xs
sm
md
lg

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 16

เผยแพร่:

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 16

อรุณศรีมีนัดกับสุพรรณิการ์ที่ร้านกาแฟภายในอาคารออฟฟิศ M Group  ตอนช่วงพักกลางวัน หลังจากได้ฟังเรื่องราว สุพรรณิการ์ก็พูดด้วยความพอใจแกมสะใจ

“แกทำถูกแล้วที่ปฎิเสธ ใครแต่งงานมันมันก็โง่แล้ว แล้วไอ้ปรานต์มันว่าไงบ้าง” สุพรรณิการ์ซักอรุณศรี
“ไม่ว่าไง เพราะพูดจบฉันก็กลับบ้านเลย และเค้าก็ไม่โทร.มาอีกเลย”
“ช็อกอ่ะดิ เห็นแกติ๋มๆ หงิมๆ มาตั้งหลายปี ไม่คิดว่าแกจะปฎิเสธ”
“เฮ่อ.. เค้าจะคิดว่าฉันทิ้งเค้าตอนลำบากหรือเปล่า” อรุณศรีแอบสงสาร
“แกไม่ต้องใจอ่อนเลยไอ้แอ๊ว ไอ้ปรานต์ขอแต่งงานเพราะมันหวงก้าง อีกอย่างมันมีคนอื่น แกอย่าลืม และฉันว่า..หญิงใหม่ของมันต้องรวยแหงๆ”
อรุณศรีขมวดคิ้ว สงสัย
“แกรู้ได้ไง”
“อยู่ๆ มันก็มีเงินมาซื้อแหวนให้แกตั้งเป็นแสน และมันก็ยอมรับว่าเค้าเป็นลูกค้า เครื่องเสียงร้านมันถูกซะที่ไหน มีเงินซื้อก็คงจะพอมีเงินเลี้ยงผู้ชาย”
“คิดแล้วก็สงสารผู้หญิงคนนั้น” อรุณศรีถึงกับหน้าเสียทันที
“แกสงสารตัวเองก่อนเหอะ..นี่.. ทางที่ดี แกควรจะนัดคุยกับมันอีกรอบแล้วก็บอกปฎิเสธไปแบบเด็ดขาด มันจะได้ไม่มาตามตื้อ ขอแต่งงานกับแกอีก ไม่งั้นไม่จบแน่” สุพรรณิการ์แนะนำสีหน้าจริงจัง อรุณศรีคิดตามและเห็นด้วย
เป็นจังหวะเดียวกับที่มีเสียงข้อความเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของสุพรรณิการ์
สุพรรณิการ์หยิบขึ้นมาอ่านแล้วก็ยิ้ม ก่อนจะเงยหน้าบอกอรุณศรี
“คุณกริชบอกว่าเดี๋ยวมา”
อรุณศรีแปลกใจ ไม่แน่ใจว่าสุพรรณิการ์กับกริชชัยสนิทสนมกันตอนไหนถึงขนาดส่งข้อความหากัน อรุณศรีได้แต่เก็บอาการไว้ในใจ
“คุณกริชส่งข้อความหาแกเหรอ” อรุณศรีถามย้ำ
สุพรรณิการ์ส่งข้อความตอบกลับไปหากริชชัย ระหว่างพูดคุยกับอรุณศรีไปด้วย
“ใช่ ฉันส่งข้อความบอกเค้าว่า ฉันมาหาแกตอนพักเที่ยง แล้วเราก็นั่งกินกาแฟกันอยู่ที่ร้านนี้ เค้าก็เลยส่งข้อความกลับมาว่า เดี๋ยวเจอกัน” สุพรรณิการ์พูดพลางเงยหน้ายิ้ม
“แล้วแกส่งกลับไปอีกทีว่าไง” อรุณศรีถาม
“บอกเค้าว่าให้รีบมา เรากำลังคุยกันสนุก” สุพรรณิการ์บอก
“แต่นี่มันจะบ่ายแล้ว ฉันต้องขึ้นไปทำงาน แกก็...อยู่คุยกับเค้าของคนแล้วกัน”
อรุณศรีพูดจบพลางหันไปหยิบกระเป๋าสะพายเดินออกไปดื้อๆปล่อยให้สุพรรณิการ์นั่งงง
“อ้าวเฮ้ย ไอ้แอ๊วเหลืออีกตั้ง 15 นาที จะรีบไปไหน” สุพรรณิการ์ตะโกนไล่หลังอรุณศรี
“ไปเข้าห้องน้ำ ฉันไปก่อนนะ ” อรุณศรีโกหก
สุพรรณิการ์ขมวดคิ้วไม่ค่อยเชื่อ
“ไอ้แอ๊วมันเป็นอะไรของมัน” สุพรรณฺการ์บ่น และรีบส่งข้อความกลับไปหากริชชัยทันที
“ภารกิจล้มเหลวเป้าหมายกลับไปทำงานแล้วค่ะ เจอกันวันหลังนะคะ”




กริชชัยเดินอยู่บริเวณทางเดินบริษัท มีข้อความจากสุพรรณิการ์เข้ามายังมือถือกริชชัยทันที กริชชัยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความ และแอบผิดหวังเล็กน้อย
อรุณศรีเดินโผล่เข้ามาเห็นกริชชัยถึงกับผงะ ขณะที่กริชชัยหัวใจเต้นตูมตามเมื่อพบหน้าอรุณศรี เนื่องจากทั้งคู่ไม่ทันได้ตั้งตัว อรุณศรีเริ่มตั้งหลักได้ก่อน จึงส่งยิ้มน้อยๆ ให้ตามมารยาทแล้วเบี่ยงตัวจะเดินเลี่ยงไป
“อรุณศรี” กริชชัยรีบทักขึ้น
อรุณศรีชะงักเท้าเล็กน้อย หันกลับมา
“คะ”
“เป็นยังไงบ้าง”
“ก็..สบายดีค่ะ ฝ้ายรอคุณอยู่ที่ร้านกาแฟนะคะ” อรุณศรียิ้มแล้วจะเดินเลี่ยงไป
“ผมยกเลิกไปแล้ว” กริชชัยรีบบอก
อรุณศรีสะดุดนิดๆ กริชชัยได้ทีรีบพูดต่อทันที
“ผมมีอีกหนึ่งคำถาม”
“คะ”
“เย็นนี้..คุณว่างหรือเปล่า” กริชชัยถามด้วยกริชชัยหน้าตาจริงและน้ำเสียงเขร่งขรึม
อรุณศรีถึงกับเลิกคิ้วงง ตื่นเต้น แปลกใจ ผสมกัน
“ว่างคะ...ทำไมเหรอคะ”
“ผม..” ยังไม่ทันที่กริชชัยจะพูดขยายความ
เสียงเบญลี่ดังแทรกขึ้นมาอย่างขัดจังหวะพอดี
“บอสคะ บอสสสส มีเรื่องด่วนค่ะ”

กริชชัยจำต้องหยุดพูด หันมาทางเบญลี่ที่วิ่งหน้าตาตื่นมาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือ
“มิสเตอร์มิตซูชิโอะโทร.มาค่ะ บอกว่าตอนนี้อยู่ประเทศไทย อยากจะขอ มีตติ้งกับบอส เย็นนี้จะปรึกษาเรื่องรถที่จะนำมาโชว์ในงานปีหน้าค่ะ หลังจากมีตติ้งจะบินกลับญี่ปุ่นเลยค่ะ บอสจะคุยเองมั้ยคะ ตอนนี้มิสเตอร์มิตซูชิโอะอยู่ในสายค่ะ”
กริชชัยอึกๆ อักๆ พยักหน้าแทนคำตอบ
“มิสเตอร์มิตซูชิโอะ รอสักครู่นะคะ คุณกริชชัยจะเรียนสายด้วยค่ะ” เบญลี่พูดกับมิตซูชิโอะก่อนจะยื่นสายให้กริชชัย
กริชชัยหันมาทางอรุณศรี
“เย็นนี้คงไม่ได้แล้ว..ผมขอโทษด้วย”
“ค่ะ”
เบญลี่ส่งโทรศัพท์ให้กริชชัยพร้อมๆกับหูผึ่งฟังกริชชัยพูดกับอรุณศรีเรื่องนัดหมายเย็นนี้
“ฮัลโหลมิสเตอร์มิตซูชิโอะ”
กริชชัยรับและคุยโทรศัพท์เดินหายเข้าไปในห้องทำงาน
เบญลี่มองจนกริชชัยเดินลับสายตาไปจึงค่อยๆหันมาถามอรุณศรีด้วยความอยากรู้ทันที
“เย็นนี้มีอะไรเหรอจ๊ะแอ๊ว”
ทว่าอรุณศรีหายไปแล้ว
“อ้าว..เฮ้ย” เบญลี่อุทาน
เบญลี่เห็นอรุณศรีเดินไปไม่ไกลนัก จึงร้องเรียกและวิ่งตามไปประชิดตัวและปาดหน้าอย่างรวดเร็ว
“แอ๊วรอพี่ด้วย แอ๊ว”




“หยุดก่อนแอ๊ว..คุยกันก่อน” เบญลี่ยิ้มกว้างพลางถามอรุณศรี
“เย็นนี้บอสจะชวนแอ๊วไปไหนเหรอ” เบญลี่ถามต่อทันที
“ไม่รู้ค่ะ” อรุณศรีตอบซื่อๆตามความจริง
“เอาน่า..บอกมาเถอะ แอ๊วก็รู้ว่าพี่ไม่บอกใครอยู่แล้วบอสชวนไปเดทเหรอ” เบญลี่กระแซะจะเอาความจริงให้ได้
“แอ๊วไม่รู้จริงๆค่ะ คุณกริชแค่ถามว่า ‘เย็นนี้ว่างหรือเปล่า’ แล้วยังไม่ได้พูดอะไรต่อ พอดีพี่เบญลี่ก็เดินเข้ามา แอ๊วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณกริชถามทำไม” อรุณศรีสารภาพตามความจริง
เบญลี่ถึงกับตาโตเอาฝ่ามือสองข้างทาบที่ใบหน้า
“Oh my God บอสถามว่า เย็นนี้ว่างหรือเปล่า” เบญลี่เสียงสูงด้วยความตื่นเต้น
“มันน่าตกใจตรงไหนเหรอคะ” อรุณศรีถาม
“น่าตกใจมาก..เพราะถ้าพี่ไม่มาขัดจังหวะ บอสอาจจะชวนแอ๊วไปเดทก็ได้ พี่นี่จังหวะนรกจริงๆ”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ จากน้ำเสียงแล้วแอ๊วว่าน่าจะเป็นเรื่องงานมากกว่า เพราะฟังดูจริงจังมากกก ถ้าจะชวนไปออกเดท คงไม่พูดด้วยน้ำเสียงแบบเมื่อกี๊ พี่เบญลี่น่ะ..คิดมาก” อรุณศรีพูดยิ้มๆ
เบญลี่ขมวดคิ้วไม่เห็นด้วย อรุณศรีรีบพูดตัดบททันที
“แอ๊วไปทำงานก่อนนะคะ”
อรุณศรีเดินไปแล้ว
“พี่คิดมาก หรือว่าเธอคิดน้อยกันแน่ยะ ยัยแอ๊ว”
เบญลี่พึมพำไล่หลังและเริ่มคิดสงสัยว่า กริชชัยคงอยากจะคบหากับอรุณศรีอย่างจริงๆจังๆ




เสียงออดดังรัวที่หน้าบ้านของวัชระ แววรีบวิ่งออกมาจากบ้าน มาใส่รองเท้าด้วยความรีบร้อนก่อนชธโงกออกไปดูหน้าบ้าน
“มาแล้วค่ะ มาแล้ว ใครนะใจร้อนจริงๆ”
พอแววเห็นเนตรนภัสยืนอยู่หน้าบ้านก็ชะงักอุทานเบาๆ
“หนูแหนม”

หลังจากที่เนตรนภัสก้าวเข้ามาภายในบ้าน แววรีบกุลีกุจอนำน้ำมาเสิร์ฟ วางไว้ที่โต๊ะรับแขก เนตรนภัสหยิบตัวอย่างการ์ดแต่งงานของเธอและวัชระมาวางไว้บนโต๊ะ
“นี่เป็นตัวอย่างการ์ดแต่งงานที่แหนมให้ทางร้านทำมาให้ดูค่ะ”
แววหยิบขึ้นมาดู การ์ดสีชมพูหวานแหซ่วทว่าหรูหรา มีภาพคู่ที่เนตรนภัสถ่ายกับวัชระในสตูดิโอใส่ไว้อย่างสวยงาม ตัวหนังสือเป็นสีทองอร่าม
“แหนมพยายามโทร.หาวัชแล้วไม่ติดเลย ฝากคุณแม่เอาให้วัชดูด้วยนะคะ ถ้าโอเคแหนมจะได้สั่งพิมพ์”
“ด้จ้ะ แม่จะรีบบอกวัชให้นะ แต่แม่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอเค้าเมื่อไหร่ เพราะหมู่นี้วัชเค้าไม่ค่อยกลับมานอนบ้าน”
“แล้วเค้าไปนอนที่ไหนคะ” เนตรนภัสเสียงสูงจนแววถึงกับสะดุ้ง
“แม่..ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ ไม่เคยถาม”
“ไปนอนกับผู้หญิงอื่นแน่ๆ คุณแม่คะ..แหนมถามตรงๆเลยนะคะ วัชมีผู้หญิงอื่นหรือเปล่า” เนตรนภัสกัดฟันกรอดซักไซ้ถามแวว
“เอ่อ..แม่ว่าคงไม่มีมั้งจ้ะ” แววตอบว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยความยำเกรง
“คงไม่มี แสดงว่า อาจจะมี ใช่มั้ยคะ”
เนตรนภัสด่วนสรุป แววพูดอะไรต่อไม่ถูก
“แหนมว่าแล้ว วัชเปลี่ยนไปแบบนี้ เพราะต้องมีคนอื่นแน่ๆ ตอนแรกแม่กับน้องสาวแหนมก็เตือน แต่แหนมไม่อยากจะเชื่อ เพราะคิดว่าวัชไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น เสียแรงที่แหนมทั้งไว้ใจ ทั้งเชื่อใจ ทำไมวัชทำแบบนี้กับแหนม..ทำไม!!" สุพรรณิการ์น้ำตาร่วงตีโพยตีพาย
“หนูแหนมๆ ใจเย็นๆ แม่ไม่ได้บอกว่าวัชมีผู้หญิงอื่น แหนมอย่าเพิ่งคิดมากเลยนะลูก” แววตกใจคาดไม่ถึงจึงรีบส่งทิชชูให้ พลางปลอบใจ
เนตรนภัสพยายามระงับอารมณ์และพูดด้วยน้ำเสียงแข็งเพื่อกลบความหวาดหวั่นในใจ
“แหนมฝากคุณแม่บอกวัชด้วยนะคะ .. ไม่ว่าเค้าจะมีใครก็ตาม แหนมไม่มีวันเลิก และงานแต่งงานของเราจะต้องมีต่อไป” เนตรนภัสเชิดหน้าอย่างมั่นใจ
แววกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เนตรนภัสหันมาทางแววและย้ำอีกครั้ง
“บอกให้เค้ารีบมาช่วยแหนมเตรียมงานด้วยนะคะ แหนมรออยู่ แหนมกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”
“จ้ะ สวัสดีจ้ะ” แววรับไหว้แทบไม่ทัน เพราะเนตรนภัสนึกจะไปก็ไป...โดยฉับพลัน
เนตรนภัสลุกขึ้นเดินออกไป ทิ้งให้แววนั่งมึนกับความแปรปรวนของอารมณ์เนตรนภัส แววหัน
ไปมองการ์ดแต่งงานที่วางอยู่ แล้วก็เอื้อมมือไปหยิบมาดู




วัชระหยิบการ์ดแต่งงานขึ้นดูด้วยแววตาเหนื่อยหน่าย อึดอัดใจ แววเดินมาหา และพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ ระคนเห็นใจ
“ยิ่งใกล้วันแต่งงาน เราสองคนยิ่งดูเหมือนคนไม่รักกัน อีกคนวิ่งหนี อีกคนวิ่งไล่ตาม ตกลงยังไงกันแน่” แววถาม
วัชระตอบแววไม่ได้ แววหันมาถามจริงจังด้วยความอยากรู้
“ถามจริงๆ ... เรามีคนอื่นหรือเปล่า”
“ไม่มีครับแม่ ตัดประเด็นนั้นไปได้เลย ไม่มีมือที่สามแน่นอน” วัชระส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
“ถ้าไม่มีคนอื่น แล้วทำไมถึงไม่ยอมแต่งงาน .. วัชหนูแหนมเป็นผู้หญิง พ่อแม่เค้าก็มี แล้วเรากับเค้าก็ไม่ใช่เพิ่งจะคบกันผิวเผิน มีอะไรเกินเลยลึกซึ้งกันมาตั้งนาน จะทำอะไรคิดถึงใจเค้าใจเราด้วย” แววเตือนวัชระ
“ที่ผมกลุ้มอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะ คิด นี่แหละครับ ถ้าผมไม่คิด ผมคงจะตัดขาด ทิ้งไปอย่างไม่มีเยื่อใยนานแล้ว”
“มันจะมีทางออกดีๆบ้างมั้ย นอกจากวิ่งหนีแบบนี้” แววถาม
“ผมกำลังมองหาอยู่ครับ”
วัชระหยิบการ์ดมาเคาะกับฝ่ามือเพื่อใช้ความคิด..แต่ยังคิดไม่ออกในยามนี้



ซองใส่การ์ดแต่งงานถูกร่อนลงมาที่โต๊ะตรงหน้ากริชชัยและธีธัช ทั้งสองคนนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขกภายในคอนโด กริชชัยกับธีธัชมองการ์ดด้วยแววตาสงสัย
“การ์ดแต่งงาน ของฉันกับแหนม”
“อ้าว.. ไหนบอกว่าไม่แต่ง” ธีธัชเงยหน้ามองวัชระ
“การ์ดตัวอย่างน่ะ แหนมเอามาให้ฉันดู ถ้าฉันโอเคจะได้สั่งพิมพ์”
ทันทีที่ธีธัชเปิดซองและดึงการ์ดออกมาก็ตะลึง
“โอ้ แม่เจ้า! ปั๊มนูน พิมพ์ทอง สีพิเศษ อลังมั่กๆ”
“ไหนดูดิ” กริชชัยขอดู พลางหยิบการ์ดมาจากมือธีธัช กริชชัยขำทันทีที่เห็ฯภาพคู่ของวัชระกับเนตรนภัส
“แกถ่ายรูปแบบนี้ก็หล่อดีนะเว้ย คุณชายมากๆ”
วัชระส่ายหน้าอย่างระอาใจ
“ไม่ใช่แค่รูปเดียวนะเว้ย การ์ดที่ทำมีทั้งหมด 5 เซ็ต แต่ละเซ็ตรูปไม่เหมือนกัน มีเซ็ตญาติผู้ใหญ่ ญาติไม่ผู้ใหญ่ เซ็ตเพื่อนเจ้าบ่าว เซ็ตเพื่อนเจ้าสาว และเซ็ตเพื่อนร่วมงาน “
“โห” ธีธัช กริชชัยร้องขึ้นพร้อมกัน
“แหนมจัดหนักขนาดนี้ แกยังยืนยันว่าจะชิ่งอยู่หรือเปล่า” กริชชัยถาม
“ตอบไปก็ละอายใจ... แต่ “ใช่” ฉันยืนยันว่าไม่อยากแต่งงาน”
“แกจะทำยังไง แกจะใช้ยัยหนูตะเภามาแอ๊บเป็นแฟนไม่ได้นะเว้ย แหนมเอาตาย”
กริชชัยเหล่ๆ พลางพูดขึ้น
“เป็นห่วงน้องฉันขนาดนั้นเลย”
“ก็..เพราะเป็นน้องแกไง นี่เป็นห่วงในฐานะเพื่อนพี่ เฮ้ยไอ้วัช แต่ถ้าแกยังอยากใช้แผนเดิม ฉันขอแนะนำอีกคน” ธีธัชรีบเฉไฉ
วัชระหันมาอย่างสนใจ
“ใครวะ”
“คุณฝ้าย”
วัชระชะงัก..คิดตามที่ธีธัชบอก
“คุณฝ้ายยังโสด ฐานะก็ดี เห็นโหดๆ ฮาๆ รวยเป็นร้อยล้านนะเว้ย บุคลิกแบบนี้ ถึงจะสูสีกับแหนม ยิ่งตอนนี้ปรับลุคใหม่เก๋ไก๋สุดๆ เหมาะจะมาเป็นแฟนแกมั่กๆ” ธีธัชยุ
คำพูดของธีธัชทำให้วัชระแอบคิดและตัดสินใจ
“ไม่ดีกว่า ฉันไม่อยากโดนลำเภาด่าว่าเห็นแก่ตัว เดี๋ยวเกิดไม่พอใจ ไล่ฉันออกจากบ้านซวยกันพอดี”
ธีธัชชะงัก แต่ยังไม่ทันที่ธีธัชจะถามอะไรต่อ วัชระก็หันไปหยิบกุญแจรถเตรียมตัวเดินออกไป พลางโบกมือให้เพื่อน
“ฉันไปก่อนนะ เข้าบ้านดึก โดนเภาบ่นอีก ขี้เกียจฟัง ไปล่ะ”
“เออ โชคดีเว้ย” กริชชัยโบกมือรับ
วัชระเดินออกไป ทิ้งความอยากรู้ให้กับธีธัช
วัชระเดินออกมาหน้าห้องของกริชชัยแล้วอดคิดถึงคำแนะนำของธีธัช วัชระแอบปรายตาไปทางประตูห้องสุพรรณิการ์แล้วก็ส่ายหน้า...พยายามไม่คิด ก่อนจะเดินออกไป




หลังจากวัชระกลับไป กริชชัยกับธีธัชยังอยู่ในห้องพัก กริชชัยยกแก้วน้ำจากโต๊ะรับแขกไปล้างที่อ่างล้านจาน ธีธัชเดินมาเลียบๆเคียงๆถาม
“เฮ้ยไอ้กริช ไอ้วัชมันยังไปนอนที่บ้านเภาอยู่อีกเหรอ”
“อือ...”
กริชชัยชะงักนิดๆ แล้วปรายตามามาถามธีธัชด้วยความสงสัย
“แกถามทำไม”
กริชชัยล้างแก้วเสร็จพอดี หยิบผ้ามาเช็ดมือ แล้วหันมามองหน้าธีธัชรอคำตอบ
“ก็ไม่มีอะไร...ถามไปเรื่อยเปื่อย” ธีธัชเฉไฉแล้วกลบเกลื่อน ด้วยการหันหลังเดินกลับไปที่โซฟา
กริชชัยมองตาม.. ธีธัชแก้เก้อทำเป็นไม่สบตา นั่งโซฟาแล้วก็เหลือบไปเห็นการ์ดแต่งงานของวัชระที่วางอยู่บนโต๊ะ ธีธัชมองเวยแววตาครุ่นคิด





เช้าวันต่อมา ที่หน้าบ้านลำเภา ธีธัชมายืนอยู่ที่หน้าบ้าน ในมือถือการ์ดแต่งงานของวัชระไว้ อีกมือหนึ่งกดออดหน้าบ้าน เป็นต่อกับพอใจวิ่งพรวดพราดออกมาพร้อมกับส่งเสียงเห่า ธีธัชมองไปยังหมาสองตัวของลำเภา แล้วบอกไปว่า
“รีบเสนอหน้ามาเลยนะ ฉันไม่ใช่โจรหรอกน่า รีบไปตามเจ้านายมาเปิดประตูได้แล้วไป”
ฉับพลันลำเภาก็โผล่ออกมาในระยะประชิด
“คุยกับหมาก็รู้เรื่องด้วยเหรอ”
ธีธัชถึงกับผงะออกไปด้วยความตกใจ ร้อง “เฮ้ย”
ลำเภายืนอยู่ในชุดเตรียมไปทำงาน
“ธะ..เธอมายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก่อนใครบางคนจะเริ่มพูดกับหมาไม่ถึงห้านาที”
ธีธัชสะอึกพูดไม่ออก ลำเภาพูดต่อ
“แต่ก็อย่าว่านะ..เป็นหมาเหมือนกัน คุยกันรู้เรื่องก็ไม่แปลก นี่หมาใหญ่ นั่นก็หมาเล็ก”
เป็นต่อกับพอใจเห่ารับ
“ฉันไม่ใช่หมานะ ยัยหนูตะเภา”
ลำเภาไม่สนใจตอบโต้ แต่หันไปสั่งสมุน
“เป็นต่อ พอใจ หม่ามี๊ไปทำงานแล้วนะ เฝ้าบ้านดีๆ ล่ะ”
เป็นต่อกับพอใจวิ่งกลับเข้าบ้านไป




ประตูรั้วบ้านลำเภาถูกเปิดออก ลำเภาเดินออกมาพร้อมกับพูดแบบเนียนๆ
“ไปได้แล้ว เดี๋ยวเข้างานสาย”
ลำเภาเดินมาที่รถของธีธัช แล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งหน้าตาเฉย ธีธัชงงพูดไม่ออก
ธีธัชรีบเดินพุ่งมาเกาะหน้าต่างรถ ฝั่งที่ลำเภานั่งอยู่
“นี่ฉันไม่ได้จะมารับเธอไปทำงาน ฉันมาหาไอ้วัช มันลืมการ์ดแต่งงานไว้ที่คอนโด ฉันเอามาคืนมัน” ธีธัชพูดพลางชูการ์ดแต่งงานซองสีชมพูขึ้น
“ข้ออ้าง..อยากจะมาหาฉันก็ยอมรับมาเถอะ” ลำเภาปรายตาอย่างรู้ทัน
“ใครบอกว่าฉันอยากจะมาหาเธอ” ธีธัชปากแข็งไม่ยอมรับ
“ก็ไอ้เหตุผลที่บอกว่าจะเอาการ์ดมาคืน มันฟังไม่ขึ้น อีกอย่างคุณวัชก็ออกไปทำงานแต่เช้า เห็นบอกว่าตอนเย็นจะแวะเข้าไปจัดของที่คอนโด ถ้าเค้าอยากได้การ์ดคืน เค้าก็กลับไปเอาเอง จะแก้ตัวอะไรอีก”
“ก็..ใครจะไปรู้ว่าไอ้วัชมันจะไปคอนโด ถ้ารู้..ฉันก็ไม่มาหรอก.. เสียเวลา” ธีธัชอึกอักทำหน้า หงุดหงิดกลบเกลื่อน
ลำเภามองด้วยความหมั่นไส้ แล้วก็ปรายตาไปเห็นว่ามีกุญแจเสียบคาอยู่ที่รถ ลำเภาหันมาถามอีกที
“ตกลงจะไปส่งหรือเปล่า”
“ไม่ ทำไมฉันต้องไปส่งเธอ ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย” ธีธัชพูดพลางยักไหล่กวน
“งั้นฉันไปเองก็ได้”
ธีธัชปล่อยมือจากหน้าต่างยืนขึ้นพร้อมกับพูดกวนๆ โดยไม่ได้มองหน้าลำเภา
“ดี..มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว มันไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะต้องคอยดูแลเธอ เก่งนักก็ดูแลตัวเองไปแล้วกัน”
ทันใดนั้นรถของธีธัชสตาร์ทขึ้น และแล่นออกไปเลยอย่างคิดไม่ถึง ธีธัชได้แต่ยืนงง
“เฮ้ย!! ยัยหนูตะเภา จะเอารถฉันไปไหน”



ลำเภามองธีธัชผ่านกระจกหลัง ธีธัชวิ่งตาม พลางตะโกนไล่หลัง
“จอดเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันบอกให้จอด”
“ยัยหนูตะเภา หยุดเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้หยุด”
ลำเภายังคงขับรถของธีธัชถอยห่างออกไปจนมองไม่เป็นธีธัชผ่านกระจกหลัง ลำเภายิ้มนิดๆด้วยความสะใจ
ธีธัชวิ่งมายืนหอบดูมองดูรถที่ลำเภาขับหายไป ด้วยความหงุดหงิด
“ยะ..ยะ..ยัยหนูตะเภา ยัยตัวแสบ”
ธีธัชมองตามด้วยความแค้นใจสุดๆ



อรุณศรีกำลังนั่งเขียนข่าวด้วยหน้าตาจริงจัง โดยวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะทำงาน สักพักโทรศัพท์มี
เสียงข้อความเข้า อรุณศรีละสายตาจากงานมาเปิดอ่าน 
“ปรานต์ต้องทำยังไงให้แอ๊วเปลี่ยนใจ ปรานต์รักแอ๊วจริงๆนะ”
อรุณศรีถอนใจด้วยความหนักใจ นึกถึงคำพูดของสุพรรณิการ์
“นี่…ทางที่ดี แกควรจะนัดคุยกับมันอีกรอบแล้วก็บอกปฎิเสธไปแบบเด็ดขาด มันจะได้ไม่มาตามตื้อ ขอแต่งงานกับแกอีก ไม่งั้นไม่จบแน่”

อรุณศรีนิ่งคิด..เริ่มจะเห็นด้วยขึ้นมา จึงตัดสินใจกดข้อความส่งกลับไป

อ่านต่อหน้า 2
สามหนุ่มเนื้อทองตอนที่ 16 (ต่อ)


มีเสียงข้อความเข้ามาที่มือถือของปรานต์ ปรานต์รีบหยิบมากดอ่านด้วยความอยากรู้ เป็นข้อความจากเบอร์มือถืออรุณศรี

“เย็นนี้ค่อยคุยกัน มารับที่ทำงานด้วย”
ปรานต์ยิ้มพอใจ กะว่าอย่างไรเสียเย็นนี้อรุณศรีคงจะใจอ่อนเหมือนเคย ปรานต์หยิบแหวนแต่งงานมาเปิดดูอีกรอบ แล้วก็ยิ้มด้วยความพอใจ

ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงานของปรานต์ก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงเกียวดังเข้ามา
“ปรานต์ๆ”
ปรานต์ตกใจ ค่อยๆ หย่อนกล่องแหวนลงไปในลิ้นชัก และไขกุญแจล็อคอย่างแน่นหนาทันที
ปรานต์เงยหน้าขึ้น ปรับสีหน้าให้เป็นปกติพร้อมกับยิ้มรับ
“พี่เกียว มาเงียบๆ เลยนะครับ”
เกียวยิ้มกว้างพร้อมกับเดินเข้ามาประกบปรานต์ พลางพูดทีเล่นทีจริงหยอกเย้า
“ก็อยากจะลองมาแบบเงียบๆ ดูบ้าง เผื่อปรานต์แอบมีคนอื่น จะได้ซ่อนไม่ทัน”
ปรานต์ยิ้มกลบเกลื่อนทันที
“โธ่..พี่ดีกับผมขนาดนี้ ผมจะมีคนอื่นได้ไง”
“ขอให้จริงเถอะ หิวยัง? ไปกินข้าวกัน” เกียวพูดและยิ้มเชื่อสนิทใจ
“ครับ”
ปรานต์รับปากแล้วนึกได้ว่ามีนัดกับอรุณศรีจึงทำหน้าจ๋อยๆ
“เอ่อ..แต่ช่วงนี้ผมต้องประหยัด ไม่อยากฟุ่มเฟือย อยากเก็บเงินมาพี่เร็วๆ ผมคงจะกินอะไรแพงๆไม่ได้”
“โธ่..แค่เรื่องกิน ไม่ต้องคิดมาก พี่เลี้ยงเอง”
เกียวว่าก็เข้ามาควงปรานต์ทันที
“ไป..หิวแล้ว รีบกินเผื่อว่าจะมีเวลาเหลือ..ทำอย่างอื่นต่อหลังอาหาร” เกียวพูดต่อปรานต์ยิ้มรับอย่างรู้ใจ
“ถ้าเป็นความต้องการของพี่..ผมก็เต็มที่ครับ”
“ว่าง่ายแบบนี้ พี่ช๊อบ..ชอบ”
เกียวยิ้มพอใจ หลงใหลไปกับปรานต์อย่างลืมตัว





เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้อง เมื่อเวลา 5 โมงเย็นในห้องนอน ทันทีที่เสียงดังขึ้น สุพรรณิการ์กเอามือคว้ากดปิดเสียงทันทีแล้วยันตัวลุกขึ้นอย่างสดชื่น
สุพรรณิการ์หันไปหยิบรีโมทมากดเครื่องเล่นซีดี เปิดเพลง “ช่าช่าช่าพาเพลิน” ของศรีสุดา รัชตะวรรณ แห่งวงสุนทราภรณ์ทันที
“เพลินอารมณ์ ชื่นชมสำราญฤทัย เพลินดวงใจ เต้นรำเพลง ช่า ช่า ช่า ฟังบรรเลง ด้วยเพลงเร้าในวิญญา ช่า ช่า ช่า นั้นพาให้เร้าเริงใจ”
สุพรรณิการ์ลุกขึ้นจากเตียง เต้นรำไป แปรงฟันไป อาบน้ำไป แต่งตัวไป เต้นไปด้วยตามจังหวะเพลงช่า ช่า ช่า ที่แสนสดใส
สุพรรณิการ์แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย พร้อมไปทำงาน สุพรรณิการ์เดินไปปิดม่านเพื่อออกไปยืนสูดลมหายใจที่
ระเบียง พลันสายตาเหลือบไปเห็นรถของวัชระจอดอยู่ที่ลานจอดรถ สุพรรณิการ์เพ่งมองแล้วคิด
“รถนายหน้าหนวดนี่”





เสียงออดห้องกริชชัยดังขึ้น วัชระเดินออกมาเปิดพลางเลิกคิ้วนิดๆกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า สุพรรณิการ์ลุคใหม่แต่งตัวสวยเซ็กซี่ สุพรรณิการ์ยื่นขวดน้ำรูปทรงเก๋ๆให้วัชระ
“ฉันให้..ตอบแทนที่ซื้อข้าวมาให้” สุพรรณิการ์บอก
“อะไร” วัชระรับขวดน้ำมาอย่างงงๆ
“ชารางจืด สมุนไพรไทยแก้เมาค้างได้สุดยอด”
สุพรรณิการ์อธิบายต่อ
“ก็ฉันเห็นคุณชอบแก้ปัญหาด้วยการดื่มของมึนเมา และดูท่าทางจะต้องอยู่กับปัญหาไปอีกนาน ก็เลยชงมาให้ดื่มจะได้ไม่ตับแข็งตายซะก่อน รางจืดเนี่ยเค้าใช้ถอนพิษเหล้า ส่วนพิษรักตัวใครตัวมัน “ สุพรรณิการ์พูดพลางยักคิ้วกวนๆใส่วัชระ
“สำบัดสำนวนเหลือเกิน” วัชระยิ้มขำพร้อมชูขวดน้ำขึ้นแล้วบอก
“ขอบคุณมาก”
“อืมม์ ไม่เป็นไร นิดหน่อย ฉันไปทำงานก่อนนะ โชคดี”
สุพรรณิการ์กำลังจะหันหลังจะเดินไป ทันใดนั้นเสียงเพลงสุนทราภรณ์ก็ดังแว่วๆมาจากในห้องของกริชชัย
“ละครของโลกมีโศกมีทุกข์สุขปน คลุกเคล้าระคนชั่วดีเจ็ดหนปนกัน อยู่อยู่ก็ร้ายแล้วหายไปพลัน กลับเปลี่ยนแปรผัน ความดีเลวนั้นช่างกลับช่างกลาย”
“เพลงโลกหมุนเวียน” สุพรรณิการ์พึมพำพลางหยุดเดินแล้วถอยหลังกลับมาเพื่อให้แน่ใจว่า เสียงเพลงนี้มาจากห้องของกริชชัย ซี่งวัชระอยู่ในขณะนี้
“คุณอยู่กับใคร” สุพรรณิการ์ถามคาดคั้น
“อยู่คนเดียว” วัชระตอบ
“คุณฟังเพลงอะไร”
“เพลงสุนทราภรณ์ “
สุพรรณิการ์ทำตาโตเพราะไม่เชื่อ ไม่พูดพล่ามทำเพลง พุ่งพรวด ผ่านตัววัชระเข้าไปในห้องทันที วัชระถึงกับงงกับพฤติกรรมของสุพรรณิการ์
“อ้าวเฮ้ย ! คุณ !ทำอะไรน่ะ”
วัชระตะโกนถามด้วยความแปลกใจ ในขณะที่เพลงโลกหมุนเวียนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง




เครื่องเล่นแผ่นซีดีของวัชระยังเล่นเพลงอยู่ สุพรรณิการ์ยืนอยู่หน้าเครื่องเล่นเหมือนโดนสะกด มุมส่วนตัวของวัชระมีภาพของนักร้องและวงดนตรีสุนทราภรณ์ประดับไว้อย่างน่ารัก วัชระกดปิดเพลงจากรีโมท แล้วก็มองสุพรรณิการ์ด้วยความงุนงง สุพรรณิการ์หันมาถาม
“วงสุนทราภรณ์ก่อตั้งขึ้นเมื่อไหร่ “
“ถามทำไม” วัชระขมวดคิ้ว
สุพรรณิการ์ยักคิ้ว ท้าทาย
“รู้หรือเปล่าล่ะ”
วัชระยิ้มรับคำท้า
“20 พฤศจิกายน 2482” วัชระพูดยักคิ้ว..
สุพรรณิการ์ถามต่อไปไม่ยอมแพ้
“ก่อนชื่อสุนทราภรณ์เคยชื่ออะไรมาบ้าง” สุพรรณิการ์ลองภูมิวัชระ
“วงดนตรีไทยฟิล์ม แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น วงดนตรีกรมโฆษณาการ แล้วก็เปลี่ยนเป็น วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ สำหรับรับงานราชการ ถ้ารับงานนอกราชการก็ใช้ชื่อว่า สุนทรภรณ์”
วัชระยักคิ้ว สุพรรณิการ์เบ้ปากนิดๆ แปลกใจแต่ยังไม่ยอมรับ
“ข้อมูลแบบนี้ใครๆเค้าก็รู้ ถ้าแน่จริงมาต่อเพลงกันดีกว่า”
วัชระยักไหล่พลางตอบ
“รับคำท้า!”
การต่อเพลงเริ่มขึ้น
“มองอะไร..คนอะไร เธอมองไปทำไมยิ้มมา” สุพรรณิการ์เริ่มต้นด้วยเพลง “มองอะไร”
“...เหม่อมอง สองตา แปลกหน้า ยังมาทำเปิ่น”
“สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม อย่ามัวอาลัย คิดร้อนใจไปเปล่า” สุพรรณิการ์ตามด้วยเพลง “สุขกันเถอะเรา”
“...เกิดมาเป็นคน อดทนเถอะเรา อย่ามัวซมเซา ทุกคนเราทนมัน”
“พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพอกับทันใด” สุพรรณิการ์ยิ้มสนุกพร้อมกับร้องเพลง “พรหมลิขิต”
“ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล พรหมลิขิตดลจิตใจ ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ”
“พี่นี้มีน้องหนึ่งในดวงใจเท่านั้น หญิงอื่นหมื่นพันจะมาเทียมทันที่ไหน” สุพรรณิการ์สวนอย่างเร็วด้วยเพลง “หนึ่งในดวงใจ”
“แต่รักของพี่ซ่อนอยู่กลางใจข้างใน หนึ่งในดวงใจคือเธอคนเดียว..แท้เทียว หากน้องได้รู้ว่าพี่รักน้องหนักหนา..ขอได้เมตตาแก่ดวงวิญญาโดดเดี่ยว ผิดบ้างพลั้งบ้างก็ไม่จืดจาง ขาดเกลียว น้องเป็นคนเดียว....หนึ่งในดวงใจ” วัชระไม่ยอมแพ้ร้องตอบอย่างเร็ว
“โว้ว” สุพรรณิการ์ร้องอย่างลิงโลดด้วยเจอคนคอเดียวกัน สุพรรณิการ์ปรบมือด้วยความชื่นชม
“สุดยอดไปเลยผู้กอง ฉันไม่คิดเลยนะว่าหน้าโฉดๆ เอ้ย … หน้าโหดอย่างผู้กอง จะฟังเพลงสุนทราภรณ์กับเค้าด้วย” สุพรรณิการ์บอก
“ผมก็ไม่คิดว่าม้าดีดกะโหลก เอ้ย..ผู้หญิงห้าวๆอย่างคุณจะฟังเพลงแบบนี้เหมือนกัน” วัชระบอก
“พ่อแม่ฉันชอบฟังน่ะ ฉันก็ฟังตามเค้ามาตั้งแต่เด็ก หลังจากที่พ่อกับแม่เสีย ฉันก็เลยฟังมาเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ฟัง มันเหมือนฉันได้กลับไปอยู่กับพวกเขาอีกครั้ง”
แววตาของสุพรรณิการ์ดูอ่อนโยนลงเวลาพูดถึงพ่อแม่ เธอเผยมุมอ่อนหวาน งดงาม ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
วัชระมองเห็นมุมนั้น เป็นความประทับใจแรกที่เกิดขึ้นในใจ
“แผ่นเสียงเก่าๆพวกนี้เป็นของพ่อผม พ่อสะสมมาตั้งแต่เป็นหนุ่มๆ พอท่านเสียผมก็เก็บรักษาไว้อย่างดี ถึงตอนนี้ผมจะไม่มีเครื่องเล่น แต่ทุกครั้งที่ผมได้มองเห็นมัน ผมจะรู้สึกถึงความสุขตอนที่เราอยู่ด้วยกัน” วัชระพูดขึ้นบ้าง
วัชระค่อยๆเผยมุมอบอุ่นของตัวเองออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ สุพรรณิการ์ค่อยๆหันมามองวัชระ ในวินาทีนั้นเธอเหมือนสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงระหว่างเธอกับเขาเข้าด้วยกัน วัชระหันมามองสุพรรณิการ์ด้วยความรู้สึกเดียวกัน ในอึดใจต่อมาสุพรรณิการ์ก็เกิดอาการเขินอายขึ้นมาแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สุพรรณิการ์ยิ้มเก้อๆ แล้วก็เบนหน้าหนี
“ฉันไปร้านก่อนนะ” สุพรรรฺการ์หันนหลังเดินไปที่ประตู วัชระหยุดคิดนิดๆ แล้วก็ตัดสินใจหันไปถาม
“คุณฝ้าย”
สุพรรณิการ์หันมา รอฟัง วัชระถามตรงๆ
“วันอาทิตย์นี้คุณว่างหรือเปล่า”




เย็นวันเดียวกัน ที่บริเวณทางเดินในบริษัท กริชชัยหน้าเจื่อนลงทันที แต่น้ำเสียงยังจริงจังมีฟอร์มเหมือนเดิม
“เย็นนี้ไม่ว่างเหรอครับ”
อรุณศรีสะพายกระเป๋าเตรียมกลับบ้านจึงตอบตรงๆ
“ค่ะ พอดีมีธุระส่วนตัวน่ะค่ะ คุณกริชมีงานอะไรด่วนหรือเปล่าคะ”
กริชชัยพยายามตอบเสียงปกติ
“เปล่า...ไม่มีอะไร “
อรุณศรีมองด้วยความแปลกใจ เป็ฯจังหวะเดียวกับที่ปรานต์โทร.มาพอดี อรุณศรีอึกอัก กริชชัยพยักหน้าอนุญาต
“เชิญตามสบาย”
อรุณศรีเลี่ยงเดินไปด้วยความเกรงใจ พร้อมกับกดรับโทรศัพท์ต่อหน้ากริชชัย
“ฮัลโหล..ปรานต์มาถึงแล้วเหรอ โอเค เจอกันที่ร้านกาแฟนะ กำลังเดินลงไป”
อรุณศรีเดินไปเลย กริชชัยได้แต่มองตาม..ตาละห้อย...




ปรานต์นั่งรออยู่ในร้านกาแฟ ในมือถือกล่องแหวนอยู่ พร้อมเปิดดูด้วยความชื่นชม อรุณศรีเดินมาเห็นพอดี
ปรานต์หันมาเห็นจึงโบกมือยิ้มให้ อรุณศรียิ้มรับพร้อมกับเดินไปนั่งเผชิญหน้า
“ทำไมแอ๊วนัดที่นี่ เราน่าจะไปหาร้านอร่อยๆ กินไปคุยไปดีกว่านะ” ปรานต์ยิ้ม
“ไม่เป็นไร แอ๊วคุยแค่แป๊บเดียว คุยเสร็จแล้วก็ว่าจะกลับบ้านเลย”
ปรานต์สีหน้าเครียดขึ้นทันที
“ซีเรียสใช่มั้ยแอ๊ว”
“ใช่” อรุณศรีมองหน้าและพูดหนักแน่น
“แอ๊วยังยืนยันที่จะไม่แต่งงาน แอ๊วขอให้ปรานต์เคลียร์เรื่องหนี้สิน และเก็บเงินสร้างฐานะของตัวเองให้ดีกว่านี้ แล้วเราค่อยคิดเรื่องแต่งงาน”
ปรานต์หน้าเสียทันทีเพราะคิดไม่ถึง
“สรุปที่ไม่แต่ง เพราะเรื่องเงินอย่างเดียวเลยเหรอ เพราะปรานต์ไม่รวยเหมือนไอ้กริชชัยใช่มั้ย”
อรุณศรีชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ




อรุณศรีพูดอย่างมีสติ พยายามไม่ใช้อารมณ์
“อย่าดึงคนอื่นเข้ามาเกี่ยวได้มั้ย เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราสองคน ปรานต์มีคนอื่นแอ๊วยังไม่พูดถึงสักคำ”
“แต่มันไม่ได้หมายความว่า แอ๊วมีคนอื่นแล้วปรานต์จะพูดถึงไม่ได้” ปรานต์เค้นเสียงอย่างแค้น
ปรานต์มองหน้าอรุณศรีด้วยความเคืองแค้นใจ และน้อยใจระคนกัน
อรุณศรีมองกลับเริ่มอย่างเดือดดาล อารมณ์กำลังขึ้นได้ที่ด้วยกันทั้งคู่ อรุณศรีมองหน้าปรานต์ แล้วตั้งใจประชด
“ย้ำเหลือเกินนะว่าแอ๊วมีคนอื่น อยากให้มีจริงๆ ใช่มั้ย เดี๋ยวจะมีให้ดู”
“ไม่ต้องเดี๋ยวหรอก ตอนนี้ก็มีอยู่แล้ว เพียงแค่ยังไม่ยอมรับ แต่ใจแอ๊วไปอยู่กับมันหมดแล้ว”
“มั่นใจขนาดนั้น” อรุณศรีเยาะ
“ปรานต์ไม่เคยดูผิด ไม่มีใครรู้จักแอ๊วดีเท่าปรานต์อีกแล้ว ตอนนี้ความรักของแอ๊วมันแทบไม่เหลือ มันไหลไปหาเงิน ไหลไปหารถสปอร์ตของไอ้ซื่อบื้อนั่นหมดแล้ว”
อรุณศรีทนไม่ได้ลุกพรวดขึ้นพร้อมกับทุบโต๊ะดังสนั่นร้าน คนในร้านแอบหันมามองนิดๆ ด้วยความอยากรู้แต่กลัวเสียมารยาท ปรานต์ไม่หวั่นไหว เงยหน้ามองอรุณศรีด้วยความไม่พอใจ
“ได้..ในเมื่อปรานต์มั่นใจว่าแอ๊วเป็นคนแบบนั้น แอ๊วก็จะเป็นให้ดู”
อรุณศรีประชดด้วยความโมโห แล้วก็เดินออกจากร้านกาแฟ ปล่อยให้ปรานต์นั่งแค้นอยู่ที่โต๊ะ คว้ากล่องแหวนที่วางอยู่มากำไว้แน่น ปรานต์คิดในใจว่า ยอมเสียหน้าแต่ไม่ยอมแพ้อย่างแน่นอน




กริชชัยเดินออกมาจากบริษัทด้วยความเซ็ง ทันใดนั้นสายตาก็พลันสะดุดเข้ากับอรุณศรีที
กำลังโหลดความคิดเห็น...