xs
xsm
sm
md
lg

ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


 ลูกผู้ชายไม้ตะพด  ตอนที่ 11 

ตอนค่ำวันนั้นอบเชยมายืนรอไม้อยู่หน้าบ้าน ไม้เดินกลับมาถึงบ้าน อบเชยหน้าง้ำ

“ทำไมกลับมาป่านนี้”
“ไปซ้อมมวยมา”
“อย่าโกหกหน่อยเลยน่า”
“นี่อะไรเนี่ย...เธอเป็นแม่ชั้นไปแล้วเหรอ” อบเชยจ้องไม้ ไม้งง “นี่อะไรเนี่ย”
“มีอะไรจะสารภาพกับชั้นมั้ย”
“ไม่มี”
“ไม่มีจริงๆ น่ะเหรอ”
“ไม่มี”
“ไปไหนมา ไปกับใคร อะไรพวกนั้น”
“ไม่มี” อบเชยหน้างอ “ถ้าจะมาหาเรื่องกันชั้นไม่คุยด้วยนะ มีอะไรต้องทำอีกเยอะ”
ไม้บอกอย่างเบื่อๆ
“งั้นประวัติทิวานี่ ก็ทิ้งมันไว้ตรงนี้แหละ ไม่มีใครอยากรู้อะไรหรอกมั้ง”
“ประวัติทิวาเหรอ ไหนขอดูหน่อย”
อบเชยเอาประวัติทิวาหลบ
“รู้มั้ยกว่าจะได้มา ชั้นต้องเสี่ยงชีวิตแค่ไหน
“เอามาน่าอบเชย”
“คนอุตส่าห์ไปเอามาให้ เธอบอกว่าเอามาน่าอบเชย แบบนี้น่ะเหรอ”
“ขอบคุณมาก พอใจยัง”
“เมื่อกี้ทำหน้าเบื่อ จะไล่ชั้นไปด้วย นี่ชั้นโกรธนะเนี่ย”
“ขอโทษละกัน ที่นี้เอาได้รึยังล่ะ”
“ถามว่าไปไหนกับใครก็โกหกว่าไม่ได้ไปอีก”
“ไม่ได้โกหก”
“โกหก อย่าเอาเลย เดี๋ยวฉีกทิ้งให้หมดเลย ไม่ต้องดูมันแล้ว”
“ก็คนไม่ได้ไป จะให้พูดว่าอะไร”
“ก็ชั้นเห็นว่าไปกับแพรวานี่”
“อ๋อ เรื่องนั้นเอง ไม่มีอะไรซะหน่อย”
“มีไม่มีไม่รู้ แต่ชั้นไม่พอใจ ถ้าอยากได้นี่...ก็ง้อให้ไวเลย”
“ชั้นง้อไม่เป็นหรอก”
“ก็คิดสิ คิด”
ไม้นิ่งคิดวิธีง้ออบเชย
อีกด้านหนึ่งขณะนั้นไกรกับแพรวาเดินมาตามถนน ต่างคนต่างเดิน จากที่ห่างๆ กันก็ค่อยๆ เดินมาติดกันมากขึ้น ในที่สุดทั้งคู่ก็ค่อยๆ ยื่นมือมาจับกันในที่สุด
ส่วนไม้หลังจากไม้นิ่งคิดวิธีง้ออบเชย แล้วเขาก็คิดออก
“นึกออกละ”
อบเชยยิ้มหวานรับ แต่ทำเชิด
“เอาให้มันดีๆ ล่ะ ชั้นน่ะโกรธมากซะด้วย”
“หลับตาก่อนสิ”
“เอาแบบนั้นเลย จะดีเหรอ” อบเชยเขินแต่ก็รีบหลับตาพริ้ม ไม้มองยิ้มๆ แล้วไม้ก็หายไปเหมือนไปทำอะไรบางอย่าง “ทำอะไรอยู่ นานจัง ไม่ต้องถึงกับไปแปรงฟันหรอกนะ”
อบเชยยิ้มเขิน
“พร้อมรึยัง”
ไม้มายืนประจันหน้าอบเชย
“พร้อมตั้งนานแล้ว”
ไม้ยื่นหน้าเข้าไปใกล้อบเชยเหมือนจะจูบ อบเชยยื่นปากรอ ไม้มองยิ้มๆ แล้วก็จับมืออบเชยเอาบางอย่างใส่มือไว้
“ลืมตาได้แล้ว”
อบเชยลืมตาเซ็งๆ
“แค่นี้” ไม้ยิ้ม “นี่อะไรเนี่ย” อบเชยดูในมือก็เห็นเศษกระดาษพับรูปหัวใจ อบเชยเห็นก็อมยิ้ม “แค่เนี๊ยะจริงๆ น่ะเหรอ”
“นั่นก็เยอะแล้วนะ”
ไม้ถือวิสาสะหยิบใบประวัติทิวาจากในมืออบเชยมาแล้วส่งยิ้มให้อบเชยก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
อบเชยหยิบหัวใจในมือมาดู ยิ้มดีใจแล้วเอาหัวใจมาจุ๊บหลายที
คืนนั้นทิวานั่งหน้าเครียดอยู่ในห้องด้วยสีหน้าครุ่นคิด เวตาลบินมาทางหน้าต่างเข้ามาในห้องทิวา
“ตกลงว่าเจ้า...รู้ที่ซ่อนไม้ตะพดของพ่อเจ้ารึยัง”
“ไม่รู้”
“นี่ข้าก็ให้เวลาเจ้าทั้งวันแล้ว ทำไมยังไม่รู้อีก”
“เพราะชั้นไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยน่ะสิ”
“ทำแบบนี้ เจ้าไม่อยากเป็นเจ้าของไม้ตะพด ผู้กุมอำนาจทั้งสามโลกรึ”
“ไม่ใช่เวลานี้ พ่อยังอยู่เลยด้วยซ้ำ ชั้นทำแบบนั้นไม่ได้หรอก”
“อีกไม่นาน เจ้าคนนั้นมันก็จะตายแล้ว”
“ตาย...หมายความว่าไง”
“ก็หมายความว่าไม่มีใครต่อต้านพลังของไม้ตะพดได้น่ะสิ”
“ไม่มีวิธีรักษาเลยรึไง”
“ไอ้มีน่ะมันมีอยู่หรอก แต่เจ้าคิดให้ดีสิระหว่างทำให้มันหายกับปล่อยให้มันตายไป อะไรกันที่เจ้าจะได้ผลประโยชน์”
“บอกวิธีรักษามา ให้ชั้นได้ตัดสินใจของชั้นเอง”
เวตาลแสยะยิ้ม
“ยางเลือดที่พ่อเจ้าได้มาจากป่าอาถรรพ์ไงล่ะ”
อีกด้านหนึ่งพันเทพพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งบนเตียง หอบสังขารลุกเดินไปชงสมุนไพรกิน
“ชั้นจะตายไม่ได้ ชั้นจะตายแบบนี้ไม่ได้” พันเทพลุกขึ้นเปิดลิ้นชักโต๊ะหาสมุนไพรมาชงดื่ม “ชั้นไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก ลงทุนลงแรงไปยี่สิบกว่าปี นี่อีกแค่เอื้อมเอง”
วันต่อมาที่บ้านเต็กกง เต็กกงรับโทรศัพท์
“ฮัลโหล...เออ มีอะไรก็ว่ามา...พันเทพน่ะเหรอ ป่วยหนัก...ขนาดเดินแทบไม่ไหวเลยเหรอ ...ได้ ชั้นจะแวะไปดู” เต็กกงวางหู แล้วหัวเราะ “เอาแล้วไงเจ้าพ่อใหญ่ ได้เซล้มไม่เป็นท่าก็คราวนี้แหละ”
เต็กกงมาถึงวินรถตู้ของพันเทพเห็นคนขึ้นกันแน่น เรียงแถวเข้าคิวต่อกันขึ้นรถตู้ เต็กกงมองการต่อแถวนั้นแล้วกระหยิ่มยิ้ม
“กิจการท่าจะรุ่งเรื่องไม่น้อย แต่สภาพเจ้าของร่อแร่แบบนั้น อยากรู้นัก จะจัดการยังไงถ้ามันกลายเป็นสลัมซะ”
คนของเต็กกงกรูเข้าจัดการคนที่ต่อคิวขึ้นรถตู้ ถูกกระชากกระเด็น ล้มไปก็มี เต็กกงมองอย่างภูมิใจ
ที่ท่ารถบขส. ไม้กำลังขับรถของเมฆออกไป จู่ๆ มีชาวบ้านคนนึงหน้าตาตื่นมา ตะโกนให้รออยู่เย้วๆ
“รอด้วยๆ ชั้นรีบไปธุระ”
ทั้งรถหันไปดูชาวบ้านที่วิ่งขึ้นรถหลังสุด ดูมอมแมมสะบักสะบอม
“คิดไงเนี่ยเจ๊ วันนี้ถึงได้มาขึ้นบขส.ได้ ปกติเห็นนะ ขึ้นแต่รถตู้น่ะ แล้วดูสภาพซินั่น ไปฟัดกับหมาที่ไหนมา” ชาญถาม
“ไม่ได้อยากขึ้นหรอกย่ะ ไอ้บขส.อะไรเนี่ย แต่มันมีธุระนี่หว่า”
“แล้วทำไม รถตู้มันปิดรึไงวันนี้”
“เออ จะพูดแบบนั้นก็ได้ ก็ไอ้เต็กกงน่ะ อยู่ๆ ส่งคนมาบุกซะวอด คงเพราะเป็นศัตรูกับพันเทพแน่ๆ”
“เลยถูกยำจนเละ ไม่มีลูกผู้ชายคอยช่วยเลยสินะ”
“นั่นแหละ ชั้นรอดมาขึ้นรถได้ก็บุญแล้ว”
ไม้ที่ฟังอยู่หน้าเครียด เขาตัดสินใจดับเครื่องรถ
“ขอโทษนะครับทุกคน อยู่ๆ รถเราก็เสียขึ้นมา ต้องรบกวนทุกคนไปขึ้นคันอื่นนะครับ”
“เฮ้ย รถเป็นไร เดี๋ยวชั้นดูให้”
“ไม่ต้องพี่ชาญ ชั้นติดธุระพอดี”
ไม้รับมาที่วินรถตู้ของพันเทพ
“นี่ชั้นเห็นว่ามันเป็นเรื่องของชาวบ้านหรอกนะ ไม่งั้นชั้นไม่ลงมาช่วยแกหรอก พันเทพ”
เต็กกงยืนดูความวอดวายของวินรถตู้ แล้วอยู่ดีๆ ลูกผู้ชายก็ปรากฏตัวออกมาช่วยชาวบ้าน ลูกผู้ชายต่อสู้กับสมุนเต็กกงจนหมอบไปหมดขณะที่พวกมันกำลังรังแกเด็ก ผู้หญิง และคนแก่
ลูกผู้ชายเข้าต่อสู้เต็มที่
“ไอ้ลูกผู้ชายนี่มันยุ่งทุกงานเลย ให้ตายสิ”
เต็กกงกำลังจะหนี แล้วลูกผู้ชายก็มาดักหน้าเต็กกงไว้ สกัดด้วยท่าพื้นฐาน เต็กกงก็ล้มกลิ้ง
“แกนี่มันจิตใจทำด้วยอะไร ทำได้แม้กระทั่งเด็ก และคนแก่”
“ชั้นแค่คนยืนดู ไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย”
“ใช้คำผิดรึเปล่า คนยืนดูกับคนสั่งการมันไม่เหมือนกันนะ”
“แกนี่มันสาระแนกับทุกเรื่องจริงๆ นะ ขนาดว่าไอ้พันเทพมันก็เลวไม่ต่างจากชั้น แกก็ยังมาช่วยมัน แบบนี้ไม่ต้องมาอ้างตัวว่าอยู่ฝ่ายธรรมะเลยนะ”
“ชั้นมาเพราะแกรังแกชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องต่างหาก แกทะเลาะกับพันเทพ แกก็ไปเล่นงานไอ้พันเทพโน่น อย่ามาทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย ถ้าคราวหน้าชั้นเจอแกทำแบบนี้อีก ชั้นจะไม่ปล่อยแกไปอีก”
เต็กกงรีบวิ่งหนีไป ลูกผู้ชายมองระอาใจ ลูกผู้ชายเข้าไปช่วยพยุงชาวบ้าน
พันเทพนอนอยู่บนเตียง สมุนเข้ามารายงานเกี่ยวกับข่าวที่วินรถตู้
“นายครับ ไอ้เต็กกงมันลอบกัดเรา ส่งคนมาทำลายวินรถตู้เราซะเละเลยครับ”
“คงมีคนคาบข่าวไปบอกว่าชั้นป่วย มันเลยกล้าเหิมเกริมแบบนี้” พันเทพเจ็บใจ และเจ็บแผล “โอ๊ะ”
“แต่นายไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะตอนนี้ที่อู่รายงานมาว่าลูกผู้ชายมันเข้ามาช่วย เหตุการณ์เลยสงบลงแล้วครับ”
“ลูกผู้ชายเนี่ยนะ มาช่วย”
“ครับ”
ทิวาเดินเข้ามาแทรกระหว่างบทสนทนาพันเทพกับสมุน
“คุยอะไรกันเหรอครับ ได้ยินชื่อลูกผู้ชายแว้บๆ”
“ออกไปก่อนไป มีอะไรรีบมารายงานด้วย” พันเทพบอกสมุน
“มีเรื่องอะไรกันเหรอครับพ่อ”
“มีเรื่องที่วินรถ”
“เดี๋ยวผมไปจัดการให้มั้ยครับ”
“แกนอนขี้เกียจอยู่บ้านอย่างที่ทำอยู่ก็พอแล้ว”
“ทำไมพ่อไม่บอกผม ผมจะไปจัดการให้”
“อย่างแก จะไปสู้อะไรกับใครได้”
“พ่อ...”
“หรือไม่จริง”
“พ่อก็แค่สอนวิธีใช้ไม้ตะพดที่พ่อมีกับผม รับรองผมดูแลเรื่องพวกนี้ให้พ่อได้แน่ๆ”
“นี่แกพูดอะไรเนี่ย เห็นชั้นป่วยก็วางแผนจะได้ไม้ตะพดรึไงจะบอกอะไรให้เข้าใจนะทิวา ถ้าชั้นตาย ไม้ตะพดจะตายไปกับชั้น ไม่มีใครหน้าไหนได้มันไปทั้งนั้น”
“แม้แต่ผมที่เป็นลูกของพ่อน่ะเหรอ...”
พันเทพมีสีหน้าเฉยชากับทิวา ทิวาเจ็บใจ
ทิวาเสียใจเดินออกมาจากห้องพันเทพ เขาค่อยๆ คลี่กระดาษในมือที่เป็นวิธีรักษาอาการของพันเทพด้วยยางเลือด
“ทำไมพ่อต้องใจร้ายกับผมด้วย ผมอยากจะเกลียดพ่อนัก”
ทิวาช้ำใจที่พันเทพกระทำกับตนเหมือนไม่ใช่ลูก
ไม้เดินเข้าไปตลาด ชาวบ้านกำลังคุยกันเกี่ยวกับลูกผู้ชายที่ไปช่วยคนในวินรถตู้พันเทพ
“ลูกผู้ชายนี่ดีจริงๆ มีเรื่องกับไอ้พันเทพอยู่แท้ๆ ยังไปช่วยมัน”
“ประเสริฐจริงๆ นะ”
“ดีจริงที่ชุมชนเรามีลูกผู้ชายอยู่ จริงมั้ยไอ้ไม้”
ไม้พยักหน้ารับกับแม่ค้า เขายิ้มมีความสุข
คืนนั้นขณะที่เมฆกำลังหลับสนิท เขาก็ฝันว่ากำลังเก็บผ้าที่ตากอยู่หน้าบ้าน อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงประหลาดมาจากมุมหนึ่ง ราวกับคนร้องเพราะบาดเจ็บ เมฆเดินหาแล้วก็ไปเจอฤๅษีตนหนึ่ง นอนจมกองเลือดอยู่ เมฆเข้าไปดู
“คุณครับ คุณ คุณครับ คุณ”
ฤๅษีลืมตาโพลงขึ้นมาเมฆสะดุ้ง
“อย่าใหัมันฆ่าใครอีก อย่าปล่อยให้มันฆ่าใคร”
“ใคร...ใครจะฆ่าใครครับ”
“ไอ้เจ้าเล่ห์นั่น”
“ใครละครับ”
“เวตาล มันกลับมาแล้ว มันกลับมาแล้ว”
เมฆสะดุ้งตื่นขึ้นมา คิดเกี่ยวกับฝันตัวเอง
“เวตาลกลับมา หมายความว่าอะไร”
ไม้รู้สึกตัวเพราะการขยับของพ่อ
“มีอะไรเหรอพ่อ”
“ฝันไม่ค่อยดีน่ะ”
“ฝันว่าอะไรครับ”
“ฝันเกี่ยวกับตัวประหลาดน่ะ”
“คงไม่ใช่ เวตาล ที่พันเทพพูดถึงหรอกนะ”
“แล้วถ้ามันใช่ล่ะ” ไม้ชะงัก
“สัตว์ในตำนาน มันมีแต่ในนิทานเท่านั้นแหละพ่อผมว่าพ่อคิดมากเกินไป”
ไม้บอก แต่คิดหนักกับสิ่งที่เมฆพูด
วันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นขึ้นมาเมฆแต่งตัวชุดคนขับรถซะเนี้ยบ ไม้เดินออกมาจากห้องเห็นเมฆ
“พ่อ”
“ลูกทำงานแทนพ่อมานานแล้ว พ่อต้องไปทำงานของพ่อบ้าง” ไม้ยิ้มมีความสุข “เดี๋ยวพ่อไปก่อนนะ”
“พ่อแน่ใจนะว่าไหว”
“เห็นพ่อผิดปกติตรงไหนรึเปล่าล่ะ” เมฆกับไม้ยิ้มให้กัน “พ่อไปก่อนล่ะ ไม่อยากสาย”
ไม้พยักหน้ารับ พอเมฆอกจากบ้านไป ไม้เริ่มค้นหาประวัติทิวาวัยเด็กในบ้าน ตามมุมต่างๆ
“พ่อไปเก็บไว้ไหนนะ”
ไม้ค้นหาประวัติทิวาจนท้อ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ นั่งลงบนที่นอนเมฆ ท้อใจเอาหมอนมากอด แต่พอไม้ยกหมอนก็เห็นประวัติทิวาวางอยู่
“พ่อเก็บมันไว้ใต้หมอน มันต้องมีความสำคัญอะไรนะ” ไม้เปิดอ่านดู“ทิวาเลือดกรุ๊ปเอบีเหรอ แต่ในประวัติที่อบเชยให้มา มันเป็นกรุ๊ปโอนี่ โรงพยาบาลจะผิดกระทั่งกรุ๊ปเลือดเลยเหรอ”
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านพันเทพ พันเทพนอนหลับอยู่ทิวาเดินเข้ามานั่งมองหน้าพันเทพ พันเทพยังไม่ตื่น ทิวาก็หยิบมีดขึ้นมาจากกระเป๋าแล้วแทงทะลุพันเทพ
พันเทพสะดุ้งตื่นในห้องของตน เขาสำรวจแผลบริเวณที่โดนแทงในฝัน เขาโล่งใจที่มันเป็นแค่ฝันไป แต่ก็ต้องตกใจเมื่อหันมาเห็นทิวานั่งอยู่ข้างๆ เตียง เหมือนในฝัน
“ฝันร้ายเหรอครับพ่อ”
“อืม”
“ฝันว่าอะไรครับ”
“ช่างมันเถอะ มีอะไรน่ะเรา มาหาแต่เช้า”
ทิวาเอามือล้วงไปในกระเป๋าหาของบางอย่างซึ่งดูเหมือนความฝัน ทิวานึกถึงตอนที่พูดกับเวตาล ว่าจะรักษาพันเทพ หรือปล่อยให้ตายไปซะ ทิวาจึงลังเล
“อะไรอยู่ในกระเป๋าน่ะ” ทิวานิ่ง “คงไม่ได้คิดจะฆ่า...”
ทิวาหยิบของจากกระเป๋ายื่นให้พอดี เป็นเศษกระดาษเล็กๆ หน้าหนึ่ง เขียนเกี่ยวกับวิธีรักษาคนที่โดนฤทธิ์ไม้ตะพด พันเทพรับมาเปิดดู
“ทิวา” พันเทพมองทิวาอย่างซึ้งใจ
“ไม่ต้องขอบใจผมหรอกครับ เพราะผมตัดสินใจแล้ว ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ผมทำเพื่อพ่อ”
ทิวาพูดนิ่งๆ แล้วเดินออกจากห้องไป พันเทพรีบคลี่ดูวิธีรักษาตนเอง
“ยางเลือดจากต้นไม้ป่าอาถรรพ์เหรอ...เรามีมันแล้วนี่”
พันเทพยิ้มดีใจที่ตนจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
ทิวามายืนทอดอารมณ์อยู่ที่ท่าน้ำของวัดเหม่อมองออกไปไกล แล้วนึกถึงตอนที่พันเทพเคยตบ เคยด่าเค้า หรือกระทั่งพูดจาแรงๆ ต่างๆ น้ำตาทิวาเค้าไหลออกมา
“พ่อบังคับผมให้ทำแบบนี้เองนะ”
เมฆแอบดูทิวาอยู่ห่างๆ เห็นทิวายืนร้องไห้เขาเป็นห่วงอยากจะเดินเขาไปหา แต่ก็ได้แต่แอบดู จังหวะก้าวเขาไปเหยียบเอาห่อขนมที่ถูกทิ้งไว้ตรงนั้น ส่งเสียงแกร็บดังจนทิวาได้ยิน
“นั่นใครอยู่ตรงนั้นน่ะ” ทิวาเช็ดน้ำตา เมฆยังไม่กล้าปรากฏตัวออกไป “ชั้นถามว่าใคร” เมฆยังเงียบ”ถ้าไม่ออกมา ชั้นเอาตายแน่” ทิวาจะเดินไปหาเมฆ แต่แล้วเมฆก็ปรากฏตัวออกมา ทิวาเห็นก็อารมณ์ขึ้นทันที “นี่แกอีกแล้วเหรอ”
“ทิวาเป็นอะไรรึเปล่า” เมฆถามอย่างเป็นห่วง
“หึหึ ถามยังกับเป็นพ่อ พ่อชั้นแท้ๆ ยังไม่เคยถามชั้นแบบนี้เลย แล้วแกเป็นใคร”
“พอดีเดินผ่านมา เห็นท่าทางไม่ค่อยสบายใจ”
“ยุ่งอะไรด้วย”
“พันเทพมันดูแลดีรึเปล่า”
“แกพูดยังงี้หมายความว่ายังไง แกอยากโดนกระทืบอีกทีใช่มั้ย”
ทิวาเข้ามากระชากคอเสื้อเมฆ เงื้อมมือจะต่อย ไม้วิ่งเข้ามาพอดี
“หยุดนะ” ไม้ผลักทิวาออกจากเมฆ “ทำไมแกต้องตามราวีพ่อชั้นด้วย”
“ชั้นเนี่ยเหรอตามราวีพ่อแก แกลองถามไอ้เป๋นี่ดูก่อนดีมั้ย ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนตามราวี”
ไม้มองเมฆ เริ่มไม่แน่ใจในเหตุการณ์
“หมายความว่ายังไงน่ะพ่อ ก็พ่อบอกจะออกมาทำงานแล้วทำไม”
เมฆอึกอัก ไม่รู้จะอธิบายยังไง
“ก็หมายความว่าพ่อแกคงอยากจะให้ชั้นกระทืบซ้ำอีกซักทีละมั้ง” เมฆก้มหน้า ไม่กล้าสบตาไม้ “ดูแลพ่อแกให้ดี อย่าปล่อยให้มายุ่งเรื่องของชั้นอีก ไม่งั้นชั้นไม่รับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
ทิวาผลักอกไม้เดินออกไป ไม้มองเมฆอย่างสงสัย เมฆไม่กล้าสบตาไม้
“ไปเถอะพ่อ เดี๋ยวชั้นพาไปส่งที่ท่ารถ”
ที่บ้านพันเทพ พันเทพพยุงตัวเองลุกขึ้นมองขวดยางเลือดจากป่าอาถรรพ์ เขากำลังจะยกดื่ม
เวตาลก็เข้ามาขัดจังหวะ
“เจ้าคิดจะกินมันจริงๆ น่ะเหรอ”
“ทำไม...อยากให้ชั้นตายนักรึไง”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก...เพียงแต่ข้ามาเตือนเจ้า เพราะเจ้าอาจจะลืมไปว่า จุดประสงค์แท้จริงที่เจ้าเอายางเลือดนี่มาเพราะอะไร”
“เพื่อฆ่าไอ้เมฆเจ้าของไม้ตะพดวิญญาณ”
“ถูกต้อง เพราะว่าเจ้าของไม้ตะพดทั้งสองอัน ไม่สามารถฆ่ากันเองได้ หากไม่มียางเลือดฤๅษี แล้วก็ตำราหนังเสือ ถ้าเจ้ากินยานั่นตอนนี้...เจ้าก็อาจจะตัดโอกาสตัวเองที่จะได้ครอบครองไม้ตะพดทั้งสองอัน”
“แต่...ชั้นไปเอาใหม่ก็ได้ ไอ้ยางเลือดนั่น ไม่เห็นจะยาก ป่าอาถรรพ์ข้ารู้วิธีเข้าออกแล้ว”
“หึหึ เจ้าน่ะ...ทำตัวเป็นคนไม่รู้อีกแล้วนะ”
“หมายความว่าไง”
“ข้าคงลืมบอกเจ้าไป ว่าป่าอาถรรพ์ สำหรับคนที่หาทางออกจากมันได้ จะไม่มีวันกลับเข้าไปได้อีก”
“ห๊า”
เวตาลหัวเราะมีความสุข
“ข้าเลยมาเตือนเพื่อนข้าให้คิดดีๆ ว่าตกลงเจ้าควรจะกินหรือไม่กินยางเลือดฤๅษีนี่ดี”
พันเทพเริ่มลังเลขึ้นมา
ขณะนั้นที่ตลาดทิวาเดินเก็บค่าแผงในตลาดพร้อมกับสมุน ไม้เดินเข้าไปขวางทางจ้องหน้าทิวา
“อะไรของแกอีก เมื่อกี้ก็พ่อนี่ก็ลูก นี่วอนจะมีเรื่องจริงๆ ใช่มั้ย”
“ชั้นขอคุยกับแกหน่อย”
“เรื่องอะไร คนอย่างชั้นมีเรื่องต้องคุยกับแกด้วยเหรอ” ไม้ยื่นประวัติทิวาทั้งสองอันให้ทิวาดู “ประวัติชั้น...ก็ไม่เห็นมีอะไร”
“แต่ชั้นเจอมันที่บ้านชั้น ชั้นเลยอยากรู้ว่ามันมีอะไร”
“บ้านแก”
ทิวามาคุยกับไม้ที่ท่าน้ำ ทิวาเปิดอ่านประวัติของตัวเองอย่างละเอียดเห็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันของประวัติตอนเด็กกับประวัติตอนโต
“ประวัติตอนแรกเกิดนี่มั่วชัดๆ กรุ๊ปเลือดชั้นโอต่างหากใช่เอบีซะที่ไหน”
“ชั้นอยากรู้ ว่าทำไมประวัติแก ถึงไปอยู่บ้านชั้นได้”
“ชั้นคงอยากให้ใครรู้ว่าตอนแรกเกิดชั้นหน้าตายังไงก็เลยเอาประวัติชั้นไปแจกเป็นใบปลิวมั้ง แกถามชั้นแบบนี้ชั้นจะไปรู้ได้ยังไง ของเก่าเก็บเท่าอายุชั้นขนาดนี้ ชั้นจะไปรู้ได้ยังไง” ทิวาโยนประวัติทิ้ง
“เมื่อเช้าที่แกเจอพ่อชั้นที่นี่ พ่อชั้นพูดอะไรกับแก”
“หึไอ้เป๋นั่นน่ะเหรอ ก็แค่ทำตัวเป็นคนแสนดี มาเป็นห่วงเป็นใย ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” ไม้สงสัยเกี่ยวกับพ่อตัวเอง “แกแน่ใจเหรอว่าพ่อแกหายบ้าแล้วน่ะ ยังมายุ่งเรื่องของชั้นทำยังกับชั้นเป็นลูก เหมือนตอนเป็นบ้าไม่มีผิด ชั้นละเกลียดพวกแกนัก ชอบเข้ามาพัวพันกับชีวิตชั้นไม่จบไม่สิ้น พ่อชั้นเองก็ห่วงแกนักหนา เป็นบ้ากันไปหมด”

ไม้ยิ่งสงสัยมากขึ้น

อ่านต่อหน้า 2




 ลูกผู้ชายไม้ตะพด  ตอนที่ 11 (ต่อ)  

ในขณะที่ไม้กลับมาที่ท่ารถบขส. เห็นจันทร์อยู่ใต้ท้องรถ และกำลังซ่อมรถอยู่ ไม้จึงเดินมาหา

“จันทร์”
จันทร์สไลด์ตัวออกมา
“แกเองเหรอ มีอะไรวะ”
“พ่อออกไปวิ่งรถแล้วใช่มั้ย”
“อืม”
“ขอบใจมากนะที่แกกับอบเชยเข้าไปเอาประวัติทิวาที่รพ.ให้ชั้น”
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย”
“แกว่าเรื่องนี้ มีอะไรแปลกๆ รึเปล่าวะ”
“เรื่องอะไร”
“ที่ประวัติตอนเด็กๆ ของทิวา ไม่ตรงกับประวัติปัจจุบัน”
“ที่ไม่ตรงคือ?”
“กรุ๊ปเลือด จากเมื่อก่อนเอบีแต่เดี๋ยวนี้เป็นโอ”
“มันไม่มีทางเปลี่ยนได้อยู่แล้วเรื่องกรุ๊ปเลือดคนน่ะ เกิดมาเป็นกรุ๊ปไหนก็ต้องตายไปกรุ๊ปนั้น ถ้ามันจะไม่เหมือนกันมันก็ต้องคนละคน”
“แล้วเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนวะที่โรงพยาบาลจะผิดพลาด”
“ไอ้เรื่องประวัติแรกเกิดเนี่ย เท่าที่ชั้นรู้มาพอเด็กเกิดปั๊บเค้าตรวจตรงนั้นเลย จดรายละเอียดทั้งหมด สีผม สีตา ตำหนิต่างๆ บนร่างกาย แล้วก็ตรวจเลือด แล้วถ้ามาคิดดูเมื่อก่อนก็เป็นระบบจดใส่แฟ้มประวัติตรงนั้นเลย ไม่ได้มาพิมพ์ใส่ทีหลังในคอมพิวเตอร์เหมือนเดี๋ยวนี้ ชั้นว่ามันก็ผิดพลาดน้อยมากว่ะ ถ้าผิด ก็น่าจะผิดที่ประวัติตอนโตมากกว่า”
“แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าตัวเองเป็นเลือดกรุ๊ปโอ ซึ่งตรงกับประวัติปัจจุบัน
“ถ้างั้น...ชั้นว่ากลิ่นทะแม่งๆ ว่ะ ทิวาตอนเด็กกับทิวาตอนโตอาจจะเป็นคนละคน”
“เอ๊า ก็ไหนบอกว่าประวัติตอนเด็กมันผิดพลาดน้อยไง”
“ชั้นไม่ได้บอกว่าประวัติไหนผิดเว้ย...แต่ชั้นบอกว่าเป็นคนละคน” ไม้งง “เอ่อ อธิบายไงดี แกเคยดูละครหลังข่าวป่ะ ที่แบบลูกสลับกันตอนเด็ก อะไรแบบนั้นน่ะ”
“ประเด็นคือ”
“ชั้นจะบอกว่าละครมันสนุกดีมั้ง เฮ้ย... ก็จะบอกว่าไอ้ทิวาอาจจะถูกสลับตัวตอนเด็ก ทิวาในประวัติเด็กน้อยกับทิวาตอนนี้มันคนละคน”
“แล้วไงต่อวะ”
“ชั้นยังไม่แน่ใจว่ะ ว่ามันเกี่ยวกับลุงเมฆยังไงหรือว่า...”
“หรือว่าอะไร”
จันทร์ไม่กล้าพูดสิ่งที่ตัวเองคิด
“ไม่มีอะไร ชั้นว่ามันไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับลุงเมฆเลย อย่าไปสนใจเลยว่ะ”
ไม้ยังไม่คลายความสงสัย ส่วนจันทร์เองเหมือนจะรู้อะไรมากกว่าไม้ซะอีก
ที่บ้านพันเทพ พันเทพค่อยๆ นั่งลงหน้ากระจก ขนาดแค่นั่งเบาๆ เขายังร้องโอดโอย พันเทพดูขวดยางเลือดในมือหยิบรูปทิพย์ออกมา แล้วคุยกับทิพย์ในรูปถ่าย
“ถ้าผมไม่กินนี่ก็เหมือนผมฆ่าตัวเอง แต่ถ้าผมกินก็เหมือนกับตัดอนาคตตัวเองเหมือนกัน ผมควรจะทำยังไงดีละทิพย์ ในเมื่อดูเหมือนผมจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการทั้งคู่” พันเทพมองรูปทิพย์ ก็นึกถึงไม้ขึ้นมา
“จริงสิ ลูกของเรา ถ้าผมบอกความจริงกับเขา เขาอาจจะยอมให้ไม้ตะพดวิญญาณเราแต่โดยดีก็ได้ ก็แค่ไอ้เมฆ ไอ้กระจอกคนนึง ไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเลือดจะมาขัดขวางคนที่มีสายเลือดเดียวกันได้...ใช่มั้ย”
พันเทพยิ้มออกเมื่อคิดสิ่งนั้นได้ เขายกยางเลือดเทเข้าปากอักอัก
ขณะนั้นไม้นั่งเหม่ออยู่ที่ท่ารถบขส. หน้าเขามีคราบน้ำมันรถเปื้อนอยู่ แพรวาเดินเข้ามา
“ไม้อยู่พอดีเลย”
“อ้าว คุณแพรวา มาหาคุณไกรเหรอครับ” แพรวายิ้มหวาน “คุณสองคนดีกันแล้ว ดีใจด้วยนะครับ”
“มันก็ไม่เชิงแบบนั้นหรอก ไม้...หน้าเปื้อนแน่ะ”
ไม้พยายามเอามือเช็ดแต่มันก็ไม่ออก แพรวาจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าตนเช็ดให้ไม้ ไกรออกมาเห็นพอดี เขาหึงอยู่ในใจ แต่ก็ไม่แสดงออกนัก
“ผมมาขัดจังหวะอะไรรึเปล่าครับ”
“คุณไกร...คุณแพรวามาหาคุณน่ะครับ”
“เรื่องนั้นชั้นรู้แล้ว ไม้อยากบอกเรื่องอื่นที่ชั้นยังไม่รู้รึเปล่า”
“ก็ไม่มีนี่ครับ”
“ไม่มีก็ดีแล้ว เพราะชั้นเป็นคนชอบให้พูดตรงๆ กันมากกว่า ไม่ชอบให้ใครมาทำอะไรลับหลัง”
ไม้ยิ้มๆ ไม่รู้ว่าไกรพูดถึงเรื่องอะไรแน่ “แพรวาออกมาหาผมแบบนี้ ที่บ้านไม่ว่าเหรอ”
“ช่วงนี้พ่อไม่ค่อยสบาย แล้วที่วินรถตู้ก็เพิ่งมีเรื่อง คนของพ่อก็เลยไปคุมอยู่ที่อื่นซะมากกว่า”
“ก็ดีครับ ...”
เจ๊กีออกมาขัดจังหวะ
“ดีอะไร มันมีอะไรดีตรงไหน ลื้อถึงไม่ฟังคำสั่งอั๊วห๊ะอาไกร”
ทุกคนสะดุ้งโหยงเมื่อเจ๊กีออกมา ไกรกับแพรวาหน้าเสีย
“คือม้าครับ...ผม”
ไม้เห็นท่าไม่ดี จึงดึงมือแพรวาไปจับต่อหน้าไกร
“คุณแพรวาเค้าไม่ได้มาหาคุณไกรหรอกครับ เค้ามาหาผมเอง”
เจ๊กีมองมือไม้กับแพรวาที่จับกันแน่น ไกรเองก็มองอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
“อีเป็นแฟนลื้อเหรออาไม้”
“ครับ”
“จริงเหรออาไกร”
ไกรต้องจำใจตอบ
“จริงครับ”
“ชิ มาปั่นหัวผู้ชายไปทั่ว นี่ดีไม่ดีเดี๋ยวอาไม้ อาไกรก็ต้องแตกคอกันเพราะลื้อ ลื้อนี่มันแย่เหมือนเตี่ยลื้อ”
“พอเถอะม้า...”
“ลื้อมาห้ามอั๊วได้ยังไง ลื้อเป็นลูก... อั๊วอยากจะเตือนลื้อด้วยนะอาไม้ ระวังให้ดี อีน่ะพาแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้ อั๊วเชื่อว่าถ้าอาเมฆรู้ อาเมฆก็ต้องไม่พอใจ” ไม้กับแพรวาได้แต่ทำหน้าแหย ไกรยังจ้องมือไม้กับแพรวาไม่วางตา “จะพากันไปไหนก็ไป อย่าให้อีมาอยู่นี่นานๆ อั๊วไม่ชอบ”
“ครับ”
เจ๊กีเดินชนแพรวาอย่างไม่พอใจ แพรวาเซไป ไม้เข้าไปประคองทุกอย่างอยู่ในสายตาของไกร
“เป็นไรรึเปล่าครับคุณแพรวา”
“ขอบใจไม้มากนะที่ช่วยออกรับแทนชั้นกับคุณไกร ไม่งั้นแย่แน่ๆ”
“ไม่เป็นไรครับ”
“แต่วันหลังไม่ต้องก็ได้นะ”
ไกรบอกอย่างไม่พอใจแล้วจูงมือแพรวาเดินออกไป ไม้มองไม่ค่อยเข้าใจนัก
ทางด้านทิวาขณะนั้นนั่งกินเหล้าอยู่ในร้านอาหารและพร่ำเพ้ออยู่คนเดียว
“ทำไมถึงไม่มีใครรักชั้น พ่อก็ทำยังกับชั้นไม่ใช่ลูก ขนาดตัวเองจะตายอยู่แล้ว ยังไม่คิดจะยกอะไรให้ชั้นซักอย่าง หึหึ อบเชยก็เหมือนกัน ดูสิพอไม่มีเงื่อนไขอะไร ก็ไม่เคยมาสนใจชั้นซักนิด ทำไม”
ขณะที่ทิวากำลังพร่ำเพ้อถึงชีวิตตัวเอง อบเชยก็ถือข้าวของที่ซื้อไว้ทำกับข้าวเดินผ่านหน้าร้านพอดี ทิวาเห็นรีบวิ่งออกไปดักหน้าอบเชยไว้
“สวัสดีอบเชย ไม่เจอกันหลายวันเลยนะ”
“แกอีกแล้วเหรอ”
“ทำไมพูดจาห่างเหินกันแบบนี้ล่ะ เราเป็นแฟนกันนะ ...แล้วอีกนิดเดียวชั้นก็เกือบจะได้เป็น...ผัวเธอแล้ว”
อบเชยตบทิวาจนหน้าหัน
“แกอย่ามาพูดจาน่ารังเกียจกับชั้นแบบนี้ ชั้นไม่ฆ่าแกให้ตายก็บุญแค่ไหนแล้ว”
“ก็ฆ่าชั้นสิ ฆ่าเลย ชั้นไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่นักหรอก ฆ่าสิ” ทิวาดึงมืออบเชยไปตีตัวเอง “แทงเข้ามาตรงหัวใจตรงนี้เลย ทำสิ” ชาวบ้านเริ่มมอง
“ปล่อยนะ เธอเมาแล้วทำทุเรศคนเดียวก็ทำไป อย่าทำให้ชั้นอายไปด้วย”
“มันน่าอายมากเลยใช่มั้ย ที่รู้จักกับไอ้ทิวาน่ะ มันน่าอายตรงไหน”
“ทิวา”
ทิวาหันไปบอกชาวบ้าน
“ยุ่งอะไร เรื่องผัวเมียจะคุยกัน ไป๊”
ชาวบ้านต่างแตกฮือ
“ทิวา อย่าเอาชั้นเข้าไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ ชั้นกับเธอไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน”
อบเชยเดินหนีทิวา ทิวาพุ่งเข้ากอดอบเชยไว้แน่นจากด้านหลัง อบเชยดิ้นไม่หลุด
“ชั้นไม่ให้เธอไปไหนหรอกอบเชย”
“ทิวาปล่อย”
อบเชยพยายามดิ้นแต่ก็ดิ้นไม่หลุด เธอไม่รู้จะทำยังไง จึงเอาพริกขี้หนูที่เธอซื้อมาในถุงหยิบออกมากำแน่น
“เธอจะฆ่าชั้นด้วยพริกนั่นน่ะเหรอ” อบเชยกำพริกจนเละในมือแล้วเอามือป้ายตาทิวา ทิวาแสบร้อนจึงปล่อยอบเชย ทิวาดิ้นพล่าน “โอ๊ย ขอน้ำหน่อย น้ำ”
“เป็นไง สร่างเมาเลยเหรอ ถ้าแกขืนมายุ่งกับชั้นอีก ชั้นเล่นแกแสบกว่านี้แน่”
อบเชยมองทิวาที่ดิ้นพล่านวิ่งไปวิ่งมายิ้มๆ แล้วก็เดินจากไป
“ช่วยด้วย โอ๊ยแสบ ช่วยด้วย”
อบเชยเดินผ่านตลาดยิ้มๆ ที่เอาคืนทิวาได้
“สมน้ำหน้า เล่นกับใครไม่เล่น”
อบเชยยืนดูพริกขี้หนูเละในมือตัวเองอย่างสะใจ แต่ยังไม่ทันไร คนที่เดินสวนมาก็ชนเธอพริกในมือเธอกระเด็นเข้าหน้า มือที่เปื้อนก็ปัดโดนตาพอดี
“โอ๊ย...แสบ”
อบเชยแสบตาน้ำตาไหล เดินตาหยีร้องไห้อยู่ริมถนน รถเจ๊กีขับผ่านมาพอดี เจ๊กีเปิดกระจกคุยกับอบเชย
“อาอบเชย ลื้อเป็นอะไร มาๆ ขึ้นรถมากับอั๊ว”
“ก่อนที่จะถามอะไร ขอน้ำก่อนค่ะ น้ำ”
เจ๊กีรีบส่งน้ำยื่นให้อบเชย
อบเชยขึ้นมานั่งบนรถเจ๊กีตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์พริก แต่เธอสามารถลืมตา พูดคุยได้ปกติแล้ว
“ขอบคุณนะคะเจ๊กี”
“ไม่เป็นไร”
“พอดีเมื่อกี้”
“อั๊วเข้าใจลื้อ” เจ๊กีลูบหัวอบเชยปลอบใจ “มันเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจ ลื้อต้องอดทน”
“หืม เข้าใจ”
“ถ้าเป็นอั๊ว อั๊วก็คงแย่ เพราะลื้อกับอาไม้ก็สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก จู่ๆ อีเป็นใครมาจากไหน มาแย่งอาไม้ไปหน้าตาเฉย หยำฉ่าจริงๆ”
“แย่งไม้ไป”
“อั๊วเข้าใจ ตอนนี้ลื้อยังงงๆ ลำดับเรื่องราวไม่ค่อยถูก มันเหมือนฝันที่อยู่ๆ คนก็มาปลุก จะพูดอะไร จะบอกใครก็ลำบาก อาไม้นี่ก็จริงจริ๊ง ไปหลงนางแพรวานั่นได้ อั๊วเป็นคนนอกยังดูออกเลย ว่าลื้อดีกว่านางแพรวานั่นเป็นไหนๆ อาไม้ไม่น่าเอานางแพรวานั่นทำแฟนเลยจริงๆ”
“ไม้กับแพรวาเป็นแฟนกันเหรอคะ ใครบอกเจ๊กีคะ ข่าวลือรึเปล่า”
“อย่าหลอกตัวเองเลยอาอบเชย มันเป็นเรื่องที่ยังไงลื้อก็ต้องยอมรับนะ”
“เจ๊กีรู้ได้ยังไง”
“ก็เมื่อบ่ายนี้อาไม้ก็นางแพรวาจับไม้จับมือยอมรับกับอั๊ว ว่าอีสองคนคบกัน”
อบเชยอึ้ง หน้าชาพูดอะไรไม่ออก
เจ๊กีส่งอบเชยแล้วจึงมาหาหลวงพ่อที่กุฏิ เจ๊กียื่นแผ่นกระดาษซึ่งเป็นวันเดือนปีเกิด และเวลาตกฟากให้กับหลวงพ่อ
“นี่อะไรเนี่ยโยม”
“อั๊วอยากให้หลวงพ่อดูดวงให้อาไกรหน่อย พวกเรื่องเนื้อคู่อะไรพวกนี้”
“ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะโยม”
“อั๊วนะอ่านหนังสือมาว่าปีนี้ดวงอาไกรตกทับราหู อั๊วเป็นห่วงอี ตอนวันเกิดที่จะทำบุญ อีก็โดนจับตัวไปอีก บุญก็ไม่ได้ทำ แถมยังไปพัวพันกับครอบครัวไอ้พันเทพ อั๊วละเป็นห่วงอีนัก หลวงพ่อช่วยดูดวงไอ้อีหน่อยไม่ได้เหรอ ถ้ามันไม่ดี อั๊วจะพาอีไปสะเดาะเคราะห์ แก้ชงกับหลวงพ่อเสือซะหน่อย”
“ถ้าคิดว่ามันไม่ดี โยมก็ไปแก้ชงเลยสิ จะได้สบายใจ”
“ก็ถ้าเผื่อมันดี อั๊วก็อยากรู้ จะได้สบายใจเหมือนกัน”
หลวงพ่อส่ายหน้าระอา
“เอา...ถ้าไม่ดูให้ อาตมาก็คงเป็นสาเหตุให้โยมทุกข์ใจสินะ อ่ะ ดูก็ดู”
“ขอบคุณมากค่ะหลวงพ่อ”
เวลาผ่านไป หลวงพ่อเขียนดวงบนกระดานชนวนขนาดย่อมเสร็จ
“เป็นยังไงบ้างคะหลวงพ่อ” หลวงพ่อเห็นดวงไกรถึงกับขมวดคิ้ว “เป็นไงคะ ดีหรือไม่ดี”
“เดี๋ยวนี้โยมไกรเค้ายังฝึกสมาธิอยู่บ้างรึเปล่า”
“ก็ไม่ค่อยเห็นนะ งานอีเยอะแล้วอีก็มีเรื่องอะไรสารพัด”
“ฝากบอกโยมไกรนะ ว่าให้อีหาเวลาฝึกสติ ฝึกสมาธิ แบบที่อาตมาเคยสอนบ้าง”
“หมายความว่าไงหลวงพ่อ ดวงอาไกรไม่ดีใช่มั้ย”
“มันก็ไม่เชิงหรอก มันอยู่ที่โยมไกรเค้าตัดสินใจว่าจะเลือกเดินทางไหน ในดวงนี่...มีผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง เท่าที่อาตมารู้จักโยมไกรมา ไม่เคยเห็นโยมไกรยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิง อาตมาเลยเป็นห่วง”
“ตายแล้ว ผู้หญิงเหรอ นางแพรวาแน่ๆ เลย นางนี่มารยามันเยอะ คงเที่ยวปั่นหัวคนไปทั่ว เดี๋ยวอั๊วจะต้องจัดการขั้นเด็ดขาดกับอาไกรไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับอีเลย คอยดู”
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นละโยม ของแบบนี้...ยิ่งไปตึงใส่ จะทำให้ขาดซะเปล่าๆ คอยดูให้มันอยู่ในลู่ในทางก็พอ”
“คนเป็นแม่นะหลวงพ่อ จะให้นั่งดูเฉยๆ ได้ยังไง”
เจ๊กีเป็นห่วงไกร หลวงพ่อเองก็เป็นห่วงไม่แพ้กัน
อบเชยกำลังคิดเรื่องที่เจ๊กีบอกว่าไม้กับแพรวาเป็นแฟนกัน อบเชยหน้าเศร้า เธอเดินเข้าบ้านตัวเองหงอย แต่แล้วก็ต้องตกใจที่เจอไม้ยืนอยู่หน้าบ้าน
“กลับมาแล้วเหรอ”
อบเชยทำหน้าไม่ถูกที่ต้องมาเจอกับไม้ตอนนี้
“มานานรึยัง”
“ซักพักแล้วล่ะ แต่อาศรไม่อยู่บ้านก็เลยเข้าไปไม่ได้”
“มาหาพ่อเหรอ พ่อเข้าไปในตัวจังหวัดคืนนี้ไม่กลับหรอก”
“เปล่า...มาหาเธอน่ะแหละ มีเรื่องจะคุยด้วย”
อบเชยหน้าเสีย เข้าใจว่าไม้จะมาบอกเรื่องแพรวา
“เอ่อ ถ้าเป็นเรื่องนั้นไม่ต้องบอกชั้นหรอก ชั้นไม่อยากรู้”
“ฮึ”
“ปล่อยให้ชั้นเข้าใจอย่างที่ชั้นเข้าใจเถอะ ชั้นไม่อยากได้ยินอะไรทั้งนั้น ให้ชั้นได้อยู่ตรงที่เดิมที่ชั้นเคยอยู่เถอะ ชั้นสัญญาว่าจะไม่ถามอะไร ไม่ไปวุ่นวายกับใครทั้งนั้น”
“เธอพูดเรื่องอะไร”
อบเชยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดอะไรขึ้น
“เข้ามาในบ้านสิ ชั้นซื้อของมาทำกับข้าวเต็มเลย เดี๋ยวชั้นทำให้ไม้กินนะ”
อบเชยไขกุญแจเดินเข้าบ้าน ฝืนยิ้มมีความสุข
อบเชยเอาอาหารที่ทำเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะแล้วฝืนยิ้มกับไม้
“กินสิไม้ ของโปรดไม้ทั้งนั้นเลย”
“อบเชย เธอเป็นอะไรรึเปล่า”
“เปล่านี่ กินกันเถอะ ชั้นหิวจะแย่”
อบเชยทำเป็นกินไม่สนใจไม้ ไม้มองอบเชยสงสัย
“อบเชย ชั้น...”
อบเชยไม่อยากได้ยินที่ไม้จะพูด
“นี่ชั้นมีลอดช่องด้วยนะ เดี๋ยวชั้นไปเอามาให้ดีกว่า”
“ไม่ต้อง...”
อบเชยไม่ฟังเดินหายเข้าไปในครัว
อบเชยเข้ามาในครัว แม้เธอพยายามเข้มแข็ง แต่น้ำตาก็ยังไหลออกมาอยู่ดี อบเชยปาดมันทิ้ง
“อย่าร้องสิอบเชย เธอต้องเข็มแข็งกว่านี้ เธอต้องไม่ทำให้ไม้ลำบากใจนะ”
แต่เหมือนยิ่งเธอห้ามตัวเองเท่าไหร่ น้ำตาก็ยิ่งพรั่งพรูออกมา ไม้เดินเข้ามาอบเชยรีบหลบหน้า
“อบเชย เธอเป็นอะไรรึเปล่า”
“เปล่านี่ ชั้นแค่หาถุงลอดช่องไม่เจอน่ะ ชั้นว่าชั้นซื้อมานะ แต่ไม่รู้มันอยู่ไหน”
ไม้มองเห็นถุงลอดช่องอยู่ใกล้ๆ กับอบเชยนั่นแหละ ไม้เดินไปหยิบแล้วยื่นให้อบเชย จึงเห็นว่าอบเชยร้องไห้
“อบเชย เธอร้องไห้เหรอ”
พอไม้จับได้ น้ำตาจึงไหลเหมือนเขื่อนแตก แต่อบเชยก็ยังปฏิเสธ
“เปล่า ฝุ่นมันเข้าตาน่ะ”
ไม้คว้ามือทั้งสองอบเชยดึงให้อบเชยมาเผชิญหน้า
“พัดลมในครัวคงแรงมากสินะ ถึงพัดฝุ่นเข้าตาได้” อบเชยหลบหน้าไม้ “อบเชย เธอเป็นอะไร”
อบเชยส่ายหน้า ไม่มองตาไม้ ไม้ดึงอบเชยเข้ามากอดไว้ในอกอย่างเป็นห่วง
“ถ้ากอดชั้นแล้ว อย่าปล่อยนะ”
อบเชยร้องไห้ตัวสั่น ไม้ลูบหัวปลอบเธอ
อบเชยนอนบนเตียง ไม้ห่มผ้าให้
“ดึกแล้ว ชั้นกลับก่อนนะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะไม่ดี”
อบเชยคว้ามือไม้ไว้
“รอให้ชั้นหลับก่อนได้มั้ย ชั้นไม่อยากเห็นเธอเดินออกไป”
“นี่ตกลงเธอจะไม่บอกชั้นซักนิดเลยใช่มั้ยว่าเธอมีเรื่องอะไรไม่สบายใจ”
อบเชยส่ายหน้า
“ขอแค่ไม้ยังอยู่กับชั้นก็พอ”
“เอา ไม่บอกก็ไม่บอก”
อบเชยยิ้มเศร้าๆ จับมือไม้ไว้ไม่ปล่อย
อีกด้านหนึ่งขณะนั้นไกรขับรถไปส่งแพรวาที่รถที่แพรวาจอดไว้
“แพรวา ผมขอถามอะไรคุณหน่อยสิ”
“คะ”
“คุณคิดยังไงกับไม้”
“ไม้ก็เป็นคนดี...มีน้ำใจ ช่วยเหลือชั้นตลอดเลย”
“ผมไม่ได้ถามว่าไม้เป็นคนยังไง ผมถามว่าคุณคิดยังไงกับไม้”
“แค่รู้สึกอบอุ่นที่ได้อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรมากกว่านั้นค่ะ” ไกรไม่พอใจนัก
“แค่นั้นก็มากไปแล้ว”
“ที่คุณรู้สึกว่ามาก อาจเพราะคุณไม่เคยถามว่าชั้นคิดยังไงกับคุณ”
“แล้วคุณคิดยังไงกับผม”
“ชั้นพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้เรามาอยู่ตรงจุดนี้”
ไกรยิ้มพอใจ ยื่นมือไปจับมือแพรวา
“คุณอย่าลืมความรู้สึกนี้นะ”
ไกรกับแพรวายิ้มให้กัน
อบเชยนอนกุมมือไม้จนหลับไป ไม้นั่งกุมมืออบเชยจนหลับไปเช่นกัน แล้วไม้ก็สะดุ้งตื่น
“เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” ไม้มองดูอบเชยที่หลับไม่รู้เรื่องเหมือนเด็ก เขามองอย่างเอ็นดู ลูบหัวอบเชย “ใครทำอะไรเธอนะอบเชย”
ไม้มองอบเชยที่หลับนิ่ง แล้วเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างให้เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้เธอ ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนปากแทบจะชนกัน แล้วไม้ก็รู้สึกตัวซะก่อน เขาหยุดการกระทำนั้น แล้วถอยออกมาก่อนที่จะทำอะไรลงไป ไม้ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป พร้อมส่ายหน้าระอาตัวเอง
ทางด้านพันเทพหลังจากกินยางเลือด พันเทพก็กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง พันเทพขยับปกเสื้อภูมิฐาน ส่องกระจก
“ชั้นกลับมาคราวนี้ มีเรื่องต้องสะสางมากมาย”
พันเทพยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ตัวเองในกระจก
พันเทพมาที่บ้านเต็กกง ขณะนั้นเต็กกงกำลังกินอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย เต็กกงกำลังจะเอาข้าวเข้าปากแต่โดนเหมือนอะไรดีดจึงหงุดหงิด
“ใครวะ แน่จริงก็ออกมาสิ”
พันเทพเดินออกมาจริงๆ เต็กกงถึงกับสะดุ้ง
“ทำไม...ถึงกับสะดุ้งเลยเหรอ คนคาบข่าวคนเดิมเค้าไม่ได้บอกเหรอว่าชั้นน่ะ หายดีแล้ว”
พันเทพยิ้มอย่างร้ายกาจ
เต็กกงถูกมัดอยู่บนเตียงนอนตัวเอง จนขยับไม่ได้
“คราวนี้แกจะได้เข้าใจหัวอกคนที่นอนอยู่บนเตียง แล้วดูกิจการตัวเองย่อยยับไปกับตา”
พันเทพโทรสั่งการลูกน้องที่สแตนบายรออยู่
“จัดการได้เลย” พันเทพวางหู “ทีนี้ ท่ารถปอ.ของแก ก็คงจะพินาศไม่ต่างจากที่แกทำกับวินรถตู้ของชั้น แล้วจำใส่กะโหลกแกไว้เลยนะ คนระดับแกกับชั้นมันคนละชั้นกัน อย่าคิดมายุ่งกับกิจการของชั้นอีก ไม่งั้นแกตายแน่”
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านพันเทพ ทิวายืนอยู่หน้าห้องพันเทพ แต่พันเทพไม่อยู่ที่ห้องทิวาจึง
ยืนช้ำใจอยู่ตรงนั้น
“พ่อคงหายดีแล้วตามวิธีที่ชั้นบอก แต่พ่อก็ไม่เคยมาขอบคุณชั้นซักคำ”
“แล้วเจ้ายังจะให้โอกาสกับเค้าอีกมั้ยล่ะ ข้าเห็นเจ้าน่ะ ทำร้ายคนได้ทุกคน แต่ยกเว้นพันเทพที่เอาแต่ทำร้ายเจ้า” เวตาลปรากฎตัวพูดขึ้นมา
“อย่ามาพูดทำเป็นรู้ดีหน่อยเลยน่า”
“ต่อไปนี้เจ้าจงตัดสินใจ ว่าจะทำอย่างไรกับพันเทพดี”
“ชั้นตัดสินใจแล้ว”
“ช่วยบอกให้ข้ารู้ซักหน่อย เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในใจของเจ้า”
“ทางเดียวที่จะทำให้ชั้นมีอำนาจ คนนับถือ และยอมสยบให้ชั้น คือไม้ตะพด”
“พูดได้ถูกใจข้านัก ดูเหมือนว่า…อะไรๆ จะสนุกขึ้นแล้วสินะ”

เวตาลหัวเราะออกมา

อ่านต่อหน้า 3




 ลูกผู้ชายไม้ตะพด  ตอนที่ 11 (ต่อ)  

ส่วนที่ท่ารถบขส.เวลานั้น จันทร์กำลังซ่อมรถอยู่ เจ๊กีเดินตรงเข้ามาหาจันทร์

“อาจันทร์ ลื้อมานี่หน่อยซิ”
“มีอะไรเหรอเจ๊”
“อั๊ววานให้ลื้อช่วยถ่ายเอกสารสำเนาบัตรประชาชนอาไกร แล้วแฟ็กซ์ไปให้อั๊วหน่อยสิ อั๊วตาไม่ค่อยดี อาเลขาก็ไม่อยู่”
“ได้ครับเจ๊” จันทร์เดินไปรับบัตรประชาชนจากมือเจ๊กี “เดี๋ยวชั้นจัดการให้เรียบร้อยเลยจ๊ะ”
จันทร์เอาบัตรประชาชนไกรไปซีร็อก จึงเห็นวันเดือนปีเกิดและกรุ๊ปเลือดของไกร
“นี่มันวันเดียวกับทิวา และกรุ๊ปเลือด...”
ที่ช่องของกรุ๊ปเลือด ถูกขีดไว้
“ทำอะไรน่ะจันทร์” ไม้เดินเข้ามาถาม
“ถ่ายเอกสารให้เจ๊กี ไม่มีอะไร ไม่ต้องช่วยหรอก”
“เออ แกรู้มั้ยว่าอบเชยมีเรื่องไม่สบายใจอะไร”
“ไม่รู้ว่ะ ไม่เห็นมาปรึกษาเรื่องอะไรเลย”
“อืม เอาเอกสารมานี่มะ เดี๋ยวชั้นเดินไปให้เจ๊กีเอง”
จันทร์รีบเอาเอกสารยัดใส่แฟ้มไม่ให้ไม้เห็น
“อย่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง ไปเคลียร์เรื่องตัวเองให้มันเรียบร้อยก่อนไป”
แล้วไกรก็เดินเข้ามาหาไม้
“ไม้ ชั้นมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ”
“เรื่องอะไรครับ”
ไกรมองจันทร์
“ชั้นขอคุยเป็นการส่วนตัวหน่อย ไปที่ห้องทำงานชั้นละกัน”
“ได้ครับ”
ไกรเดินนำออกไป ไม้เดินตาม
ไม้กับไกรมานั่งคุยกันที่โต๊ะทำงานของไกร
“ขอโทษที ที่ต้องเรียกมาคุยกันแบบนี้”
“คุณไกรมีเรื่องอะไรเหรอครับ”
“เรื่องแพรวา”
“ทำไมครับ คุณแพรวาเป็นอะไรครับ”
“เปล่า ไม่มีใครเป็นอะไรทั้งนั้น มีแต่เรื่องที่อยากจะขอร้อง”
“ขอร้อง”
“ชั้นเคยช่วยเธอไว้ใช่มั้ยไม้”
“คุณไกรมีบุญคุณกับผมมาก ช่วยสอนการต่อสู้ให้ผมด้วย”
“งั้นก็ดี ชั้นอยากจะใช้บุญคุณทั้งหมดที่ทำให้เธอ ขอร้องเธอบางเรื่อง”
“ครับ”
“ชั้นอยากจะขอให้เธอ อย่ายุ่งเกี่ยวกับแพรวาอีกจะได้มั้ย”
“กับคุณแพรวา”
“ใช่ ชั้นไม่สบายใจนักที่เห็นเธออยู่ใกล้กับแพรวา”
“โธ่นึกว่าเรื่องอะไร แต่ผมกับคุณแพรวาไม่ได้มีอะไรนะครับ”
“รับปากชั้น”
“ได้ครับ”
“เป็นผู้ชาย พูดแล้วไม่คืนคำ”
“ครับ”
ไม้ตอบรับอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ไกรยิ้มแต่ยังไม่ค่อยไว้ใจไม้นัก
เมื่อกลับมาบ้านพันเทพเดินเข้าไปในห้องทำงาน รื้อเอกสารต่างๆ ดู ทิวาเดินตามเข้ามา
“หายดีแล้วเหรอครับพ่อ”
“อืม”
“แปลกดีนะครับ คนเกือบจะตายแล้วแท้ๆ”
พันเทพชะงักเงยหน้ามองทิวา
“นี่ต้องการอะไรเนี่ย มากวนเวลางานชั้นแบบนี้”
“ผมไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรเลยเหรอครับ ก็ในเมื่อผมเป็นลูก”
“แล้วคนอื่นเค้ามาวุ่นวายกับชั้นมั้ยล่ะ”
“หึหึ พ่อไม่เคยมองเห็นผมเป็นลูกเลยจริงๆ”
พันเทพมองทิวาอย่างระอา
“นี่ต้องการอะไรกันแน่ ถึงมาพูดจาแบบนี้กับชั้น” ทิวามองไม้ตะพด
“ผมเป็นคนให้ชีวิตพ่ออีกครั้ง ผมเลยอยากจะใช้สิทธิ์ขออะไรพ่อบ้าง” พันเทพชะงัก หยุดหาเอกสาร“ผมขอร่มคันนั้นได้มั้ยครับ”
“จะไม่ขอมากไปหน่อยเหรอทิวา”
“ผมไม่ต้องการอย่างอื่น”
“ได้...ถ้าอยากได้ ก็เข้ามาเอา”
ทิวากำหมัด ไม่เกรงใจ พันเทพถอยหนึ่งก้าวตั้งรับ แล้วทิวาก็บุกเข้าไปต่อสู้กับพันเทพ พันเทพใช้ร่มเป็นอาวุธ แต่สู้ได้ไม่เท่าไหร่ทิวาก็กระเด็นออกมา
“แกกำลังทำชั้นเสียเวลาทิวา”
“ถึงพ่อไม่มีไม้ตะพด พ่อก็เก่งกว่าผมอยู่แล้ว พ่อก็ยังจะใช้มันอีก”
“ถ้าชั้นวางมัน แกไม่ใช่เหรอที่จะแย่งมันไป”
“ผมไม่มีทางสู้พ่อได้หรอก”
“ถ้ารู้ตัวก็เลิกความคิดที่จะแย่งไม้ตะพดไปจากชั้นซะ”
ทิวาบุกเข้าโจมตีพันเทพอีกรอบ รอบนี้เค้ากระเด็นออกมาเลือดกลบปาก หนักกว่าเก่า
“พ่อเก่งเรื่องการต่อสู้มาก แต่พ่อก็เลือกที่จะไม่สอนผม ให้ผมไปเรียนกับศรนารายณ์แทน เพราะพ่อกลัวว่าจะมีวันนี้ใช่มั้ย”
“ชั้นผิดรึไงที่เป็นคนรอบคอบน่ะ”
ทิวาโจมตีพันเทพเข้าอีกที คราวนี้พันเทพใช้ไม้ตะพดฟาดทิวาอย่างแรงหลายที จนทิวากระอักเลือด หัวกระแทกพื้นสลบในกองเลือด พันเทพมองทิวาอย่างเลือดเย็น
“ชั้นพยายามทำให้มันดีแล้ว เธอบังคับให้ชั้นทำแบบนี้เองทิวา”
ระหว่างนั้นไม้พาเมฆมาโรงพยาบาลตามที่หมอนัด
“ก็คนมันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว จะมาให้เสียเงินทำไม”
เมฆบ่นเมื่อไม้พามาหน้าห้องตรวจ
“หมอเค้านัดไว้ ให้เค้าตรวจซักหน่อยก็ดีพ่อ เรามองไม่เห็นว่าอวัยวะภายในมันเป็นยังไงบ้าง”
พยาบาลเดินมาหาเมฆ
“เดี๋ยวเชิญคุณเมฆเข้าตรวจด้านในเลยนะคะ”
“ครับ”
อีกทางหนึ่ง พันเทพพาทิวาที่จมกองเลือดมาโรงพยาบาล เดินสวนกับไม้พอดี ไม้มองทิวา พันเทพ พันเทพเองก็มองกลับมา
ทิวาถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน พยาบาลห้องฉุกเฉินเดินออกมาบอกพยาบาลด้านนอก ไม้กับเมฆเดินมาพอดี
“เดี๋ยวรีบประกาศออกไปนะ ว่ามีคนไข้ต้องการเลือดกรุ๊ปโอด่วนที่สุด”
เมฆมองพยาบาลที่วิ่งวุ่นไปมา อีกคนเดินเข้าไปคุยกับพันเทพที่นั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
“นั่นพันเทพนี่ ใครเป็นอะไรกันน่ะไม้” เมฆถามไม้
“ทิวาเหมือนจะโดนอะไรซักอย่าง”
“ทิวาน่ะเหรอ” เมฆไปหาพันเทพทันที “ทิวาเป็นอะไร ทิวาเป็นอะไร”
“ก็แค่หาเรื่องใส่ตัว”
“แกเป็นคนทำทิวาใช่มั้ย ใช่มั้ย”
พันเทพนิ่ง ไม่ตอบอะไร พยาบาลวิ่งวุ่นมาคุยกันไม่ไกลจากเมฆ
“ตกลงมีคนสนใจจะบริจาคเลือดมั่งมั้ย”
“ผมสนใจจะบริจาคเลือดครับ” เมฆบอก
“พ่อ...จะดีเหรอ” ไม้ถามอย่างเป็นห่วง
“เลือดคุณกรุ๊ปอะไรคะ เราต้องการกรุ๊ปโอด่วนเลยค่ะ”
“ผมนี่แหละครับกรุ๊ปโอ”
“งั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ”
เมฆเดินเข้าห้องฉุกเฉินไปพร้อมกับพยาบาล ทิ้งไม้ไว้กับพันเทพ ไม้ยังงงๆ
“หึหึ ดูพ่อเธอจะเป็นเดือดเป็นร้อนกับไอ้ทิวาจังเลยทั้งที่ทิวาก็สร้างเรื่องกับพ่อเธอไว้เต็มไปหมด
เธอกำลังคิดแบบนี้อยู่ใช่มั้ยไม้”
“ชั้นจะคิดยังไงก็เรื่องของชั้น”
“เธอไม่สงสัยบ้างเหรอ ว่าทำไม ทิวาลูกของชั้นบาดเจ็บ ชั้นจึงได้แต่นั่งดูอยู่เฉยๆ”
“เรื่องนั่นไม่น่าแปลกใจเลย เพราะแกมันเลือดเย็นอยู่แล้วพันเทพ”
“หึหึ ชั้นก็อยากจะช่วยมันหรอกนะ แต่ทำไงได้ เลือดในตัวมันกับเลือดในตัวชั้นมันเข้ากันไม่ได้ แต่มันดันไปเข้ากันได้กับไอ้เมฆ พ่อของเธอ”
“คนกรุ๊ปเลือดตรงกันมีถมเถ”
“ชั้นพยายามยื่นความจริงให้เธอ ถ้าเธอยังเพิกเฉยต่อมันแบบนี้ มันก็คงต้องแล้วแต่เธอ”
ไม้ครุ่นคิดสิ่งที่พันเทพพูด
ที่ท่ารถบขส.จันทร์เอาเอกสารให้เจ๊กี เจ๊กีรับไป จันทร์มองรูปตอนเด็กๆ ของไกรที่ตั้งบนโต๊ะเจ๊กี
“เจ๊กี...ตอนคลอดคุณไกรนี่เป็นยังไงเหรอ” จันทร์ตัดสินใจถามออกมา
“ลื้อถามอะไรของลื้อ ย้อนนานไปมั้ย”
“พอดีผมเห็นรูปคุณไกรตอนเด็กๆ ก็เลยลองถามดูเล่นๆ”
“อาไกรอีคลอดไม่ยากหรอก อั๊วยังจำได้ วันนั้นอั๊วกลัวมาก เพราะมีคนที่คลอดพร้อมๆ กัน หลายคน”
“มีทางมั้ยที่คุณไกรจะไปสลับกับลูกคนอื่น” จันทร์พึมพำออกมาคนเดียว
“ลื้อบ่นอะไรของลื้อน่ะ”
“เจ๊รู้มั้ย วันนั้นมีใครคลอดมั่ง”
“ทำไมจะไม่รู้ วันนั้นน่ะมีเด็กคลอดด้วยกัน 3 คน คนแรกที่คลอดก่อนใครเลยก็คือลูกของไอ้พันเทพ”
“ไอ้ทิวา”
“ต่อมาก็คืออาไม้ ที่ต้องเสียแม่ไป แล้วสุดท้ายก็คืออาไกร ลูกชายอั๊ว”
“ไม้กับไอ้ทิวาเหรอ ชักกลิ่นตุๆ แล้วสิ”
จันทร์พึมพำออกมา
ที่โรงพยาบาล ขณะนั้นไม้กับพันเทพยังอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ไม้หันหลังให้พันเทพ ไม่อยากมองหน้า พันเทพแตะบ่าไม้
“ไม้”
“อย่ามาแตะตัวชั้นนะ”
“ชั้นเห็นแววบางอย่างในตัวเธอนะ ถ้าเธอมาอยู่กับชั้น ชั้นจะสนับสนุนให้เธอยิ่งใหญ่กว่าใครๆ”
“แกกำลังพูดสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดที่ชั้นเคยได้ยินมา แกไม่รู้ตัวเลยรึไงว่าสิ่งที่แกกำลังชวนชั้นไปนั่นมันคือสิ่งที่ตกต่ำมาก”
“คนเราจะมีจิตใจสูงส่งไปเพื่ออะไร ทำเพื่อคนอื่น...ได้อะไรห๊ะไม้ เธอต้องการเพียงคำชมเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปแค่นั้นเหรอ อำนาจต่างหากที่มันมีตัวตน ความเกรงกลัว การยอมรับนับถือ นั่นต่างหากของจริง”
“ขอโทษนะ ชั้นคงไม่มีวันทำให้แกสมหวังหรอกพันเทพ ตั้งแต่ชั้นโตมา พ่อชั้นไม่เคยสอนให้ชั้นคิดแบบนั้น”
“พ่อเหรอ...จะบอกอะไรให้นะ ชั้นรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่เธอเรียกไอ้เมฆนั่นว่าพ่อ เพราะความจริงแล้วน่ะ คนที่เป็นพ่อของเธอ...”
เมฆเปิดประตูออกมาพอดี ขัดจังหวะพันเทพ
“พ่อเป็นยังไงบ้าง” ไม้ถามอย่างเป็นห่วง เมฆยิ้มกับไม้แล้วพาไม้เดินออกไป
“แกเลี้ยงไม้มาดีเกินไป มันเลยทำให้ทุกอย่างมันยากขึ้นไอ้เมฆ”
พันเทพพึมพำออกมา
ขณะนั้นทิวายังไม่ได้สติ แต่เลือดที่ไหลเข้าตามสายเข้าสู่ร่างกายเขา เขาไม่รู้เลยว่าสายเลือดนี้ได้ให้ชีวิตเขาอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่ง อบเชยยืนเหม่อๆ อยู่ริมถนน ไกรขับรถผ่านมาพอดี เขาจอดรถหน้าอบเชย แต่เธอไม่รู้ตัว ไกรจึงบีบแตรเรียก อบเชยสะดุ้ง
“คุณไกร”
“ใจลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”
อบเชยขึ้นรถมากับไกร ระหว่างอยู่บนรถไกรเหลือบมองอบเชยแล้วถามขึ้นมา
“มีเรื่องไม่สบายใจเหรอ”
“ก็นิดหน่อยน่ะค่ะ”
“เธอกับไม้เป็นยังไงบ้าง” อบเชยเงียบ “งั้นก็แปลว่าเรื่องไม่สบายใจคือเรื่องไม้”
“แล้วคุณกับคุณแพรวาละคะ”
“ก็...”
“คุณก็ไม่ได้ดีกว่าชั้นเท่าไหร่หรอก”
“ปกติเธอดูเข้มแข็งกว่านี้นะอบเชย”
“ชั้นอ่อนแอจะตายค่ะคุณไกร ชั้นว่า...ชั้นคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีไม้...ไม้จะให้ชั้นเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่ชั้นยังได้อยู่ข้างๆ เค้าก็พอ”
“อบเชย”
“คนเข้มแข็งจริงๆ เค้าไม่พูดประโยคแบบนี้กันหรอก ใช่มั้ยคะ”
“ทำแบบนั้นแล้ว เธอมีความสุขเหรอ”
“ความทุกข์ ยังไงมันก็เป็นความทุกข์ค่ะ ไม่ว่าจะอยู่เฉยๆ หรือวิ่งไล่ตามหึงหวง หรือตามราวีทุกคนที่เข้ามายุ่งกับคนที่เรารัก สุดท้าย...มันก็คือความทุกข์อยู่ดี”
“เธอนี่เชี่ยวชาญเรื่องความรักยิ่งกว่าชั้นซะอีกนะ”
“แล้วคุณไกรละคะ จะจัดการกับเรื่องแบบนี้ยังไง”
“ผมเหรอ...”
บรรดาลูกสมุนพันเทพโยนเต็กกงเข้ามาในห้องทำงานพันเทพ แล้วปิดประตูล็อคเรียบร้อย

“แกทำลายรถชั้นพังไปตั้งหลายคันแล้ว จะเอาอะไรอีก”
“แกคงคิดว่า ชั้นทำแค่นั้น มันจะจบงั้นสิ”
“วินรถตู้แก ชั้นก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายเลยนะ รถเข้าอู่แป๊บเดียวก็ออกมาวิ่งปร๋อเหมือนเดิมแล้ว”
“คิดว่าเรื่องแค่นั้นเหรอ คนอย่างแกมันเลี้ยงไว้ได้ซะที่ไหน จับลูกชั้นไปตั้งกี่ที ชั้นเตือนก็แล้วว่าอย่ามายุ่งกับชั้น กับครอบครัวชั้นกับธุรกิจของชั้น แต่พอเห็นป่วยเข้าหน่อย แกก็หาเรื่องลอบกัดอีกจนได้แล้วแกคิดว่าแค่ส่งคนไปถล่มรถปอ.ของแกแล้วจะจบ ...แกคิดผิดแล้ว”
“ชั้นยอมรับว่าที่ชั้นทำน่ะผิด แกปล่อยชั้นไปเถอะ คราวนี้ชั้นสัญญาว่าจะไม่ไปยุ่งกับแกอีก”
“หึหึ คราวก่อนแกก็พูดแบบนี้ แกก็ไม่ทำตามแล้วแกคิดว่าคำพูดพล่อยๆ ของแกจะมีน้ำหนักให้ชั้นเชื่อเหรอ”
“แล้วแกยังจะเอาอะไรจากชั้นอีก”
“ทุกอย่าง”
“หมายความว่าไงทุกอย่าง”
“หึหึ เดี๋ยวก็รู้”
พันเทพหัวเราะแล้วมองเต็กกงด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
ระหว่างนั้นที่ท่ารถบขส.จันทร์นั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดอยู่
“ถ้าพ่อหรือแม่มีเลือดเป็นกรุ๊ปเอบี ลูกไม่มีสิทธิ์ที่จะมีเลือดเป็นกรุ๊ปโอได้เลย หรือถ้าหากพ่อแม่เป็นกรุ๊ปโอทั้งสองคน ลูกไม่มีสิทธิ์ที่จะมีเลือดเป็นกรุ๊ปเอบีได้เลย...แบบนั้นน่ะเหรอ?”
ไม้เดินมาหาจันทร์ที่กำลังนั่งคิดตามหนังสือ
“ทำอะไรวะจันทร์”
“ก็อ่านหนังสือ หาความรู้ทั่วไปน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
ไม้หยิบหนังสือจากจันทร์มาลองอ่าน
“โอ๊ย แกอ่านอะไรเนี่ย เข้าใจยากชะมัด”
“ก็ใครให้แกเอาไปอ่านเล่า”
ชาญหน้าตาตื่นวิ่งมา
“แย่แล้ว แย่แล้ว”
“หน้าตาตื่นมาเลย มีอะไร”
“นั่นสิ”
“เมื่อกี้ชั้นเห็นพวกแก๊งวินมอเตอร์ไซค์ ขับกันไปเป็นพรวนเลย ต้องมีเรื่องที่ไหนแน่ๆ”
“ถ้างั้นก็แย่ละ เรารีบไปช่วยดีกว่ามั้ย” ไม้บอก
“แหมๆ พูดอย่างกับว่าตัวเองเป็นลูกผู้ชายงั้นแหละ” จันทร์แซว
“เห็นชาวบ้านเดือดร้าน พี่จะทนยืนดูเฉยๆ ได้รึไง”
“ทั้งที่เดือดร้อนในที่ของคนเลว แกก็จะช่วยรึไง”
“ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองทั้งนั้น เขาไม่ควรมารับเคราะห์เพราะคนทะเลาะกันแค่ไม่กี่คน”
“งั้นก็ต้องรีบไปแล้วล่ะ ไม่งั้นจะไม่ทัน”
แก๊งวินมอเตอร์ไซค์มาที่อู่รถ ปอ.ของเต็กกง ทั้งหมดเอาน้ำมันราดตามตัวรถและจุดต่างๆ คนพากันหนีจ้าละหวั่น สักถือไม้ขีดจุดและทิ้งลงไปในกองน้ำมัน ไฟลุกท่วมในพริบตา ลูกเด็กเล็กแดงหนีตายกันใหญ่ พวกพนักงานในอู่ ถูกแก๊งวินมอเตอร์ไซค์อัดน่วม ไม่มีแรงหนีออกจากกองไฟจึงได้แต่ส่งเสียงร้อง “ช่วยด้วย ช่วยด้วย” ระงม
“ใครขวาง...คุณพันเทพบอกว่า เอาให้ตายได้เลย”
สักบอก ชาญ จันทร์ ไม้ มาถึงที่เกิดเหตุเห็นภาพที่ดูโหดร้าย
“แบบนี้ไม่ทำเกินไปหน่อยเหรอ ชาวบ้านเค้าเกี่ยวอะไรด้วย”
“พวกแกนั่นแหละเกี่ยวอะไร คนของเจ๊กีไม่ใช่เหรอ พวกรถบขส. มายุ่งอะไรกับพวกรถปอ. เห็นว่าไม่ถูกกันนี่”
“แล้วพวกวินมอเตอร์ไซค์ ทำไมถึงตามราวีเค้าไปทั่ว”
“ชั้นก็แค่นักรบรับจ้าง แกอยากเล่นงานก็ไปหาพันเทพโน่น”
“แต่ถ้าไม่เล่นงานแกซะตรงนี้ คงมีคนตายอีกเต็มไปหมด”
“แต่ถ้าพวกแกเข้ามายุ่ง พวกแกก็คงเป็นตายซะเอง”
“ก็ลองดูสิ”
จันทร์ ชาญ เข้าต่อสู้กับพวกแก๊งวินมอเตอร์ไซค์ที่ยกมาเป็นขโยง แต่จันทร์กับชาญก็พอรับมือได้กับทักษะมวย และความสามารถพิเศษแต่ละคน
“ไม้ แกเข้าไปช่วยคนที่ติดอยู่ข้างใน เร็ว”
จันทร์บอก ไม้พยักหน้ารับ วิ่งลุยไฟเข้าไป
ไม้ลุยเข้าไปช่วยคนที่บาดเจ็บที่ติดอยู่ในกองไฟ ไม้ช่วยออกมาได้ 2-3 คน ก็มีคนที่ไม่บาดเจ็บมาก อาสาช่วยไม้พาคนเจ็บออกมา ไม้เห็นจังหวะนี้เขาจึงวิ่งหายออกไป
ชาวบ้านเข้าไปช่วยผู้หญิงที่ติดอยู่ในกองไฟ ซึ่งเป็นเพิงบ้านพักคนงาน แต่ไม้ที่ไหม้ไฟก็ร่วงมาขวางทางทำให้ออกไม่ได้ ชาวบ้านร้อนรนหาทางออกไม่ได้ แต่แล้วลูกผู้ชายก็ปรากฏตัวออกมาช่วยพาทั้งสองคนออกจากกองไฟไปได้ ชาวบ้านดีใจ
ชาวบ้านทุกคนถูกช่วยออกมารวมตัวกันหมดแล้ว ลูกผู้ชายยืนท่ามกลางทุกคน
“ต้องขอบคุณลูกผู้ชายจริงๆ ถ้าไม่มีลูกผู้ชาย พวกเราคงตายอยู่ในนั้น”
“ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นหน้าที่ของชั้น” ลูกผู้ชายมองไปทางจันทร์กับชาญที่ยังต่อสู้กับแก๊งวินมอเตอร์ไซค์ “พวกเราอยู่กันตรงนี้นะ เดี๋ยวชั้นไปช่วยทางโน้นก่อน”
“แล้วไฟที่ไหม้นี่ล่ะลูกผู้ชาย”
ลูกผู้ชายโบกไม้ตะพดวิญญาณวูบนึง ไฟค่อยๆ ดับลงไปอย่างปาฏิหาริย์ ลูกผู้ชายปลีกตัวจากชาวบ้านไปช่วยจันทร์ ชาญ ชาวบ้านมองอย่างภูมิใจ
จันทร์กับชาญ กำลังต่อสู้กับพวกสักและแก๊งค์วินมอเตอร์ไซค์อย่างดุเดือด จันทร์พลาดพลั้งเกือบจะโดนแก๊งวินมอเตอร์ไซค์คนหนึ่งเอามีดแทง แต่ลูกผู้ชายก็ออกมาช่วยไว้ได้ ชาญเห็นลูกผู้ชายก็ดีใจ
“ลูกผู้ชาย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”
สักกวัดแกว่งอาวุธคู่ใจที่เป็นเฟืองจักรยาน เหวี่ยงเกือบโดนลูกผู้ชาย แต่ลูกผู้ชายหลบทัน เฟืองจึงไปปักเอากับไม้ สักดึงออกมาไม่ได้จึงรีบวิ่งหนีไป ลูกผู้ชายจึงถือโอกาสรวบสักไว้ได้ ส่วนแก๊งวินมอเตอร์ไซค์คนอื่นที่ต่อสู้จนแย่แล้ว พอเห็นสักหนี จึงพากันหนีด้วย
“หนักข้อขึ้นทุกวันนะพวกแกเนี่ย”
ลูกผู้ชายต่อว่า ชาญกับจันทร์ เข้ามาสมทบ
“ขอบคุณมากครับลูกผู้ชาย เป็นเกียรติมากที่เราได้มาต่อสู้ร่วมกันอีก แล้วนี่ไอ้ไม้ไปไหนล่ะ”
“นั่นสิ เข้าไปดูไม้กันก่อนเถอะ”
จันทร์กับชาญปลีกตัวจากลูกผู้ชาย ลูกผู้ชายรีบหายไปเช่นกัน
จันทร์กับชาญ เดินมาหาไม้แต่ก็ไม่เห็น
“ให้มาช่วยชาวบ้าน แล้วหายหัวไปไหนนะเนี่ยไอ้ไม้”
“เป็นคนชวนมาด้วยนะนั่น”
ไม้เดินออกมาจากด้านใน
“นั่นไง มาละ”
“เฮ้ย หายไปไหนมาวะ”
“ก็ดับไฟมาน่ะสิ”
จันทร์กับชาญ มองไปรอบๆ เห็นไฟที่ไหม้ ดับหมดแล้ว
“เออ จริงสินะ ไฟดับหมดแล้วนี่”
“มีใครเป็นอะไรรึเปล่า”
“ปลอดภัยทุกคน”
“ต้องขอบคุณลูกผู้ชายที่มาช่วย ไม่งั้นชั้นก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน”
“อ้าวเหรอ ลูกผู้ชายมาด้วยเหรอ เสียดาย ไม่ได้เจอเลย”
ไม้พูดยิ้มๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ความลับที่เขาซ่อนไว้
ทางด้านราตรี ขณะนั้นเธอนั่งอยู่ที่ร้านอาหารคนเดียว บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่เต็ม ท่าทางของราตรีดูกระวนกระวายใจ
“โอ๊ย ถือว่าเป็นลูกรัฐมนตรีแล้วจะมาสายได้ไม่มีใครว่ารึไง โธ่เว้ย...” ราตรีหยิบโทรศัพท์โทรออก
ฮัลโหล นี่ชั้นรออยู่ที่ร้านอาหารนะ ไม่เห็นคุณมาถึงซักที...ลืม ทำไมพูดแบบนั้น...ก็รีบแต่งตัวออกมาสิคะ ชั้นรออยู่ ...ไม่มา...ก็ได้ ไม่มาก็ไม่มา งั้นชั้นจะไปหา ... หมายความว่าไง มีนัดกับคนอื่น...ผู้หญิงหรือผู้ชาย...ทำไมชั้นจะไม่มีสิทธิ์ถาม ฮัลโหล ฮัลโหล” ราตรีดูหน้าจอโทรศัพท์ แล้วโทรออกอีกแต่ไม่ติดแล้ว “อะไรวะเนี่ย”
“รับอะไรเพิ่มอีกมั้ยคะ” เด็กเสิร์ฟเข้ามาถาม
“รับอะไรล่ะ เช็คบิล”
เด็กเสิร์ฟงงที่โดนดุ รีบเดินออกไป ราตรีหงุดหงิดมาก
“โธ่เอ้ย นึกว่าเป็นลูกรัฐมนตรีแล้วชั้นจะง้อรึไง ไม่เอาหรอกเว้ย หน้าตาก็แย่ แค่มีเงินเท่านั้นแหละวะ ทุเรศ” ราตรีมองไปนอกร้านเห็นจันทร์ ชาญ ไม้ ยืนอยู่ด้วยกัน “ไอ้พวกนี้อีกแล้ว โอ๊ย ทำไมชีวิตชั้นถึงเจอแต่พวกผู้ชายห่วยๆ นะ”
จันทร์ ไม้ ชาญ เดินมาด้วยกัน จันทร์กับชาญขอแยกตัวไปก่อน
“เดี๋ยวข้าต้องกลับไปที่อู่ก่อนว่ะ เดี๋ยวพี่เมฆตามหาไม่เจอจะโดนดุ”
“เหมือนกันว่ะ เจ๊กีหาไม่เห็นนี่บ่นไม่หยุดแน่”
“อ้าว นึกว่าจะไปกินข้าวด้วยกัน”
“ก็อยาก แต่ไม่อยากเสี่ยงว่ะ”
“ขอกลับไปกินที่อู่ก็แล้วกันนะ”
“เอ็งก็ชวนอบเชยมากินด้วยกันสิ สองคนหนุงหนิงดีออก”
“บ้า...ป่านนี้อบเชยมันช่วยงานอาศรที่โรงน้ำแข็งอยู่ละมั้ง”
“แน่ะๆๆ ไม่ใช่ไม่อยากนะน่ะ”
ไม้ยิ้มเขิน จันทร์กับชาญเดินไป ไม้มองส่งก่อนจะหันมามองทางก็เกือบชนกับแพรวาที่เดินมาพอดี
“คุณแพรวา...”
ไม้นึกถึง คำพูดไกรที่บอกว่าอย่ายุ่งกับแพรวาอีก ไม้ทำตัวไม่ถูกทันที
“ไม้ มาทำอะไรแถวนี้”
“กำลังจะกลับแล้วครับ”
“เดี๋ยวสิ เห็นหน้าชั้นก็จะกลับเลยเหรอ”
“เอ่อ คือ”
“ชั้นล้อเล่น”
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” ไม้จะเดินหนี แพรวาคว้าข้อมือไม้ไว้ “เดี๋ยวสิไม้ ไม้เป็นอะไรรึเปล่า”
“ไม่เป็นครับ แต่ผมมีธุระ”
“ไม่ได้ตั้งใจจะหลบหน้าชั้นใช่มั้ย”
ขณะนั้นราตรีอยู่หน้าร้านอาหาร ราตรีแอบดูไม้กับแพรวาที่จับมือถือแขนท่าทางสนิทสนม ราตรีหยิบมือถือขึ้นถ่าย
“เทคโนยีนี่ช่วยเราได้ตลอดเลย... ยายแพรวานี่ตาต่ำไม่สิ้นสุดจริงๆ”
“ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ไม้บอกแล้วปลีกตัวออกไป ทิ้งให้แพรวายืนงง ราตรีเดินเข้ามาหาแพรวา
“คราวนี้ชอบแบบยาจกรึไง”
“ไม้เป็นเพื่อนชั้น”
“เพื่อนประสาอะไรต้องจับมือถือแขนกันด้วย”
“มันเป็นเรื่องส่วนตัวของชั้น”
“นี่เธอจะอ่อยตั้งแต่ขอทานยังมหาเศรษฐีเลยรึไง”
“อย่ามายัดเยียดความคิดแย่ๆ แบบนี้มาให้ชั้นนะราตรี เธอก็ลงเอยกับลูกชายรัฐมนตรี ก็น่าจะดีแล้วนี่” ราตรีอึกอัก
“นายนั่นน่ะเหรอ ชั้นไม่สนใจขนาดนั้นหรอก ชั้นสนใจเรื่องอื่นมากกว่า”
“อะไรอีกล่ะ”
“ดูๆ ไปแล้ว เธอก็มีนายไม้นี่อยู่อีกคน ถ้างั้นกับคุณไกร...”
“อย่ามายุ่งกับคุณไกรนะ”
“แหม สวนขึ้นมาทันทีเลยนะ”
“เธอบอกชั้นแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับคุณไกรอีก”
“ชั้นเคยพูดแบบนั้นด้วยเหรอ”
“ถ้าเธอยุ่งกับคุณไกร ชั้นจะบอกความจริงทั้งหมด ว่าเธอคือฝาแฝดของชั้น”
“ฉลาดหน่อยสิแพรวา คุณไกรนั่น...อาจจะหันมารับผิดชอบที่ล่วงเกินชั้น แทนที่จะคบกับเธอก็ได้ เอ๊ะๆๆ หรือชั้นจะยุ่งกับนายไม้นี่ดี เพราะถ้าคุณไกรรู้ คิดว่าชั้นเป็นเธอ...ก็คง...”

แพรวาหน้าเสีย ราตรียิ้มเยาะ

อ่านต่อหน้า 4 เวลา 18.00 น.




 ลูกผู้ชายไม้ตะพด  ตอนที่ 11 (ต่อ)  

ที่โรงพยาบาล ทิวายังนอนหลับอยู่บนเตียง โดยมีเมฆนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ

“ความจริง ความจริง มันคืออะไรกันแน่”
เมฆมองทิวาอย่างห่วงใย ห่มผ้าห่มให้
พยาบาลกำลังตรวจเช็คแฟ้มประวัติ เมฆเดินเข้าไปหาพยาบาล
“เอ่อ คุณพยาบาลครับ ผมมีเรื่องอยากถามหน่อย”
“ได้สิคะ”
“คือผมสงสัยเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดของคนน่ะครับ”
“ค่ะ”
“คือถ้าพ่อกับแม่เป็นเลือดกรุ๊ปโอทั้งคู่ มีโอกาสที่จะมีลูกเป็นเลือดกรุ๊ปอื่นมั้ยครับ”
“ไม่มีหรอกค่ะ”
“ถ้างั้น ถ้าพ่อแม่มีเลือดกรุ๊ปเอบี ลูกจะเป็นกรุ๊ปโอได้มั้ยครับ”
“ถ้าพ่อแม่เลือดกรุ๊ปเอบีทั้งคู่ มีโอกาสมีลูกเป็นได้ทุกกรุ๊ปเลยค่ะ แต่ยกเว้นแค่กรุ๊ปโอกรุ๊ปเดียวที่จะเป็นไม่ได้” เมฆคิดตามคำพูดของพยาบาล “อยากทราบอะไรเพิ่มเติมอีกมั้ยคะ”
“แล้วกรุ๊ปเลือดนี่มันจะบอกได้รึเปล่าครับ ว่าใครเป็นลูกของใคร”
“มันไม่บอกขนาดนั้นหรอกค่ะคุณ นอกซะจากว่าคุณจะมีคนที่สงสัยว่าจะเป็นพ่อ แล้วก็มาตรวจ ดีเอ็นเอกัน ถึงจะบอกได้ว่าใช่พ่อลูกกันรึเปล่า”
“แล้วถ้าอยากตรวจจะต้องทำยังไงครับ”
“ก็พาคนที่คุณสงสัยว่าเป็นพ่อลูกกันรึเปล่ามาตรวจทั้งคู่เลยค่ะ”
“ถ้ามาไม่ได้ทั้งคู่ละครับ”
“ก็ต้องมีดีเอ็นเอของคนที่มาไม่ได้มา ดีเอ็นเอที่พูดถึงก็อย่างเช่นเส้นผมน่ะค่ะ”
เมฆสีหน้าจริงจัง
เมฆกลับเข้ามาในห้องทิวา ภายในห้องไม่มีใครนอกจากทิวาที่ยังหลับอยู่ เมฆหันซ้ายหันขวามองว่าไม่มีใครเขาจึงแอบดึงเส้นผมของทิวามาเส้นหนึ่งแล้วออกไป
เมฆมาที่ห้องตรวจ พยาบาลเอาสำลีเช็ดภายในผนังปากของเมฆ แล้วเก็บใส่หลอดทดลอง
“แค่นี้น่ะเหรอ”
“ก็ต้องของคุณอีกคนละคะ”
เมฆหยิบเส้นผมที่แอบดึงมาให้พยาบาล พยาบาลดูเส้นผมแล้วเก็บใส่หลอดทดลอง
“ค่ะ ทีนี้คุณก็รอผลตรวจอย่างเดียว”
“นานมั้ยครับ”
“เราต้องส่งไปทางกรุงเทพ คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็คง 4-5 วันค่ะ”
“ครับ”
เมฆไม่ค่อยสบายใจนัก มีความกังวลในใจ
ค่ำวันเดียวกันนั้นไกรจอดรถแอบอยู่ห่างๆ บ้านพันเทพ แพรวาแอบออกจากบ้านมา ไกรยืนรออยู่ เขาลูบหัวแพรวาอย่างเอ็นดูแล้วพากันขึ้นรถขับออกไป โดยไม่รู้ว่าราตรีแอบมองดูอยู่
“มีความสุขมากใช่มั้ยแพรวา ถ้าชั้นไม่มีความสุข เธอก็ต้องไม่มีความสุขเหมือนกัน”
พันเทพไม่รู้ว่าแพรวาแอบหนีออกจากบ้าน เพราะขณะนั้นกำลังนั่งครุ่นคิดอยู่ในห้องทำงาน จนกระทั่งเวตาลเข้ามาก่อกวน
“เจ้าทำร้ายลูกของเจ้าได้...เพราะไม้ตะพดแค่อันเดียว”
“ก็มันคิดไม่ซื่อ คิดจะแย่งไม้ตะพดไปจากชั้น แค่คิดว่าชั้นจะให้มันไปง่ายๆ รึไง อุตส่าห์เลี้ยงมันมา”
“ลูกของเจ้า เจ้าก็ต้องเลี้ยง เป็นธรรมดา”
“มันไม่ใช่ลูกชั้น”
“ในที่สุดเจ้าก็พูดมันออกมาสินะ”
“ชั้นเก็บเป็นความลับมายี่สิบปี ต่อไปนี้ชั้นจะไม่ทนอีกแล้ว”
“แล้วลูกแท้ๆ ของเจ้า”
“ชั้นอุตส่าห์สลับตัวมัน เพื่อให้ไปสืบทอดไม้ตะพดวิญญาณ แล้วนำไม้ตะพดนั่นกลับมาให้ชั้น แต่ตอนนี้กลับแข็งข้อ ทำตัวเป็นศัตรูกับชั้นไม่ลดละ”
“อะไร อะไร มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดสินะ แล้วเจ้าจะทำยังไงต่อไป”
พันเทพครุ่นคิด
อีกด้านหนึ่งที่บ้านเมฆ เมฆ ไม้ อบเชยนั่งกินข้าวด้วยกันแต่เมฆดูซึมๆ จนไม้สังเกตเห็น
“เป็นอะไรพ่อ”
“พอดีว่าพ่อไม่ค่อยหิวน่ะ ขอตัวก่อนนะลูก”
เมฆเดินลุกออกไปจากโต๊ะ ไม้มองตามอย่างเป็นห่วง
“ชั้นมาทำให้ทุกคนไม่สบายใจกันรึเปล่าเนี่ย”
“ไม่ใช่หรอก ช่วงนี้พ่อเค้ามักจะทำตัวแปลกๆ”
“ทำตัวแปลกๆ อย่างเช่นอะไรเหรอ”
“อย่างเช่นไปบริจาคเลือดให้ทิวา ใส่ใจเรื่องทิวาเป็นพิเศษ ชั้นละไม่เข้าใจพ่อจริงๆ”
“พ่อไม้อาจกำลังสืบเรื่องบางเรื่องเกี่ยวกับพันเทพอยู่ก็ได้”
“เกี่ยวกับพันเทพน่ะเหรอ”
“ใช่ ความจริงบางอย่าง”
“ชั้นละกลัวความจริงนี่จริงๆ เลย” ไม้มีสีหน้ากลุ้มใจ “แล้วเธอล่ะ ไม่สบายใจ ดีขึ้นรึยัง”
“ถ้าไม้ยังอยู่ข้างๆ ชั้น ก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องไม่สบายใจนี่”
“ชั้นจะหนีไปไหนได้”
“ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ดีสิ”
อบเชยยิ้มให้ไม้เศร้าๆ ไม่สบายใจนัก
วันต่อมาราตรีมาหาสักที่วินมอเตอร์ไซค์
“แกรับจ้างทำอะไรก็ได้ใช่มั้ย”
“ส่วนใหญ่ก็รับเหมาก่อเรื่อง เธอจะมาจ้างให้ทำอะไรล่ะ”
“จับตัวผู้หญิงในรูปนี้” ราตรียื่นรูปแพรวาให้สัก สักหยิบรูปมาดู
“นี่มันตัวเธอนี่”
“ฝาแฝดของชั้น”
“จับตัวแล้วให้เอาไปทำอะไร” ราตรีกระซิบบอก “แค่นั้นน่ะเหรอ”
“แค่นั้น ไม่ต้องทำมากกว่านั้นล่ะ เข้าใจมั้ย”
“รู้แล้ว”
หน้าตาราตรีเจ้าเล่ห์ มีแผนการบางอย่าง
ส่วนอบเชยขณะนั้นกำลังคุมคนส่งน้ำแข็งอยู่หน้าตลาด ไกรเดินเข้ามาหา
“งานยุ่งเหรอ”
“ก็ไม่ได้ยุ่งอะไรหรอกค่ะคุณไกร พอดีว่าช่วงนี้เฮียรับคนงานเพิ่มเข้ามา ก็เลยสบายหน่อย”
“พอมีเวลาคุยกับชั้นซักหน่อยมั้ย”
“ได้สิคะ”
ไกรพาอบเชยไปนั่งคุยที่ร้านกาแฟเล็กๆ ในตลาด
“ชั้นว่าจะหาซื้อของขวัญซักหน่อย อยากให้เธอช่วยเลือกของให้จะได้มั้ย”
“ได้ค่ะ คุณไกรจะซื้อให้ผู้หญิงหรือผู้ชายละคะ”
“ผู้หญิง”
“ชั้นไม่แน่ใจนะคะว่าจะช่วยคุณได้”
“ผู้หญิงก็น่าจะมีความชอบอะไรที่คล้ายกัน มากกว่าผู้ชายอย่างผมแน่ๆ”
ไกรพาอบเชยไปหาซื้อของขวัญ ระหว่างนั้นแพรวาขับรถมาจอดที่ลานจอดรถของวัด ซึ่งค่อนข้างเปลี่ยว สักรออยู่พอเห็นรถแพรวาเข้ามาจอด สักก้มมองดูรูปซึ่งบอกทะเบียนรถ สักยิ้ม แพรวาลงจากรถ
สักเดินลุยออกไปดักหน้าแพรวา แพรวาสะดุ้ง
“เอ่อ คุณครับ”
“มีอะไรคะ”
“ผมอยากรบกวนให้คุณ ช่วนจั๊มแบตกับรถผมที พอดีรถผมแบตหมดน่ะครับ”
“ได้ค่ะ”
“ตามผมมาทางนี้เลยครับ”
สักเดินนำ แพรวาเดินตามไป
แพรวาเดินมาที่รถกับสัก พอมาถึงร แพรวาจะหันไปถามบางอย่างกับสัก สักก็วิ่งเข้ามาโปะยาสลบแพรวาพอแพรวาสลบสักก็อุ้มแพรวาขึ้นรถ
ขณะนั้นราตรียืนอยู่หน้าท่ารถบขส. พอเห็นไม้เดินเข้าไป ราตรีจึงเรียกเด็กขายพวงมาลัยแถวนั้น
“นี่...เอากระดาษนี่ไปให้ผู้ชายคนนั้นนะ”
ราตรีแนบแบงค์ร้อยไปให้เด็กขายพวงมาลัยเป็นค่าจ้าง
ไม้เดินเข้ามาที่บขส. ยังไม่ทันจะทำอะไร เด็กขายพวงมาลัยก็เอาโน้ตเล็กๆ มาให้ ไม้เปิดอ่าน ข้อความเขียนว่า “มีเรื่องสำคัญจะคุยกับเธอ มาเจอชั้นที่โรงแรมหน่อย จาก แพรวา”
ไม้ถอนหายใจ ลำบากใจ แล้วรีบเดินออกจากบขส.ไปทันที เมฆเห็นไม้เดินออกไปจากท่ารถจึงรีบออกไปเหมือนกันซึ่งเมฆมาที่โรงพยาบาล
ไกรกำลังเดินอยู่กับอบเชย เสียงข้อความในมือถือของไกรดังขึ้น ไกรหยิบมันมาเปิดดู เป็นข้อความว่า “อยากตาสว่างมั้ย มาดูอะไรที่โรงแรมสิ” ไกรเปิดอ่านก็ตกใจ
“อบเชย ผมมีเรื่องต้องไปทำเดี๋ยวนี้ ต้องขอโทษด้วย”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“เอาเป็นว่าคุณติดรถไปกับผมก่อน เดี๋ยวผมจะไปส่งคุณที่บ้าน ตกลงมั้ย”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ”
“อย่าให้ผมรู้สึกผิดเลย รีบไปเถอะครับ”

อบเชยจะปฏิเสธ แต่ก็ทำได้แค่อึกอักไปมา ในที่สุดทั้งคู่ก็พากันขึ้นรถไกร ราตรีที่แอบมองอยู่ ยิ้มสะใจ

อ่านต่อตอนที่ 12 พรุ่งนี้



ฉันรักเธอนะ ตอนที่ 13
ฉันรักเธอนะ ตอนที่ 13
รจนายืนรดน้ำต้นไม้อยู่ วราพรรณเดินมาส่งนับดาวไปทำงาน “ตั้งใจทำงานนะ” “นี่แกคิดว่ามาส่งลูกไปโรงเรียนอยู่รึไง” “แกก็เข้าใจฉันหน่อยสิวะ ฉันบ้างานมาตลอด ไม่เคยว่างขนาดนี้มานานแล้ว” “ฟุ้งซ่าน ว่างั้น” วราพรรณพยักหน้ารับ “งั้นแกก็ตามหายูกิสิ ถนัดไม่ใช่เหรอ เรื่องสะกดรอยน่ะ” รจนาที่ยืนรดน้ำต้นไม้อยู่พูดแทรกขึ้นมา “งั้นวันนี้ก็ไปทำธุระให้ย่าหน่อยละกัน” “ธุระอะไรย่า” วราพรรณถาม “ไปรับของจากเพื่อนเก่านะ” “จากเพื่อนเก่า แล้วทำไมไม่ไปรับเองล่ะย่า จะได้เจอเพื่อน” “ไม่ค่อยสนิทน่ะ” “งั้นก็เอาสิ” วราพรรณไม่ได้คิดอะไรมาก แต่รจนาแอบกังวลใจเล็กน้อย นับดาวไม่ได้สงสัยอะไรเดินออกไปทำงาน
กำลังโหลดความคิดเห็น...