xs
sm
md
lg

เกิดเป็นหงส์ ตอนที่ 1

เผยแพร่:

เกิดเป็นหงส์ ตอนที่ 1

รถยนต์คันหรูวิ่งตรงเข้าไปตามถนนในอาณาเขตของวังกฤตยา อันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งสองข้างทางเป็นสวนสวยงามร่มรื่น ที่ได้รับการตกแต่งดูแลเป็นอย่างดี รถคันนั้นเคลื่อนตัวผ่านไปเลี้ยววนรอบวงเวียนน้ำพุด้านหน้าตึกใหญ่ ซึ่งมีรูปปั้นหงส์สีขาวโดดเด่นเป็นสง่าวางอยู่ตรงกลางบ่อน้ำพุสวยแห่งนี้

แม่แล่มคนรับใช้เก่าแก่ ก้าวเดินมายังห้องนอนของ ม.ร.ว.มานศรีโสภาคย์ หรือหญิงมานศรี อย่างเร่งรีบขณะที่พิไลพรลูกสาวของแม่แล่ม ซึ่งมีอาชีพเป็นพยาบาล และเป็นคนสนิทของมานศรีโสภาคย์ ยืนรออยู่ที่หน้าห้องแล้ว
“มากันแล้วเหรอแม่”
“จ๊ะ ไปเรียนคุณหญิงที”
พิไลพรเดินไปเคาะประตูห้องทันที
“ว่าที่คู่หมั้นมาถึงแล้วค่ะ”

รถคันหรูวิ่งมาจอดที่หน้าตึกใหญ่ในวังแล้ว เสกสรรค์ก้าวลงมาจากรถ เขาเป็นชายหนุ่มที่ดูดี หล่อเหลา ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มยินดี ขณะที่บิดา รัฐมนตรีเสกสิทธิ์ และคุณหญิงพันทิพา ผู้เป็นมารดา ก้าวตามลูกชายลงมา ทุกคนมองเข้าไปด้านในของวัง เสกสรรค์ยิ้มแย้มยินดี
“คุณหญิงมานศรีย์โสภาค ของผม”
เสกสรรค์เดินตรงมายังห้องโถงใหญ่ของวัง เสกสิทธิ์ และพันทิพา เดินตามด้านหลัง ทั้งสามเดินเข้ามาอย่างมีความสุข พร้อมจะทำพิธีหมั้นในวังกฤตยา ขณะเดียวกันนั้นหม่อมสรัสวดีเดินเข้ามารับแขกอย่างไว้ตัว
“สวัสดีค่ะท่านรัฐมนตรีเสกสิทธิ์ และคุณหญิงพันทิพา”
เสกสิทธิ์และพันทิพาไหว้สรัสวดี
“กราบหม่อมสรัสวดีครับ” เสกสรรค์ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
หม่อมสรัสวดีรับไหว้อย่างงดงาม พันทิพามองหาหม่อมเจ้าอมรเทพ ประมุขแห่งวังกฤตยา
“ท่านชายอมรเทพล่ะคะ”
“พอดีท่านติดคุยงานอยู่ด้านบน...อีกสักครู่ก็ลงมาแล้วค่ะ”
พันทิพาไม่พอใจนัก
“ท่านน่าจะแยกแยะได้นะคะ ว่าธุรกิจกับงานหมั้น งานไหนสำคัญกว่ากัน”
ม.ร.ว.คำรณฤทธี เดินเข้ามาอธิบายในเชิงตำหนิพันทิพา
“ท่านพ่อให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวเสมอครับ...แต่การที่คุณหญิงกำหนดงานหมั้นอย่างกระทันหัน คงไม่ใช่ความผิดของท่านพ่อใช่ไหมครับ”
สรัสวดีหันไปถาม
“รอได้มั้ยคะ”
พันทิพาอึ้งที่ถูกต่อว่ารีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“อีกไม่กี่นาทีจะเริ่มพิธีแล้ว ฉันให้น้องๆนักข่าวเข้ามาสแตนบายเลยนะคะ”
สรัสวดีแปลกใจ
“เราคุยกันว่าจัดงานเป็นการภายใน ไม่ใช่เหรอคะ”
“ลูกชายท่านรัฐมนตรีหมั้นกับธิดาหม่อมเจ้าอมรเทพ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ จะจัดเงียบๆได้ไงคะ ไม่สมเกียรติค่ะ”
คำรณฤทธี ไม่พอใจนักที่พันทิพาทำทุกอย่างเพื่อเอาหน้า ขณะเดียวกันนั้นนักข่าวเข้ามาในห้อง
“นักข่าวมาพร้อมแล้ว...หญิงมานล่ะคะ”
พิไลพรและแม่แล่มเข้ามาบอกทุกคน
“คุณหญิงมาแล้วค่ะ”
เสกสรรค์และทุกคนหันไปมองที่ตำแหน่งบันไดกลางห้องโถงใหญ่ มานศรีโสภาคย์ในชุดไทยประยุกต์ ซึ่งเป็นชุดหมั้นที่ออกแบบพิเศษสีขาวแปลกตา ที่ไหล่มีเครื่องประดับเพชรรูปหงส์เด่นสง่า
เสกสรรค์ยืนมองหญิงสาวด้วยความตะลึงในความสวยงาม ทุกคนในห้องโถงต่างมองชื่นชม
มานศรีโสภาคย์เดินลงบันได ด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อย แต่แฝงด้วยความสง่างาม บรรดานักข่าวต่างกดชัตเตอร์ถ่ายภาพต่อเนื่อง มานศรีโสภาคย์ยิ้มให้นักข่าวโพสต์ท่าให้ถ่ายภาพ พันทิพาสะกิดบอกเสกสรรค์
“มัวตะลึงพรึงเพริศกับนางหงส์อยู่นั่นล่ะ เข้าไปถ่ายภาพคู่กับน้องสิจ้ะ”
เสกสรรค์เดินเข้าไปยืนคู่กับมานศรีโสภาคย์ ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความรัก
“เจ้าสาวผมสวยที่สุดในโลกเลยครับ”
“หมั้นก็ยังไม่ได้หมั้นเลยนะ...ขี้ตู่อย่างนี้...หญิงยกเลิกงานหมั้นดีกว่า”
“ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย...ผมก็ไม่มีวันปล่อยให้คุณไปจากชีวิตผม”
มานศรีโสภาคย์หันไปมองเสกสรรค์ ทั้งสองจ้องมองหน้ากัน เสกสรรค์สื่อภาษาทางสายตาบ่งบอกสัญญาใจที่มอบให้หญิงสาวว่าจะรักเธอตลอดไป มานศรีโสภาคย์ยิ้มหวานให้กับคนรัก ที่เธอจะร่วมใช้ชีวิตด้วย บรรดานักข่าวถ่ายภาพคู่รักแสงแฟลชวูบวาบ


มุมหนึ่งในไร่อ้อย...ทิว บรรณา ขี่ม้ามาท่ามกลางไร้อ้อยสูงสล้าง เร่งรีบไปที่โรงงานน้ำตาล ขณะที่ล้วน คนงานในไร่ กำลังเดินตรงไปยังรถบรรทุกน้ำตาล แต่แล้วทิวขี่ม้าเข้ามาขวางไว้
“ฉันไปส่งเอง”
ทุกคนชะงัก ทิวลงจากม้า เข้ม ลูกน้องคนสนิทของทิว มารับม้าจากทิวเอาไปล่ามไว้ ทิวเดินไปหา ล้วนยื่นกุญแจรถให้ ทิวจะรับกุญแจแต่ล้วนดึงกุญแจกลับ ทิวไม่พอใจ
“หมายความว่าไง”
“คุณเป็นหัวหน้าคุมโรงงานน้ำตาลกับไร่อ้อย ส่วนผมมีหน้าที่ควบคุมการขนส่ง อย่าก้าวก่ายกัน”
เข้มวิ่งเข้ามาข้างทิว ต่อว่าล้วน
“พี่ล้วน...ลืมไปแล้วหรือไงว่าคุณทิวก็เป็นเจ้าของที่นี่ด้วยเหมือนกัน”
“ก็แค่หุ้นส่วนเบอร์สอง...แต่ฉันเป็นลูกน้องคนสนิทของหุ้นใหญ่” ล้วนหันไปบอกเข้ม “แกลองใช้สมองชานอ้อยคิดดูว่า ใครใหญ่และฉันควรจะเชื่อฟังใคร...อย่ามาสั่ง”
ล้วนมองเย้ยทิวแล้วควงกุญแจรถด้วยปลายนิ้วชี้เดินผ่านทิวไป...ทิวดึงตัวล้วนกลับมาแล้วต่อยโครม ล้วนล้มลงกับพื้นกุญแจรถเหวี่ยงกระเด็นออกไปห่างพอสมควร ทิวมองเย้ยล้วนที่กล้ามาท้าทายเขา เข้มเดินไปหยิบกุญแจรถ
“ได้กุญแจรถแล้วนาย”
เข้มจะเอากุญแจไปให้ทิวแต่เจอนิค เรือง แก้ว ลูกน้องของล้วนขวางไว้ นิคแย่งกุญแจรถจากมือเข้มไป เข้มจะแย่งคืน แต่เรืองกับแก้วเข้าไปล็อกตัวไว้
“เฮ้ย...ไอ้หมาหมู่ ปล่อยสิวะ”
นิคถือกุญแจรถแล้วโยนไปที่กลางลานใหญ่กุญแจรถตกที่พื้น ทิวมองไปยังกุญแจรถ ล้วนลุกขึ้นมา ทั้งสองยืนห่างจากกุญแจรถในระยะทางที่เท่ากัน กลุ่มคนงานในโรงงานต่างทยอยวิ่งออกมาดูมวยระหว่างทิวกับล้วน กลุ่มคนงานเฮเข้ามามุงล้อมเป็นกรอบวงกลมโดยมีกุญแจรถเป็นจุดศูนย์กลาง ทิวมองไปยังล้วน ตัดสินใจวิ่งตรงไปยังกุญแจรถ ไม่ทันที่เขาจะได้หยิบกุญแจรถ ล้วนเข้ามาออกหมัดใส่ ทิวหลบอย่างมีชั้นเชิง แล้วหาจังหวะสวนกลับทำให้ล้วนโดนหมัดเข้าเต็มหน้า ล้วนไม่ยอมแพ้เข้ามาต่อยต่อสู้ ทิวก็สู้ยิบตา ฝีมือของทั้งสองสูสีกัน แต่ด้วยไหวพริบของทิว ทำให้เอาชนะล้วนได้ ล้วนถูกต่อยจนหน้าแตกเลือดไหลออกมาทรุดตัวล้มลง
กลุ่มคนงานเฮปรบมือเป่าปากให้กับชัยชนะของทิว เข้มดีใจได้จังหวะศอกกลับเรืองกับแก้ว แล้วยกหัวแม่โป้งให้ ทิวจะก้มเก็บกุญแจรถ แต่แล้วนิคเข้ามาเตะกุญแจรถออก ทิวเงยหน้าขึ้นก็โดนนิคเล่นงาน ทิวตั้งท่าจะสู้ ก็เจอเรืองกับแก้วเข้ามา กลายเป็นสามรุมหนึ่ง เข้มเห็นท่าไม่ดีจะวิ่งเข้าไปช่วย แต่ถูกคนงานพวกของล้วนรุมต่อยจนเข้มจุดทรุดตัวลงกองกับพื้น
ทิวตั้งท่าหมัดพร้อมต่อสู้กับหมาหมู่ นิคพุ่งเข้ามา ทิวออกหมัดต่อสู้ แต่โดนเรืองกับแก้วสวนกลับเข้ามา ในช่วงต้นของการต่อสู้ทิวเหมือนจะเอาอยู่ แต่เมื่อสามคนเข้ามารุมพร้อมกัน ทิวก็เสียท่าถูกต่อยและเตะทรุดตัวลงกองกับพื้น นิค เรืองและแก้วเข้ามาล็อกตัวไว้ เข้มนอนหมอบอยู่กับพื้น มองทิวด้วยความเป็นห่วง
ล้วนเดินตรงมาหาทิวเอามือเช็ดเลือดที่หน้า ซึ่งถูกทิวต่อยจนหน้าแตก
“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
ล้วนชักมีดออกมา ทิวมอง ล้วนจะปาดมีดลงมาที่หน้าของทิว แต่ทันใดนั้นมือหนึ่งมาจับข้อมือล้วนไว้แล้วหักมือจนมีดร่วงลงพื้น ล้วนถูกชายคนนั้นเตะขาพับทรุดตัวลงกองกับพื้นหมอบอยู่ตรงหน้าทิว ทิวเงยหน้าหันไปมองพบว่าผู้ที่เข้ามาช่วยคืดเทพผู้ที่มีศักดิ์เป็นอา
เทพเป็นอดีตหุ้นส่วนของพ่อ ที่ได้ครอบครองธุรกิจเกือบทั้งหมด ตามพินัยกรรมที่พ่อของทิวได้เขียนเอาไว้ก่อนเสียชีวิต ยกเว้นหุ้นส่วน 40 เปอร์เซ็นต์ที่พ่อโอนให้เป็นชื่อของทิวไว้ก่อนแล้ว ทิวไม่เคยเชื่อข้อความในพินัยกรรม แต่ไม่อาจต่อต้านอะไรได้ที่เทพกลายเป็นเจ้าของเกือบทุกอย่างที่เคยเป็นของทิว และครอบครัว
เมื่อนิค เรืองและแก้วเห็นว่าใครมาช่วยทิว ต่างก็ตกใจ
“นายใหญ่!”
นิค เรืองและแก้วรีบปล่อยตัวทิว ถอยกรูไปยืนอยู่กับล้วน ทิวค่อยๆลุกขึ้นยืนเช็ดรอยเลือด
“ฉันขอโทษแทนทุกคนด้วย”
ล้วนพยายามจะฟ้อง
“แต่นายใหญ่ครับ...”
เทพยกมือห้าม ไม่ต้องการฟัง ล้วนและลูกน้องต่างนิ่ง...เทพหันไปประกาศบอกคนงานทุกคน
“ฉันเคยบอกทุกคนแล้วว่า ฉันไม่ชอบการทะเลาะวิวาททำงานด้วยกันก็ต้องรักกัน...และที่สำคัญ ฉันเกลียดวิธีหมาหมู่และการเอาเปรียบคนไม่มีทางสู้” เทพหันไปบอกพวกล้วน “ขอโทษคุณทิวซะ”
นิค เรืองและแก้วตกใจที่เทพจะให้หัวหน้าอาวุโสระดับล้วนขอโทษทิว ล้วนมองหน้าทิวแล้วเดินตรงเข้าไปยกมือไหว้ขอโทษทิว
“ผมขอโทษครับคุณทิว”
นิค เรืองและแก้วจำต้องเดินเข้ามายกมือไหว้ขอโทษแล้วจะเดินออกไป เทพหันไปสั่งเสียงเฉียบ
“พวกนายย้ายออกจากโรงงาน ไปคุมคนงานตัดอ้อยที่ไร่”
ทั้ง 3 คนตกใจ ที่ถูกลดตำแหน่งทำงานในโรงงาน ต้องไปตากแดดคุมคนงานในไร่อ้อย
“ส่วนนายล้วน...ผมขอพบที่ห้องทำงาน”
“ครับนายใหญ่”
ล้วนกังวลใจกลัวจะถูกลงโทษ เดินออกไป นิค เรืองและแก้วเดินตามล้วนไป เทพก้มเก็บกุญแจรถส่งให้ทิว
“ฉันขอโทษแทนพวกเขาอีกครั้ง”
ทิวรับกุญแจแล้วเดินออกไป ไม่พูดอะไรกับเทพทั้งสิ้น เทพยืนยิ้มไม่ได้โกรธเคือง...ทิวเดินตรงไปที่รถ เข้มวิ่งเข้ามาสมทบชื่นชมเทพ
“นายใหญ่นี่แมนสุดๆเลย ยอมก้มหัวออกรับแทนลูกน้อง ฉันไม่แปลกใจเลย...ทำไมใครๆก็รักนายใหญ่”
“ชื่นชมมันก็ไปเป็นลูกน้องมันซะ”
เข้มจ๋อย แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ว่าทำไมทิวถึงได้โกรธแค้นเทพนัก ขณะเดียวกันนั้น เทพเดินตรงเข้ามาหา เข้มรีบวิ่งอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนนั่งด้านหน้า
“แค่คุมการผลิต ตรวจคุณภาพสินค้า ก็เหนื่อยพอแล้ว ทำไมต้องขับรถไปส่งเองด้วย”
“ผมต้องการพิสูจน์ว่าน้ำตาลที่ออกจากโรงงงานของผมมีคุณภาพ”
“ไม่เอาน่า...อย่าเอาความผิดพลาดที่ผ่านมาทำร้ายตัวเอง”
“ผมต้องการความจริง มันจะเป็นตัวชี้วัดความถูกต้องทั้งหมด...”
“ฉันยินดี...และพร้อมร่วมมือให้นายค้นหาความจริง เพราะอาจทำให้นายมองฉันในแง่ดีขึ้นบ้าง”
เทพมองทิว ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ทิวขึ้นรถ เทพส่งกำลังใจ
“ขอให้นายเดินทางโดยปลอดภัย”
ทิวขับรถออกไป เทพยืนส่งและยิ้ม


ในห้องโถง แสงแฟลชวูบวาบ นักข่าวรุมถ่ายภาพพันทิพาและเสกสรรค์
“บอกได้เลยค่ะ ว่าดิฉันปลื้มลูกสะใภ้คนนี้มาก” พันทิพานึกได้ “ประทานโทษค่ะยังไม่ได้หมั้นเลย ทำไงได้ล่ะคะ คุณหญิงมานศรีโสภาคย์เพียบพร้อมไปทุกเรื่อง ทั้งหน้าตา ฐานะ การศึกษาโดยเฉพาะเชื้อสายของวงศ์ ตระกูลเก่าแก่”
ขณะเดียวกันนั้นนักข่าวคนหนึ่งถามขึ้น
“ไม่ทราบว่าคุณหญิงไปไหนแล้วล่ะคะ”
ทุกคนนึกได้ หันไปมองไม่เจอมานศรีโสภาคย์ สรัสวดีหันไปถามคำรณฤทธี
“ชายคำรณ...น้องไปไหน...”
“บอกว่าจะไปตามท่านพ่อครับ”
สรัสวดีได้ฟังคำตอบก็มีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที


หม่อมเจ้าอมรเทพกำลังคุยโทรศัพท์ หน้าตาเคร่งเครียดอยู่ในห้องทำงาน
“ผมรู้ว่ามันสำคัญ...ผมขอเวลาเพียงสองชั่วโมง...ให้ผมได้ทำหน้าที่ของพ่อ...งานหมั้นเสร็จสิ้นผมจะรีบไปเคลียร์เรื่องหนี้”
อมรเทพจะพูดเรื่องหนี้สิน แต่เห็นมานศรีโสภาคย์เข้ามายืนอยู่ในห้องก็ ปรับเปลี่ยนอารมณ์ ไม่ต้องการให้ลูกสาวรู้ถึงปัญหาทางธุรกิจ
“ครับผม...แล้วเจอกันครับ”
อมรเทพวางสาย แล้วกดปิดเครื่องทันที มานศรีโสภาคย์สงสัย
“ท่านพ่อมีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ”
“เปล่าจ้ะ”
“แต่หญิงได้ยินท่านพ่อคุยงานเคร่งเครียด”
“งานก็คืองาน มันก็ต้องเครียดเป็นธรรมดา จะให้มีความสุขเหมือนได้อยู่กับลูกสาวที่รักของพ่อได้ไง”
มานศรีโสภาคย์สังเกตแววตาของอมรเทพ จับผิดบางอย่างได้
“ท่านพ่อกำลังโกหกหญิง”
“แย่จริง...ลูกสาวคนนี้รู้ไปหมดซะทุกเรื่อง พ่อบอกความจริงก็ได้ พ่อเครียดเรื่อง...”
มานศรีโสภาคย์รอฟัง อยากรู้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น แต่อมรเทพเลือกที่จะปิดบัง
“…ที่ต้องยกลูกสาวคนนี้ให้ผู้ชายคนอื่นไปดูแล”
มานศรีโสภาคย์ยิ้ม
“ท่านพ่อ...” เธอโผเข้ามาโอบกอดอมรเทพ “ก็แค่งานหมั้น หญิงยังไม่ไปอยู่ที่อื่นสักหน่อย ถึงแม้ต้องแต่งงาน หญิงก็ขออยู่ที่วัง อยู่กับครอบครัวของเราตลอดไป”
สรัสวดีเข้ามาในห้อง
“หมดเวลาแสดงความรักกันแล้วจ้ะ...ใกล้เวลามงคลแล้ว ลูกหญิงไปเติมหน้าแล้วไปเข้าพิธีได้แล้วจ๊ะ”
“ค่ะ”
มานศรีโสภาคย์ออกไปจากห้อง อมรเทพมองตามด้วยความรัก แต่สีหน้ามีความวิตกกังวลเรื่องงาน สรัสวดีหันไปถามอมรเทพ
“คุณเคลียร์เรื่องนั้นเรียบร้อยรึยังคะ”
อมรเทพยิ้มกลบเกลื่อน
“ไม่มีอะไรน่ากังวล ผมจัดการได้ เราไปทำพิธีกันเถอะ”
สรัสวดียิ้มคลายความกังวล แล้วเดินออกไปกับอมรเทพ
ในห้องพิธีหมั้น พันทิพาชะเง้อรอคอยมานศรีโสภาคย์ อมรเทพและสรัสวดีเข้ามาทำพิธี พันทิพาหันไปนินทากับเสกสิทธิ์
“ผู้ดีเขาไม่ใส่นาฬิกาใส่กันรึไง ถึงไม่รู้จักเวลา”
เสกสิทธิ์ปราม
“คุณหญิง...ท่านคงติดธุระสำคัญจริงๆ”
“จะมีอะไรสำคัญกว่างานหมั้นครั้งนี้อีก นี่ถ้าไม่เห็นแก่ชื่อเสียงและเกียรติยศของตระกูลกฤตยา ฉันไม่ยอมทนนั่งรอนานสองนานอย่างนี้หรอก”
เสกสรรค์หันไปเห็น
“คุณแม่ครับ ท่านมาแล้วครับ”
พันทิพาหันหน้าไปแล้วเปลี่ยนอารมณ์เป็นยิ้มแย้มต้อนรับทันที
“กราบสวัสดีเพคะท่านชายอมรเทพ...”
อมรเทพควงมานศรีโสภาคย์เข้ามาบริเวณงาน ตามด้วยสรัสวดี ทุกคนยกมือไหว้ อมรเทพรับไหว้อย่างสุภาพ จากนั้นเข้ามานั่งประจำที่
“ผมขอโทษท่านรัฐมนตรี และคุณหญิงด้วยนะครับที่ปล่อยให้รอ”
พันทิพายิ้มแย้ม
“ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันทราบดีว่า...”
สรัสวดีแอบเหยียด
“ถ้าคุณหญิงไม่คุ้นกับราชาศัพท์ ก็คุยกับท่านด้วยคำธรรมดาสามัญก็ได้ค่ะ ท่านไม่ถือองค์”
พันทิพาแอบเจ็บใจ
“ดีค่ะ...ดิฉันทราบดีกว่างานของท่านยุ่งมาก เพราะกำลังขยายโรงงาน แค่ท่านปลีกเวลามาร่วมพิธีได้ ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงแล้วค่ะ”
“งั้นเรามาเริ่มทำพิธีกันเลยครับ”
พิธีหมั้นเริ่มขึ้น เสกสรรค์และมานศรีโสภาคย์เข้าไปกราบเท้าอมรเทพและสรัสวดี จากนั้นก็เข้าไปกราบเท้าพันทิพาและเสกสิทธิ์
“ลูกเสก...สวมแหวนให้คุณหญิงสิ” เสกสิทธิ์บอก
พันทิพายื่นกล่องแหวนเพชรให้ เสกสรรค์จะรับ แต่พันทิพาหยิบแหวนขึ้นมาอวดนักข่าว
“แหวนเพชรเก้ากะรัตค่ะ สั่งทำพิธีสำหรับงานนี้เลยนะคะ มูลค่าเท่าไหร่ ขอไม่พูดดีกว่าค่ะ แต่เลขเจ็ดหลักค่ะ”
นักข่าวฮือฮาถ่ายภาพทันที สรัสวดีตื่นเต้นดีใจ อมรเทพยิ้มรับไม่พอใจกับการอวดร่ำอวดรวยของพันทิพา เสกสรรค์รับแหวนจากแม่แล้วสวมให้หญิงสาว มานศรีโสภาคย์มองหน้าเขาด้วยความรัก สรัสวดียื่นพานใส่แหวนหมั้นอีกวงให้ มานศรีโสภาคย์รับแหวนมาแล้วสวมแหวนให้เสกสรรค์ พันทิพาหันไปบอกนักข่าว
“ภาพนี้ลงหน้าหนึ่งนะคะ งานหมั้นระดับช้าง”
นักข่าวต่างกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ ขณะเดียวกันนั้น วิโรจน์เดินเข้ามาในงาน
“ผมพลาดนาทีสำคัญไปรึเปล่าครับ”
อมรเทพหันไปมองวิโรจน์ด้วยความแปลกใจและตกใจ
“คุณวิโรจน์!”
สรัสวดีหันมามองอมรเทพ รู้สึกกังวลที่วิโรจน์บุกมาที่งาน พันทิพาแปลกใจหันไปถามเสกสิทธิ์
“ใครคะ”
เสกสิทธิ์กระซิบ
“นักธุรกิจพันล้าน เจ้าพ่อเงินกู้รายใหญ่”
อมรเทพบอกทุกคน
“ผมขอตัวสักครู่นะครับ เชิญคุณวิโรจน์ทางนี้ดีกว่า”
อมรเทพจะพาวิโรจน์ออกไป แต่วิโรจน์ไม่ยอมไป
“จะไปไหนล่ะครับ ผมยังไม่ได้แสดงความยินดีกับคู่หมั้นเลย” วิโรจน์มองสินสอด “สินสอดทองหมั้นเยอะดี แต่คะเนแล้วไม่น่าพอ”
วิโรจน์จะพูดเรื่องหนี้สิน มานศรีโสภาคย์สงสัยถามขึ้น
“ขอโทษนะคะ คุณอาพูดเรื่องอะไรคะ”
สรัสวดีรีบขัดขึ้นเพื่อพาวิโรจน์ออกไป
“เรียนเชิญคุณวิโรจน์ด้านในดีกว่าค่ะ”
“ไม่ต้องอายหรอกครับ...อีกหน่อยครอบครัวท่านรัฐมนตรีและคุณหญิง ก็ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน หนี้สินของคุณก็เหมือนหนี้สินของเขา”
พันทิพาตกใจ
“หนี้สิน...หมายความว่าไงคะ”
“คุณอมรเทพกู้เงินไปขยายโรงงานผลิตอะไหล่พันกว่าล้าน แต่โดนพิษค่าเงินบาท หมดปัญญาหาเงินใช้หนี้ ผมจำเป็นต้องยึดโรงงาน”
ทุกคนรู้ความจริงก็ตกใจ
“แต่ขอประเมินอีกครั้ง ถ้าไม่พอ” วิโรจน์มองรอบๆห้อง “ผมอาจต้องยึดวังนี้ด้วย”
มานศรีโสภาคย์ไม่พอใจ
“ไม่มีทาง หญิงไม่ยอมให้ใครมายึดวังกฤตยาแห่งนี้เด็ดขาด”
วิโรจน์มองหน้า
“รึคุณหญิงจะให้คู่หมั้นใช้หนี้แทน” วิโรจน์หันไปถามอมรเทพ “ผมว่าท่านชายเดินหมากเกมนี้เก่งนะครับ หาทางออกให้ลูกสาวแต่งงานกับเศรษฐีใหม่”
อมรเทพไม่พอใจ
“ผมจะไม่เกรงใจแล้วนะครับ ขอเชิญคุณด้านนอก”
“ผมไม่ได้ตั้งใจมาป่วน” วิโรจน์มองไปทางครอบครัวพันทิพา “แค่มาแจ้งข่าวให้บรรดาลูกหนี้ในอนาคตได้ทราบไว้”
วิโรจน์เดินออกไป อมรเทพรักษาบรรยากาศหันมาคุยเรื่องงานหมั้น
“ผมคิดว่าเรามาทำพิธีต่อเถอะ”
พันทิพาไม่พอใจมาก
“แต่ดิฉันคิดว่าไม่จำเป็นแล้วค่ะ เพราะดิฉันขอถอนหมั้น”
เสกสรรค์ตกใจ
“คุณแม่!”
ทุกคนตกใจ มานศรีโสภาคย์รู้สึกเสียใจและผิดหวังที่พันทิพาประกาศยกเลิกงานหมั้น พันทิพาเดินลิ่วจะออกไปจากวัง เสกสิทธิ์เข้าไปเกลี้ยกล่อม
“คุณหญิงใจเย็นๆก่อน ทำอย่างนี้เท่ากับไม่ไว้หน้าท่านชาย”
“ไม่จำเป็นที่เราต้องเกรงใจผู้ดีตกยาก”
“แต่คุณแม่เป็นคนสนับสนุนให้ผมหมั้นกับคุณหญิงเองนะครับ” เสกสรรค์แย้ง
“สถานการณ์เปลี่ยน ชีวิตลูกก็ต้องเปลี่ยน”
เสกสรรค์วิงวอน
“คุณแม่ครับ แต่ผมรักคุณหญิงนะครับ”
“ความรักมันกินไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะหาลูกสาวผู้ดีเก่าที่มีโพร์ไฟล์ดีๆ ไม่มีหนี้มาแนะนำให้ลูกรู้จัก กลับไปได้แล้ว”
พันทิพาและเสกสิทธิ์ออกเดินไป เสกสรรค์หันกลับไปมองยังห้องทำพิธีด้านใน เป็นห่วงความรู้สึกของมานศรีโสภาคย์มาก


มานศรีโสภาคย์ยืนนิ่ง อึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งรับไม่ทัน อมรเทพเข้ามาขอโทษลูกสาว
“ลูกหญิง พ่อขอโทษ”
“ท่านพ่อไม่ต้องขอโทษหญิงหรอกค่ะ ท่านพ่อไม่ได้ทำอะไรผิด”
สรัสวดีเร่งเร้า
“ท่านชายต้องทำอะไรสักอย่าง จะปล่อยให้ลูกเป็นหม้ายขันหมาก ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านไม่ได้นะคะ”
อมรเทพหันมาบอกลูกสาว
“พ่อจะไปพูดกับท่านรัฐมนตรี และคุณหญิงให้เข้าใจ”
อมรเทพเดินออกไป สรัสวดีตามไป คำรณฤทธี เข้ามาปลอบน้องสาว
“น้องหญิงใจเย็นๆนะ ทุกอย่างจะต้องลงเอยด้วยดี”
คำรณฤทธี เดินตามอมรเทพและสรัสวดีไป มานศรีโสภาคย์ยืนนิ่ง พยายามตั้งสติ นักข่าวกรูเข้ามาถามมานศรีโสภาคย์ทันที
“คุณหญิงรู้สึกยังไงคะ”
“เสียใจไหมคะ”
มานศรีโสภาคย์ตาแดงๆ
“ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับพวกพี่ พี่จะเสียใจไหมคะ”
มานศรีโสภาคย์ย้อนกลับทำเอานักข่าวอึ้ง
“คุณหญิงหมั้นสายฟ้าแลบ เพื่อเอาสินสอดไปใช้หนี้จริงรึเปล่าคะ”
“ตระกูลของหญิงมีศักดิ์ศรีพอ ไม่แบกหน้าไปขอความช่วยเหลือจากใคร รึขอใครกินค่ะ”
“แล้วคุณหญิงจะทำยังไงต่อ หาแฟนใหม่ รึหนีรักไปมัลด์ดีฟ”
“ขอโทษนะคะ...พวกพี่คิดว่าชาวบ้านอ่านข่าวของหญิงแล้วช่วยเพิ่มรอยหยักในสมองรึเปล่า ถ้าไม่...กรุณาหยุดเขียนข่าวไร้สาระสักที”
นักข่าวอึ้งที่ถูกตอกกลับ มานศรีโสภาคย์เดินออกไปจากห้อง นักข่าวจะเข้าไปถามต่อแต่พิไลพรขวางไว้
“คุณหญิงลืมบอกอีกข้อค่ะ...ถ้ามีสำนึก กรุณากลับไปได้แล้วค่ะ”

โดนเหน็บอีก คราวนี้นักข่าวอึ้งไปทั้งแถบ ต่างยอมถอยทัพกลับออกไปทันที

อ่านต่อหน้า 2
เกิดเป็นหงส์ ตอนที่ 1 (ต่อ)

พันทิพา เสกสิทธิ์ และเสกสรรค์จะเดินออกไป อมรเทพ สรัสวดี และคำรณฤทธี เดินไปถึงพอดี

“คุณหญิง ได้โปรดฟังผมอธิบายก่อน เรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องส่วนตัวของผม ไม่เกี่ยวกับความรักของเด็กทั้งสอง”
เสกสิทธิ์เห็นด้วย “ใช่ครับ ผมก็เห็นด้วยว่าเราต้องแยกแยะเรื่องธุรกิจกับเรื่องนี้”
สรัสวดีรีบเสริม “คุณหญิงเองก็ชื่นชอบลูกหญิงไม่ใช่เหรอคะ คุณหญิงต้องการลูกสะใภ้ที่เพียบพร้อม”
พันทิพากลับยิ้มเยาะ
“แต่ตอนนี้บกพร่อง พูดตามตรงนะคะ ที่ดิฉันยอมให้ลูกเสกหมั้นกับคุณหญิง เพราะมองว่าชื่อเสียงของกฤตยา จะช่วยเกื้อหนุนการเมืองและธุรกิจของเราได้ แต่เมื่อทุกอย่างล่ม ก็ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดองกันอีกต่อไป”
อมรเทพฟังความจริงก็ยิ่งไม่พอใจ พันทิพามองหน้าพูดอย่างจริงจัง
“ดิฉันขอยืนยันคำเดิม ถอนหมั้น”
มานศรีโสภาคย์เข้ามา
“คุณหญิงไม่มีสิทธิ์พูดอย่างนั้นค่ะ เพราะหญิงต้องเป็นคนพูดประโยคนั้นเอง...หญิงขอถอนหมั้นค่ะ”
มานศรีโสภาคย์ตัดสินใจ จะถอดแหวนหมั้นออกแต่เสกสรรค์เข้ามาห้ามไว้
“ไม่นะ ผมไม่ยอม ผมรักคุณหญิง คุณแม่ครับยังไงผมก็จะแต่งงานกับคุณหญิงมาน”
เสกสรรค์เดินเข้ามายืนเคียงข้างมานศรีโสภาคย์ พันทิพาไม่พอใจ
“แม่บอกให้กลับ”
พันทิพายืนกรานความคิดเดิม จ้องมองเสกสรรค์ด้วยสายตาดุ มานศรีโสภาคย์มองเสกสรรค์ รอคอยการตัดสินใจของเขา เสกสรรค์เดินตรงไปหาแม่ มานศรีโสภาคย์รู้สึกเสียใจมากที่เขาไม่ยอมทำตามความคิดของตัวเอง พันทิพายิ้มอย่างผู้ชนะ เดินเชิดออกไป เสกสิทธิ์และเสกสรรค์เดินตามไป อมรเทพสรัสวดีและคำรณฤทธี เป็นห่วงความรู้สึกของมานศรีโสภาคย์มาก
“ลูกหญิง...”
มานศรีโสภาคย์เดินเสียใจกลับไปในบ้าน ทุกคนมองตามด้วยความเป็นห่วง


มานศรีโสภาคย์เข้ามาในห้องแล้วยืนนิ่งๆอึ้งๆ พิไลพรเข้ามา
“พรว่าหญิงมานกำลังต้องการพารา จะช่วยลดอาการปวดศีรษะ” พิไลพรเปลี่ยนใจ “แต่อย่าเลย...หญิงมานไม่ได้มีไข้ นอนพักดีกว่ามั้ยคะ”
“ฉันไม่ใช่คนไข้ของเธอนะคุณพยาบาล”
มานศรีโสภาคย์หันหน้ามายิ้มให้ พิไลพรแปลกใจ
“หญิงมานไม่เสียใจ”
มานศรีโสภาคย์ส่ายหน้า
“ไม่กังวล”
มานศรีโสภาคย์ส่ายหน้า
“ไม่ช็อก”
“ไม่เป็นอะไรทั้งนั้น...ฉันยังคงเป็นฉัน ไม่มีอะไรมาทำร้ายจิตใจฉันได้”
มานศรีโสภาคย์เริ่มถอดเครื่องประดับหยิบหงส์ที่หัวไหล่มองแล้ววางลง พิไลพรมองๆ
“อาการแบบนี้เรียกว่าช็อก...อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงเมื่อได้สติ ความเสียใจจะถั่งโถมยิ่งกว่าเขื่อนแตกซะอีก”
“ฉันจะไม่เสียใจคร่ำครวญทำตัวไร้สติ...ชีวิตต้องเดินต่อไป”
มานศรีโสภาคย์จะเดินเข้าห้องน้ำ พิไลพรจะตามไป มานศรีโสภาคย์หันมามองหน้า
“ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”
พิไลพรหยุดตาม มานศรีโสภาคย์เดินเข้าห้องน้ำไป
“อาการเป็นมากกว่าที่คิดไว้อีก” พิไลพรกังวลใจมาก


ขณะที่อมรเทพกังวลใจเรื่องปัญหาธุรกิจ สรัสวดีเข้ามาต่อว่าอมรเทพ
“ไหนท่านชายบอกว่าแก้ปัญหาทุกอย่างเรียบร้อยแล้วไงคะ”
“ผมพยายามที่สุดแล้ว”
“แต่ยังไม่พอค่ะ พรุ่งนี้ข่าวคงพาดหัว ตระกูลกฤตยาสิ้นท่า หาเขยมาใช้หนี้ แล้วเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
อมรเทพย้อนกลับ
“เราคือคุณ...”
อมรเทพรู้ดีว่าสรัสวดี เป็นคนห่วงหน้าตาของตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด
“ฉันเป็นห่วงความรู้สึกของลูกหญิง และห่วงเกียรติยศชื่อเสียงของตระกูลกฤตยา ที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน”
“ผมขอบคุณที่คุณยังตระหนักถึงชื่อเสียงของตระกูลกฤตยา มันจะเป็นการดีมากถ้าคุณระลึกในข้อนี้ และทำตัวให้สมกับใช้นามสกุลกฤตยา”
อมรเทพได้ทีตำหนิสรัสวดี ที่มักสร้างชื่อเสียเพราะไปเล่นการพนัน
“ท่านชาย ท่านกำลังดูถูกว่าฉันทำตัว...”
อมรเทพขัดขึ้น
“นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาตำหนิติติงกัน...ผมคิดว่าอาจถึงเวลาที่เราอาจต้องยอมรับความจริง...เราต้องขายวังแห่งนี้”
สรัสวดีตกใจ
“ไม่นะคะ เราจะขายวังแห่งนี้ไม่ได้”
“คุณมีเหตุผลอะไร”
“เพราะวังนี้เป็นมรดกตกทอด...มันคือเกียรติภูมิของกฤตยา...”
อมรเทพยิ้มให้ แล้วเดินมองภาพทศกัณฑ์ที่ประดิษฐ์ด้วยเพชรพลอยสวยงามมาก เป็นของตกแต่งในวัง
“หัวโขนที่ประดับด้วยเพชรพลอยมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งหนัก ถ้าเราเอาหัวโขนออก เลือกใช้ชีวิตที่เรียบง่าย บางทีอาจทำให้เราค้นพบความสุขที่แท้จริง”
สรัสวดียืนยันเสียงแข็ง
“ไม่ได้นะคะ จะให้ฉันกลับไปอยู่บ้านไร่ปลายนาฉันไม่ยอม...หน้าที่ของคุณในตอนนี้คือรักษาโรงงานและกอบกู้ชื่อเสียงของเราคืนมา”
สรัสวดีทะเลาะกับอมรเทพ มานศรีโสภาคย์เดินลงมาได้ยินการสนทนาแล้วเดินหนีออกไป สรัสวดีหันไปบอกอมรเทพ
“และสิ่งสำคัญในตอนนี้คือการไปปลอบใจลูกหญิง”
อมรเทพกลับเดินหนีออกไปที่ห้อง เพราะรู้ดีว่าในเวลานี้มานศรีโสภาคย์ไม่ต้องการการปลอบใจ สรัสวดีไม่พอใจที่อมรเทพไม่ตอบสนองความต้องการของเธอ
มานศรีโสภาคย์เดินไปที่รถสปอร์ตเปิดประทุนจะขับออกไปข้างนอก คำรณฤทธี เดินเข้ามา เปิดประตูจะเข้านั่งด้วย
“พี่ชายจะไปไหนคะ”
“น้องหญิงไปไหน พี่ชายไปด้วย”
คำรณฤทธี ต้องการอยู่เป็นเพื่อนเพื่อปลอบใจ มานศรีโสภาคย์ยิ้ม
“พี่ชายไม่ต้องห่วง หญิงไม่ทำร้ายตัวเอง...รึคิดสั้นหรอก หญิงขอขับรถรับลมให้สมองปลอดโปร่ง อีกเดี๋ยวหญิงก็กลับ”
“พี่เพิ่งกลับมาจากอังกฤษ ยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ขอไปด้วยคนสิ”
คำรณฤทธี จะเปิดประตูเข้าไปนั่ง
“ขอหญิงอยู่คนเดียวนะคะ”
“พี่จะนั่งเฉยๆ ทำตัวเป็นคนใบ้ไม่พูดสักคำ”
มานศรีโสภาคย์มองหน้าคำรณฤทธี ด้วยสายตาจริงจัง
“พี่ชายคะ”
คำรณฤทธี รู้นิสัยของน้องดี ยอมลุกจากที่นั่งเปิดประตูออกมานอกรถ
“ขับรถดีๆนะ”
มานศรีโสภาคย์ยิ้มให้ ดีใจที่พี่ชายรู้ใจเธอ
“ค่ะ...พี่ชาย...”
มานศรีโสภาคย์เข้าไปนั่งแล้วขับรถออกไป คำรณฤทธี มองด้วยความเป็นห่วง สรัสวดีวิ่งเข้ามาหาคำรณฤทธี
“ลูกปล่อยให้น้องออกไปได้ยังไง”
“คุณแม่ก็รู้นี่ครับ ถ้าน้องหญิงตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ไม่ว่าใครก็ขวางน้องหญิงไม่ได้”
สรัสวดีรับฟังอย่างเข้าใจ เพราะรู้นิสัยใจคอของลูกสาวดี ทั้งสองมองไปอย่างเป็นห่วง



ทิวกำลังขับรถไปตามเส้นทาง เพื่อนำน้ำตาลไปส่งลูกค้า เข้มที่นั่งข้างๆหันมาชวนคุย
“มันก็จริงอย่างที่พี่ล้วนพูดนะนาย หน้าที่ส่งน้ำตาลไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราไม่น่าต้องมาเหนื่อยขับรถไปส่งเลย”
“แต่มันเป็นวิธีเดียวที่ฉันจะพิสูจน์ว่า น้ำตาลที่ฉันตรวจสอบผ่านมาตรฐาน ไม่มีของปนเปื้อน”
ทิวคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่มีปัญหาเรื่องน้ำตาลไม่ได้คุณภาพ
ในอดีตที่ผ่านมา...นิคยกกระสอบน้ำตาลวางลงตรงหน้าทิว ล้วนเข้ามาต่อว่าทิว
“ลูกค้าตีกลับน้ำตาลล็อตนี้ทั้งหมด เพราะมีเศษอ้อยปนเปื้อน”
ทิวแปลกใจ
“เป็นไปไม่ได้ ฉันตรวจสอบความสะอาดทุกขั้นตอน”
เข้มต่อว่าล้วน
“อย่ามาใส่ความกันดีกว่า”
ล้วนเอามีดปาดกระสอบน้ำตาล แล้วเทน้ำตาลลงกองกับพื้น น้ำตาลทรายขาวที่มีเศษอ้อยปนเปื้อนอยู่จริงๆ ทิวและเข้มแปลกใจ เทพเดินเข้ามากับลูกค้า พยายามต่อรองกับลูกค้า
“ผมยอมรับความผิดพลาดในครั้งนี้ ผมจะส่งของให้เฮียล็อตนี้ฟรี เป็นการชดเชยที่ทำให้เฮียเสียหาย”
“อย่าให้ผิดพลาดบ่อยแล้วกัน อั๊วไม่อยากได้ของฟรี แต่อยากได้ของมีคุณภาพ”
ลูกค้าหันไปมองทิว ไม่พอใจการตรวจสอบคุณภาพของเขา
“ผมขอโทษแทนลูกน้องผมด้วยครับ...ผมสัญญาจะตรวจสอบสินค้าให้ดีกว่านี้ครับ”
ลูกค้ามองทิวไม่พอใจ เดินออกไป ล้วนตามลูกค้าออกไป เทพหันมาบอกทิว
“ฉันเข้าใจ คนเราผิดพลาดกันได้ แต่อย่าให้เกิดขึ้นอีก...มันจะสร้างปัญหาให้กับโรงงานเรา”
เทพเดินตามลูกค้าไป ทิวเดินมาที่กองน้ำตาลเอามือกอบน้ำตาลขึ้นมาดู แปลกใจที่มีเศษปนเปื้อน


ทิวขับรถไป แววตาเชื่อมั่นในข้อสันนิษฐานของตัวเอง
“น้ำตาลล็อตนั้นถูกเปลี่ยน...แล้วโยนความผิดมาให้ฉัน”
เข้มแปลกใจ
“นายใหญ่จะทำอย่างนั้นทำไม โรงงานเสียชื่อ เท่ากับฆ่าตัวตาย”
“ทำลายเครดิตฉัน เพื่อบีบให้ฉันขายหุ้น หลังจากนั้นทุกอย่างในอาณาจักรทิวเทพมิตร ก็จะเป็นของมันอย่างสมบูรณ์”
“ผมว่านายคิดมากเกินไป”
“คิดมากก็ดีกว่าคิดน้อย ถ้ายังไม่เลิกปกป้องมัน ลงไปจากรถ”
เข้มนิ่งเงียบทันที ทิวหน้าเครียด แต่มั่นใจว่าเทพอยู่เบื้องหลังการกลั่นแกล้งเขา
เทพยืนมองออกไปทางกระจกห้องทำงาน ยืนสั่งการโดยไม่ได้หันไปมองล้วน
“ทำอะไรให้ระวังหน่อย คิดจะกำจัดศัตรูอย่าอยู่ในที่แจ้ง”
ล้วนแปลกใจและยิ้ม ดีใจที่เทพต้องการเล่นงานทิว
“ทำยังไงก็ได้ อย่าให้สินค้าถึงปลายทาง”
ล้วนเข้าใจดีว่าเทพต้องการให้ขัดขวางการส่งน้ำตาลของทิว
“แต่มันจะทำให้โรงงานเรามีปัญหา ลูกค้าอาจยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าอีก”
“หาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ตอนนี้ฉันต้องกำจัดศัตรูหมายเลขหนึ่ง”
“หมายถึงกำจัดชีวิตมันด้วยหรือเปล่าครับ”
“ให้มันยอมขายหุ้นที่เหลือให้ฉันก่อน ถึงตอนนั้น มันก็ไม่มีค่าอะไรแล้ว”
ล้วนยิ้มรับ
“ครับนายใหญ่”
ล้วนรับคำแล้วเดินออกไปจากห้องทำงานไป เทพยิ้มอย่างพอใจที่หาทางจัดการทิว
“ที่นี่ควรมีเจ้าของเพียงคนเดียว”



มานศรีโสภาคย์ขับรถด้วยความเร็วมาตามถนนบนเชิงเขา เธอขับมาสักครู่ก็จอดรถกะทันหัน มานศรีโสภาคย์
กำลังโหลดความคิดเห็น...