xs
xsm
sm
md
lg

ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 14

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


 ลูกผู้ชายไม้ตะพด  ตอนที่ 14 

เจ๊กีจอดรถหน้าบ้านตัวเอง แล้วเดินเข้าไปในบ้านอย่างเศร้าๆ ขระนั้นหมอเพิ่งตรวจอาการไกรเสร็จเดินออกมาจากห้อง

“คุณไกรน่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 นะครับ ซึ่งผมแนะนำเจ๊กีว่าให้ใส่ผ้าปิดปากตลอดเวลา เพราะเชื้อมันแพร่กันง่าย ยิ่งคนสูงวัยมีโอกาสเป็นหนักกว่าด้วย ผมแนะนำให้จ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลดีกว่าครับ จะได้ไม่ติดกันเดี๋ยวหมอขอตัวก่อนนะครับ”
หมอบอกกับเจ๊กีแล้วเดินออกไป ระหว่างที่หมอเดินออกไปเจ๊กีก็เห็นแพรวาเดินสวนเข้ามา เจ๊กียิ้มออกที่เห็นแพรวา แพรวาส่งยิ้มอย่างไม่สะดวกใจนัก
ที่ตลาดสดขณะนั้นทิวาเดินตาขวางเข้ามาในตลาดสด ท่าทีของทิวาดูไม่เป็นมิตรจนชาวบ้านแตกฮือ ทิวาเดินตรงไปที่ร้านขายเนื้อหมู
“ข้าอยากได้เลือด”
พ่อค้าขายหมูหยิบเลือดหมูสดๆ ที่ใส่ชามไว้ ส่งให้ไกร ไกรดื่มกินมันอักอัก ชาวบ้านฮือฮา บางคนกรีดร้อง
“ไอ้ทิวามันเป็นบ้าไปแล้วรึไงน่ะ”
“อยู่ๆ ก็กินเลือดสดๆ ผีเข้ารึเปล่า”
อีกด้านหนึ่งที่บ้านพันเทพ พันเทพเอาเต็กกงที่ถูกมัดไว้ มาโยนลงบนเตียง
“อะไรของแกอีกเนี่ย ชั้นไม่ใช่ขี้ข้าแกนะ จะได้เอามาโยนตรงโน้นตรงนี้”
“ไม่ใช่ก็เหมือนใช่นั่นแหละ”
พันเทพเอาเทปผ้าปิดปากเต็กกงเอาไว้ไม่ให้พูดอะไร เต็กกงดิ้นอึกอัก โดนมัดมือไพล่หลัง มัดเท้าไปไหนไม่ได้ พันเทพหอบนิ่งคิดกับแผนการตนเอง
คืนนั้นทิวากินเลือดและเนื้อสดอย่างอร่อย แล้วมันก็ลุกขึ้น กลายร่างเป็นเวตาลบินไป เวตาลบินมาบนฟ้า แล้วก็เข้าหน้าต่างห้องนอนพันเทพกลายเป็นทิวาทิวาเห็นร่างหยุกหยิกคล้ายคนหลับนอนอยู่บนเตียง
“พันเทพ พ่อข้า ลาก่อน”
แล้วทิวาก็ขึ้นไปคร่อมร่างนั้นบนเตียง ก้มกัดผ่านผ้าห่ม ที่เริ่มดิ้นๆๆ เลือดท่วมผ้าห่ม เมื่อผ้าห่มเปิดออก กลายเป็นเต็กกง แล้วแหที่กางอยู่ด้านบนก็ถูกทิ้งลงมา พันเทพเข้ามาพร้อมไม้ตะพด เขาฟาดทิวา ที่ดิ้นอยู่ในแห
“คิดว่าจะฆ่ากันได้ง่ายๆ เหรอ ไอ้ลูกทรพี”
ทิวาโดนตี แล้วมันก็กลายร่างเป็นเวตาล อิทธิฤทธิ์ เพิ่มขึ้น แหหลุดออก ร่างเวตาลบอบช้ำจากการโดนตี แล้วเวตาลก็แบกร่างชุ่มเลือดของเต็กกงบินออกหน้าต่างไป
“ฝากไว้ก่อนเหอะ เพื่อนข้า”
พันเทพมองตาม เขาหอบเหนื่อย หงุดหงิดหัวใจที่ไม่อาจเอาชนะเวตาลได้
ส่วนแพรวา เธอเช็ดตัวให้ไกรอย่างทนุถนอม ไกรรู้สึกตัวขึ้นมานิดหน่อย เขาลืมตาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งปิดผ้าปิดจมูก เขาก็ค่อยๆ หลับตาลงคิดว่าคือพยาบาล ไกรหลับต่อไป แพรวาดูแลเขาอย่างดี
วันต่อมาสักกำลังคุยกับแก๊งวินมอเตอร์ไซค์อยู่ วินอีกส่วนดันกลุ่มบริเวณคนที่เดินผ่านแล้วถือของมาขาย ไถเงิน ชาวบ้านไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าโวยวาย
“ช่วงนี้รายได้เราหายไปเยอะ ไม่เห็นมีใครจ้างใครไปตีใครเลย มันเล่นไปตีกันเองซะหมดแบบนี้ เราก็ต้องมารีดไถแบบนี้ล่ะ”
“แล้วรายได้เดือนนี้พอจ่ายค่าเช่าวินมั้ย”
“ก็พอครับ แต่เงินไม่ค่อยเหลือไว้หมุนเลยลูกพี่”
อบเชยเดินผ่านมาบริเวณนั้นพอดี เธอถือขนมไปส่งตามร้านต่างๆ
“นั่นลูกไอ้ศรนารายณ์นี่”
แก๊งวินมอเตอร์ไซค์วิ่งกรูกันเข้าไปสมทบอีก อบเชยงง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย”
“ขยันทำงานแบบนี้ ก็น่าจะมีเงินมาให้เราใช้บ้างนะ”
“อะไรของแก”
“เดินผ่านแถวนี้ รู้มั้ยว่าใครคุม แล้วดูสิท่าทางจะเข้ามาหารายได้ซะด้วย”
“อ๋อ นี่จะมารีดไถเงินว่างั้นเถอะ ทุเรศจริง ไม่รู้จักอายตัวเองกันบ้าง”
“จ่ายมาดีๆ เถอะน่า จะได้จบๆ เราก็ไม่ได้อยากมีเรื่อง”
“ทุเรศ เงินคนอื่น เค้าก็หามาด้วยความยากลำบากทั้งนั้น แกจะมารีดไถกันง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง”
“งั้นก็คงต้องออกแรงกันหน่อยแล้ว”
อบเชยต่อสู้กับแก๊งวินมอเตอร์ไซค์คนเดียว เธอก็พอจะรับมือไหวอยู่บ้างแต่พวกสักมีหลายคนจึงตัดกำลังอบเชยไปมาก อบเชยเสียท่าล้ม สักจะเอาเฟืองจักรยานอาวุธเขาฟาดอบเชยแต่แล้วเขาก็ถูกไม้ตะพดมากันไว้
“รุมรังแกผู้หญิงคนเดียวแบบนี้จะดีเหรอ”
ลูกผู้ชายสู้กับแก๊งวินมอเตอร์ไซค์ ตัวสักเองไม่ยอมลูกผู้ชายควงเฟืองกะว่าฟาดลูกผู้ชายได้เต็มที่ แต่ศรนารายณ์ก็เข้ามาช่วยลูกผู้ชายอีกคน ทำเอาสักเสียหลักเฟืองที่ควงสายโซ่รัดคอตัวเองตาเหลือก แก๊งวินมอเตอร์ไซค์คนอื่นเห็นหัวหน้าเสียท่า จึงรีบพาสักล่าถอยไปในที่สุด
“ขอบคุณมากคุณศรนารายณ์ คุณเก่งเสมอเลย”
“แหม ของมันแน่อยู่แล้ว คราวนี้พวกไอ้สักคงหายซ่าแล้วล่ะ เพราะไอ้สักเจ็บหนักขนาดนั้น”
“คุณดูลูกสาวคุณเถอะ”
ลูกผู้ชายเดินจากไปพร้อมเสียงปรบมือ สรรเสริญของชาวบ้าน
ศรานารายณ์พาอบเชยกลับบ้าน และทายาให้อบเชย
“โอ๊ย...พ่อก็เบามือหน่อยสิ คนนะไม่ใช่กระสอบทราย”
“ก็พ่อมันมือหนักนี่”
ไม้พรวดพราวเข้ามาในบ้าน
“อบเชยเป็นไงบ้าง”
“ข่าวไวจริงนะ...เอ๊านี่มาทายาให้มันหน่อย พ่อทาให้มันบ่นจะแย่”
อบเชยนิ่งไม่สบตาไม้ ไม้เดินมารับยาจากศรนารายณ์ ศรนารายณ์ยืนมองดู
“เอ่อ อาศรมีธุระอะไรค้างอยู่ไม่ใช่เหรอครับ”
“ไม่มีนะ ว่างเลยวันนี้”
“มีจริงๆ”
“เรื่องอะไรวะ ทำไมนึกไม่ออก”
“ก็ เอ่อ... ก็ เจ๊กีไง เจ๊กีบ่นๆ ถึงอาศร เห็นเจ๊บอกว่าไม่เห็นหน้าอาศรนานแล้ว คิดถึง”
“บ๊ะให้มันได้แบบนี้... อบเชย เดี๋ยวพ่อไปก่อนนะ”
ศรนารายณ์รีบพรวดพราดออกไป
“พ่อ เดี๋ยวสิ...” อบเชยหันมามองไม้ ไม้ยิ้มรอ “โกหกผู้ใหญ่ บาป”
“ถ้าไม่ทำแบบนี้ จะได้อยู่กับเธอสองคนมั้ยล่ะ” อบเชยค้อนไม่พูดอะไร “นี่โกรธเรื่องเมื่อคืนใช่มั้ย”
“ชั้นมีหัวใจนะไม้ จะให้ชั้นยิ้มที่เห็นไม้ห่วงคนอื่นมากกว่าชั้น สนใจคนอื่นมากกว่าชั้นเหรอ”
“ชั้นขอโทษ ที่ทิ้งเธอไว้แบบนั้น แต่วันนี้ชั้นก็ไปช่วยเธอไว้นะ ดังนั้นก็หายกัน”
“สัญญาได้มั้ยล่ะ ว่าจะไม่ทำให้ชั้นเสียใจอีก”
“ถ้าเธออยากให้สัญญา ชั้นก็จะสัญญา ...ทีนี้หายโกรธรึยัง”
อบเชยกับไม้ยิ้มให้กัน
ที่บ้านพันเทพ ขณะนั้นราตรีกำลังคุยโทรศัพท์กับคนขับรถที่ไปส่งแพรวา
“ตกลงมันไม่ได้ไปสนามบิน แต่ไปบ้านไอ้ไกร..งจนป่านนี้ยังไม่ออกมาอีกเหรอ ขอบใจมาก” ราตรีวางหู “ชั้นทำขนาดนั้น มันก็ยังไม่เลิกกันอีกรึไง ทำไมนะ ชั้นจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้”
คืนนั้นทิวามาเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ภายนอกบ้านเมฆ เห็นไม้กับเมฆเดินไปเดินมาอยู่ด้านใน ทิวา
สอดส่ายสายตาหาไม้ตะพดในบ้านแต่ก็ยังไม่เห็น ทิวาแอบดูเมฆกับไม้ที่ริมหน้าต่าง เมฆรู้สึกแปลกๆ หันไปดูก็ไม่มีอะไร
“มีอะไรเหรอพ่อ”
“พ่อว่ามันมีอะไรแปลกๆ”
“อะไรแปลก”
“บอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าแต่ลูกเก็บไม้ตะพดไว้ดีแล้วใช่มั้ย”
“ดีแล้วครับ”
“ไม้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าห่วงอย่างอื่น นอกจากไม้ตะพด เข้าใจมั้ยลูก”
“พ่อพูดเหมือนว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี”
“อย่าลืมสิ เวตาลอาจจะจู่โจมเราเมื่อไหร่ก็ได้”
“พ่อหมายถึง ทิวา” เมฆหวั่นใจ “ถ้าถึงเวลานั้น ผมกับทิวา พ่อจะเลือกใคร”
เมฆเดินเลี่ยงไปทางอื่น ไม่กล้าตอบ
เวลาผ่านไป...ภายในบ้านเมฆปิดไฟนอนหลับกันแล้ว ในความมืดมีบางอย่างค่อยๆ ย่องมา เมฆกับไม้ยังหลับสนิททิวาค่อยๆ ย่องมาบริเวณที่ไม้และเมฆนอน
“เจ้าคิดว่าข้ามานี่เพื่อจะมาขโมยไม้ตะพดเหรอ... เจ้าโง่เอ้ย ข้ามาเพื่อฆ่าเจ้าไม้นี่ต่างหาก คำทำนายของฤๅษีที่ว่าเจ้าจะเป็นคนฆ่าข้าน่ะเหรอ ข้าอยากรู้ว่าถ้าเจ้าตายก่อน ไอ้ฤๅษีมันจะว่ายังไง” ทิวาชูมือของตนที่ค่อยๆ กลายเป็นมือเวตาล เล็บยาว แหลมคม น่ากลัว “แล้วข้าก็จะควักหัวใจเจ้าด้วยมือเปล่าด้วย”
ทิวาชูมือจะทะลวงเข้าไปที่หัวใจไม้ แต่แล้วก็ต้องชะงักเพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่ท้อง ทิวาก้มดู มันคือไม้ตะพดเสียบทะลุท้องของทิวา โดยเมฆ
“พ่อ...พ่อแทงผมทำไม”
“ไม่ใช่ แกไม่ใช่ทิวา”
เมฆช้ำใจจนน้ำตาริน ไม้ตื่นขึ้นมาพอดี แผลที่เวตาลโดนไม้ตะพดวิญญาณเหวะจนน่ากลัว
“ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะกลับมาฆ่ามันแน่”
ทิวาวิ่งพรวดออกไปจากบ้าน
“พ่อเป็นอะไรรึเปล่า” ไม้ถามเมฆอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรลูก” เมฆมองมือตัวเองที่สั่นระริก
“ขอบคุณพ่อมากนะครับ ถ้าไม่ได้พ่อผมอาจตายไปแล้วก็ได้” เมฆนิ่ง คิด “พ่อกำลังคิดห่วงทิวาที่พ่อทำไปเมื่อกี้ใช่มั้ย”
เมฆกังวลในสิ่งที่ไม้คิดจริงๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อแพรวาตื่นขึ้นมา เธอเริ่มมีอาการแปลกๆ ทั้งคลื่นไส้อาเจียนจนแพรวาเริ่มสังหรณ์ใจบางอย่าง แพรวาจึงตัดสินใจมาที่ร้านขายยา ขณะนั้นอบเชยเอาขนมมาส่งที่ร้านยขายยาเหมือนกัน
“ขนมมาส่งค่ะ”
อบเชยเดินยิ้มร่าเข้ามา
“ดูมีความสุขจังเลยนะ มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ” เภสัชกรถาม
“ไม้เค้าสัญญาว่าจะไม่ทำชั้นเสียใจอีกน่ะ” อบเชยยิ้มแก้มปริ
“แหม อินเลิฟ” อบเชยยิ้มรับ “นี่เดี๋ยวฝากอบเชยเอาไปวางไว้ด้านหลังให้หน่อยนะ”
“ได้ค่ะ”
อบเชยเดินเข้าไปหลังร้าน แพรวาใส่แว่นดำ ก้มหน้างุดๆ ไม่สบตาใครเดินเข้ามาในร้าน
“หายาอะไรสอบถามได้นะคะ”
“ที่ตรวจตั้งครรภ์น่ะค่ะ”
“ได้ค่ะ” อบเชยเดินออกมาจากหลังร้านเห็นแพรวาพอดี เธอเลยแอบดูแพรวาว่ามาทำอะไร “อันนี้คุณใช้เป็นรึยังคะ ถ้าไม่เป็นชั้นจะได้อธิบายให้”
“ไม่ต้องค่ะ” แพรวายื่นแบงก์ห้าร้อยให้ “ไม่ต้องทอนค่ะ”
แพรวารีบเดินออกไปจากร้าน อบเชยยืนอึ้งกับของที่แพรวาซื้อ
“เดาว่าคงมาซื้อครั้งแรกแน่ๆ ผู้หญิงส่วนใหญ่มาซื้อของแบบนี้ครั้งแรกก็อายแบบนี้แหละ”
เภสัชกรบอก อบเชยไม่ตอบอะไรเพราะมัวคิดถึงเรื่องที่ไปเจอไม้กับแพรวาในม่านรูดที่โรงแรม เรื่องที่แพรวาร้องไห้ฟูมฟายกับไม้เมื่อคืนวานอบเชยแทบจะเข่าอ่อน
แพรวาคว่ำผมตรวจไว้บนเตียงเธอรออย่างกระวนกระวายใจ ดูนาฬิกาว่าได้เวลารึยัง พอได้เวลา แพรวาค่อยๆ เปิดดูลุ้นกับผลตรวจที่ออกมา พอแพรวาเห็นผลตรวจก็มืออ่อนที่ตรวจครรภ์ร่วงจากมือ แพรวาร้องไห้ด้วยความรู้สึกสับสน
“ทำไมเป็นแบบนี้ ทำไม”
พอรู้ว่าท้องแพรวาจึงไม่กล้าอยู่ดูแลไกรต่อ แพรวาจึงมาคุยกับเจ๊กี
“ชั้นคงช่วยไกรได้แค่นี้นะคะ ชั้นต้องขอโทษคุณด้วย”
“ทำไมล่ะ ลื้อกับอาไกรไม่รักกันแล้วเหรอ หรือเป็นเพราะอั๊วที่เคยห้ามพวกลื้อคบกันใช่มั้ย ต่อไปอั๊วจะไม่ไปวุ่นวายอีก ขออย่างเดียวแค่อาไกรกลับมาเป็นคนดีเหมือนเดิม ไม่เป็นอย่างที่อีเป็นตอนนี้”
“ชั้นคงช่วยไม่ได้หรอกค่ะ เพราะชั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้เค้าเป็นแบบนั้น ชั้นต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ ขอโทษนะคะ” แพรวาจะเดินจากไป แล้วนึกขึ้นมาได้จึงหันกลับมา “ชั้นรบกวนอีกเรื่องนึงนะคะ อย่าบอกไกรว่าชั้นเคยมาที่นี่”
แพรวาเดินจากไปอย่างทุกข์ใจที่สุด
ขณะนั้นอบเชยนั่งสับสนอยู่ที่ท่าน้ำวัดพร้อมกับน้ำตาที่ยังไหลออกมาไม่หยุด
“ไม้จะไม่ใช่ของชั้นแล้วจริงๆ ทำไมต้องเป็นแบบนี้”
แพรวาเองก็มาปล่อยอารมณ์ที่นี่เหมือนกัน เธอเดินเข้ามาเจออบเชย
“อบเชย เธอเป็นอะไรรึเปล่า”
อบเชยหันขวับมองแพรวาตาขวาง อบเชยเข้ามาตบแพรวาหน้าหัน แพรวางง ไม่เข้าใจว่าเรื่องอะไร
“ชั้นเกลียดเธอ ชั้นอยากจะฆ่าเธอให้ตายไปซะตรงนี้”
“นี่มันเรื่องอะไร”
“เธอชนะแล้ว...ทำไมต้องตามมาเยาะเย้ยกันด้วย กลัวชั้นเสียใจไม่พอใช่มั้ย”
“อบเชย ช่วยอธิบายหน่อยได้มั้ย” อบเชยมองที่ท้องแพรวาแล้วมองหน้าแพรวา “อบเชย เป็นอะไรไป”
“ชั้นเกลียดเธอ”
อบเชยเดินจากไปทิ้งให้แพรวายืนไม่เข้าใจอยู่คนเดียว
“ชีวิตชั้น มีแต่คนเกลียดเพิ่มขึ้น แล้วก็เรื่องแย่ๆ สินะ”
แพรวาเศร้า ขณะนั้นราตรีเดินเข้ามาในห้องแพรวา เห็นกระเป๋าเดินทางของแพรวายังอยู่
“ยังไม่เดินทางจริงๆ ด้วย มันมีแผนอะไรของมันกันแน่” ราตรีเดินดูในห้อง เท้าก็ไปเหยียบเอาที่ตรวจครรภ์ที่แพรวาทำร่วงไว้ “โอ๊ย ทิ้งอะไรเกะกะเนี่ย” ราตรีเห็นเป็นที่ตรวจครรภ์เลยหยิบขึ้นมาดูแล้วเธอก็ต้องตาโตที่เห็นผล “ท้อง...ยายแพรวาท้องเหรอ ถึงว่าจะหนีกลับเมริกากะว่าแอบไปคลอดไม่ให้พ่อรู้ละสิ...คราวนี้ล่ะ เรื่องใหญ่แน่”
ราตรียิ้มสะใจ
แพรวาเครียดเรื่องท้องจึงมาหาไม้ที่บ้าน
“ไม้...ชั้นจะทำยังไงดี”
“คุณแพรวาบอกเรื่องนี้กับคุณไกรรึยังครับ”
“ชั้นไม่กล้า ชั้นกลัวสิ่งที่เค้าจะตอบกลับมา”
“แต่คุณแพรวาจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไม่ได้ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มากหรือจะให้ผมพูดให้”
“อย่าเลยชั้นว่ามันจะยิ่งไปกันใหญ่”
“ถ้างั้นจะปล่อยไว้แบบนี้เหรอ”
“ชั้นไม่รู้ ชั้นสับสนไปหมดแล้ว ถ้าพ่อรู้เรื่องนี้ ชั้นต้องตายแน่ๆ เลยอ่ะไม้”
“ใจเย็นๆ นะครับ ค่อยๆ คิด”
“ไม้รู้มั้ย ตอนนี้ชั้นไม่เหลือใครเลย มีแต่คนเกลียดชั้น มีไม้คนเดียวที่ยังรับฟังชั้นทุกเรื่อง ทำไมเธอดีกับชั้นนัก พี่น้องชั้นยังไม่ดีกับชั้นแบบไม้เลย”
“ก็คิดซะว่าผมเป็นพี่ชายคนนึงก็แล้วกันครับ มีอะไรปรึกษาผมได้ตลอด ถ้าช่วยได้ผมจะช่วย”
แพรวาเอนซบไหล่ไม้ ไม้ลูบหัวเบาๆ เหมือนพี่ชายห่วงน้องสาว อบเชยแอบดูอยู่ไกลๆ น้ำตาตก ทั้งหมดไม่มีใครรู้ตัวว่า ทิวาแอบดูอยู่ห่างๆ
“ลูกผู้ชายก็มีจุดอ่อนสินะ”
ทิวาพึมพำออกมาแล้วมองแพรวากับอบเชยตาเขม็ง
ศรนารายณ์นั่งหน้าเครียดอยู่ในบ้าน อบเชยเดินซึมเข้ามา
“อบเชย มานั่งข้างๆ พ่อหน่อยสิลูก” อบเชยนั่งข้างๆ ศรนารายณ์ซึมๆ เธอเอนตัวลงนอนหนุนตักพ่อ “เป็นอะไรน่ะเรา”
“เหนื่อย”
“ไปทำอะไรมาถึงเหนื่อย”
“รัก”
“ถ้างั้นคงเหนื่อยใจน่ะสินะ” อบเชยน้ำตาไหล “นั่นร้องไห้เหรอเรา”
“เปล่า เหงื่อต่างหาก”
“อบเชย มีคนติดต่อพ่อให้ไปเป็นคนเทรนด์นักมวยขึ้นชกน่ะ เงินอัดฉีดเยอะน่าดู”
“ก็ไปสิพ่อ พ่อชอบต่อยมวยไม่ใช่เหรอ”
“แต่เราคง...ต้องย้ายเข้ากรุงเทพนะ”
อบเชยชะงักไป
ทางด้านพันเทพ เขาเปิดเอกสารทำงานแต่ไม่มีสมาธิเอาซะเลย พันเทพปิดแฟ้มผลักมันออกห่างตัว
“โว้ย… เรื่องจะชิงไม้ตะพดมาให้ได้ก็ยังไม่จบ ดันมีทิวา เอ้ยไม่ใช่สิไอ้เวตาลนั่นเข้ามาแทรกอีก มันดูดวิญญาณทิวาไปแล้วคงมีพลังเต็มที่คราวนี้อะไรๆ ก็คงยาก” เสียงเคาะประตูดังขึ้น“เข้ามา”
ราตรีเปิดประตูเข้ามาในห้องพันเทพ
“พ่อคะ ช่วงนี้พ่อดูยุ่งๆ นะคะ”
“อืม ก็นิดหน่อย มีอะไรรึเปล่า”
“คือราตรีก็ไม่รู้ว่าควรจะบอกพ่อดีรึเปล่า คือราตรีไปเจอไอ้นี่ที่ห้องแพรวาน่ะค่ะ” ราตรียื่นที่ตรวจครรภ์ให้ พันเทพรับที่ตรวจครรภ์มาดู หน้าเครียด
“สัญลักษณ์แบบนี้มันหมายความว่ายังไง”
“ท้องค่ะ” พันเทพกำที่ตรวจครรภ์แน่นแทบจะบีบให้มันหักคามือ ราตรีสะใจที่เห็นพันเทพโกรธ
“เราควรจะทำยังไงต่อดีคะเนี่ย”
“ให้แพรวามาพบพ่อ เดี๋ยวนี้”
“คงไม่ได้หรอกค่ะ เพราะเห็นออกไปตั้งแต่เช้า ยังไม่กลับเข้ามาเลย”
ประโยคของราตรีเหมือนยิ่งสุมไฟโกรธของพันเทพให้ลุกโชน
แพรวาขับรถมาจอดหน้าบ้าน ประตูเหล็กค่อยๆ เปิด แต่เธอยังไม่ทันได้ขับรถเข้าไป พันเทพกับราตรีก็ออกมาหาเธอซะก่อน พันเทพปรี่มาเปิดประตูรถฝั่งเธอแล้วดึงตัวแพรวาออกมาจากรถ
“ออกมานี่นะแพรวา”
“คะพ่อ”
พันเทพเขวี้ยงที่ตรวจครรภ์ใส่หน้าแพรวา แพรวาตกใจที่พ่อเห็นแล้ว
“นี่มันหมายความว่ายังไง”
“คือ...หนูขอโทษค่ะพ่อ”
พันเทพตบหน้าแพรวาฉาดใหญ่ แพรวาหน้าหัน
“ขอโทษเหรอ ทำไมไม่รู้จักคิด ชั้นเป็นนักการเมืองแล้วลูกสาวก็มีข่าวว่าท้องแพร่ออกไปนี่มันจะเป็นยังไง หาคนดีๆ ให้ ลูกท่านรมต.ก็ไม่เอา ไปหาผู้ชายกระจอกๆ ไหนบอกมาซิว่ามันเป็นใคร” แพรวาปิดปากเงียบ เอาแต่ร้องไห้ “บอกมาว่าเป็นใคร นี่แกยังจะปกป้องมันอีกเหรอ ห๊า โง่รึไง”
“จะใครอีกละคะพ่อ ก็คงไม่พ้นลูกชายเจ๊กีนั่นไง”
“อ๋อ ไอ้นั่นใช่มะ ชั้นบอกแกแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับมัน แกก็ยังทำ”
“พ่ออย่าทำอะไรเค้านะคะ”
“แค่ทำมันน้อยไปสิ ชั้นจะฆ่ามันเลยคอยดู” พันเทพหันไปหาสมุน “พวกแกไปลากคอลูกเจ๊กีมาให้ชั้นเดี๋ยวนี้” สมุนพยักหน้าพร้อมกันแล้วเดินทางออกไป พันเทพหันไปสั่งสมุนที่เหลือ “เอาแพรวาไปขังที่ห้อง อย่าให้หนีไปไหนได้เลยนะ”
“พ่อขา อย่าทำอะไรไกรเลยนะคะพ่อ”
พันเทพสะบัดแขนแพรวาที่มาจับตัวเขาอย่างไม่สนใจ พันเทพเดินเข้าบ้านไป สมุนพาแพรวาเข้าบ้าน ราตรีมองแพรวาอย่างสะใจ
ราตรีกลับเข้าห้องแล้วโทรศัพท์หาสัก
“นี่นายสักใช่มั้ย...ชั้นอยากจะจ้างแกทำงานใหม่...งานก็ไม่ยากหรอกนะ เช้ามืดที่จะถึงนี่แกแค่ส่ง
คนเข้ามาในบ้านชั้น ลักพาตัวคนเดิมเลยที่ชั้นให้แกจัดการคราวที่แล้ว จำได้มะ…นั่นแหละ ก็แค่ลักพาตัวออกไปจากบ้าน ไปซ่อนไว้ซักที่แค่นั้น ที่เหลือชั้นจัดการเอง …ได้ เดี๋ยวชั้นจะให้คนส่งผังบ้าน แล้วห้องที่แกจะต้องเข้าไปหามันไปให้” ราตรีวางหู “หึหึ พอแกหายไปจากบ้านอีก ก็ไม่พ้นหนีตามผู้ชาย คราวนี้ล่ะ
พ่อเดือดกว่าเดิมแน่ ดูซิว่าลูกที่ทำตัวอย่างแกกับอย่างชั้น พ่อจะรักใครมากกว่ากัน”
ราตรีหัวเราะสะใจในแผนตัวเอง
แพรวาร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้อง ราตรีเปิดประตูเข้ามา
“โถๆๆๆ พี่สาวช่างน่าสงสาร กับลูกน้อยที่ไม่มีใครต้องการที่กำลังจะลืมตาดูโลก”
“สะใจมากละสิ”
“แน่นอนสิ ชั้นน่ะรอเวลานี้มาทั้งชีวิต วันที่ลูกสาวแสนดีกลายเป็นลูกสาวไวไฟคุมไม่อยู่”
“ชั้นรู้ว่าเธอเกลียดชั้น แต่ไม่รู้ว่าจะเกลียดถึงขนาดนี้”
“ก็รู้ไว้ซะสิ จริงๆ แค่นี้มันยังน้อยไปนะ ชั้นไม่อยากอยู่ร่วมโลกกับเธอด้วยซ้ำ ชั้นควรจะมีคนเดียวในโลก”
“คำว่าพี่น้อง มันคงไม่มีค่ากับเธอเลยสินะ”
“รู้แล้วก็ไม่น่าถาม เฮ้อ...ป่านนี้ไม่รู้นายไกรนั่นจะเป็นตายร้ายดียังไงนะ พ่อไม่มีทางเก็บมันไว้แน่”
“ไกร” แพรวานึกเป็นห่วงไกร
“ชั้นอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ จังเลย”
ราตรีพูดพร่ำไปแล้วหันหลังให้แพรวา แพรวาเป็นห่วงไกรตัดสินใจเอานาฬิกาปลุกใกล้มือทุบที่ขมับราตรี ราตีสลบไปแพรวาโยนนาฬิกาปลุกทิ้ง
“ขอโทษนะ”
แพรวาหยิบครีมล้างเครื่องสำอางมาทาที่หน้าของราตรีซึ่งแต่งหน้าจัด แล้วก็เช็ดออกอย่างรีบเร่ง
เมื่อจัดการกับราตรีเสร็จแล้ว แพรวาจึงจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมของตนให้เรียบร้อย ตอนนี้เธอเขียนปากจนแดงจัดเหมือนราตรี แล้วเธอก็มองราตรีที่ถูกจับแต่งตัวเป็นแพรวานอนสลบอยู่บนเตียง แพรวาแต่งตัวเป็นราตรีเพื่อหนีออกไปข้างนอกได้ง่ายขึ้น
แพรวาที่แต่งตัวเป็นราตรีจะเอารถออกจากบ้านแต่สมุนดักไว้
“จะไหนครับคุณ...” สมุนไม่แน่นใจ แพรวาจึงพูดจาดุดันแบบราตรี
“ถ้าไม่แน่ใจว่าชั้นเป็นใคร ก็เข้าไปดูนังคนเรียบร้อยในห้องนอนนั่นสิ”
“เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ คุณราตรี ตามสะดวก”
“พ่อให้ชั้นไปดู...ว่าไอ้พวกนั้นน่ะ ตามไปจับลูกเจ๊กีถึงไหนแล้ว”
“อ๋อ เชิญครับ”
สมุนเปิดประตูรั้วให้ แพรวาขับออกไป
แพรวาขับรถมาจอดข้างๆ รั้วบ้านเจ๊กี มองเข้าไปในบ้านเห็นสมุนเต็มหน้าบ้านเจ๊กีไปหมด แพรวามองซ้ายมองขวาเห็นทางไปหลังบ้าน แพรวาลงจากรถไปทางหลังบ้าน
แพรวาปีนเข้ามาทางหลังบ้านเจ๊กีแล้วกระโดดข้ามรั้วมาด้านใน เธอเข้าไปในบ้านจากประตูด้านหลัง...แพรวาเข้ามาในบ้านมืดๆ เธอเห็นโทรศัพท์จึงยกหูโทร.แจ้งความ

“ฮัลโหล คุณตำรวจเหรอคะ ตอนนี้มีคนมาดักรออยู่หน้าบ้านชั้นเต็มเลยค่ะ คุณตำรวจช่วยมาดูหน่อยสิคะ...”

 อ่านต่อหน้า 2 





 ลูกผู้ชายไม้ตะพด  ตอนที่ 14 (ต่อ) 

แพรวาเปิดประตูเข้ามาในห้องไกร เห็นไกรหลับอยู่แพรวาจึงเข้าไปปลุก

“ไกร ไกร”
ไกรสะดุ้งตื่นแล้วต้องตกใจเมื่อเห็นแพรวา
“คุณเข้ามาในห้องผมในยังไง”
“ชู่ววว เรื่องมันยาวค่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้คุณหนีไปกับชั้นก่อน”
“หนีใคร หนีทำไม”
“ก็หนีคนที่ตามล่าคุณไง”
“ผมไม่มีศัตรูที่ไหน”
แพรวาคว้าข้อมือไกร
“ไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวพ่อชั้นจับคุณได้แย่แน่ๆ”
“ทำไม” ไกรสะบัดมือแพรวาออก “ทำไมผมต้องหนีพ่อคุณ”
“คุณหนีไปกับชั้นก่อนไม่ได้เหรอ ที่ชั้นมาที่นี่เพื่อมาช่วยคุณนะ”
“ผมไม่ไปถ้าไม่รู้เหตุผล”
“คุณไม่ไว้ใจชั้นสินะ” ไกรเงียบ ไม่ตอบอะไร “เหตุผล...ก็เพราะสิ่งที่คุณทำกับชั้นไว้ไง ต้องให้ชั้นลง
รายละเอียดอีกรึเปล่าว่าเรื่องอะไร”
“ก็ไม่น่าใช่ผมคนเดียวที่จะโดน แล้วไม้ล่ะ”
“คุณดูถูกชั้นมากเกินไปแล้วนะ ชั้นคือคนที่ต้องรับผลจากอารมณ์ชั่ววูบของคุณ มันแค่บำบัดความโกรธคุณ แต่กับสิ่งนี้มันต้องอยู่กับชั้นทั้งชีวิต”
“คุณพูดอย่างกับคุณไม่เคย...”
แพรวาตบหน้าไกร
“ถ้าชั้นจะบอกว่าชั้นไม่เคยมีอะไรกับใครคุณจะเชื่อชั้นมั้ย แล้วตอนนี้ชั้นก็กำลังท้องกับคุณ คุณจะเชื่อรึเปล่า” ไกรมีสีหน้าลังเล “คุณไม่ต้องตอบละ ชั้นน่าจะรู้มาตั้งแต่แรกว่าคุณเชื่อสิ่งที่คุณคิดมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ชั้นไม่น่าโง่มาช่วยคุณเลย”
แพรวาร้องไห้เดินมาขึ้นรถที่จอดอยู่ ไกรมองเห็นไฟหวอรถตำรวจที่มาจอดอยู่หน้าบ้าน กำลังจับกุมสมุนของพันเทพ ไกรยืนมองเห็นสิ่งที่แพรวาช่วยเขาไว้ทำให้รู้สึกผิด
กลางดึกคืนนั้นที่กระท่อม เวตาลเงยหน้าขึ้นมาบริเวณปากเปื้อนเลือดในมือมีร่างคนตายอยู่
มันทิ้งซากคนตายลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี ไปรวมกับชาวบ้านที่นอนตายอยู่อีกคน
“ข้าพร้อมที่จะตามล่าพวกเจ้าแล้ว”
เวตาลคำราม แล้วเดินออกจากกระท่อม พอเวตาลเดินพ้นประตูบ้านก็กลายร่างเป็นทิวาอีกครั้ง
เช้ามืดวันรุ่งขึ้นแก๊งวินมอเตอร์ไซค์ปีนเข้ามาในบ้านพันเทพ 2 คน แก๊งวินมอเตอร์ไซค์อาศัยความว่องไวจัดการกับสมุนที่เฝ้าประตูของพันเทพจนสลบเหมือด จากนั้นก็เปิดประตูให้สักเข้ามาทางปกติ สักใส่เฝือกที่คอแต่ก็ยังมาทำงานเอง แก๊งวินมอเตอร์ไซค์ทั้งหมดแอบย่องเข้าบ้านพันเทพ
สักเดินนำมาตามแผนผังห้องที่ได้มาจนหยุดยืนหน้าห้องแพรวา สักพยักหน้ากับแก๊งวินมอเตอร์ไซค์ผู้ช่วยให้เข้าไป...สักและสมุนเดินเข้ามาในห้องแพรวา เห็นราตรีนอนใส่ชุดแพรวาอยู่บนเตียงก็เข้าใจว่าเป็นแพรวา
“ใช่ คนนี้แหละ” ราตรีเริ่มรู้สึกตัวงัวเงียขึ้นมา “ระวังมันตื่น” ผู้ช่วยรีบเข้าไปโปะยาสลบราตรีสลบไปอีกรอบ “ไป รีบพาออกไป เร็ว”
ผู้ช่วยของสักอุ้มราตรีออกทางประตูบ้าน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านศรนารายณ์ อบเชยยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน อบเชยไม่ทันระวังตัว เธอหันไปเจอทิวา ทิวาแตะหน้าผากเธอทีเดียวอบเชยก็นิ่งตัวอ่อนปวกเปียก ทิวาอุ้มอบเชยไป ศรนารายณ์แต่งตัวชุดกีฬาเดินออกมาหน้าบ้าน
“อบเชย อบเชย …เมื่อกี้มันยังอยู่ตรงนี้นี่”
ขณะนั้นไม้วิ่งออกกำลังกายตอนเช้ามาตามถนน เขามองเห็นสักกับพวกท่าทางมีพิรุธ ไม้แอบดู แล้วไม้ก็เห็นผู้ช่วยสักอุ้มราตรีแต่ไม้เข้าใจว่าเป็นแพรวาออกจากรถกะบะ กำลังจะเอาขึ้นไปในห้องแถว
“คุณแพรวา”
พวกของสักเอาแพรวาไปโยนไว้ในห้องแถว ไม้รีบเข้าไปต่อสู้กับสักที่ด้านนอกห้องแถว ไม้ต่อสู้กับพวกสักและแก๊งวินมอเตอร์ไซค์อย่างไม่ยากเย็นนัก
ทิวาโฉบเข้ามาทางหน้าต่างห้องแถว เข้ามาในห้องแถว เห็นราตรี จึงเข้าใจว่าเป็นแพรวา
“นังแพรวา”
ขณะที่ด้านนอกต่อสู้กัน ทิวาอุ้มราตรีไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครเห็น
ไม้ สักและผู้ช่วยของสักต่อสู้กัน จนในที่สุดไม้ก็ล้มสักได้ แก๊งวินมอเตอร์ไซค์อีกสองคนก็ทุลักทุเล ไม้เหยียบยอดอกสัก สักยอมไม่สู้อีกต่อไป
“เมื่อไหร่แกจะเลิกทำงานรับจ้างทุเรศๆ แบบนี้”
“เมื่อวินมีรายได้พอเลี้ยงตัวเองน่ะสิ พันเทพเก็บค่าเช่าวินแพง เราต้องทำงานใช้หนี้ แล้ววินต่างจังหวัด ใครจะขึ้นกันนักหนา”
“ขอให้มันจริงอย่างที่แกว่าเถอะ ที่เป็นแค่เรื่องเงิน ไม่ใช่เพราะนิสัยที่แก้ไม่หาย”
ไม้เดินไปที่ในห้องแถว แต่ไม่เห็นราตรีแล้ว
“แพรวาหายไปไหนแล้ว พวกแกใช่มั้ย พวกแกเอาไปซ่อนใช่มั้ย”
“ไม่ใช่ พวกเราไม่รู้เรื่องแล้วจริงๆ”
ไม้สงสัยเกี่ยวกับการหายไปของหญิงสาว
อบเชยกับราตรีถูกพามาที่ชายป่า ทิวายืนดูหญิงสาวทั้งสองคนที่ถูกผูกแขนห้อยลงมาจากต้นไม้ ทิวาเดินอยู่บนพื้นดินแล้วหัวเราะมีความสุข
“มนุษย์ที่มีความรัก หารู้ไม่ว่าเปิดจุดอ่อนตัวเองให้คนอื่นได้ทิ่มแทง”
เช้าวันรุ่งขึ้นพันเทพยังไม่รู้เรื่องราตรีที่หายตัวไปขณะยืนฟังการรายงานจากสมุน
“คนของเราอยู่ที่โรงพักหมดเลยครับ มีคนโทรแจ้งตำรวจครับ เราเลยยังจับตัวลูกชายเจ๊กีไม่ได้เลย”
“โธ่เว้ย นี่มันบังคับให้ชั้นไปฆ่ามันถึงที่เลยใช่มั้ย”
พันเทพกำหมัดแน่น แค้นไกร
ไม้กลับมาบ้านหยิบไม้ตะพดออกมาเพื่อออกตามหาราตรีที่คิดว่าเป็นแพรวา ไม้ได้ยินเสียงกุกกัก
“ใครน่ะคุณแพรวารึเปล่า คุณแพรวา” ทิวาโผล่ออกมาให้ไม้เห็นหลังไวๆ ทิวายิ้มหลอกล่อไม้
“เวตาล”
ทิวาวิ่งหนีไป ไม้วิ่งตาม อีกทางหนึ่งศรนารายณ์มาตามหาอบเชยที่บ้านเมฆ
“อบเชย อยู่นี่รึเปล่าลูก”
ศรนารายณ์ชะเง้อดูในบ้านไม่เห็นใคร ศรนารายณ์หันไปเห็นไม้ที่กำลังวิ่งตามบางอย่างอยู่ ศรนารายณ์จึงตามไป
ไม้วิ่งตามทิวามาจนถึงชายป่า ทิวาก็หายไป ไม้เดินเข้าไปที่ชายป่า
“ไม้มาที่นี่ทำไมนะ”
ศรนายรายณ์บ่นอย่างแปลกใจขณะเดินตามไม้เข้าไปที่ชายป่า
ไม้เดินเข้ามาที่ชายป่าก็เห็นราตรีกับอบเชยถูกแขวนข้อมือห้อยอยู่บนต้นไม้ก็ตกใจ
“อบเชย คุณแพรวา”
ไม้จะวิ่งเข้าไปช่วย เวตาลก็ออกมาดักหน้าไม้เอาไว้
“ใจเย็นหน่อยสิเจ้า คิดว่าข้าจับสองนางนี่มาเพื่อให้เจ้ามาแก้มัดแล้วก็จบงั้นเหรอ แบบนั้นมันก็ไม่สนุกน่ะสิ”
“แกต้องการอะไรอีก ทำไมต้องจับสองคนนี้มาด้วย เค้าเกี่ยวอะไร”
“เกี่ยวสิ...ความผูกพันของเจ้ากับนางยังไงล่ะ”
เวตาลหันไปทางราตรีและอบเชย เวตาลเพียงเป่าลมเบาๆ ทั้งสองก็รู้สึกตัว
“โอ๊ย อะไรกัน ทำไมชั้นถูกมัดแบบนี้ โอ๊ย...” ราตรีโวยวายทันทีเมื่อรู้สึกตัว
“คุณแพรวา ใจเย็นๆ นะครับ ผมจะหาทางช่วยคุณเอง”
“แพรวาเหรอ” ราตรีก้มมองชุดตัวเองก็เป็นชุดแพรวา จึงนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่โดนของแข็งกระแทกหัว “แพรวา ร้ายนักนะ” ราตรีพึมพำออกมา
“อบเชย เธอไม่ต้องกลัวนะ”
อบเชยนิ่ง ราวกับว่าไม่กลัวความตาย อบเชยหันมองแพรวาที่อยู่ข้างๆ แล้วเหลือบมองท้องของแพรวา
ไม่มีใครสังเกตว่าขณะนั้นศรนารายณ์แอบซุ่มดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ ศรนารายณ์เห็นเวตาล
“นั่นมันตัวอะไรน่ะ คล้ายๆ...ไอ้ตัวประหลาดที่เคยเห็นที่บ้านไอ้พันเทพเลย”
ไม้ห่วงทั้งอบเชยและราตรี
“แกจะให้ชั้นทำยังไงก็ว่ามาเร็วๆ พวกเธอทรมานจะแย่” ไม้ถามเวตาล
“สตรี1 ชีวิต แลกด้วยไม้ตะพด 1 อัน กติกาง่ายๆ แค่นี้เอง เจ้าว่าอย่างไรล่ะ”
“ชั้นมีไม้ตะพดแค่อันเดียวเท่านั้น แกก็น่าจะรู้ว่าอีกอันต้องไปทวงที่ไหน”
“นั่นก็เป็นหน้าที่เจ้า ไม่ใช่หน้าที่ข้า”
“พันเทพไม่ยอมให้ไม้ตะพดใครหรอก ไม่มีทางเลย”
“นั่นก็เป็นปัญหาของเจ้า ไม่ใช่ปัญหาของข้า”
“ไม่ได้การละ ถ้าคุณแพรวาแขวนอยู่นานๆ แบบนี้ ไม่ดีต่อเด็กในท้องแน่ๆ” ไม้คิดในใจแล้วมอบอบเชย ไม้อัดอั้นตันใจเดินวนไปวนมา “แกเอาชั้นไปแทนสองคนนั้นได้มั้ย”
ไม้ต่อลองกับเวตาล
“ชั้นไม่ได้อยากได้แก ชั้นอยากได้ ตะพด เร็ว...เลือก ว่าแกจะช่วยใคร”
ไม้นิ่งมองอบเชย ราตรีดิ้นรนพยายามจะให้รอด
“ชั้นท้องอยู่นะ จะให้เด็กตายไปด้วยงั้นเหรอ”
ไม้จำใจ พูดออกมา
“อบเชย ชั้นขอโทษนะ”
“หมายความว่ายังไง”
“ชั้นขอช่วยคุณแพรวาลงมา แลกกับไม้ตะพดของชั้น”
อบเชยยิ้มเศร้าๆ กับตัวเอง
“คิดอยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้”
“ดีจังเลย หมายความว่าชั้นจะรอดแล้วใช่มั้ย”
“ไหนล่ะไม้ตะพด”
ไม้มองไม้ตะพดในมือแล้วตัดใจยื่นมันออกไป อบเชยถึงกับหลับตาไม่ดูภาพนั้น ขณะที่เวตาลเผลอ ย่ามใจยื่นมือมารับ แล้วไม้ก็เปลี่ยนใจตัดสินใจสู้กับเวตาล ไม้ต่อสู้กับเวตาลไป แล้วใช้พลังไม้ตะพดตัดเชือกให้ราตรี ราตรีพอหลุดลงพื้นได้ก็รีบวิ่งหนี
“คุณแพรวาหนีไปก่อน”
“ชั้นรอดแล้ว ชั้นหลุดจากไอ้ตัวประหลาดได้แล้ว” ราตรีวิ่งเตลิด
“เพื่อแพรวาคนเดียวสินะ”
อบเชยน้ำตาหยด เธอพยายามดิ้นจะให้หลุดเอง ไม้ยังสู้กับเวตาลทั้งคู่แย่งไม้กันไปมา แสงจากอำนาจของตะพดพุ่งกระจัดกระจายทั่วป่า ขณะอบเชยพยายามดิ้นเอาตัวรอด ศรนารายณ์ก็ปีนต้นไม้มาตัดเชือกให้อบเชย
“พ่อ”
“ถึงไม่มีใครช่วยลูก แต่พ่อไม่มีวันทิ้งลูกหรอก”
ศรนารายณ์ตัดเชือกของอบเชยได้แล้วลงจากต้นไม้พากันออกไป ไม้กับเวตาลกำลังแย่งไม้กันอย่างเมามัน เวตาลขึ้นคร่อมไม้กำลังทุบมือไม้กับพื้นเพื่อให้ปล่อยไม้ตะพด ไม้ตะพดหลุดจากมือไม้ แต่เวตาลก็โดนจระเข้ฟาดหางของศรนารายณ์เข้าเต็มเหนี่ยว ถึงกับเซล้ม ไม้คว้าไม้ตะพดคืนมาได้
“อาศร”
“นั่นน่ะของมัน ส่วนนี่” ศรนารายณ์ตบหน้าไม้ “ของเธอ ที่เธอทิ้งขว้างลูกสาวชั้นแบบนี้ ทั้งที่เขาช่วยเธอมาตั้งแต่เธอยังสู้ใครไม่ได้” อบเชยมองไม้เศร้าๆ “ไปเถอะลูก”
ศรนารายณ์จูงอบเชยวิ่งออกไป
“อาศร อบเชย”
เวตาลลุกขึ้นมาโซเซ
“หน้าไหนมันลอบกัดมาทำข้าเช่นนี้” ไม้ฟาดไม้ตะพดซ้ำไปที่เวตาลอีกที “ชั้นบอกแล้วไงว่าไม้ตะพดแค่อันเดียวน่ะ ทำอะไรชั้นไม่ได้หรอก”
ไม้มองเห็นแผลเก่าที่เมฆเคยแทงไม้ตะพดใส่ทิวาเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม้ตัดสินใจแทงไม้ลงไปที่จุดเดิม คราวนี้เวตาลโอดโอย
“ฆ่าแกไม่ได้ แต่ก็เจ็บไม่น้อยใช่มั้ยล่ะ”
ไม้วิ่งหนีออกมา เวตาลเจ็บใจ
ราตรีวิ่งหนีอย่างรักชีวิตจนมาถึงถนน จังหวะนั้นมีรถขับผ่านมาราตรียืนขวางบนถนน
“ช่วยด้วย ช่วยชั้นด้วย ไอ้ตัวประหลาดมันไล่ตามชั้นมา ชั้นด้วย”
“นี่แกหนีออกมาเหรอ ทำไมดื้อด้านแบบนี้” พันเทพเอามือฟาดราตรี
“พ่อหยุดก่อนค่ะ ราตรีค่ะพ่อไม่ใช่แพรวา”
ขณะนั้นเวตาลเดินมาที่ชายป่าอีกมุมทั้งที่บาดเจ็บ
“วันนี้ชั้นต้องได้ไม้ตะพดมาให้ได้ ไม่อันใดก็อันหนึ่ง แผลแค่นี้...ทำอะไรชั้นไม่ได้หรอก” เวตาลเดินมาที่ชายต้นไม้ต้นหนึ่ง มีเต็กกงนอนใกล้ตายอยู่ แผลทีคอเหวอะหวะ “เลือดแกจะช่วยรักษาชั้น”
“อย่า...”
เต็กกงบอกเสียงแผ่ว แต่เวตาลไม่ปราณี
รถของพันเทพและสมุนเข้ามาจอดที่ท่ารถบขส. ทั้งหมดลงจากรถ ยกเว้นราตรีที่นั่งอยู่ไม่กล้าออกมา จันทร์ ชาญ พร้อมเด็กรถอื่นๆ ออกมาประชันหน้ากับพันเทพ
“ไอ้ไกรอยู่ไหน ส่งตัวมาให้ชั้นเดี๋ยวนี้”
“คุณไกรไม่อยู่หรอก มีอะไรไปหาที่โรงพักถือว่าไปเยี่ยมพวกสมุนของแกที่เหลือด้วย”
“เด็กที่นี่ก็ยังปากดีเหมือนเดิมสินะ”
“ปากดีก็เฉพาะกับแกเท่านั้นแหละพันเทพ”
“ก็ดี...ระหว่างที่รอไอ้ไกรมันกลับมาที่นี่ ชั้นจะเผาที่นี่ให้วอดเหมือนกับท่ารถไอ้เต็กกงเป็นไง”
เด็กรถคนอื่นๆ เริ่มแตกตื่น
“ยังไงก็คงต้องผ่านด่านชั้นสองคนให้ได้ก่อนละกัน”
“เดี๋ยวก่อน...” ไกรเดินมาจากด้านหลัง “ถ้าคุณตามหาตัวผมก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายคนอื่น”
“ไอ้ไกร”
“ถ้าคุณอยากจะฆ่าผมให้ได้ เชิญครับ...แต่อย่าเอาคนอื่นเข้ามายุ่ง”
“แกท้าชั้นใช่มั้ย ได้” พันเทพเอาไม้ตะพดจ่อคอหอยไกร “แกควรจะค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ ทรมานที่สุด”
พันเทพเงื้อมตะพดจะแทงไกร จันทร์ดีดน็อตใส่มือพันเทพซะก่อน พันเทพชะงัก
“บ้านเมืองมีกฎหมาย ไม่ใช่ว่าคิดจะฆ่าใครก็ฆ่ากันได้ง่ายๆ นะ”
“ถ้าคิดจะทำอะไรเจ้านายเรา ก็ต้องผ่านเราไปก่อนอยู่ดี”
“ไอ้สองตัวนี่ท่าทางจะอยากโดนนัก จัดให้มันหน่อยซิ”
สมุนพันเทพเข้าต่อสู้กับชาญกับจันทร์ ทั้งคู่ต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว
ขณะนั้นไม้กลับมาบ้านอย่างร้อนรน
“ลูกหายไปไหนมา ทำไมกลับมาสภาพนี้”
“แย่แล้วพ่อ เวตาลมันกำลังตามล่าไม้ตะพด ผมต้องตามหาตัวพันเทพให้เจอ เราต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าเรา”
“พ่อจะช่วยลูกเอง”
สองพ่อลูกมองตากันอย่างเข้าใจ
ที่ท่ารถบขส.จันทร์กับชาญ ยังต่อสู้ไม่ลดละกับพวกสมุนพันเทพ ทางพันเทพเองก็กำลังจะจัดการกับไกรด้วยไม้ตะพด แต่แล้วทิวาในสภาพคล้ายกึ่งสัตว์ปีกกึ่งคนก็มาที่ท่ารถ
“อยู่ที่นี่เอง”
จันทร์ ชาญเห็นสภาพทิวาก็ตกใจ
“อะไรกันเนี่ย”
“แกมาที่นี่ได้ไง” พันเทพถามอย่างตกใจ
“ข้าไปได้ทุกที่ ที่อยากไป ส่งไม้ตะพดมาให้ข้าเถอะ”
ราตรีเห็นทิวามาจึงดีใจวิ่งออกมาหา
“พี่ทิวา พี่ทิวาช่วยพาไปจากที่นี่ทีสิ”
ทิวาหันหาราตรีแล้วแยกเขี้ยวยิ้ม
“เจอกันอีกแล้วนะ”
“กรี๊ด พี่ทิวาเป็นอะไร”
“แกนี่ต้องเข้ามาแทรกทุกเรื่องเลยนะไอ้เวตาล”
พันเทพผลักไกรออก หันมาเผชิญหน้ากับเวตาลแทน เจ๊กีวิ่งออกมาพาตัวไกรหลบออกไป
“อาไกร ลื้อมาหลบกับม้าก่อนเร็ว”
“เจ้าส่งไม้มาให้เถอะพันเทพ เจ้าก็รู้ว่าเจ้าเพียงลำพังไม่มีทางฆ่าข้าได้ ร่วมมือกับข้าไม่ดีกว่าเหรอ เจ้าจะได้เป็นทาสพญาเวตาลผู้ยิ่งใหญ่” เวตาลบอกกับพันเทพ
“ทำไมชั้นต้องเป็นทาสแก แกต่างหากต้องเป็นทาสชั้น ถ้าไม่ตาย ชั้นไม่มีทางให้ไม้ตะพดแกหรอก”
“พูดแบบนี้ เจ้าไม่เหลือทางเลือกให้ตัวเองเลยนะ ได้...ข้าจะให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ”
เวตาลแปลงเป็นร่างตัวเอง ทำเอาทุกคนแตกตื่นกันไปหมด
“เฮ้ย...นั่นมันตัวอะไรน่ะ”
“เวตาล”
สมุนพันเทพที่สู้ๆ อยู่เห็นเวตาลก็พากันวิ่งหนีเตลิด ชาวบ้าน เด็กรถ พากันวิ่งหนีตายเพราะกลัวตัวประหลาด
ไม้กับเมฆวิ่งมาตามถนน เห็นชาวบ้านกำลังแตกฮือเหมือนวิ่งหนีอะไรบางอย่างมา
“นี่เกิดอะไรขึ้นเนี่ย วิ่งหนีอะไรกัน”
ไม้ดึงแขนชาวบ้านไว้คนนึง
“ตัวประหลาด มันต้องหลุดมาจากขุมนรกแน่ๆ มันจะมาฆ่าทุกคน”
ชาวบ้านรีบสะบัดมือให้หลุดจากไม้แล้ววิ่งหนีไป
“เวตาลแน่ๆ เลย”
ไม้กับเมฆพากันวิ่งสวนผู้คนไปดูเหตุการณ์
พันเทพกับเวตาลเผชิญหน้ากัน ฟ้าจากที่สว่างก็ครึ้มลงทันตา พญาเวตาลมือเปล่าโบกมือทีเดียวลมสะบัดใส่ทุกคน ทำเอาร่มไม้ตะพดของพันเทพกางออกรับแรงลม พันเทพแทบจะต้านไม่ได้ แต่เขาก็ปล่อยตัวร่มให้หลุดปลิวไปกับลม เหลือแต่ไม้ตะพดเพรียวๆ เวตาลกระทืบเท้าแผ่นดินแยก พันเทพกระโดดเข้าต่อสู้กับเวตาลทันที การต่อสู้ดุเดือดมากและเห็นได้ชัดว่าพลังของเวตาลเหนือพันเทพอยู่
พันเทพโดนเวตาลฟาดจนกระเด็นไปฟาดกับรถที่จอดจนกระแทกกับพื้น แต่พันเทพก็ยังไม่ยอมแพ้
“ไม้ตะพดเป็นของชั้น อำนาจก็เป็นของชั้น ชั้นไม่มีวันให้แกหรอก”
“ต้องขอบใจเลือดของสหายเจ้าที่เจ้าให้ชั้นมา มันเติมเต็มพลังของชั้นได้ดีเหลือเกิน ราวกับได้กลับเป็นหนุ่มอีกครั้ง”
เวตาลปล่อยพลังออกไปจะทำร้ายพันเทพ พันเทพใช้ไม้ตะพดสกัดพลังเอาไว้ แต่แล้วพลังเวตาลก็เหนือกว่าทำเอาพันเทพกระเด็นไปอีก พันเทพสะบักสะบอมจากการต่อสู้ ไม่มีแรงลุกมาต้าน
“เจ้าเป็นคนเรียกร้องความตายเองนะพันเทพ”
ไม้กับเมฆ วิ่งมาถึงพอดีจึงเห็นเวตาลกำลังจะฆ่าพันเทพ ไม้เข้ามาขวางด้วยตะพดของตน เวตาลผงะออก
“ทำแบบนี้พ่อเจ้าจะน้อยใจเอานะ” เวตาลบอกแล้วมองเมฆ
“หยุดปั่นหัวคนอื่นซะที”
“ดูซิว่าแกจะรักพ่อคนไหนมากกว่ากัน”
เวตาลพุ่งเข้าไปทำร้ายเมฆ เมฆปะทะมือด้วยแต่เป็นรอง ไม้เข้าช่วย เวตาลกางกรงเล็บปล่อยพลัง แต่เมฆหลบ แรงนั้นพลาดไปโดนราตรีที่อยู่ด้านหลังเมฆ ราตรีถึงกับทรุด
“ลูก”
พันเทพวิ่งมาหาราตรี เวตาลปล่อยพลังออกมาซ้ำพันเทพ ราตรีที่เจ็บอยู่ ก็ยังเอาร่างตนมาบังพันเทพไว้
“พ่อ”
ยังพูดไม่ทันขาดคำราตรีที่ขวางพลังก็โดนพลังซัดเข้ากลางตัวเต็มๆ ตัวลอยกระเด็นตกพื้นไป ไกรเองที่เข้าใจว่าแพรวาก็ตกใจ ช็อค ไม้เองก็ตกใจที่เห็นราตรีโดนเช่นนั้น
“ลูกพ่อ...”
“แพรวา”
พันเทพหอบร่างที่อ่อนแอของตนมาหาร่างราตรีที่แทบจะสิ้นใจ พันเทพอุ้มราตรีมาวางบนตัก
“ทำไมลูกทำแบบนี้ ห๊า”
“พ่อ”
ราตรีสิ้นใจไปในอ้อมกอดของพันเทพ พันเทพโกรธที่เวตาลฆ่าราตรี เขาเดินถือไม้ตะพดจะกลับไปเล่นงานเวตาลอีกครั้ง ในขณะที่ไม้กับเมฆยังสู้กับเวตาลอยู่
“ไอ้เวตาล แก...”
“เจ้าโทษข้าไม่ได้นะพันเทพ ลูกเจ้าเข้ามารับกรรมเอง”
เมฆกับไม้ เตรียมรับมือเวตาล ไกรเห็นท่าจะเรื่องใหญ่รีบวิ่งไปอุ้มร่างของราตรีเข้ามาไว้ภายใน ไกรเข้าใจว่าคนที่ตายคือแพรวาจึงร้องไห้ฟูมฟายที่ต้องสูญเสียแพรวาที่เขารัก
“ทำไมคุณทำแบบนี้ ฟื้นสิ ฟื้นมาคุยกับผม แพรวา”
“อีเป็นคนดี อั๊วมองอีผิดไปจริงๆ ตอนที่ลื้อป่วยไม่รู้สึกตัว อีก็มาช่วยดูแลลื้อตลอดทั้งวันทั้งคืน”
“แพรวา ทำไม ผมขอโทษคุณได้ยินมั้ย ผมขอโทษ”
ด้านนอกพันเทพสู้กับเวตาลด้วยแรงสุดท้ายที่มี แต่เวตาลก็ซัดพันเทพกระเด็นมาอีกจนได้ และคราวนี้พันเทพก็กระเด็นมากองแทบเท้าของไม้ ไม้นั่งลงพูดกับพันเทพที่นอนบาดเจ็บ
“ถ้าจะฆ่ามันได้ ชั้นต้องมีไม้ตะพดทั้งสองอัน”
พันเทพกำไม้ตะพดในมือแน่น
“ข้าจะฆ่ามันด้วยตัวข้าเอง”
พันเทพพยายามยันตัวลุกขึ้นไม่ยอมแพ้ กลายเป็นว่า เมฆ ไม้ พันเทพ ร่วมสู้กับเวตาล จันทร์ ชาญ ที่ยืนดูอยู่ถึงกับตะลึงที่เห็นไม้ถือไม้ตะพด แล้วเมฆขาไม่เป๋
“แกเห็นอย่างที่ชั้นเห็นมั้ย”
“เห็น ไอ้ไม้มันมีไม้ตะพด”
“ถ้างั้น ลูกผู้ชาย จริงๆ แล้วก็คือ ...”
ทั้งคู่ตาค้าง การต่อสู้ของเมฆ ไม้ พันเทพ สอดคล้องกันด้วยดีและตัดกำลังเวตาลไปได้เยอะ
ห่างออกไปอบเชยมองดูไม้ต่อสู้อย่างเศร้าๆ อบเชยอยากเข้าไปช่วยไม้ใจแทบขาด
“เขาไม่รักเราก็อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลยลูก ไอ้ตัวประหลาดนั่นลูกก็เห็น เราไม่มีทางสู้มันได้”
ศรนารายณ์บอก
“ขอดูให้แน่ใจว่าไม้จะไม่เป็นอะไรได้มั้ยพ่อ”

อบเชยบอก ศรนารายณ์มองลูกสาวอย่างเห็นใจ

 อ่านต่อหน้า 3 





 ลูกผู้ชายไม้ตะพด  ตอนที่ 14 (ต่อ) 

เมฆ ไม้ พันเทพ ยังต่อสู้กับเวตาล แต่ทุกคนเริ่มดูเหนื่อยล้าอ่อนแรงลงทุกที 

“พันเทพกับไม้ เธอต้องใช้ไม้พร้อมๆ กัน”
เมฆบอก พันเทพกับไม้ปล่อยพลังจากไม้ตะพดไปที่เวตาลพร้อมๆ กัน ก็ทำเอาเวตาลเซ
เมฆใช้ทักษะการต่อสู้ซัดเวตาลซ้ำให้ล้มลงได้ พันเทพหันมายิ้มกับไม้
“ลูก...”
ไม้หลบตาไม่พูดอะไรตอบกลับไป หันไปมองเมฆแล้วยิ้มให้เมฆ
“พวกเจ้ามันหมาหมู่” เวตาลบอก
“ทำแบบเมื่อกี้นี้อีก” เมฆบอก
ไม้กับพันเทพมองหน้ากันให้สัญญาณแล้วใช้ไม้ตะพด เวตาลก็เซล้มไปอีก เมฆเข้าไปซ้ำอีก
“ถ้าไม่มีข้าซักคน เจ้าสองคนก็หันมาฆ่ากันเอง”
“อย่าไปฟังมัน มันตั้งใจจะทำให้เราแตกคอ”
“ส่งไม้มาให้พ่อสิไม้ พ่อจะฆ่ามันให้เอง” พันเทพบอกกับไม้
“ผมว่าคุณควรจะส่งมันมาให้ผมมากกว่า” ไม้บอก เวตาลหัวเราะชอบใจ
“เห็นมั้ยล่ะ” เวตาลได้จังหวะทีเผลอปล่อยพลังเข้าซัดเมฆจนกระเด็นไป เมฆลงไปกองกับพื้น สะบักสะบอม “มนุษย์ช่างละโมบโลภมากไม่สิ้นสุดซะจริง ข้าชอบมนุษย์ก็ตรงนี้”
“อย่าไปฟังมัน มันกำลังปั่นหัวเรา” เมฆบอก
เวตาลซัดพลังซ้ำไปที่เมฆ เมฆหลบได้แต่ก็บาดเจ็บ
“เจ้าหุบปากซักที ข้าคุยกับเจ้าของไม้ตะพดทั้งสองคนนี้ ที่ไม่เคยมีความไว้ใจซึ่งกันและกัน ทั้งที่มีสายเลือดเดียวกัน แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความอาฆาตชิงชัง แววตาเจ้าหนุ่มก็ดูช่างไม่มีความมั่นใจเอาซะเลย นี่นะหรือคนที่จะฆ่าข้า พญาเวตาลผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีทางใช่เจ้าแน่ๆ” ไม้ไม่กล้าใช้พลังกลัวโดนเมฆ ที่เวตาลล็อคอยู่ เวตาลซัดพลังเข้าที่ไม้ ไม้กระเด็น แล้วหันไปซัดพลังเข้าพันเทพ พันเทพกระเด็นไปอีกทาง“ถ้าข้าจะต้องฆ่าใครในนี้ซักคนก่อน...ข้าคงเลือก” เวตาลมองทั้งสามคน... ไม้มองเมฆที่อยู่ในวงแขนเวตาล “คนที่อ่อนแอที่สุด”
“พ่อ”
เวตาลเงือกรงเล็บขยำคอเมฆ
“ทิวา... ลูกได้ยินพ่อใช่มั้ย” เมฆเรียกทิวา เวตาลชะงัก
“ข้าไม่ใช่ทิวา ข้าคือพญาเวตาล”
“พ่อรู้ลูกได้ยินพ่อ” เวตาลชะงัก แล้วก็มีอาการคล้ายควบคุมตัวเองไม่ได้ เหวี่ยงเมฆเซไปอย่างหงุดหงิด ไม้ถลาเข้าไปหาเมฆที่ล้มลง “ทิวา”
“ข้าไม่มีพ่อ”
เวตาลถลาไปลากพันเทพที่สะบักสะบอมอยู่ แล้วก็กระพือปีก ลมแรงฝุ่นคลุ้ง ทุกคนซวนเซ จนเมื่อสงบลง ทุกคนก็พบว่า เวตาลและพันเทพไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง อบเชยมองดูไม้อยู่ไกลๆ เศร้าๆ ศรนารายณ์เดินเข้าโอบไหล่ลูกตัวเอง แล้วทั้งคู่ก็พากันเดินจากไป ไม้ประคองเมฆอย่างอิดโรย
ไม้พาเมฆกลับบ้านแล้วทำแผลให้
“พ่อจิบสมุนไพรแก้ช้ำในหน่อย มันช่วยได้มากเลย” ไม้ประคองเมฆขึ้นมาจิบสมุนไพร “พ่อต้องพักผ่อนเยอะๆ นะ อย่าเคลื่อนไหวร่างกายมาก”
“รู้แล้วน่า ทำยังกับพ่อไม่เคยโดนซ้อมมายังงั้นล่ะ”
“แค่อยากให้พ่อหายไวๆ”
“แล้วนี่ลูกจะเอายังไงกับเรื่องพันเทพที่โดนเวตาลจับตัวไป”
ไม้ถอนหายใจ เครียด
ไม้เดินออกมาหา ชาญกับจันทร์ ที่อยู่หน้าบ้าน
“ลุงเมฆเป็นไงบ้าง”
“ก็โอเค ต้องพักเยอะๆ”
“แล้วนี่จะเอายังไงเรื่องเวตาลกับพันเทพน่ะ”
“ก็ปล่อยมันไปดิ ชั่วทั้งคู่อยู่แล้วนี่” ไม้ลำบากใจจะพูด จันทร์กระแอมเตือนชาญ “อ้อ ลืมไป ขอโทษที”
“ปล่อยไว้ไม่ได้หรอก เพราะยังไง เดี๋ยวเวตาลก็ต้องมาตามจองล้างจองผลาญไม้อยู่ดี เพราะไม้ตะพดก็ยังอยู่นี่”
“ขอดูไม้ตะพดใกล้ๆ หน่อยได้มั้ย”
“มันใช่เวลารึเปล่าพี่ชาญนี่”
“แหะ แหะ”
“จะให้ไปตามหาเวตาล ก็ไม่รู้จะไปตามที่ไหน อีกอย่างก็อยากรอให้พ่อหายก่อน เพราะถ้าสู้กับเวตาลโดยไม่มีพ่อก็คงไม่ไหว”
“ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครเป็นอะไรไปมากกว่านี้”
ทั้งสามคนมองหน้ากัน เข้าใจ
พันเทพค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นในถ้ำ พันเทพมองไปรอบๆ ถ้ำเห็นทิวานั่งอยู่ข้างกองไฟไม่ไกล เฝ้ามองดูไม้ตะพดเลือดในมืออย่างพิจารณา
“เอาไม้ตะพดของชั้นคืนมานะ”
“รู้สึกตัวก็ทวงของเลยรึ”
“ของของชั้น...ส่งคืนมา”
“เจ้าหวงมันมากเลยสินะ แม้ทิวา...ยังเพิ่งจะเคยได้สัมผัสมัน”
“บอกให้เอาคืนมา”
“ใจเย็นๆ สิพันเทพ ข้าก็ไม่ได้หนีเจ้าไปไหนซักหน่อย เจ้าจะมาเอาไปเมื่อไหร่ก็ได้” พันเทพรีบลุกจะไปเอาไม้ตะพดคืน แต่ร่างกายที่ต่อสู้มามากเมื่อขยับเร็ว ก็ทำเอาสะท้านทั้งร่างกาย “นั่นไง เห็นมั้ยล่ะ ไม่ดูแลตัวเองเลย”
“จะให้ชั้นไว้ใจคนที่เพิ่งฆ่าลูกชั้นรึไง”
“ลูกสาวของเจ้ายินดีที่จะปกป้องเจ้า ข้าตั้งใจจะทำร้ายเธอที่ไหนกัน”
“แต่แกตั้งใจจะฆ่าชั้น”
“เอ้า..ข้าแค่ป้องกันตัว เจ้าคงไม่นับการป้องกันตัวเป็นเจตนาร้ายหรอก...ใช่มั้ย”
พันเทพมองทิวาอย่างไม่ไว้ใจ แล้วค่อยๆ เอามือไปหยิบมีดพับที่ตนซ่อนไว้ในรองเท้าทิวาเดินเข้ามาใกล้พันเทพเพื่อเกลี้ยกล่อม
“เจ้าอย่าหวาดระแวงข้าไปเลยน่า มองดูข้าสิ...ข้าคือทิวาคนที่เจ้าคุ้นเคยไม่ใช่รึ ยังไงซะ วิญญาณทิวาก็อยู่ในร่างของข้า”
พันเทพหยิบมีดมาชูตระหง่าน
“ถ้าแกคือทิวา แกไม่ฆ่าราตรีลูกของชั้นหรอก เพราะอย่างน้อยทิวามันก็ควรมีสำนึกปกป้องน้องมันบ้าง”
ทิวาพูดโต้กลับพันเทพด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเป็นทิวาคนเก่า
“แค่นี้พ่อยังทำร้ายผมไม่พออีกเหรอ พ่ออยากจะเอาผมเป็นลูกพ่อก็เอามา ดูแลผมทิ้งๆ ขวางๆ ยังไม่พอ พอวันที่พ่ออยากจะหยัดเหยียดให้ผมไปเป็นลูกคนอื่นพ่อก็ไล่ผมไป พอตอนนี้ราตรีตายไป พ่อก็ยังคิดว่าเป็นความผิดผม พ่อเห็นผมเป็นตัวอะไร”
“ทิวา ...นั่นแกจริงๆ เหรอ”
“ใช่ ขนาดผมยอมให้เวตาลดูดวิญญาณแล้ว พ่อก็ยังตามมาทำร้ายผม”
“แกต่างหากที่ทำร้ายตัวเอง แกน่ะมันอยากยิ่งใหญ่ อยากเรียกร้องความสนใจ จนยอมขายวิญญาณตัวเองให้ไอ้เวตาล หน้าไม่อาย”
“ก็เพราะพ่อไม่ใช่เหรอที่สอนให้ผมเห็นแก่ตัว ถีบหัวคนอื่นให้ตัวเองมีอำนาจล้นฟ้า เพราะพ่อทำให้ผมเห็นมาตลอดนี่ไง ผมถึงต้องเป็นแบบนี้ พ่อทำให้ผมเป็นแบบนี้”
“ถ้าชั้นเป็นคนสร้างแกให้เป็นแบบนี้จริงๆ ชั้นก็ขอเป็นคนทำลายแกด้วยมือชั้นเองก็แล้วกัน”
พันเทพใช้มีดในมือจู่โจมเข้าหาทิวา มีดบาดแขนทิวา เลือดสดๆ ไหลดหยด
“พ่อ”
พันเทพไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่ตนทำลงไปมันผิดหรือถูกกันแน่ แต่แล้วทิวาก็ค่อยๆ กลายร่างเป็นเวตาล แผลที่แขนทิวาเกิดขึ้นที่แขนเวตาลเช่นกัน
“เจ้านี่เลวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ทำร้ายได้แม้แต่ลูกที่เลี้ยงมา”
“แก แกฆ่าลูกชั้น ลูกชั้นไม่เกี่ยวอะไรด้วย”
“เจ้าก็ดึงคนที่ไม่เกี่ยวเข้ามายุ่งกับเรื่องการแก่งแย่งไม้ตะพดของแกอยู่แล้วนี่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าไม้ หรือกระทั่งเจ้าทิวา ตั้งแต่เด็กสองคนนั้นยังไม่รู้ความเสียด้วยซ้ำ”
“อย่ามาพูดให้แกดูเลวน้อยลงเลย ยังไงแกก็ฆ่าลูกชั้น ทิวา...แกอยู่ในร่างไอ้เวตาลใช่มั้ย ทำไมแกไม่มีสำนึกที่จะปกป้องน้องแกบ้าง แกน่ะมันไม่ได้เรื่องเหมือนกับพ่อแท้ๆ ของแก”
เวตาลหัวเราะ
“ใจเย็นๆ พันเทพ อย่าเพิ่งรีบสร้างเรื่องให้วุ่นวายนักเลย เจ้ากับข้าคงต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน อย่างน้อยก็จนกว่าจะหายจากบาดเจ็บ”
“จนกว่าชั้นจะได้ไม้ตะพดของชั้นคืนต่างหาก”
พันเทพจ้องไม้ตะพดในมือเวตาลเขม็ง
วันต่อมาจันทร์กับชาญ ทำความสะอาดท่ารถบขส. แล้วคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
“ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าพี่เมฆน่ะ จะมีฝีมือเหนือชั้นขนาดนั้น ทำเอาข้ากระจอกไปเลย”
“มันยังมีเรื่องไม่น่าเชื่ออีกหลายเรื่องเลยล่ะที่มันเกิดขึ้นแล้ว”
“เรื่องไม่น่าเชื่ออะไรของเอ็ง”
“แค่เรื่องไม้ตะพดวิเศษ หรือป่าอาถรรพ์ หรือตัวเวตาลอะไรนั่น ชั้นอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์มา มันไม่ควรจะมีอยู่จริง แต่มันก็มี”
“โธ่เอ้ย ไอ้เจ้าพ่อตำรา ตอนที่ข้าอยู่ที่เผ่าปกากะญอน่ะ หัวหน้าเผ่าบอกข้าเสมอ ว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา เรามันก็แค่ส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติทั้งหมด หนังสือมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่คนอย่างเราค้นคว้ามาได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด โลกนอกตำราน่ะ มันกว้างใหญ่กว่าเยอะ ง่ายที่สุดก็ใช้ชีวิตไปตามธรรมชาติซะอะไรเกิดก็แก้ปัญหากันไป”
“โหพี่...พระเอกมากว่ะ เท่โคตร”
ชาญยิ้มภูมิใจ
“มีปัญญานะข้าน่ะ ไม่ธรรมดา”
“ชั้นอยากรู้จริงๆ ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวจะลงเอยยังไง ก็ได้แต่หวังว่าอย่ามีใครต้องตายเพราะการแย่งชิงไม้ตะพดนั่นอีกเลย”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น”
อีกด้านหนึ่งไม้กำลังซ้อมมวยอยู่หลังบ้านพยายามจะให้ตัวเองเก่งขึ้น พอทำไม่ได้ตามที่ตนคาดหวังก็หงุดหงิดขึ้นมา
“ไม้ พักบ้างเถอะลูก ร่างกายเราก็ยังไม่แข็งแรง” เมฆซึ่งเฝ้าดูอยู่บอก
“ถ้าพัก แล้วเวตาลมันโผล่มา ผมก็จะปกป้องพ่อไม่ได้”
“เวตาลมันก็บาดเจ็บ เชื่อว่ามันก็ต้องใช้เวลารักษาตัว”
“แต่ถ้าระหว่างนี้เราฝึก เราอาจจะสู้มันได้”
“ดันทุรังไปก็เสียแรงเปล่า ร่างกายเรายังไม่พร้อมหรอก เชื่อพ่อเถอะ” ไม้นิ่งฟัง “ห่วงก็แต่พันเทพนั่นล่ะ”
ไม้เป็นกังวลนึกเป็นห่วงพันเทพเหมือนกัน
พันเทพเดินมาริมลำธาร เขาออกมาล่าสัตว์ให้เวตาล พันเทพถือซากกระต่ายเดินมาอย่างไม่พอใจนักมา
“แก ไอ้เวตาล ถ้าชั้นไม่ต้องการอยู่เพื่อจะชิงไม้ตะพดจากแก ชั้นไม่ยอมทำอะไรแบบนี้หรอก ชั้นอยากจะฆ่าแกให้ตายไปซะ”
พันเทพวางของจะก้มลงไปล้างหน้าที่ริมลำธาร แต่เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติ คือ แมลงเล็กๆบริเวณริมลำธารนั้นตายหมด ทั้งมด ผีเสื้อ รวมถึงพวกหนูต่างๆ ก็นอนตายอยู่ริมลำธาร
“เอ๊ะ สัตว์พวกนี้ ทำไมมาตายอยู่ตรงนี้เต็มไปหมด”
แล้วพันเทพก็สังเกตเห็นไม้พุ่มต้นหนึ่งมีใบเรี่ยน้ำอยู่ ใกล้ๆ บริเวณนั้นล้อมไปด้วยสัตว์ที่ตาย
“สมุนไพรพิษ ไร้กลิ่น ไร้รส แต่ดอกหอมหวนชวนให้สัตว์และแมลงมารุมตอมและตายในที่สุด”
พันเทพคิดแผนอะไรบางอย่างออก หน้าตาเจ้าเล่ห์มีแผนร้าย
พันเทพขนซากกระต่ายกลับมาที่ถ้ำ เขาโยนซากกระต่ายไว้หน้าทิวาที่นั่งอยู่
“แกไม่ให้อาวุธชั้นไป ชั้นหาได้แค่นี้แหละ”
“แค่นี้ก็ถมเถ” ทิวายกซากกระต่ายขึ้น กัดคอมันทันที พันเทพจ้องตาไม่กระพริบ “มองอะไรนักหนา”
“เปล่า”
“เจ้าคงคิดสินะว่ากรรมช่างตามเจ้ามาเร็วจริงๆ เคยทำกับข้าตอนที่ร่างกายยังอ่อนแอไว้ยังไง เจ้าก็ต้องชดใช้คืนข้าเช่นนั้น”
“ชั้นไม่มีทางยอมเป็นขี้ข้าแกหรอก”
“ทั้งที่ไม้ตะพดอยู่กับข้าอย่างนั้นน่ะหรือ”
“ใช่”
ทิวาเริ่มรู้สึกทรมานเจ็บปวดในร่างกายเพราะพิษที่พันเทพใส่ไว้ในอาหาร ทิวาดิ้นรนทรมานจนกลายร่างเป็นเวตาล พันเทพมองอย่างสะใจ
“แกคิดว่าไม้ตะพดมันจะอยู่กับแกตลอดไปรึไง ไม้ตะพดน่ะ มันอยากอยู่กับเจ้าของ แกไม่รู้เหรอ” พันเทพหัวเราะ
“แก แกวางยาพิษชั้น แกมันชั่วจริงๆ”
เวตาลทุรนทุราย พันเทพเดินเข้าหาเวตาล หวังจะแย่งชิงไม้ตะพดกลับมา พันเทพแย่งไม้ตะพดกับเวตาล เวตาลไม่ยอมปล่อยไม้ตะพดเช่นกัน
“ปล่อยนะ”
“แกไม่มีวันได้สิ่งที่แกต้องการด้วยวิธีสกปรกแบบนี้หรอก”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
ทั้งคู่ยื้อแย่งไม้ตะพดกัน เวตาลไม่ยอมปล่อยแล้วเวตาลก็ผลักพันเทพล้มลง แล้วเวตาลก็วิ่งหายออกไปจากถ้ำ พันเทพมองตามแล้ววิ่งตามออกไป
พันเทพวิ่งตามออกมาหน้าถ้ำ แต่ไม่เห็นวี่แววของไม้ตะพดและเวตาลอีกแล้ว
“จะตายแล้วยังจะเอาไปอีกรึไง ไม้ตะพดของชั้นแท้ๆ”
พันเทพมองตามร่องรอยของที่เวตาลวิ่งไป แล้วรีบตามไป พันเทพเข้ามาตามร่องรอยของเวตาลในป่า เขาเห็นรอยเท้าที่วิ่งลึกเข้าไป พันเทพเห็นหยดเลือดหยดตามทาง อีกทั้งกิ่งไม้ถูกทึ้ง ถูกดึงไปตลอดทาง จากความทรมาน
“ไอ้เวตาลแกอยู่ไหน อย่าตายอย่างไร้ค่าเลยน่า เอาไม้ตะพดมาคืนข้าดีกว่า”
มีเพียงเสียงหริ่งเรไรร้องก้องในป่า ไม่มีเสียงใดตอบพันเทพมาเลย พันเทพเดินตามรอยมาจนถึงลำธาร ปรากฏว่าร่องรอยเวตาลหายไป ไม่มีรอยเท้า ไม่มีรอยจากกิ่งไม้ รอยเท้าเวตาลสิ้นสุดที่ริมลำธาร พันเทพเห็นแล้วเจ็บใจ
“ไอ้เวตาล ทำไมแกต้องสร้างความลำบากให้ชั้นด้วย แต่ยังไง ชั้นก็จะตามหาศพแกให้เจอ ชั้นไม่ยอมเสียไม้ตะพดของชั้นไปหรอก”
ไม้มาที่บ้านศรนารายณ์ แต่ไม่มีวี่แววของใครอยู่เลย ไม้ถึงกับเศร้า ระหว่างนั้นรถกระบะเก่าๆ ศรนารายณ์แล่นอยู่บนถนนที่สองข้างทางเป็นป่าทึบ อบเชยนั่งข้างคนขับเธอเหม่อมองไปนอกหน้าต่างเศร้าๆ ศรนารายณ์มองลูกสาวแล้วถอนหายใจ แต่แล้วก็มีบางอย่างวิ่งมาบนถนนตัดหน้าศรนารายณ์เบรกเอี๊ยด ทั้งคู่หน้าทิ่ม
“อะไรน่ะพ่อ”
“อะไรก็ไม่รู้ตัดหน้ารถ”
“จริงเหรอ คนรึเปล่า”
“ไม่แน่ใจ”
“แล้วชนมั้ย”
“พ่อว่าพ่อเบรคทันนะ”
อบเชยหน้าเสีย ศรนารายณ์รีบเปิดประตูลงไปดูอบเชยตามลงไปด้วย ศรนารายณ์กับอบเชยเดินมาดูที่หน้ารถ ไม่มีตัวอะไรอยู่ แต่มีคราบเลือด
“ไหนพ่อบอกไม่ชนไง แล้วนี่เลือดอะไร” ศรนารายณ์หน้าเสีย อบเชยก็เช่นกัน “ตกลงมันตัวอะไร”
“ไม่แน่ใจ”
“ไม่ใช่คนใช่มั้ย”
“พ่อไม่รู้ เราลองดูแถวนี้ก่อนมั้ย ถ้าโดนชนจริง อาจจะไปได้ไม่ไกล”
อบเชยพยักหน้าเห็นด้วย อบเชยกับศรนารายณ์เดินตามคราบเลือดมาบริเวณชายป่า
“นี่ไงพ่อ เลือด”
“งั้นคงอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้”
อบเชยเดินมาเจอกองอ้วกที่มีแต่เลือดเต็มไปหมด มีเศษซากของอาหารที่กินอยู่ด้วย
“นี่มันอะไรน่ะพ่อ เลือดกองเบ้อเริ่มเลย”
ศรนารายณ์หันมองรอบด้าน แต่ก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดอยู่เลย อบเชยเดินหาแต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของเลือดแล้ว
“ไม่มีรอยเลือดไปทางไหนแล้ว จะเป็นไปได้ไง เลือดกองโตขนาดนี้ จะหนีไปไหนได้”
“ถ้าแบบนี้คงไม่ใช่คนแล้วล่ะลูก เพราะถ้าร่องรอยอยู่ๆ ก็หายไปแบบนี้ พ่อว่าคงจะเป็นพวกสัตว์ปีก”
อบเชยยกมือพนม
“เจ้าป่าเจ้าเขา ขออย่าให้มันเป็นอะไรเลยนะคะ”
ลมพัดวูบตีหน้าอบเชยเหมือนรับรู้คำอธิษฐานของเธอ
“ไปกันเถอะลูก”
อบเชยพยักหน้า เดินตามศรนารายณ์ไป
ทั้งคู่เดินกลับมาที่รถแต่พอจะขึ้นรถอบเชยรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
“พ่อ ชั้นว่าเกิดเรื่องไม่ดีแบบนี้ เหมือนเป็นลางอะไรรึเปล่า”
“ลางอะไรล่ะ ลูกก็พูดไปเรื่อย”
“ชั้นว่า เราไว้เดินทางวันหลังดีกว่ามั้ย”
“นี่อาลัยอาวรณ์ไม้ใช่มั้ย อย่าอ้างว่าเป็นเพราะลางสังหรณ์เลย”
“จริงๆ นะพ่อ ชั้นรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้ เราอย่าเพิ่งเดินทางเลยนะพ่อ”
ศรนารายณ์มองหน้าอบเชยนิ่งๆ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็พาอบเชยกลับบ้าน
คืนนั้นขณะที่อบเชยนอนหลับ จู่ๆ เธอก็ฝันเห็นศรนารายณ์ขับรถอยู่บนถนน และเธอนั่งอยู่ข้างคนขับ แต่แล้วก็เจอรถกระบะอีกคันแหกโค้งเข้ามาชนคันของศรนารายณ์อย่างแรง จนเสียงชนสนั่นหวั่นไหว
อบเชยสะดุ้งตื่นจากฝัน พอนึกได้ว่าฝันเธอก็ถอนหายใจโล่งอก แต่ยังไม่ทันจะสบายใจดีเสียงดังก๊อกแก๊กในตู้เสื้อก็ดังขึ้น อบเชยตกใจแล้วตู้เสื้อผ้าก็ค่อยๆ เปิดประตูเอง อบเชยแทบช็อคเมื่อตัวประหลาดที่ออกมาคือเวตาลนั่นเอง เวตาลท่าทางดูป่วย เดินหลังท่อมๆ มาหาอบเชย
“เวตาล”
“ถือว่าเราหายกัน”
“หายกัน พูดเรื่องอะไรน่ะ”
“ก็เรื่องที่เจ้าขอพรกับเจ้าป่าเจ้าเขาให้ข้ามีชีวิตรอดไง”
อบเชยนึกถึงสิ่งที่ตนพูดในป่า
“แกเองเหรอ”
“หายกันกับที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าจากอุบัติเหตุที่เจ้าจะต้องไปเจอ”
“ในฝันเมื่อกี้ ชั้นจะต้องเจอเหรอ”
“ใช่...ข้าเป็นคนดลใจเจ้าให้กลับบ้าน ไม่เสี่ยงเดินทางออกไป”
“ชั้นไม่รู้ว่าเป็นแกนี่ ไม่งั้น ชั้นแช่งให้ตายไปแล้ว”
“เจ้าไม่รู้หรอกว่าอธิษฐานจิตของศัตรูมีค่าแค่ไหน”
“แต่ถ้าเป็นไปได้ ชั้นอยากจะฆ่าแกเดี๋ยวนี้เลย”
“ก็เอาสิ”
“ท้าเหรอ นึกว่าชั้นฝีมือไม่เอาไหนงั้นสิ”
อบเชยเข้าโจมตีเวตาล เวตาลไม่รู้แม่แต่นิด อบเชยเอามีดที่คว้าได้แทงเวตาล เวตาลร้องขู่เสียงดัง
อบเชยสะดุ้งตื่นอีกครั้งเธอมองไปทั่วห้องแต่ไม่เห็นอะไร
“ฝันซ้อนฝันเหรอเนี่ย” อบเชยทบทวนความฝันที่ตัวเองฝัน “เวตาล...”
เสียงก๊อกแก๊กในตู้เสื้อผ้าเหมือนในฝัน อบเชยสะดุ้ง กลัว แต่แล้วก็เป็นของร่วงลงมาแทน ไม่ใช่เวตาล อบเชยถอนหายใจโล่งอกแต่ก็นึกห่วงไม้กับเมฆขึ้นมา
“ถ้าชั้นช่วยเวตาลจริง แล้วไม้ล่ะ ไม้จะตกอยู่ในอันตรายรึเปล่า”
อบเชยกังวลเกี่ยวกับไม้
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นไม้อยู่ที่วัด ไม้มาเคารพศพราตรีที่เข้าใจว่าคือแพรวา ซึ่งดึกแล้วไม้จึงคิดว่าไม่มีใครอยู่แล้ว
“คุณแพรวา ผมขอโทษที่ปกป้องคุณไม่ได้ ผมคงไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อปกป้องใครเลย พ่อก็บาดเจ็บ ส่วนพันเทพ พ่อ... ของคุณก็โดนจับตัวไป แล้วคุณก็ต้องมาจากไป ผมมันไม่เอาไหน”
ขณะนั้นอบเชยแอบฟังไม้พูดอยู่ด้านหลังโลงศพ เธอเศร้าขึ้นมา
“คนสำคัญในชีวิตเธอ ไม่มีชื่อชั้นอยู่เลย จริงๆ น่ะเหรอ”
“รู้มั้ย จริงๆ แล้วเวลาแบบนี้ ผมอยากให้คุณแพรวามาอยู่ข้างๆ ผม แล้วก็บอกว่าสิ่งที่ผมคิดน่ะมัน
ผิด จริงๆ แล้วผมน่ะเก่งพอที่จะช่วยเหลือทุกคนได้” ไม้พูดกับรูปราตรี อบเชยได้ยินสิ่งที่ไม้พูดเธอยิ่งเศร้า
“สำหรับชั้น ไม้คือคนที่เก่งที่สุด แต่คำพูดชั้นคงไม่มีความหมายสินะ”
อบเชยพึมพำออกมาอย่างเศร้าๆ ไม้เองก็เศร้าพูดกับภาพราตรี
“ถ้าขอพรได้ ผมอยากให้คนดีๆ อย่างคุณมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่อีกครั้ง”
อบเชยได้ยินสิ่งที่ไม้พูดยิ่งเสียใจ เธอจะเดินออกไปจากตรงนั้น แต่เท้าเธอก็ไปเตะโดนพวงหรีดพวงหนึ่งล้มลง อบเชยหน้าเสีย ทำให้ไม้ที่อยู่ด้านหน้า นึกว่าเกิดเหตุการณ์ตามคำที่เขาขอ
“นั่นใครน่ะ” อบเชยได้ยินเสียงไม้ทัก เธอรีบวิ่งออกไปทันที ไม้เห็นด้านหลังอบเชยไวๆ ที่วิ่งตามไป “นั่นใครน่ะ” อบเชยวิ่งไม่คิดชีวิต ไม้คิดทบทวน“หรือคุณแพรวายังไม่ตายขึ้นมาจริงๆ เหมือนกับที่เราขอพร”
ไม้รีบวิ่งตามอบเชยไป
อบเชยวิ่งหนีไป ไม้มองผ่านความมืดเห็นด้านหลังไวๆ เข้าใจว่าเป็นแพรวา
“คุณแพรวา นั่นคุณรึเปล่า คุณแพรวา”
อบเชยวิ่งหนีไป น้อยใจไม้มาก
“ทำไมต้องเรียกหาแต่แพรวา ชั้นมันไม่สำคัญกับ ชีวิตเธอบ้างเลยรึไง” อบเชยบ่นกับตัวเอง
“คุณแพรวา”
“ชั้นมีตัวตนอยู่แท้ๆ ยังไม่สำคัญเท่าคน ที่ตายไปแล้วใช่มั้ย”
“คุณแพรวา”
ไม้ใกล้จะจับอบเชยได้แล้ว แต่ไกรก็มาคว้าตัวไม้ไว้ซะก่อน
“ไม้ ไม้ หยุด”
ไม้มองเงาลางๆ ของอบเชยที่คิดว่าเป็นแพรวาหายไปในความมืด
“คุณแพรวา”
“เธอเป็นบ้าไปรึไงไม้”
“แต่ผมเห็นคนวิ่งออกมาจากตรงโลงศพ”
“แพรวาตายไปแล้ว เธออย่าลืมสิ เธอก็เห็นกับตา”
“จริงสินะ”
“คนที่เธอตามมา อาจเป็นพวกเด็กวัดที่ไปแอบหาอะไรกินตอนกลางคืน ที่ศาลามากกว่า”
“ผมลืมคิดเรื่องนั้นไป”
“แพรวาไม่มีวันฟื้นขึ้นมาหรอก ชั้นเป็นคนจัดการศพของเธอเอง”

ไกรพูดออกมาด้วยความเจ็บปวดในใจ

อ่านต่อตอนที่ 15 อวสาน พรุ่งนี้




ฉันรักเธอนะ ตอนที่ 14
ฉันรักเธอนะ ตอนที่ 14
แพรวไพลินสตาร์ทรถกำลังจะออก แต่แล้วนับดาวก็เอามือมาแปะกระจกด้านข้างฝั่งเธอพอดี แพรวไพลินตกใจสะดุ้งโหยง “อีบ้า...แกทำอะไรของแกน่ะ” นับดาวไม่พูดพร่ำทำเพลงหอบสังขารทุลักทุเลเข้ามานั่งเบาะข้างคนขับทันที เธอพูดไม่ชัด “ฉัน ไม่ ปล่อย เธอ ไป หรอก” “นี่ เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ แล้วค่อยมาคิดจะทำอะไรคนอย่างฉัน ลงจากรถฉันไปเดี๋ยวนี้” นับดาวนั่งนิ่ง “ได้” แพรวไพลินลงจากรถเพื่อจะไปเปิดประตูอีกข้างแล้วลากนับดาวลง นับดาวขยับตัวไม่ได้ทิ้งตัวล้มพับอยู่บนรถ แพรวไพลินพยายามจะลากออกจากรถก็ไม่ไหว “นางบ้านี่...ออกไปนะ” บังเอิญว่ามีทีมงานคอนเสิร์ตเดินผ่านมาพอดี แพรวไพลินจึงรีบปิดประตู เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอรีบเข้าไปนั่งที่นั่งคนขับ แล้วขับออกไปทันที ทีมงานมองงงๆ
กำลังโหลดความคิดเห็น...