายไปซะได้ ใครปล่อยให้เข้ามานะ ต้องให้พี่ชายแจ้งตำรวจ”
“แจ้งตำรวจเหรอคะ คุณหญิง รอพรด้วย”
พิไลพรรีบตามไป

สรัสวดี และคำรณฤทธีกำลังคุยกับแขก หม่อมเจ้าพหล เดินมากับรชนีกร คำรณฤทธีหันไปเห็น
“หม่อมแม่ครับ...ท่านลุงกับหม่อมป้าครับ”
สรัสวดีรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที เพราะทำให้เรื่องจำนองวังถึงหูอมรเทพ สรัสวดีผละจากแขก เข้าไปทำความเคารพ พหลและรชนีกร ด้วยสีหน้าเฉยเมย
“สวัสดีค่ะ”
“เธอดูไม่พอใจฉัน”
“ชายคำรณ...ไปตามน้องมาได้แล้วไป”
“ครับ ชายขอตัวนะครับท่านลุง หม่อมป้า”
คำรณฤทีเดินออกไป สรัสวดีหันมามองพหลและรชนีกร แววตาเอาเรื่อง
“น้องไม่พอใจแน่นอนค่ะ เพราะท่านพี่ทำให้น้องมีปัญหาครอบครัว”
“ปัญหามันเกิดจากความโลภของเธอ ไม่ใช่พี่”
สรัสวดีอึ้ง ไม่พอใจ รัชนีกรตัดบท
“ไหนๆเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว เราอย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลยนะคะ”
“ไม่พูดก็ได้ค่ะ แต่ดิฉันจะไม่ลืม!”
พหลจ้องหน้า
“ฉันก็ไม่ลืมเหมือนกัน ว่าเธอและเมียฉันทำเรื่องเสื่อมเสียให้กับกฤตยา”
รชนีกรหน้าเสียวูบ ในขณะที่สรัสวดีไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด
“กฤตยาคงจะเหลือแต่ชื่อ ถ้ามีแต่คนรักยศรักศักดิ์ แต่ไม่คิดจะช่วยทำอะไร”
“สุดท้ายแล้ว เธอก็ไม่คิดว่าตัวเองมีความผิดอะไรจริงๆสินะ”
สรัสวดีอ้าปากจะเถียงอีกพอดีนพดลเดินมากับเทพ
“สวัสดีครับหม่อม...”
สรัสวดีรีบปั้นหน้าเป็นปกติ หันไปยิ้มแย้ม นพดลกับเทพยกมือไหว้สรัสวดี พหลและรัชนีกร
“สวัสดีครับท่านชาย คุณพี่”
เทพยกมือไหว้ตาม
“สวัสดีครับ”
พหลรับไหว้
“สวัสดี...ฉันขอตัวนะ อยากเจอหลาน”
พหลรีบเดินไป รัชนีกรรีบตามไป หน้าเสียๆ สรัสวดีพยายามคุมอารมณ์ นพดลกับเทพรู้สึกไม่พอใจ สรัสวดีปั้นหน้ายิ้มแย้ม
“สวัสดีค่ะคุณนภดล”
“ผมขอแนะนำ เทพ ธงธรรม น้องชายภรรยาผมครับ เทพ...นี่หม่อมสรัสวดี”
“สวัสดีครับหม่อม”
สรัสดีรับไหว้เห็นเทพที่รูปงามราวเทพบุตร ดูดีมีราศี มองแวบเดียวก็พึงพอใจ

มานศรีโสภาคย์เดินออกมากับพิไลพร คำรณฤทธีเดินเข้ามา
“น้องหญิง...หม่อมแม่ให้หาแล้วนะจ๊ะ”
“พี่ชายคะ แจ้งตำรวจให้หญิงที มีโจรอยู่ในบ้านเรา”
คำรณฤทธีตกใจ
“อะไรนะ!”

อรอนงค์นำทิวที่เปลี่ยนเสื้อแล้วเดินเข้ามา ทิวเห็นมานศรีโสภาคย์เดินมากับคำรณฤทธีและพิไลพร
“คุณอรอนงค์ครับ ผมนึกขึ้นได้ว่า...มีงานจะต้องสั่งไอ้เข้ม ผมขอตัวสักครู่นะครับ”
“จ๊ะ แล้วรีบตามไปนะ”
อรอนงค์เดินเข้างานโดยไม่ติดใจอะไร ทิวรีบหลบไปทางหนึ่ง มานศรีโสภาคย์กับคำรณฤทธีและพิไลพรเดินมาหยุดตรงที่ทิวหลบซ่อนตัวพอดี
“หญิงแน่ใจนะว่าผู้ชายคนนั้นเป็นโจร พี่ดูๆแล้ว ในงานเราไม่เห็นมีใครที่หญิงว่าเลยนะ”
“โจรที่ไหนมันจะอยู่ให้จับตัวล่ะคะ”
“ป่านนี้ มันคงหนีไปแล้วล่ะค่ะคุณหญิง” พิไลพรบอก
ทิวที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆไม่พอใจ
“พี่ชายแจ้งตำรวจให้หญิงแล้วกัน ให้ส่งคนมาช่วยดูๆหน่อย หญิงไม่แน่ใจในความปลอดภัย”
“จ๊ะ พิไลพรพาหญิงมานย์ไปหาท่านแม่ก่อนไป เดี๋ยวฉันตามไป”
“ค่ะ”
พิไลพรพามานศรีโสภาคย์เดินออกไป คำรณฤทธีหยิบมือถือขึ้นมา กดเบอร์ แล้วเดินออกไป
“เล่นถึงตำรวจเลยเหรอ ยัยคุณหญิง...”
ทิวมองไปรอบๆ เห็นภาพงานชัดเจนจากมุมนี้ จึงยืนอยู่ที่เดิม

สรัสวดียังคุยกับเทพ และนพดลอยู่ อรอนงค์เข้ามา
“สวัสดีค่ะหม่อม”
“สวัสดีค่ะคุณอรอนงค์ แหม น่าอิจฉาจังเลยค่ะ ครอบครัวนี้ พี่สาวก็พรั่งพร้อม น้องชายก็เป็นถึงเจ้าของกิจการใหญ่”
อรอนงค์รีบขัด
“หุ้นส่วนใหญ่ค่ะ ไม่ใช่เจ้าของทั้งหมด”
เทพชักสีหน้าทันที สรัสวดีแปลกใจ
“อ้าว...เหรอคะ แล้วใครคะที่เป็นหุ้นส่วนของคุณเทพ”
“กำลังจะตามมาค่ะ ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลค่ะ เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก รักเหมือนหลานแท้ๆ”
เทพรีบตัดบท
“อีกนานมั้ยครับ ที่ผมจะได้ชื่นชมความงามของคุณหญิงมานศรีโสภาคย์ และแสดงความยินดีกับเธอครับ”
ทันใดนั้นเสียงมานศรีโสภาคย์ดังขึ้น
“หม่อมแม่คะ”
เทพหันไปเห็นมานศรีโสภาคย์กำลังเดินเข้ามา ด้วยท่วงท่าสง่างาม สวยงามอย่างยิ่ง เทพมองจนตะลึง สรัสวดีเห็นท่าทีของเทพแล้ว แอบยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ให้หาหญิงเหรอคะ”
“เจ้าหญิงของแม่ควรจะออกมารับแขกได้แล้วนะจ๊ะ”
มานศรีโสภาคย์ไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะ”
ทุกคนรับไหว้ เทพรับไหว้แต่รีบเก็บอาการพึงพอใจเอาไว้ ทิวแอบมองมาจากมุมหนึ่งสังเกตเทพไม่วางตา เสกสรรค์เดินเข้ามา
“คุณหญิง...”
มานศรีโสภาคย์กับสรัสวดีตกใจที่เห็นเสกสรรค์ เทพลอบไม่พอใจ

มานศรีโสภาคย์เดินออกมาส่งเสกสรรค์ที่ด้านนอก
“เสกไม่ควรมาที่นี่”
“ทำไมล่ะครับคุณหญิง...ในเมื่อวันนี้เป็นวันสำคัญของคนที่ผมรัก ผมต้องมาแสดงความยินดี คุณหญิง”
เสกสรรค์จะก้าวเข้าหา มานศรีโสภาคย์ถอยห่าง
“จนกว่าเสกจะพิสูจน์ให้หญิงเห็นว่า...เสกคือผู้ชายที่เป็นผู้นำและลุกขึ้นสู้เพื่อความถูกต้องสำหรับความรักของเรา หญิงขอตัวนะคะ”
มานศรีโสภาคย์เดินออกไปอย่างมั่นคง ไม่แสดงอาการหวั่นไหว เสกสรรค์คอตก เดินออกจากงานไป ทิวยืนมองมาจากมุมหนึ่ง
“หึ...มีเป้าหมายใหม่ แล้วก็เลยเฉดหัวอดีตคู่หมั้นทิ้ง ทั้งๆที่เคยรักกันปานจะกลืนกิน ผู้หญิงใจเร็ว”
ทิวมองมานศรีโสภาคย์ที่กำลังเดินไป อย่างเหยียดหยาม

พนักงานเข็นรถวางเค้กก้อนใหญ่สวยงาม มีหงส์ติดอยู่ที่ชั้นบนสุด เคลื่อนมาอยู่ตรงหน้ามานศรีโสภาคย์ ทุกคนมองอย่างชื่นชม ทิวค่อยๆเดินดูมานศรีโสภาคย์ที่กำลังยิ้มแย้มอยู่กับสรัสวดี คำรณฤทธี และทุกคน
ทิวหันมาจับสังเกตที่หน้าของเทพ เห็นกำลังมองมานศรีโสภาคย์ด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ทิวแสยะยิ้ม...เสียงร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ดังขึ้น มานศรีโสภาคย์ยิ้มรับอย่างมีความสุขร่วมร้องเพลงกับทุกคน
โทรศัพท์ในวังเป็นโทรศัพท์บ้านแบบไร้สายมีเสียงเรียกเข้า แม่แล่มเข้ามารับโทรศัพท์หน้าตาตกใจ รีบหยิบโทรศัพท์เดินออกไป
ทุกคนร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์จบ มานศรีโสภาคย์ก้มลงเป้าเค้ก ทุกคนปรบมือ มีกระดาษเงินกระดาษทองปลิวว่อน บรรยากาศสดชื่น มีความสุข ทิวที่จ้องมองใบหน้าของมานศรีโสภาคย์ด้วยความเกลียดชัง
แม่แล่มเอาโทรศัพท์มาให้คำรณฤทธีที่รับมาอย่างประหลาดใจ แล้วฟังอย่างตกใจหน้าซีดหันมอง มานศรีโสภาคย์ที่กำลังตัดเค้กกับสรัสวดี
คำรณฤทธีตัดสินใจเดินไปหาน้องสาวกับแม่
“หม่อมแม่...”
“ว่าไงจ๊ะ ชาย”
“เครื่องบินที่ท่านพ่อโดยสารไปลอนดอน...ตกในทะเล ไม่มีใครรอดชีวิตเลยครับ”
“อะไรนะ!” หม่อมสรัสวดีอึ้ง

“ท่านพ่อ!” มานศรีโสภาคย์ช็อคคาที่!!!

อ่านต่อหน้า 2

เกิดเป็นหงส์ ตอนที่ 2 (ต่อ)

หม่อมสรัสวดีเป็นลมทันที เมื่อรู้ว่าเครื่องบินเครื่องบินที่หม่อมเจ้าอมรเทพโดยสารไปลอนดอน ตกในทะเล คำรณฤทธีเข้าไปประคองแม่ ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในงาน ทิวหันมองเห็นมานศรีโสภาคย์ที่กำลังช็อค ก็พลอยเครียดไปด้วย

นพดลเดินมาจากงานเลี้ยงกับอรอนงค์และเทพ ขณะที่ทิวเดินตามหลังมาเงียบๆ
“น่าสงสารจังเลยนะคะ การสูญเสียคนที่รัก โดยที่ไม่ได้เตรียมใจแบบนี้ มันโหดร้ายที่สุด” อรอนงค์บอกเศร้าๆ
“คนเราเกิดมาก็ต้องตาย คิดอะไรมาก” เทพน้ำเสียงนิ่ง
“พี่ไม่ใช่คนที่เห็นความตายของเพื่อนมนุษย์ เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนเราหรอกนะ เทพ”
เทพอึ้ง...ทิวลอบมองเทพอย่างชิงชัง
“ถ้าเราไม่คิดให้เป็นเรื่องธรรมดา เราก็จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัวแล้วมันจะเรียกว่า ใช้ชีวิตได้ยังไง”
ทิวทนไม่ไหวขัดขึ้น
“กลัวไว้บ้างก็ดีนะครับคุณเทพ...จะได้ไม่ประมาท ไม่ใช่เฉพาะความตาย”
เทพมองหน้าทิว
“แล้วฉันควรจะกลัวอะไรอีก”
“บาปไงครับ”
เทพอึ้งแต่หัวเราะกลบเกลื่อน
“ฮ่ะๆๆ”
นพดลขัดจังหวะขึ้นมา
“โอ๊ย...ใครจะกลัวอะไรก็กลัวไปเถอะ แต่ตอนนี้ ฉันกลัวมาก กลัวว่าหนี้จะสูญ ท่านชายอมรเทพตายซะแล้ว แล้วหม่อมเขาจะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้หนี้ฉัน”
นพดลหัวเสีย ทิวได้ข้อมูลใหม่ว่าคนบ้านนี้เป็นหนี้นพดล ขณะที่เทพเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาทันที

สรัสวดีนั่งร้องไห้อย่างเสียใจ มีแม่แล่มและพิไลพรคอยบีบนวดดูแลอยู่ มานศรีโสภาคย์กับคำรณฤทธีนั่งนิ่งอึ้ง น้ำตาซึม พหล และรัชนีกรนั่งอยู่ด้วย รู้สึกเป็นห่วงจิตใจของทุกคน
“ท่านพ่อสัญญาว่า...จะนำข่าวดีกลับมาเป็นของขวัญวันเกิดหญิง แต่นี่มันเป็นข่าวร้าย” มานศรีโสภาคย์บอกเศร้าๆ
พหลปลอบ
“ความตายไม่เคยบอกใครล่วงหน้าว่ามันจะมาเยือน พ่อของหลานเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้หลานต้องผิดหวังหรือเสียใจ”
มานศรีโสภาคย์อึ้ง รู้สึกผิดที่เหมือนตัวเองกำลังต่อว่าพ่อ
“หญิงขอโทษค่ะ หญิงไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวโทษท่านพ่อ”
รัชนีกรเข้าปลอบอีกคน
“ป้ารู้จ๊ะ ว่าทุกคนเสียใจมาก ถือซะว่า...พ่อของหลานท่านไปสบายแล้วดีกว่านะจ๊ะ”
สรัสวดีน้ำตาไหลพราก
“เอาตัวรอดไปสบายคนเดียว แล้วคนข้างหลังที่ต้องมาคอยแบกรับภาระล่ะคะคุณพี่ จะต้องทุกข์แสนสาหัสขนาดไหน”
มานศรีโสภาคย์ คำรณฤทธีและรัชนีกรอึ้ง ไม่คิดว่าสรัสวดีจะโพล่งออกมา พหลไม่พอใจ
“เธอกำลังแสดงความเห็นแก่ตัว ที่ผ่านมาอมรเทพไม่ได้ดูแลให้เธอสุขสบายเลยงั้นรึ”
สรัสวดีอึ้งไป
“สามีภรรยาต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ที่อมรเทพต้องไปพบกับความตาย ไม่ใช่เพราะเขาต้องการสู้เพื่อลูกเมียหรือยังไง”
สรัสวดีรู้สึกตัวว่าพลาด รีบแก้ตัว
“ขออภัยค่ะ ดิฉันเพียงแต่ เสียใจที่ท่านชายมาด่วนทิ้งพวกเราไป โดยไม่ทันตั้งตัว มัน...เร็วเกินไป”
สรัสวดีร้องไห้มาอีก ทุกคนต่างเสียใจ มานศรีโสภาคย์ พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

ทุกคนเดินออกมาส่งพหลและรัชนีกร พหลหันไปกำชับ
“ฉันอยากให้ทุกคนตั้งสติกันให้ดี ยังมีเรื่องให้จัดการอีกมากในวันพรุ่งนี้ ชายคำรณพรุ่งนี้ลุงจะไปช่วยจัดการเรื่องรับ...อมรเทพกลับบ้าน”
“ครับ ท่านลุง”
“ไปรัชนีกร หญิงมานย์ พาแม่ไปพักผ่อนเถอะ เข้มแข็งไว้นะสรัสวดี อมรเทพไม่อยู่แล้ว...เธอจะต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้ลูกๆแทน”
“ค่ะ”
“ชายไปส่งท่านลุง หม่อมป้าครับ”
สรัสวดีกับ มานศรีโสภาคย์ ยกมือไหว้พหล และรัชนีกร คำรณฤทธีเดินออกไปส่งทั้งสองคน มานศรีโสภาคย์หันมาหาแม่
“หม่อมแม่ขา...ไปพักผ่อนก่อนนะคะ”
สรัสวดียังร้องไห้ไม่หยุดเดินไปกับลูกสาว

สรัสวดีนอนอยู่บนเตียง มานศรีโสภาคย์ห่มผ้าให้อย่างเบามือ
“เราจะทำยังไงกันต่อไปดีล่ะลูก...ไม่มีท่านพ่อสักคน ทั้งโรงงาน ทั้งวังที่...” สรัสวดีชะงักไว้ ไม่พูดต่อเรื่องหนี้พนันของตัวเอง “แม่...แม่...”
“หม่อมแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ หญิงและพี่ชายจะช่วยกันแก้ไขทุกอย่างเองค่ะ ปัญหาทุกอย่างต้องมีทางออก พักผ่อนก่อนนะคะ”
สรัสวดีพยักหน้า ค่อยอุ่นใจขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวให้กำลังใจอย่างเข้มแข็ง

มานศรีโสภาคย์เดินออกมาจากห้องนอนสรัสวดี ปิดประตูเรียบร้อย แล้วเธอก็กลั้นน้ำตาแห่งความทุกข์และเสียใจเอาไว้ต่อไปไม่ไหว ร้องไห้ออกมา หญิงสาวรีบวิ่งออกไปให้พ้นจากหน้าห้องเพราะไม่ต้องการให้แม่หรือใครเห็นความอ่อนแอ
มานศรีโสภาคย์เปิดประตูห้อนนอนเข้ามา ปิดอย่างรวดเร็ว ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
“ท่านพ่อ...”
หญิงสาวเหลือบไปเห็นรูปภาพของเธอกับท่านพ่อ จึงเดินเข้าไปหยิบขึ้นมามองด้วยความสะเทือนใจ หยิบมากอดเอาไว้แนบอก
“หญิงอยากให้มันเป็นแค่ฝันร้าย...ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นท่านพ่อกลับมาหาพวกเรา”
มานศรีโสภาคย์ร้องไห้ออกมาอย่างเศร้าเสียใจ

ทิวกลับมาถึงบ้านพักถอดเสื้อผ้าออก เหวี่ยงทิ้งอย่างไม่ใยดี เข้มเข้ามา
“ได้เจอนางฟ้ามั้ยครับนาย”
“หึ...นางฟ้าตกสวรรค์”
“นายพูดอะไร”
“พูดถึงคนที่กำลังกลายเป็นหงส์ปีกหัก ร่วงลงกระแทกพื้น คงเจ็บปางตาย”
“อะไรของเขาวะ”
เข้มงงๆ ทิวไม่สนใจ เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยน หยุดคิดถึง มานศรีโสภาคย์อย่างดูแคลน
“อยากจะรู้นัก เมื่อต้องกลายเป็นหงส์เดินดิน...ยังจะกล้าชูคอดูถูกคนอื่นอีกได้มั้ย”

มานศรีโสภาคย์ค่อยๆหยุดร้องไห้ มองรูปท่านพ่อ แล้วตัดสินใจบางอย่างปาดน้ำตา วางรูปท่านพ่อลงที่เดิม ค่อยๆเรียกสติกลับคืนมา
วังกฤตยาในความมืด ไร้แสงไฟประดับ ไร้ชีวิต มานศรีโสภาคย์ออกมาเดินดูวัง พิไลพรเข้ามา
“คุณหญิงคะ...มายืนทำไมตรงนี้คะ น้ำค้างลง เดี๋ยวจะไม่สบายนะคะ”
“ท่านพ่อตายเพราะต้องการช่วยพวกเรา”
พิไลพรเข้าไปกอดมานศรีโสภาคย์เอาไว้
“อยากร้องไห้ ก็ร้องออกมาเถอะค่ะคุณหญิง มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย”
“หญิงจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว...หม่อมแม่ และพี่ชายคงไม่สบายใจนัก ถ้าเห็นหญิงอ่อนแอ”
“แต่คนเรามีมุมอ่อนแอกันได้นะคะ”
“หญิงจะไม่ทำตัวให้เป็นภาระของคนที่หญิงรัก”
“ถ้าท่านพ่อของคุณหญิงรับรู้ ท่านต้องภาคภูมิใจในตัวคุณหญิงมากแน่ๆค่ะ”
มานศรีโสภาคย์ เหม่อมองออกไปบนท้องฟ้า
“ท่านพ่อคะ...หญิงสัญญา หญิงจะดูแลทุกคนและทุกสิ่งที่ท่านพ่อรักไว้ด้วยชีวิตของหญิงเอง”
มานศรีโสภาคย์ มองไปที่วังกฤตยา มุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นกฤตยาต่อไป
“ศักดิ์ศรีของกฤตยาจะต้องดำรงอยู่”

เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ เทพหยิบโทรศัพท์มาโทรหานพดล และพูดทันทีที่เขารับสาย
“ผมต้องการวังกฤตยา!”
นพดล แปลกใจ
“อะไรนะ!”
“พี่ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ...ข้อเสนอของผมจะทำกำไรให้พี่อย่างงาม...เงื่อนไขเดียว พี่อรต้องไม่รู้เรื่องนี้”
เทพตาวาว ยิ้มพราย ในสิ่งที่กำลังจะเสนอให้กับนพดล

พวงทองเดินผ่านห้องทำงาน เทพเปิดประตูห้องทำงานออกมาเห็น พวงทองไม่สนใจเดินเลยไป
“เดี๋ยวก่อน”
“คะ”
“ขวัญตาอยู่ไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับเข้าบ้าน”
พวงทองถอนหายใจ ไม่อยากจะพูดถึงหรือเกี่ยวข้องด้วย

ทิวเดินไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เข้มเห็นว่าทิวจะทำงานจึงรีบบอก
“ถ้านายไม่มีอะไรแล้ว ผมกลับก่อนนะ”
“ไปเถอะ”
เข้มเดินออกไป เสียงปิดประตูตามหลัง ทิวเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์เปิดเช็คจดหมายอีเล็กทรอนิกส์...
เสียงเปิดประตูเข้ามาอีก โดยที่ทิวไม่ได้มองว่าใคร
“ไหนบอกว่ากลับแล้วไง มีอะไรอีก ไอ้เข้ม”
“ขวัญตาเองจ๊ะ...พี่ทิว”
ทิวเครียด หันไปทันที ขวัญตายืนยิ้มให้ ทิวตรงไปลากตัวขวัญตาออกมาจากบ้าน
“ออกไป!”
“โอ๊ย...พี่ทิว ขวัญตาเจ็บนะ”
ทิวชะงัก ลืมตัวเป็นห่วงขวัญตารีบปล่อยมือถามด้วยความเป็นห่วง
“เจ็บตรงไหน พี่ขอโทษ”
“พี่ทิวยังรักขวัญตาอยู่ใช่มั้ย”
ขวัญตาโผเข้ากอดทิว
“ใช่ พี่รักขวัญตามาก”
“ขวัญตารู้ ว่าพี่ทิวยังตัดใจจากขวัญตาไม่ได้หรอก...พี่ทิวเข้าใจขวัญตานะ ผู้หญิงน่ะต้องเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุด”
“พี่เข้าใจ”
“งั้น...เราสองคนยังเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันได้อยู่ใช่มั้ย...ถึงขวัญตาจะเป็นเมียคุณเทพ แต่หัวใจของขวัญตาก็ยังมีพี่ทิวนะ”
ขวัญตาโลมไล้ ทิวจับมือขวัญตาเอาไว้ เธอเข้าใจว่าเขาใจอ่อน
“ขวัญตาจะแอบมาหาพี่ทิวบ่อยๆนะ”
ทิวแสยะยิ้ม รังเกียจขวัญตา ผลักออกไป
“เธอมัน...แพศยา น่ารังเกียจ”
“พี่ทิว!”
“โน่น บ้านผัวเธอ คนที่เธอรักไง กลับไปซะ”
“จะไม่ให้ขวัญตารักคุณเทพได้ยังไง...เขาสัญญาว่าจะให้ขวัญตาเป็นเมียหมายเลขหนึ่ง ที่ผ่านมาคุณเทพไม่เคยทำให้ขวัญตาเสียใจ ผิดหวังหรือรอเก้อ ไม่เหมือนพี่”
“คนที่ถูกสวมเขาอย่างฉัน ยังต้องถูกลงทัณฑ์ว่าเป็นคนผิดด้วยอย่างนั้นเหรอ”
ขวัญตาอึ้ง พูดไม่ออก ทิวหัวเราะออกมาอย่างประชด เหมือนคนโง่ที่เพิ่งตาสว่าง
“ฮ่ะๆๆๆ”
“บ้าไปแล้วหรือไง”
“หัวเราะตัวเองที่โง่ ตาบอดมาได้ตั้งนาน จนมองไม่เห็น ว่าเธอมันก็แค่ผู้หญิงเห็นแก่ตัวไม่ได้มีค่ามีความหมายอะไรเลย”
ขวัญตาโกรธ
“พี่ก็ไม่ได้มีค่ามีความหมายอะไรกับฉันเลยเหมือนกัน ก็แค่ผู้ชายน่าเบื่อ ดักดาน ใครเป็นเมียพี่ชีวิตก็มีแต่จมปลักอยู่กับอ้อยไปทั้งปีทั้งชาติ”
“ออกไป!”
ทิวไล่ขวัญตาอย่างไม่ใยดี ขวัญตาสะดุ้ง กลัว ค่อยๆถอยออกไป ทิวทั้งรักทั้งแค้นอยู่สุมอก

พวงทองเดินหนีเทพ ที่เดินไล่มา
“ฉันถามเธอว่าขวัญตาไปไหน ทำไมไม่ตอบ”
“เพราะฉันไม่รู้ เมียคุณ ทำไมไม่ดูแลกันเอง”
“พูดแบบนี้...หึงหรือไง”
พวงทองยิ้มเหยียด
“ฉันไม่เคยหึง...สำหรับคุณ สิ่งเดียวที่ฉันมีให้คือความขยะแขยง”
เทพโมโห ปราดเข้าไปจับตัวพวงทองกระแทกเข้าข้างฝาเอามือขึงเอาไว้ อย่างเจ็บใจ
“ฉันไม่เชื่อ ถ้าเธอขยะแขยงฉัน เธอจะยอมเป็นเมียฉันเหรอ พวงทอง”
“คุณได้ตัวฉันมาได้ยังไง...ลืมไปแล้วเหรอ ว่าฉันไม่เคยเต็มใจ”

ในอดีตที่ผ่านมา เสียงเคาะประตูห้องนอนของพวงทองดังขึ้น เธอเข้ามาเปิดเห็นเทพยืนอยู่ หน้าตาเศร้ามาก
“อาเทพ...มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พวงทอง...อา...”
เทพจู่โจมเข้าไปหาพวงทองทันที ปิดปาก ล็อกตัวเอาไว้ เอาตัวดันปิดประตู พวงทองพยายามจะดิ้น
“พวงทอง...รู้ใช่มั้ยว่าอาคิดยังไง เป็นของอานะ อารับรอง อาจะดูแลพวงทองอย่างดีเป็นเมียออกหน้าออกตานะ...”
พวงทองตาเปิกโพลงตกใจ พยายามดิ้นออกมาจนได้ ตบหน้าเขาอย่างแรง เทพเจ็บใจ ต่อยท้อง จนพวงทองจุก ไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน เขาอุ้มเธอขึ้นมาทิ้งบนเตียง ลงมือปลุกปล้ำ พวงทองที่ไร้เรี่ยวแรงต่อสู้ พยายามจะดิ้นเท่าที่ทำได้ จะร้องก็ร้องไม่ออก เพราะถูกเทพเอามือปิดเอาไว้ ขณะที่กำลังทำการปลุกปล้ำ

เมื่อนึกถึงอดีตพวงทองจ้องหน้าเทพอย่างขมขื่น
“ไม่มีผู้หญิงคนไหน มอบหัวใจให้กับคนที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นคนของตัวเองได้หรอก”
“ทรมานมากใช่มั้ยที่ต้องเป็นเมียฉัน ดี ฉันจะพันธนาการเธอเอาไว้กับมัน จนตายก็ดิ้นไม่หลุด นี่เป็นชะตากรรมของเธอ”
เทพบดปากตัวเองกับปากของพวงทองอย่างสาแก่ใจ ผ่องทิพย์เข้ามา
“ทำอะไรเกรงใจกันบ้างสิ!”
พวงทองรีบผลักเทพออกไป แล้ววิ่งออกไปทันที ผ่องทิพย์จิกตามอง
“ชิ...ทำเป็นไม่พอใจ ทำไม นี่ก็ผัวฉันเหมือนกันนะพี่พวง เมื่อไหร่จะไปให้พ้นๆนะ หน้าด้านหน้าทนอยู่ได้”
เทพไม่พอใจที่ผ่องทิพย์ด่าพวงทอง รีบตัดบท “มีอะไร ผ่องทิพย์”
“จะอะไรซะอีกล่ะคะ...รู้สึกว่าผ่องจะเห็นแวบๆนะ ว่านังขวัญตามันแอบไปหาแฟนเก่า”
เทพหน้าตื่น “อะไรนะ”
ขวัญตาเดินเข้ามาในชุดนอนบางเบา
“แหม...ไม่ทันไร ก็ใส่ร้ายป้ายสีกันแล้วเหรอคะ พี่ผ่องทิพย์”
ผ่องทิพย์ชะงัก “แต่ฉันเห็น...”
“เอ๊ะหรือว่า...อิจฉาตาร้อน กลัวคุณเทพจะได้ใหม่ลืมเก่า โอ๊ย..ทำใจเถอะ ยังไงก็ถูกลืม” ขวัญตาหยัน
“นังขวัญตา!” ผ่องทิพย์โมโหมาก
เทพปราม
“พอเถอะน่า ฉันกลับมาเหนื่อยๆ อย่าเอาเรื่องอะไรมาทำให้รำคาญใจเลย ขอร้อง”
ผ่องทิพย์รีบเอาใจ
“งั้นเดี๋ยวผ่องนวดให้นะคะ ผ่องเพิ่งซื้อน้ำมันอโรม่ากลิ่นใหม่มา”
ขวัญตาเข้ามาควงแขนเทพ
“แต่นี่...ชุดนอนชุดใหม่ที่คุณเทพซื้อมาฝากขวัญตานะคะ”
ผ่องทิพย์ตาโตไม่พอใจ
“อะไรนะ...ซื้อให้มัน ทำไมไม่ซื้อให้ผ่องด้วยล่ะ”
“ก็เธอเพิ่งจะได้ไป...คืนนี้ฉันจะนอนกับขวัญตานะ”
ผ่องทิพย์รีบแย้ง
“แต่คืนนี้เป็นเวรของผ่อง”
ขวัญตารีบอ้อนเทพ
“ขวัญตานอนฝันร้ายทุกคืนเลยค่ะ ขวัญตากลัวนะคะ”
ผ่องทิพย์ด่าทันที
“ดัดจริต!”
เทพปรามๆ
“ไม่เอาน่าผ่อง เข้าใจหน่อยสิ ขวัญตายังใหม่กับที่นี่ ฉันมีหน้าที่ต้องคอยดูแล จนกว่าเขาจะชิน ค่อยว่ากัน”
เทพตัดบทประคองขวัญตาออกไป ขวัญตาหันมายิ้มเย้ยใส่ ผ่องทิพย์เจ็บใจ
“นังขวัญตา! ฉันจะเฉดหัวแกไปนอนฝันร้ายข้างนอก คอยดู”

ทิวเอาของที่ขวัญใจเคยให้มาเผาทิ้ง ในมือถือกรอบรูปเป็นถ่ายคู่ระหว่างเขากับขวัญตา ทิวมองอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะโยนมันลงบนกองเพลิง

“เธอตายจากฉันไปแล้ว นับตั้งแต่วันนี้...ผู้หญิงที่ไม่เคยพออย่างเธอ จะต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม”

อ่านต่อหน้า 3

เกิดเป็นหงส์ ตอนที่ 2 (ต่อ)

เช้าวันต่อมา...มานศรีโสภาคย์ คำรณฤทธี และสรัสวดี อยู่ในชุดดำไว้ทุกข์ และกำลังเดินออกมาจากตึกใหญ่ของวังกฤตยา แม่แล่มเข้ามาหา

“หม่อมคะ...มีแขกมาขอพบค่ะ”
“ใคร...”
เป็นวิโรจน์หนึ่งในเจ้าหนี้เดินเข้ามาทวงแบบไม่ไว้หน้า
“ตกลงเรื่องหนี้สินของท่านชาย...ตกลงจะ...”
มานศรีโสภาคย์ตัดบท
“คุณวิโรจน์คะ ท่านพ่อยังไม่ทันจะเผา รออีกสักหน่อยไม่ได้เหรอคะ”
“รอให้พวกคุณมีเวลาเก็บข้าวของหนีหนี้ผมหรือไง” วิโรจน์เหน็บ
มานศรีโสภาคย์ไม่พอใจ
“เราไม่มีวันหนีความรับผิดชอบ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ยังไงคุณก็จะได้เงินของคุณคืนทุกบาททุกสตางค์แน่”
สรัสวดีอึ้งๆ “ลูกหญิง!”
คำรณฤทธีหน้าตาตื่น “น้องหญิง!”
ทุกคนตกใจที่มานศรีโสภาคย์ พูดออกมาอย่างมั่นใจ ทั้งๆ ที่ยังมองไม่เห็นทาง วิโรจน์มองหยัน
“คืนยังไง พวกคุณจะเอาเงินที่ไหนมาคืนผม เอ๊ะ...หรือว่าจะขายวัง ขายผมก็ได้ ผมให้ราคาดี กำลังหาที่สวยๆทำร้านอาหารพอดี”
“ไม่ขายค่ะ! แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของคุณที่จะต้องรับรู้ว่าเราจะได้เงินมายังไง” มานศรีโสภาคย์บอกเสียงแข็ง
“แล้วผมจะมั่นใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่เบี้ยว”
“หญิงไม่เคยผิดคำพูด”
มานศรีโสภาคย์ จ้องมองวิโรจน์อย่างแน่วแน่ วิโรจน์ค่อยๆ มีท่าทีอ่อนลง
“ผมให้เวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ ไม่อย่างนั้น วังแห่งนี้จะได้กลายเป็นร้านอาหารของผม”
วิโรจน์เดินออกไป สรัสวดีและคำรณฤทธี รุมถามมานศรีโสภาคย์
“น้องหญิง! ทำไมไปพูดแบบนั้น เราจะหาเงินจากไหนได้ทันเวลา”
“ตอนนี้หญิงยังไม่รู้ แต่เราต้องมีทางค่ะ ยังไงหญิงก็จะไม่ยอมเสียวัง ท่านพ่อต้องช่วยเราค่ะพี่ชาย...หม่อมแม่”
สรัสวดีกับคำรณฤทธี กลุ้มใจ เพราะยังไม่เห็นทาง

โลงศพของอมรเทพตั้งอยู่กลางศาลา ประดับดอกไม้อย่างสมเกียรติ มีพวงหรีดแสดงความเสียใจตั้งอยู่ข้างๆ เต็มไปหมด รูปถ่ายอมรเทพตั้งอยู่ด้านข้าง สรัสวดียืนอยู่กับ มานศรีโสภาคย์ต้อนรับแขกอยู่ คำรณฤทธี พิไลพร ช่วยกันต้อนรับแขกที่อีกมุมใกล้ๆ
ทิวและอรอนงค์เดินมาจากลานจอดรถ ทิวไม่เต็มใจที่จะมางานนี้
“ไม่เอาน่าทิว...งานวันเกิดเขาเรายังไป งานศพพ่อเขาเราก็ต้องมาแสดงความเสียใจ”
“คุณอรครับ...ผมขอร้องล่ะครับ เลิกคิดจับคู่ให้ผมเถอะครับ”
“ใครจับคู่ให้เธอ”
ทิวอึ้ง
“ที่รบเร้าให้มาด้วย ไม่ได้อยากจับคู่ แค่อยากให้มาเป็นเพื่อนฉัน เพราะคุณนพดลเค้าไม่ว่างต่างหากจ๊ะ”
ทิวถอนหายใจ ยิ้มๆ
“คิดว่าผมจะเชื่อเหรอครับ”
“ไม่เชื่อก็ตามใจ ฉันคิดของฉันอย่างนี้ก็แล้วกัน”
“โอเคครับ มาเป็นเพื่อนก็มาเป็นเพื่อน”
ทิวเดินไปกับอรอนงค์ เสกสรรค์เร่งฝีเท้าเดินแซงหน้าไป ทิวเห็นหน้าก็จำได้
“คนรักยัยหงส์ปีกหัก”
อรอนงค์แปลกใจ
“อะไรเหรอทิว”
“เปล่าครับ...ไม่มีอะไร เราไปกันเถอะครับ”
ทิวเดินไปกับอรอนงค์

นพดลกับเทพไหว้สรัสวดี ซึ่งยืนอยู่กับมานศรีโสภาคย์ที่ยกมือไหว้ทั้งสอง สรัสวดีรับไหว้
“ขอบคุณนะคะที่มา”
“แสดงความเสียใจด้วยจริงๆ นะครับหม่อม” นพดลบอก
เทพตีหน้าเศร้า
“ผมได้ยินข่าวแล้ว บอกตามตรง ใจหายจริงๆครับ เสียใจด้วยจริงๆ”
“ขอบคุณค่ะ” มานศรีโสภาคย์เสียงเศร้า
เทพสังเกตเห็น มานศรีโสภาคย์ดูเหม่อลอย เทพภามขึ้นเรียบๆ
“คุณหญิง...โอเคนะครับ”
“ค่ะ หญิงไม่เป็นอะไร”
“ลูกหญิงเป็นคนเข้มแข็งค่ะ แกร่งกว่าผู้ชายอกสามศอกบางคนซะอีกนะคะ”
เทพลอบมองหญิงสาวยิ่งมีความพึงพอใจ นพดลอบมองเทพ ยิ้มกริ่ม สรัสวดีหันไปบอกลูกสาว
“ลูกหญิง เชิญคุณๆไปกราบศพท่านพ่อนะลูก”
“เชิญค่ะ...”
มานศรีโสภาคย์เดินนำเทพ และนพดลไป สรัสวดีมองตามเทพและมานศรีโสภาคย์เกิดความคิดอะไรบางอย่าง สรัสวดีแอบยิ้มพอใจ แล้วก็หันมาเห็นเสกสรรค์
“เสกสรรค์”
“สวัสดีครับ...หม่อม”
สรัสวดีรับไหว้อย่างเสียไม่ได้ เสกสรรค์หันมองไปข้างใน เห็นมานศรีโสภาคย์กำลังส่งธูปให้กับเทพ เสกสรรค์เห็นท่าทีของเทพแล้ว เกิดอาการไม่ค่อยพอใจ

ทิวและอรอนงค์เดินเข้ามา มองเข้าไปในศาลา อรอนงค์เห็นนพดลแล้วแปลกใจ
“คุณนพดลนี่...ไหนบอกว่าไม่ว่าง”
ทิวเห็นเทพอยู่กับนพดลเขาคิดทันทีว่า เทพและนพดลอาจจะมีแผนการอะไรบางอย่าง

มานศรีโสภาคย์เดินนำนพดลและเทพมานั่ง
“หญิงขอตัวสักครู่นะคะ”
เทพยิ้มบางๆ
“เชิญคุณหญิงตามสบายครับ”
มานศรีโสภาคย์เดินไป เทพมองตามอย่างพึงพอใจ นพดลหันมาคุยด้วย
“วังกฤตยาเป็นของเทพเมื่อไหร่ หงส์งามตัวนี้ก็คงจะมาอยู่เคียงข้างเทพได้ไม่ยาก”
เทพยิ้มพอใจ
“ครับพี่...ไม่เคยมีอะไรยากสำหรับผม”
อรนงค์เข้ามา
“คุณนพดล!”
นพดลชะงัก
“อ้าว...คุณอร”
อรอนงค์มองมาที่เทพและนพดลอย่างสงสัย
“มาได้ยังไง” นพดลถามเสียงเข้ม
“คุณบอกว่าไม่ว่าง ฉันเลยชวนให้ทิวมาเป็นเพื่อน”
เทพแอบไม่พอใจที่ทิวมาด้วย

นพดลอธิบายให้อรอนงค์ฟัง
“ลูกค้าผมยกเลิกประชุม เลยแกร่ว พอดีเจอกับเทพเค้าที่ตึก เลยชวนกันมา ไม่คิดว่าคุณจะมาวันนี้นี่นา ไม่งั้นก็โทรบอกแล้วสิ”
“แล้วไปค่ะ คิดว่าคุณกับเทพกำลังคิดจะทำอะไรลับหลังฉันซะอีก”
เทพไม่พอใจ
“พี่อรชอบมองผมในแง่ร้ายอยู่เรื่อย”
“ก็ถ้าคิดดีทำดี จะมาแคร์อะไรกับความรู้สึกของพี่”
“พี่เป็นพี่สาวผม เราเหลือกันอยู่แค่นี้ ยังไงผมก็ต้องแคร์”
“ถ้าแคร์กันจริงๆ ก็ควรจะทำให้พี่สบายใจ ภูมิใจ ไม่ใช่...”
นพดลรีบขัด
“อะไรกันสองคนพี่น้อง...ทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ช่างมันเถอะ”

เทพหันมองไปทางอื่นอย่างหงุดหงิด เห็นสรัสวดีรับแขกอยู่กับคำรณฤทธี เทพหันไปสบตานพดลทันที นพดลรีบรับลูกอย่างรู้กัน
ม.ร.ว.คำรณฤทธี หรือคุณชายคำรณ
มานศรีโสภาคย์เดินออกมาเพื่อต้อนรับแขก ผ่านหลังทิวที่ยืนหันหลังให้ ทิวหันมาสังเกตหญิงสาวทุกย่างก้าว เสกสรรเดินมาหามานศรีโสภาคย์

“เสก...”
“คุณหญิง ผมเสียใจด้วยจริงๆนะครับ ผม...”
มานศรีโสภาคย์ตัดบท
“ถ้าเสกไหว้ลาท่านพ่อแล้ว....เสกก็ควรจะกลับ”
“คุณหญิง...”
“หญิงไปส่งค่ะ”
มานศรีโสภาคย์เดินออกไป เสกสรรรีบตามไป ทิวมองๆอยากรู้ เดินตามไป

มานศรีโสภาคย์ศรีเดินหนีเสกสรรค์มามุมหนึ่ง
“คุณหญิง...อย่าตัดรอน ไม่มีเยื่อใยกับผมอย่างนี้สิ”
“แล้วจะให้หญิงยิ้มร่าเริง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆที่หญิงถูกกระทำให้อับอายโดยที่เสกไม่ได้ปกป้องหญิงเลย อย่างนั้นเหรอคะ”
เสกสรรค์อึ้งไป
“ผม...ขอโทษ”
“เสกก็ทำได้เพียงแค่นี้จริงๆ กลับไปเถอะค่ะ”
“แต่ผมอยากช่วยคุณหญิงนะ”
เสกสรรค์จูงมือมานศรีโสภาคย์ออกไปทางหนึ่ง เพื่อหามุมที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้ หญิงสาวแปลกใจ
“เสก...จะพาหญิงไปไหน”
ทิว...เดินมาเห็นหลังทั้งสองไวๆก็รีบตามไป

เสกสรรค์จูงมือมา มานศรีโสภาคย์สะบัดจนหลุด
“ปล่อยหญิงนะเสก...เสกคิดจะทำอะไร”
เสกสรรค์หยิบเช็คใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
“นี่เป็นเงินเก็บทั้งหมดที่ผมมี ผมรู้ว่าตอนนี้คุณหญิงกำลังลำบาก”
มานศรีโสภาคย์อึ้ง ทิวเดินเข้ามาเห็นภาพเสกสรรยื่นเช็คให้หญิงสาว ทิวยิ้มเหยียด

สรัสวดีเดินมากับนพดล
“ถ้าลูกๆรู้ว่าดิฉันเป็นหนี้คุณโดยจำนองวังเอาไว้...เขาต้องโกรธและไม่ให้อภัยฉันแน่”
“อย่างที่ผมบอกไปนะครับว่าผมเข้าใจความจำเป็นของหม่อมดี และมีทางออกที่จะทำให้หม่อมรักษาธุรกิจ และวังแห่งนี้เอาไว้ได้”
สรัสวดีแปลกใจ
“เป็นเจ้าหนี้ที่ใจกว้างมากเลยนะคะ เอ๊ะ...ไม่ทราบว่าต้องการอะไรจากดิฉันเป็นพิเศษหรือเปล่า”
เทพเข้ามา
“ก็ไม่ได้พิเศษอะไรหรอกครับ เป็นน้ำใจจากมิตรผู้หวังดีที่บริสุทธิ์ใจ”
สรัสวดีหันมองเทพ แปลกใจ
“คุณเทพ...”

มานศรีโสภาคย์เดินหนี เสกสรรรั้งเอาไว้
“คุณหญิง...ให้ผมได้แสดงน้ำใจบ้างเถอะนะครับ”
เสกสรรค์จับมือของมานศรีโสภาคย์ขึ้นมา แล้ววางเช็คส่งให้
“ผมให้ด้วยหัวใจที่อยากบรรเทาความทุกข์ร้อนของคุณหญิง ให้เกียรติผมด้วยการรับมันไว้เถอะนะ”
“ค่ะหญิงเข้าใจ”
ทิวยิ้มเหยียด พึมพำคนเดียว
“เงิน...ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นได้จริงๆ หึ”
ทิวหันเดินออกไป
“เมื่อหญิงเข้าใจเสกแล้ว เสกก็จงเข้าใจหญิงด้วย...หญิงรับมันไว้ไม่ได้”
มานศรีโสภาคย์ส่งเช็คคืนใส่มือ แต่เสกสรรค์กลับเอามันใส่ในมือเธอเหมือนเดิม
“ไม่นะ คุณหญิง ผมไม่ยอมรับมันคืนมา”
ทันใดนั้น พันทิพาเข้ามา
“นึกเอาไว้แล้วไม่มีผิด ว่าคุณหญิงมานย์จะต้องมาขอความช่วยเหลือจากตาเสก”
เสกสรรค์ตกใจ
“คุณแม่”
“สั่งแล้วใช่มั้ย ว่าไม่ให้มายุ่งกับตระกูลผู้ดีตกยากนี้อีก ถ้าฉันไม่ตามแกมา ฉันก็ไม่รู้หรอก ว่าแอบมาให้ความช่วยเหลือกัน”
มานศรีโสภาคย์อึ้งพยายามอธิบาย
“คุณหญิงเข้าใจผิดแล้วค่ะ”
“ดิฉันเชื่อในสิ่งที่เห็น และก็ได้เห็นว่า คนที่กลืนน้ำลายตัวเองมันเป็นยังไง”
“ถ้าคุณหญิงยังมีอคติแบบนี้ พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เชิญกลับไปเถอะค่ะ”
“พูดความจริงขึ้นมาก็กลายเป็นคนหน้าบางเลยเหรอคะ ทีตอนเอาเงินลูกชายฉัน ไม่ยักกะเป็น...”
ทันใดนั้นเสียง สรัสวดีดังขึ้น
“ใครจะหน้าหนาได้อย่างคุณหญิงล่ะคะ”
ทุกคนสะดุ้ง หันไป สรัสวดีมองมาอย่างโกรธเกรี้ยว มานศรีโสภาคย์รีบวิ่งไปหาแม่ทันที
“แล้วพวกของหม่อมล่ะคะ เรียกว่าหน้าอะไร ขอเงินลูกชายฉันมาใช้ปลดหนี้ตัวเอง ไม่คิดถึงศักดิ์ศรี...ตอบให้ก็ได้ค่ะ ว่าหน้าไม่อาย ผู้ดีจอมปลอม มีแต่เปลือก”
สรัสวดีเลือดขึ้นหน้า
“แล้วอ้ายอีที่ไหนล่ะคะ ที่อยากจะอาศัยเปลือกที่ว่าคลุมหน้าตัวเองให้ดูดีมีเกียรติ ยกระดับตัวเองให้ดูมีราคาในสังคม ไม่ได้เป็นแค่เศรษฐีใหม่ที่มีแค่เงินกับนามสกุลบ้านๆ”
“ต่อให้มาชุบตัวเป็นหม่อมอยู่หลายปี แต่ก็ยังลบกำพืดตัวเองไม่หมดจริงๆ”
สรัสวดีโกรธมากตะโกนลั่น
“พิไลพร! อยู่ไหน!”
พิไลพรเข้ามา
“อยู่นี่ค่ะหม่อม”
“ไปแจ้งตำรวจ ว่ามีคนมาก่อความเดือดร้อนรำคาญในงาน ให้มาลากตัวออกไป”
“ไม่ต้อง!”
พันทิพามองสรัสวดีอย่างแค้นใจ
“ฉันมาเอง ฉันก็กลับเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาดูหมิ่น...จำไว้นะว่าชาตินี้ ฉันจะไม่มีวันยอมให้ตาเสกมายุ่งเกี่ยวกับลูกสาวของหม่อมอีก”
“เป็นบุญของลูกหญิง ที่ได้รู้เช่นเห็นชาติคนอย่างพวกคุณซะก่อนจะร่วมหอลงโรง เห็นแก่ได้จนมองข้ามหัวใจลูกตัวเอง”
พันทิพาไม่พอใจหันไปเรียกลูกชายเสียงเข้ม
“ตาเสก กลับ!”
เสกสรรค์อึกอัก
“ผม...”
“บอกให้กลับ!”
พันทิพาเดินออกไป เสกสรรค์มองหน้ามานศรีโสภาคย์ที่หลบตาเขาด้วยความเสียใจ เสกสรรค์จะออกไป มานศรีโสภาคย์เรียกไว้
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
เสกสรรค์ดีใจ คิดว่าหญิงสาวมีเยื่อใย
“คุณหญิง”
“หยิบเช็คของเสกกลับไปด้วย...แล้วจำไว้นะ ตราบใดที่เสกยังหนีไปจากเงาของแม่ไปไม่พ้น...เสกจะไม่มีวันมีชีวิตเป็นของตัวเอง”
เสกสรรค์อึ้ง ค่อยๆหยิบเช็คที่อยู่บนพื้นขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆเดินออกไป มานศรีโสภาคย์ เบือนหน้าหนี ซ่อนรอยน้ำตา

มานศรีโสภาคย์ เดินมาหยุดยืนเพียงลำพัง ระงับความโกรธและความเสียใจ ทิวที่ยืนอยู่ก่อนแล้วพูดขึ้น
“คนอย่างคุณ มีเรื่องที่ทำให้เสียใจได้กี่เรื่องกันนะ”
มานศรีโสภาคย์ตกใจ หันไป
“นาย!”
“ใช่ผมเอง...ว่าแต่ว่าเสียใจที่พ่อตายหรือเสียใจที่ตัวเลขในเช็คมันน้อยเกินไป”
“นาย...”
มานศรีโสภาคย์ โกรธจัดที่ถูกทิวดูถูกและเย้ยหยัน เธอเดินปรี่เข้าไป ตบหน้าเขาอย่างแรง
“อย่าได้บังอาจพูดถึงท่านพ่อ หรือว่าชีวิตส่วนตัวของฉัน! ฉันจะลากตัวนายเข้าคุก!”
มานศรีโสภาคย์จะวิ่งหนี ทิวคว้าตัวเอาไว้ รัดแน่น
“ปล่อยฉันนะ!”
“จะเอาผมเข้าคุกด้วยข้อหาอะไร!”
“นายบุกรุกวังฉัน”
“ไหนล่ะหลักฐาน”
มานศรีโสภาคย์ อึ้ง
“ไม่มี...หรือว่าข้อหาพูดจี้ใจดำ ทำให้รู้สึกแย่ที่ผมดันรู้ความในใจว่าอดีตคู่หมั้นเซ็นเช็คให้น้อยเกินไป ไหน เขาให้เท่าไหร่ ถึงรู้สึกว่ายังไม่พอ”
มานศรีโสภาคย์ กัดแขนทิวเพื่อเอาตัวรอด
“โอ๊ย!”
มานศรีโสภาคย์ หลุดออกมาได้
“ฉันไม่รู้ว่านายเป็นใคร แล้วมาที่นี่ได้ยังไง แต่ถ้าฉันยังเห็นนายป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆฉันอีก ฉันจะลากตัวนายเข้าคุก”
ทิวมองอย่างท้าทาย
“ก็เอาสิ”
“อย่าท้าฉัน!”
มานศรีโสภาคย์ หันเดินหนีไปทันที ทิวยิ้มเหยียด ก่อนจะรู้สึกเจ็บที่แขนเพราะถูกกัด

มานศรีโสภาคย์ เดินเข้ามาในบริเวณงาน พิไลพรเข้ามาหา
“คุณหญิง หายไปไหนมาคะ”
มานศรีโสภาคย์มองซ้ายมองขวาอย่างไม่ไว้ใจ
“พร...หญิงเจอนายคนนั้นอีกแล้ว”
“นายคนไหนคะ”
“ก็...”
มานศรีโสภาคย์ยังไม่ทันบอก คำรณฤทธีเดินมาหา
“หญิง...หม่อมแม่ให้หา มีเรื่องสำคัญ ต้องกลับไปคุยที่วัง”

มานศรีโสภาคย์ แปลกใจครามครัน

อ่านต่อหน้า 4 เวลา 17.00 น.

เกิดเป็นหงส์ ตอนที่ 2 (ต่อ)

ค่ำนั้นสามแม่ลูกคุยกันที่มุมหนึ่งของวังกฤตยา พอฟังหม่อมแม่จบ หญิงมานศรีกับคำรณฤทธี ก็อุทานขึ้นพร้อมกัน

“เพื่อนหม่อมแม่!”
“จ๊ะ เพื่อนแม่เอง เขายินดีจะช่วยเหลือการเงินที่กำลังมีปัญหาของเรา”
มานศรีโสภาคย์สงสัย
“คนไหนคะ”
สรัสวดียิ้ม คิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งไปเจรจากับนพดลและเทพมา

เทพบอกกับเธอว่า...
“การลงทุนต่อลมหายใจให้กับคนที่กำลังจะจมน้ำ เป็นอุดมการณ์อย่างหนึ่งของผม”
สรัสวดีพิจารณาเทพอย่างครุ่นคิดนพดลพยามกล่อม
“เชื่อผมเถอะครับหม่อม เทพเขาอยากจะช่วยหม่อมอย่างบริสุทธิ์ใจ งานนี้ทุกคนมีแต่ได้”
“ลองว่าข้อเสนอของคุณมาสิคะ”
“ผมยินดีให้เงินหม่อมเอาไปกู้สถานการณ์ของโรงงานกลับคืนมา และเป็นทุนในการทำธุรกิจต่อไปได้ และ...ไถ่ถอนวังจากพี่นพดลเสีย”
สรัสวดีตะลึง
“อะไรนะคะ คุณล้อเล่นหรือเปล่า ไม่ใช่เงินน้อยๆนะคะ”
“ผมไม่ได้เดือดร้อนอะไรนี่ครับ”
“แล้วฉันต้องเสียดอกเบี้ยอะไรให้คุณยังไง”
เทพส่ายหน้ายิ้มๆ
“ไม่ต้องเสียอะไรให้ผมทั้งนั้น...แค่เอาวังกฤตยาค้ำประกันไว้ก็พอ”
สรัสวดีอึ้งไป
“วังกฤตยา...ถ้าลูกดิฉันรู้เรื่องนี้ เขาคงไม่ยอม เพราะเขารักวังของท่านพ่อเขามาก”
“ไม่ต้องบอกให้พวกเขารู้สิครับ...ว่าหม่อมเอาวังมาค้ำประกัน บอกแค่ว่า ผมให้หม่อมกู้เงิน คิดดอกเบี้ยตามปกติ”
สรัสวดีอึ้ง เริ่มคล้อยตาม
“เสียดายนะครับ ที่ผมไม่ได้เป็นคู่หมั้นของคุณหญิงมานศรีโสภาคไม่อย่างนั้น ผมคง ยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ดีกว่านี้”
สรัสวดีชะงัก มองเทพ สมองแล่นทันที เทพทำเป็นเสียใจ
“ขอโทษครับ ผมไม่น่าพูดเรื่องนี้ เสียมารยาทจริงๆ”
“ช่างมันเถอะค่ะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว ตอนนี้ลูกหญิงของดิฉันกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่เพื่อเจอสิ่งที่ดีกว่าเดิมค่ะ”
สรัสวดียิ้มพราย มองเทพเป็นเป้าหมาย ว่าที่ลูกเขยในอนาคต เทพเองก็รู้ทัน แอบยิ้มพอใจ

มานศรีโสภาคย์ และคำรณฤทธีนิ่งฟังแม่
“คุณเทพเป็นญาติกับคุณนพดล เพื่อนสนิทของแม่...เขารู้ข่าวเลยยื่นมาช่วยเหลือ”
คำรณฤทธีไม่ไว้ใจ
“หม่อมแม่แน่ใจเหรอครับ ว่าคุณเทพ...ช่วยเหลือเราด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ”
สรัสวดีมองหน้าลูกชาย
“ชายกำลังจะบอกแม่ว่า ชายไม่เชื่อ”
“ไม่มีใครยอมเอาเงินหลายร้อยล้านบาทให้ใครยืม มาทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงแล้วคิดดอกเบี้ยต่ำได้ขนาดนี้หรอกครับ”
“แสดงว่า...เขาเห็นความเป็นไปได้ของธุรกิจของเรา อย่าคิดมากน่า เราไม่มีอะไรต้องเสียนะลูก...มีแต่ได้ อีกอย่างคุณเทพก็เสนองานให้ลูกหญิงด้วย ถ้าไม่รังเกียจ”
มานศรีโสภาคย์แปลกใจและสงสัย
“ดูเขาเป็นคนดี และใจกว้างมากเลยนะคะหม่อมแม่”
“ใช่สิจ๊ะ เพื่อนแม่ทุกคนเป็นคนดีกันทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นแม่ไม่คบหรอกจ๊ะ”
หญิงสาวหันไปถามพี่ชาย
“พี่ชายว่าไงคะ”
คำรณฤทธีถามกลับ
“หญิงล่ะ”
มานศรีโสภาคย์ตัดสินใจ
“หญิงขอไม่รับความหวังดีของคุณเทพก่อนได้มั้ยคะ”
“อะไรนะ หญิงมาน”
สรัสวดีไม่พอใจกับการตัดสินใจของลูกสาว ในขณะที่คำรณฤทธีก็แปลกใจ

เช้าวันใหม่...มานศรีโสภาคย์ และคำรณฤทธีเดินมาที่รถ สรัสวดีเดินมาด้วย หน้าตึงๆ
“หม่อมแม่คะ...”
“แม่ไม่เข้าใจ ทำไมลูกๆต้องตั้งแง่ ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากคุณเทพ”
“พวกเราซาบซึ้งในน้ำใจของคุณเทพ แต่หญิงขอจัดการเรื่องนี้กันเองก่อนได้มั้ยคะ”
“คิดเหรอว่าท่านลุงของหญิงจะช่วยพวกเรา”
“แต่ท่านลุงมีเลือดกฤตยาเหมือนพวกเรา...ยังไงท่านก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกเราเดือดร้อนหรอกครับ”
“ตามใจ”
“ไปค่ะ พี่ชาย”

หญิงมานศรี และคำรณฤทธีขึ้นรถไป หม่อมสรัสวดีขัดใจ ที่แผนการไม่ลื่นไหล

ทิวยืนดูคนงานตัดอ้อยอยู่มุมหนึ่งในไร่อ้อย เข้มวิ่งปรู๊ดมารายงาน
“นาย...ข่าวใหม่”
ทิวไม่ได้สนใจจริงจัง
“ข่าวอะไร”
“มีการเคลื่อนไหวแปลกๆ ที่บ้านนายใหญ่”
ทิวชะงัก สนใจขึ้นมาทันที

พวงทองกำลังคุมให้แม่บ้านทำความสะอาดห้องพักห้องหนึ่ง ผ่องทิพย์ยืนมองอยู่
“พี่พวงทำความสะอาดห้องแขกทำไม ใครจะมา”
“พี่ไม่รู้ พี่ทำตามคำสั่งของคุณเทพ ให้ทำความสะอาดห้องนี้รอไว้”
“แล้วทำไมไม่ถาม”
“พี่ไม่เห็นความจำเป็นต้องถาม”
“นี่ ถ้าไม่เต็มใจจะเป็นเมียคุณเทพนัก ก็ไปซะสิ จะมาอยู่เป็นก้างฉันทำไม”
“เมื่อไหร่ผ่องจะตาสว่าง ว่ากำลังรักและบูชาคนผิด”
“พูดเอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น หวังจะให้ฉันออกไปเอง ตัวเองจะได้ครองตัวคุณเทพไว้คนเดียวน่ะสิ แผนตื้นๆ”
พวงทองอายเด็กรับใช้
“กลิ่น เสร็จแล้วก็ไปทำอย่างอื่นไป”
กลิ่นยอบตัวเดินออกไป พวงทองจะเดินออกไป ผ่องทิพย์เข้าไปขวาง
“เมื่อไหร่จะไปๆสักที”
“ไม่ต้องกลัวหรอกผ่อง...ถึงวันนั้นพี่ไปแน่”
“แล้ววันไหนล่ะ”
พวงทองไม่ตอบ เดินหนีไป ผ่องทิพย์จิกตามอง
“ให้มันจริงก็แล้วกัน บอกไว้ก่อนนะ ถึงจะเป็นพี่ ฉันก็ไม่ไว้หน้า เสียทองเท่าหัว ฉันไม่มีวันยอมเสียผัวให้ใคร”

พวงทองเดินหนี ผ่องทิพย์อารมณ์เสีย จึงรีบเดินออกไป

มานศรีโสภาคย์ และคำรณฤทธีเดินเข้าไปในวังหม่อมเจ้าพหล รัชนีกรเดินเข้ามาหาสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“มาแล้วเหรอจ๊ะหลาน”
สองพี่น้องยกมือไหว้รัชนีกร
“หม่อมป้า...สีหน้าไม่ดีเลย มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ท่านลุงน่ะจ๊ะ”

พหลนอนหลับอยู่บนเตียง มานศรีโสภาคย์ และคำรณฤทธี ยืนดูอยู่ที่ประตูห้องกับรัชนีกร ไม่เข้ามา
“โรคหัวใจท่านกำเริบ...เมื่อครู่นี่เอง คุณหมอเพิ่งจะมาดูอาการ ทานยาแล้วท่านก็หลับไป ก่อนที่หลานจะมาสักพักนึงน่ะจ๊ะ ป้าก็ยุ่งๆเลยไม่ได้โทรบอกก่อน”
มานศรีโสภาคย์ และคำรณฤทธีหันมาสบตากันเป็นห่วงสุขภาพของลุง
“ว่าแต่ว่า หลานมีเรื่องอะไรจะปรึกษาท่านลุงจ๊ะ ฝากบอกป้าก่อนก็ได้”
“เรื่อง...”
มานศรีโสภาคย์ชิงพูด
“ไม่มีเรื่องอะไรสำคัญหรอกค่ะ...ไว้ให้ท่านลุงอาการดีขึ้น ค่อยเรียนปรึกษาท่านอีกทีก็ได้ค่ะ”
ชายคำรณมองหญิงมานย์อย่างไม่เข้าใจ
“ตามใจจ๊ะ”
“พวกเราไม่กวนแล้วนะคะ ขอให้ท่านลุงอาการดีขึ้นเร็วๆนะคะ”
“ขอบใจมากจ๊ะ”
มานศรีโสภาคย์ และคำรณฤทธีไหว้ลารัชนีกร แล้วเดินออกไป รัชนีกรเดินไปนั่งข้างๆ เฝ้าพหลต่อไปด้วยความเป็นห่วง

มานศรีโสภาคย์ เดินมาที่รถ คำรณฤทธีตามมาอย่างร้อนรน
“น้องหญิง...ทำไม...”
“ท่านลุงป่วยหนัก เราไม่ควรเอาเรื่องเครียดไปรบกวนท่านอีก อาการท่านอาจจะทรุดลงอีกก็ได้นะคะ”
“นั่นสินะ...พี่ก็ลืมคิดไป ถ้าเราทำอย่างนั้น ก็ดูจะเห็นแก่ตัวจนเกินไป”
“เราจะรับความช่วยเหลือจากเพื่อนหม่อมแม่ดีมั้ยคะ พี่ชาย”
คำรณฤทธีอึ้ง มานศรีโสภาคย์ รู้สึกเป็นกังวลและไม่แน่ใจ

สรัสวดียินดีมากที่ลูกๆตัดสินใจยอมทำตามตน
“ดีสิลูก แม่บอกแล้วว่าเพื่อนแม่เป็นคนดี ยินดีช่วยเหลือ”
มานศรีโสภาคย์ และคำรณฤทธีมองหน้า ยิ้มให้กัน เป็นอันตัดสินใจ
“ลูกตัดสินใจถูกแล้วจ๊ะ อย่าเอาเรื่องไปรบกวนท่านลุงเลย”
“ค่ะหม่อมแม่”
“แล้วเรื่องงานล่ะจ๊ะ ลูกหญิง สนใจมั้ย ไปเป็นเลขาคุณเทพ”
“เป็นเลขาคุณเทพเหรอคะ”
“ใช่จ๊ะ เงินเดือนดีนะลูก แต่ต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัด”
คำรณฤทธีเครียดๆเป็นห่วงน้อง
“แต่ชายไม่อยากให้น้องหญิงไปอยู่ไกลหูไกลตา ตอนนี้เราเหลือกันแค่สามคนเท่านั้น ชายเป็นห่วงน้อง”
สรัสวดีเห็นด้วย
“ก็จริงนะ...แม่ก็เป็นห่วง”
มานศรีโสภาคย์คิด ตัดสินใจ
“ให้หญิงไปเถอะค่ะ”
“น้องหญิง!”
“ถ้าหญิงยังอยู่ที่นี่ เสกก็จะยังไม่เลิกมาพบหญิง และคุณแม่ของเสกก็จะตามราวีเราไม่เลิก หญิงเหนื่อยค่ะ”
คำรณฤทธีอึ้ง สรัสวดีแอบยิ้มดีใจ
“แม่ก็เห็นด้วยนะ หลบไปสักพัก...ให้ต่างคนต่างทำใจกัน เอาไว้หญิงสบายใจเมื่อไหร่ค่อยตัดสินใจอีกทีก็ได้ว่าจะกลับหรือจะอยู่ต่อ”
“นะคะพี่ชาย...”
“ก็ได้...แต่มีข้อแม้ หญิงต้องเอาพิไลพรไปกับหญิงด้วย”
“ค่ะ...”

ทุกคนเริ่มมีความหวังกับชีวิต แต่หม่อมสรัสวดีหวังไกลกว่านั้น

ผ่องทิพย์เดินออกมาจากคฤหาสถ์ เตรียมตัวจะไปข้างนอก

“บุญปลูก นังบุญปลูก!”
บุญปลูกวิ่งเข้ามารับใช้
“ขา...คุณผ่อง”
“ไปบอกให้ตาสินเอารถออก ฉันจะเข้าเมือง”
ขวัญตาเข้ามา กำลังจะออกไปข้างนอกเหมือนกัน
“เสียใจนะ...เพราะว่าฉันก็จะให้ตาสินขับให้เหมือนกัน”
“รถมีตั้งหลายคัน แกก็ไปใช้คันอื่นสิ”
“ก็อยากใช้คันนี้อ่ะ...”
ผ่องทิพย์โมโห
“ชอบนักใช่มั้ย แย่งของคนอื่นเนี่ย”
ขวัญตาลอยหน้าลอยตาตอบ
“ไม่ได้ชอบหรอก...แต่ชอบมาก”
“ไม่ไหวแล้ว ขอทีเหอะ”
ผ่องทิพย์ปราดเข้าไปตบขวัญตาอย่างแรง
“โอ๊ย!...อย่างนี้ก็ได้เลย”
ขวัญตาปราดเข้าไปตอบโต้ ผ่องทิพย์เพลี่ยงพล้ำหันไปเรียกสาวใช้
“นังบุญปลูกเฉยทำไม มาช่วยฉันสิ”
“โอ๊ย...ไม่ดีหรอกค่ะ เรื่องของนาย บ่าวไม่เกี่ยว”
ผ่องทิพย์ตวาด
“นังบุญปลูก!”
“เดี๋ยวนี้เลยค่ะ คุณผ่องขา”
บุญปลูกเข้าไปจะช่วย แต่ถูกขวัญตาซัดเปรี้ยงออกมา ทิวและเข้มขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมา
“ซัดกันนัวเนียแล้วนาย...เข้าไปห้ามเหอะ”
“ไม่ต้อง!”
เข้มชะงัก
“แกว่าที่นี่กำลังจะต้อนรับสมาชิกใหม่ใช่มั้ย...”
“เห็นเขาลือกันนะนาย ว่าจะมาเป็นเลขานายใหญ่”
“ยินดีต้อนรับสู่นรก หึหึหึ”
ทิวขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไป เข้มตาม ผ่องทิพย์กับขวัญตาและบุญปลูกยังตบกันนัวเนีย
พวงทองและกลิ่นออกมาเห็น รีบเข้ามาห้าม
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ผ่อง ขวัญตา”
ผ่องทิพย์และขวัญตาก็ยังไม่หยุด

เสกสรรค์ขับรถเข้ามา แม่แล่มเข้ามายืนรอ ชายหนุ่มลงมาจากรถ ถือช่อดอกไม้มาด้วย แม่แล่มชิงตอบ
“คุณหญิงไม่อยู่แล้วค่ะ คุณเสก”
เสกสรรค์ผิดหวัง
“เหรอครับ...แล้วจะกลับมากี่โมงครับ ผมรอก็ได้”
“อย่ารอเลยค่ะ เพราะแม่แล่มเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คุณหญิงจะกลับมา”
เสกสรรค์แปลกใจ
“หมายความว่าไงครับ คุณหญิงไปไหนครับ”
“เสียใจด้วยนะคะ แม่แล่มบอกคุณไม่ได้จริงๆค่ะ คุณหญิงกำชับแม่แล่มเอาไว้ ขอตัวนะคะ”
แม่แล่มเดินเข้าข้างใน เสกสรรค์เสียใจ ผิดหวัง ที่มานศรีโสภาคย์หนีไป
“คุณหญิง...คุณหนีผมไปอยู่ที่ไหน”

เทพส่งรถตู้หรูไปรับมานศรีโสภาคย์ สรัสวดี พิไลพร และคำรณฤทธีแล่นมาตามถนนที่แวดล้อมไปด้วยไร่อ้อยอันกว้างใหญ่
รถตู้จอดหน้าคฤหาสน์ เทพเดินออกมากับล้วนเพื่อต้อนรับ ประตูรถตู้เปิดออก พิไลพรลงมาก่อนคนแรก ตามด้วยคำรณฤทธี สรัสวดี และมานศรีโสภาคย์ เทพ ยิ้มกริ่มเมื่อเห็นมานศรีโสภาคย์ ที่สวยสดใส
“ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรทัดเทพครับ สวัสดีครับหม่อม”
“สวัสดีค่ะ” สรัสวดีหันไปแนะนำมานศรีโสภาคย์ “นี่ไงลูก คุณเทพ เพื่อนผู้มีน้ำใจของแม่ จำได้มั้ยจ๊ะ”
“จำได้ค่ะ สวัสดีค่ะ”
มานศรีโสภาคย์ยกมือไหว้ เทพรับไหว้ ยิ้มอย่างเป็นมิตร คำรณฤทธีรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจเทพ สรัสวดีแนะนำลูกชาย
“ชายคำรณขอตามมาส่งน้องด้วย ดิฉันเลยถือโอกาสจะให้ลูกชายได้เรียนรู้ศึกษาวิธีการทำธุรกิจจากคุณเทพไปด้วย”
เทพยิ้มรับ
“ยินดีมากเลยครับ”
“และนี่พิไลพร เพื่อนพี่เลี้ยงของหญิงมานย์ค่ะ ดิฉันขอให้ตามมาดูแลลูกหญิงที่นี่ คุณเทพคงไม่ขัดนะคะ”
พิไลพรยกมือไหว้ เทพรับไหว้ยิ้มสายตาหวานมาก จนพิไลพรสะอึก รีบหลบตาทันที
“เต็มใจครับ ผมยินดีสนับสนุนทุกอย่างที่ทำให้คุณหญิงพักและทำงานที่นี่อย่างสบายใจที่สุด เชิญทุกคนไปพักผ่อนก่อนนะครับ เดินทางกันมาไกล นายล้วน ให้เด็กมาช่วยขนสัมภาระของคุณๆ”
“ครับ นายใหญ่”
สรัสวดีพอใจที่เห็นล้วนนอบน้อมและเรียกเทพอย่างเกรงขาม...เทพเชื้อเชิญ
“เชิญทุกคนครับ”
สรัสวดี มานศรีโสภาคย์ คำรณฤทธี พิไลพรเดินตามเทพไป ทิวมาหยุดดูเห็นมานศรีโสภาคย์ และทุกคนเพียงข้างหลัง รู้สึกคุ้นๆ ล้วนเห็นบุญปลูกทำลับๆล่อๆอยู่ที่มุมหนึ่ง
“นังบุญปลูก ไปตามคนมาช่วยขนกระเป๋าเร็ว เลขาคนใหม่นายใหญ่มาแล้ว”
“จ๊ะ พี่ล้วน”
บุญปลูกวิ่งจู๊ดหายออกไป

ผ่องทิพย์กำลังนอนอาบแดดอยู่ บุญปลูกวิ่งเข้ามารายงาน
“คุณผ่องขา คุณผ่อง”
“อะไร”
“เลขาคนใหม่นายใหญ่มาแล้วค่ะ”
“เป็นไง”
“สวยสดกว่าคุณผ่องอีกค่ะ ไม่อยากจะเม้าท์”
“นังบุญปลูก”
ผ่องทิพย์ผลักบุญปลูกอย่างแรงด้วยความโมโห บุญปลูกล้มก้นจ้ำเบ้า
“เลี้ยงไม่เชื่องนะแก เดี๋ยวเหอะ”
ผ่องทิพย์ลุกขึ้นใส่เสื้อคลุมอย่างขัดใจเดินออกไปทันที บุญปลูกรีบลุกขึ้น ออกไปอีกทาง
“เฮ้ย...ใครอยู่แถวนี้บ้างเว้ย ไปช่วยกันขนกระเป๋าหน่อยเว้ย”

มานศรีโสภาคย์ คำรณฤทธี สรัสวดี และพิไลพร ยืนท่ามกลางความโอ่โถงของคฤหาสน์ พวงทองพากลิ่นมาเสิร์ฟน้ำให้ทุกคนอย่างเรียบร้อย ไม่พูดอะไร จนทุกคนคิดว่าพวงทองเป็นแม่บ้าน เทพยิ้มแย้มนำเสนอ

“ผมเตรียมห้องพักไว้ให้คุณหญิงแล้ว อยู่อีกปีกหนึ่งของตึก เป็นสัดส่วนและเป็นส่วนตัวครับ”
“เกรงใจจังค่ะ ความจริง หญิงพักเรือนธรรมดาที่พนักงานพักกันก็ได้นะคะ”
“ไม่ได้ครับ คุณหญิงมีเกียรติมากกว่านั้น ผมต้องรับรองและดูแลอย่างดีที่สุด”
คำรณฤทธีมองรอบๆ อย่างสงสัย
“คุณเทพพักอยู่ในคฤหาสน์ใหญ่โตนี่เพียงคนเดียวเหรอครับ”
“ไม่หรอกครับ...”
ผ่องทิพย์เข้ามา ควงแขนเทพทันที ทุกคนตกใจ
“มีภรรยาอยู่ด้วยค่ะ”
เทพปรามเบาๆ
“ผ่องทิพย์”
“ค่ะ ดิฉันผ่องทิพย์ ภรรยาคุณเทพ ไม่ใช่แค่คนเดียวนะคะ พี่พวงทองนั่นก็คนนึง”
พวงทองอึ้ง ทุกคนตกใจ โดยเฉพาะสรัสวดี ขวัญตาเดินเข้ามา
“ขอแนะนำตัวบ้างนะคะ ดิฉันขวัญตา ภรรยาอีกคนค่ะ”
ทุกคนอึ้ง พิไลพรตาโต
“โอ้โห...สามคนเลยเหรอคะ”
เทพยิ้มเย็น พยายามปกติที่สุด
“ครับ...”
คำรณฤทธีโล่งใจ ในขณะที่มานศรีโสภาคย์ กับพิไลพรสบตากัน ยิ้มๆ เหลือเชื่อ...แต่สรัสวดีดูไม่พอใจมาก
“คุณเทพคะ ดิฉันขอคุยอะไรเป็นการส่วนตัวหน่อยได้มั้ยคะ”
“ได้ครับ”
เทพเดินนำสรัสวดีไปทางหนึ่ง ผ่องทิพย์ และขวัญตามองมานศรีโสภาคย์ อย่างไม่ถูกชะตา อย่างเปิดเผยจนมานศรีโสภาคย์ รู้สึกอึดอัด

เทพพาสรัสวดีมาคุยกันในห้องทำงาน สรัสวดีโวยวาย
“คุณมีภรรยาแล้ว ตั้งสามคนด้วย แถมอยู่ในบ้านเดียวกันซะอีก ดิฉันคงลำบากใจถ้าให้ลูกหญิงใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่แบบนี้”
“ถ้าผมจะเล่าความจริง หม่อมจะเชื่อผมมั้ยครับ”
“ความจริงอะไรคะ”
“ผมรับพวงทองและผ่องทิพย์มาเป็นภรรยาด้วยความจำเป็น...ถ้าผมไม่รับดูแลเอาไว้พวกเธอก็จะไม่มีที่พึ่งที่ไหน จะให้ผมทำยังไงเมื่อพ่อแม่ฝากฝังเอาไว้ก่อนที่พวกเขาจะตาย”
สรัสวดีอึ้ง
“ส่วนขวัญตา...ผมเอ็นดูเธอเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้นแต่เธอรักผมมากและขู่ว่าจะฆ่าตัวตายถ้าไม่ได้อยู่กับผม...ผมไม่ได้รักพวกเธอเลย”
“ยังไงมันก็เข้าใจยากอยู่ดี ฉันอุตส่าห์...”
“อุตส่าห์อะไรครับ”
“พูดตามตรงนะ ฉันรู้ว่าคุณพอใจลูกหญิงของฉัน และฉันก็เห็นว่าคุณดีพอที่จะดูแลลูกหญิงได้ ฉันจึงเปิดทางให้ แต่ถ้ามันเป็นแบบนี้...”
“แต่ผมยังไม่ได้จดทะเบียนยกย่องใครมาเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมรอใครสักคนที่ผมจะรักและคู่ควรกับผม และตั้งแต่ผมได้พบกับคุณหญิงวันนั้น...ผมก็คิดมาตลอดว่ามันถึงเวลาแล้ว”
“แล้วคุณจะจัดการเรื่องนี้ยังไง”
“ผมจัดการได้ ขอเพียงหม่อมสนับสนุนให้คุณหญิงได้อยู่ใกล้ผม...ผมจะทำให้คุณหญิงรักและยอมแต่งงานกับผม และวันนั้นจะไม่มีส่วนเกินใดๆในชีวิตผมอีก”
สรัสวดีลังเล...เทพลุ้นๆ

มานศรีโสภาคย์ กอดลาสรัสวดี
“รักษาเนื้อรักษาตัวนะลูก โทร.หาแม่บ่อยๆ นะ พิไลพรดูแลคุณหญิงดีๆนะ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะหม่อม คุณหญิงไปไหน พิไลพรไปที่นั่นค่ะ”
“หญิงไม่กักตัวพรไว้กับหญิงตลอดเวลาหรอกค่ะ พรเขาก็มีงานที่โรงพยาบาลของเขาเลิกงานก็มาอยู่เป็นเพื่อนหญิง”
คำรณฤทธีหันไปหาพิไลพร
“เหนื่อยหน่อยนะพร”
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าให้อยู่ห่างคุณหญิงสิคะ พรเป็นห่วงตายเลย”
“ไปนะน้องหญิง...มีอะไรไม่สบายใจ บอกพี่เลยนะ”
สรัสวดีค้อนลูกชาย
“ชายคำรณ...พูดเหมือนน้องมาอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนไปได้”
“ไม่ต้องห่วงหญิงหรอกค่ะ พี่ชาย หญิงดูแลตัวเองได้...ท่านพ่อก็ทรงคุ้มครองหญิงอยู่”
คำรณฤทธียิ้มให้น้องสาว
“หญิงเข้มแข็งเสมอ พี่รู้”
สรัสวดี และคำรณฤทธีขึ้นรถตู้ไป มานศรีโสภาคย์ และพิไลพรยืนส่งจนรถลับไป
“เดี๋ยวพรไปเก็บข้าวของให้เรียบร้อยก่อนนะคะ”
“จ๊ะ เดี๋ยวฉันจะเดินเล่นอยู่แถวๆนี้ล่ะ”
พิไลพรเดินเข้าบ้านไป มานศรีโสภาคย์ หันมองทุ่งกว้าง รู้สึกสดชื่น สบายใจ ออกเดินไป เทพที่แอบมองจากมุมหนึ่ง มองมา ยิ้มกริ่ม สมใจ

ในไอ้อย...บุญปลูกกำลังเม้ากับคนงานที่กำลังพักอยู่อย่างเมามัน ทิวกับเข้มเดินผ่านมา
“ท่าทางหยิบโหย่ง ดัดจริตมาก เห็นแล้วหมั่นไส้ ฉันว่านะอยู่ได้ไม่เกินสามวันหรอก ร้องไห้กลับบ้านแหงๆ”
เข้มเดินเข้ามา
“นินทาใครอยู่วะ นังบุญปลูก”
“ไม่ได้นินทาแม่แกก็แล้วกันน่ะ”
เข้มที่กำลังกินน้ำ ถึงกับสำลัก
“ก็ลองนินทาดูสิวะ จะได้เอาอ้อยยัดปากให้ ของชอบไม่ใช่เหรอ”
“ไอ้บ้า ไม่ใช่ช้าง!”
คนงานคนหนึ่งถามขึ้นอย่างสงสัย
“นี่...ว่าแต่ว่าสวยขนาดนั้น จะมาเป็นแค่เลขาแน่เร้อ”
คนงานงานอีกคนยิ้มๆ
“ฉันว่า นายใหญ่ต้องคิดอะไรมากไปกว่านั้นแน่ๆ”
บุญปลูกโวยใส่
“โอย คุณผ่องนายฉันได้ฉีกอกแม่เลขานั่นตายแน่...คุณหญิงก็คุณหญิงเห้อะ มาแย่งผัวได้ไง ตบไม่เลี้ยง”
ทิวชะงัก
“คุณหญิง...”
เข้มแปลกใจ
“ไหนบอกว่าสาวสวยไง เรียกคุณหญิง คุณหญิงตราตั้งที่ไหนวะ แก่คราวแม่เนี่ยนะ”
บุญปลูกค้อน
“ฉันหมายถึง มีเชื้อ เป็นผู้ดี หม่อมอะไรก็จำไม่ได้แล้ว เรียกไม่ถูกว่ะ”
เข้มมั่นใจ
“งั้นชัวร์แหงๆ...นายใหญ่ต้องวางไว้ให้เป็นเมียหมายเลขหนึ่งล่ะเว้ย”
ทิวรู้สึกสงสัย ก่อนจะไม่สนใจรีบเดินออกไปทันที
“นาย ไปไหนล่ะ”
“กลับบ้าน”
ทิวเดินหนีไปทันที

มานศรีโสภาคย์ เดินเล่นมาจนถึงริมลำธารรู้สึกเพลิดเพลิน เธอเดินชมนกชมไม้อย่างมีความสุข ทิวเดินมาจากมุมหนึ่ง เห็นมานศรีโสภาคย์ ก็จำได้ เขาพึมพำกับตนเอง
“คุณหญิงมานศรีโสภาคย์...หงส์อย่างเธอ สุดท้ายก็ต้องขายตัวเองแลกกับเงิน”

มานศรีโสภาคยังชมนกชมไม้ ไม่รู้ตัวว่ามีสายตาของทิวมองมาอย่างรังเกียจ

อ่านต่อตอนที่ 3 พรุ่งนี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...