xs
xsm
sm
md
lg

ในรอยรัก ตอนที่ 29

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


โปรดติดตามอ่าน "ในรอยรัก" ตอนอวสาน
วันนี้ (เสาร์ 15 ตุลาคม 2554)
 
.......................................................................................................

 
ในรอยรัก
ตอนที่ 29

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ สาวใช้ก็ช่วยกันเก็บจานอาหารออกไปจากห้อง แล้วเสิร์ฟผลไม้แทน

“ใครจะเอากาแฟบ้าง” อุษยาถามขึ้น ทุกคนพากันส่ายหน้า อุษยาจึงหันไปมองแล้วสั่งสาวใช้
“งั้นเอาของฉันถ้วยเดียว”
“ค่ะ”
กานนจัดการแบ่งผลไม้ใส่จานเล็ก แล้วเลื่อนให้ทุกๆ คน
“ของอาไม่เอา”
อุษยาบอก จังหวะนั้นกุเทพเดินเข้ามาพอดี
“อ้าว ทานข้าวกันเสร็จแล้วหรือครับ”
“นายจะให้ใครเขารอเรอะ นั่นจะ 2 ทุ่มแล้ว” กานนตอบ
“เปล่าหรอก...ไม่ได้เจอมัสตั้งหลายวัน สบายดีหรือ” กุเทพหันมาทักม่านมัสลิน
“ก็ตามอัตภาพค่ะ”
“ฉันก็ไม่ค่อยเห็นหน้าแกเหมือนกัน นี่ขนาดอยู่บ้านเดียวกันนะ” เจ้าสัวทศว่ากระทบหลานชาย
“อยู่พร้อมหน้ากันก็ดีแล้ว จะได้เป็นสักขีพยานให้เลย นายปลิว” อุษยาตั้งท่าจะประกาศบางอย่างสำคัญ
“ครับ” กานน
“แกคบกับหนูเดียร์ตั้งนานแล้ว เมื่อไหร่จะแต่งงานกับเขาเสียที” อุษยาถามขึ้นมา ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้ง “ว่าไงยะ นายปลิว” อุษยาคาดคั้น
มธุรินรู้สึกตัวรีบพูด
“อาหญิงคะ เดียร์ เดียร์ยังไม่พร้อมค่ะ”
“อะไร ไม่พร้อมได้ยังไง คบกันมาตั้งหลายปีแล้ว กี่ปีนะปลิว”
“อาหญิงครับ” กานนพูดขึ้น
“อุษยา เรื่องอย่างนี้ต้องให้เขาตกลงกันเอง แกอย่าเจ๋อ” เจ้าสัวทศต่อว่าลูกสาว
“เอ้อ เดียร์ขอตัวกลับก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณแม่เป็นห่วง”
“มัสก็คงต้องกลับเหมือนกัน” ม่านมัสลินขอกลับอีกคน
“วงแตกเลย ฉันก็ชักจะง่วงเหมือนกัน หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน เจ้าปลิว เจ้ากุ แยกกันไป เหลือนังอุษคอยเจ้ากี้เจ้าการอยู่คนเดียว”เจ้าสัวทศบอก
อุษยาหน้าบึ้งอย่างไม่พอใจ ที่ไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดของตน

กานนพามธุรินมาที่รถ กุเทพร้องเรียก
“อาปลิว” กานนกับมธุรินหันมามอง “ให้ผมไปส่งคุณเดียร์ดีกว่า”
มธุรินสะดุ้ง กานนเหลือบมองมธุรินแว่บหนึ่ง
“ถ้าเหตุผลนายดีพอก็ตกลง”
กุเทพยักไหล่
“ผมว่าทั้งอาปลิว ทั้งคุณเดียร์อิหลักอิเหลื่อพิลึก หลังจากโดนคุณย่าโจมตีเมื่อกี้”


ด้วยเหตุผลนี้ กานนจึงยอมให้กุเทพเป็นคนไปส่งมธุริน กุเทพขับรถมาเรื่อยๆ แล้วพูดขึ้นในที่สุด
“คุณย่าผมเตี๊ยมคุณหรือเปล่า” กุเทพเว้นวรรคแล้วถามต่อ “...เรื่องเมื่อกี้นี้น่ะ”
“เปล่าค่ะ” มธุรินตอบเสียงเรียบ
“แล้วคุณคิดว่ายังไง” กุเทพพยายามโยหินถามทาง
มธุรินนิ่งเงียบ

ในระหว่างที่กุเทพขับรถไปส่งมธุริน กานนยังยืนเผชิญหน้าอยู่กับม่านมัสลินที่บ้าน
“กุเทพไปส่งเดียร์” กานนบอก ม่านมัสลินเดินเลี่ยงไปจะเปิดประตูรถ กานนเดินตาม เอามือจับประตูไว้ไม่ให้เปิด
“เรื่องที่อาหญิงพูดเมื่อกี้ ผมไม่รู้เรื่อง”
“ตอนนี้ก็รู้แล้วนี่คะ กรุณาเอามือออกด้วยค่ะ...ญาติ” ม่านมัสลินบอก
“คุณหงุดหงิด” กานนว่า
“ฉันเปล่า”
“ทำไมคุณหงุดหงิด”
“เอ๊ะ คุณนี่ ฉันจะไปหงุดหงิดทำไม ยินดีด้วยซ้ำที่ญาติจะเป็นฝั่งเป็นฝา” มัสลินพูดพลางดึงมือกานนออก กานนจับมือมัสลินไว้
“ปล่อยค่ะ เราเป็นญาติกัน”
“ญาติกันจับมือกัน แสดงว่าญาติรักกัน” กานน
“นั่น คุณอา คุณออกมายืนมองแล้ว” มุกของม่านมัสลินได้ผล กานนหันไปมองแต่ไม่มีใคร ม่านมัสลินถือโอกาสสะบัดมือหลุดแล้วเปิดประตูขึ้นรถ
“ลาก่อนล่ะคะ ญาติ”
ม่านมัสลินขับรถออกไป กานนมองตามอย่างฉุนๆ

พอกานนเดินกลับเข้ามา เห็นอุษยากำลังนั่งมองตนอยู่
“อ้าว อาหญิงยังไม่นอนอีกหรือครับ”
“ยัง ถ้าไม่พูดกับแกให้รู้เรื่อง ฉันคงนอนไม่หลับ”
“อาหญิง ผมกับเดียร์เลิกกันไปแล้ว”
“มัสลินเป็นญาติแกนะ” กานนทำท่าจะพูดบางอย่าง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ
“ฉันรู้แกชอบเขา แต่มันเป็นไปไม่ได้ แกต้องพยายามลืมเขาให้เร็วที่สุดโดยแต่งงานกับหนูเดียร์” อุษยาเจ้ากี้เจ้าการ
“ขอบคุณครับที่อาหญิงหวังดี แต่ผมตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าไม่ได้แต่งงานกับคนที่ผมรัก ผมก็จะเป็นโสดไปตลอดชีวิต” กานนบอก
“จะบ้าเรอะ โสดได้ไง” อุษยาโวยวาย
“ก็ทีอาหญิงยังโสดได้เลย ทำไมหลานชายของอาหญิงจะโสดไม่ได้ ผมไปนอนละครับ”
ว่าแล้วกานนก็ก้มลงจูบหน้าผากอุษยาแล้วเดินหนีขึ้นไปข้างบน
“ยังกับฉันอยากโสดนักนี่”
อุษยาบ่นออกมา


กุเทพขับรถมาถึงจุดหมาย เขาจอดหน้าบ้านมธุริน แล้วหันมาถามมธุรินต่อเรื่องที่คุยกันเมื่อครู่
“ตกลงคุณจะแต่งงานกับอาปลิวไหม”
“ฉันไม่แต่งกับใครทั้งนั้น”
“คุณควรจะแต่งกับผม” กุเทพยืนยันในความรับผิดชอบ
มธุรินได้ฟังหันขวับมาทันที
“ควรเรอะ คุณคิดว่าฉันควรแต่งกับคุณเรอะ”
“ใช่ เรื่องที่เกิดขึ้น” กุเทพหมายถึงเหตุการณ์คืนนั้น
“ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ไม่มี แล้วคุณก็ไม่ต้องมายุ่ง ปล่อยให้ฉันไปตามทางของฉัน”
มธุรินเปิดประตูรถ เดินแกมวิ่งเข้าบ้านไป กุเทพมองตามอย่างไม่สบายใจ

มธุรินเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“อ้าว ทำไมไม่เชิญคุณกานนเข้ามาก่อนล่ะ”
บัวบงกชถามขึ้นเมื่อเห็นมธุรินเข้าบ้านมาคนเดียว
“เขาไม่ได้มาส่งค่ะ กุเทพเป็นคนมาส่ง”
มธุรินเดินขึ้นข้างบน บัวบงกชมองตามอย่างเป็นกังวล

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่ม่านมัสลินนั่งกินอาหารเช้าอยู่ จิรดาเดินเข้ามานั่งด้วยแล้วส่งเสียงร้องบอกพัด
“พัด พัด ฉันลงมาแล้ว”
“ค่ะ”
“วันนี้เลิกถ่ายละครกี่โมง” จิรดาถามลูกสาว
“4 โมงเย็นค่ะ”
“ทำไมเร็วนักล่ะ”
“พระเอกป่วยค่ะ เป็นตาแดง”
“งั้นแวะไปรับฉันที่บ้านคุณยายแกหน่อยได้ไหม” จิรดาว่า
“ได้ซิคะ จะไปส่งให้ด้วย” ม่านมัสลินอาสา
ขณะที่ทั้งคู่คุยกัน พัดนำเอาโจ๊กมาเสิร์ฟพอดี
“ไม่ต้อง ฉันไปเองได้ จะแวะซื้อของไปให้คุณแม่ด้วย”
“คุณแม่ให้คนรถคุณตามาขับให้หรือคะ” จิรดาไม่ตอบ ม่านมัสลินสบตาพัดแว่บหนึ่ง “งั้นใครไปส่งแม่”
“เอาอีกแล้ว ซักอีกแล้ว” จิรดาเริ่มโวยวาย
“มัสไม่อยากให้แม่ไปกับนายเตช” ม่านมัสลินพูดดักคอ
“นี่แกจะไม่ให้ฉันมีเพื่อนมีฝูงกับเขาเลยรึไง”
“แม่อย่ามาเฉไฉค่ะ แม่เข้าใจทุกอย่างที่มัสพูด”
เสียงแตรรถดังขึ้น พัดขยับจะไปเปิดประตู
“ไม่ต้อง มัสจะไปเปิดเอง” ม่านมัสลินลุกขึ้น
“นังมัส” จิรดาอารมณ์เสีย
“แม่ทานโจ๊กไปเถอะ เดี๋ยวมัสจะเข้ามาให้ด่า”
พัดหัวเราะคิก จิรดาหันไปถลึงตามอง ขณะที่ม่านมัสลินเดินออกไป

เตชกดแตรรถซ้ำอย่างหงุดหงิด เมื่อยังไม่มีใครมาเปิดประตูรับสักที ม่านมัสลินเดินออกมา ช้าๆ ด้วยท่าทางใจเย็น กวนประสาท
“ดูมันทำ”
เตชนึกฉุน ม่านมัสลินหยุดยืนเมื่อเข้ามาใกล้ประตู
“บีบครั้งเดียวก็ได้ยินแล้วค่ะ บีบแล้วบีบอีกเดี๋ยวชาวบ้านเขาด่าเอาไม่รู้ด้วย” ม่านมัสลินเหน็บ
“ไปบอกแม่เธอให้ออกมาเร็วๆ ฉันขี้เกียจคอย” เตชสั่ง
“ขี้เกียจคอยก็กลับไปได้เลย เดี๋ยวฉันจะไปส่งท่านเอง” ม่านมัสลินตอบกวนๆ
เตชยิ่งฉุนจัด ก้าวลงมาจากรถทันที
“นี่ฉันอุตส่าห์มารับ”
“อย่ามาใช้คำว่า อุตส่าห์กับแม่ฉัน โน่นลูกเมียคุณก็มี อยากจะไปรับก็ไปรับเมียตัวเอง ป่านนี้คงกำลังจัดรายการธัมมะ ธัมโม ในขณะที่สามีกำลังผิดศีล” ม่านมัสลินแขวะ
“นังเด็กนรก” เตชพูดด้วยอารมณ์โกรธจัด
“เชิญกลับไปได้แล้วค่ะ และก็อย่ามาอีก”
พูดจบม่านมัสลินก็เดินกลับเข้าบ้าน
“ฉันจะใช้เส้นสายทุกอย่างไม่ให้สื่อลงข่าวแก แกจะได้หมดทางทำมาหากิน”
เตชตะโกนตามหลังอย่างโกรธจัด
แป้นกับพัดได้ยิน ทั้งคู่มีสีหน้าตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนจิรดาท้าวสะเอวทำตาเขียวรอ ขณะที่ม่านมัสลินเดินกลับมา แป้นตบมือให้
“คุณมัสเก่งจังเลยค่ะ”
“นังพัด นังแป้น”
จิรดาเสียงเขียว แป้นกับพัดถึงกับหน้าจ๋อย
“นายเตชไปแล้วค่ะ แล้วก็คงไม่กล้ามาที่นี่อีก”
“ยังกับเขาอยากมานักนี่ แกด่าเขาไม่มีชิ้นดี”
“มัสไม่ได้ด่านะคะ แค่ชี้ให้เขาเห็นผิดเห็นถูกเท่านั้น แม่จะไปก็ไปซิคะยังต้องแวะซื้อของไปเยี่ยมคุณยายอีก”

จิรดาสะบัดหน้าอย่างโมโห หยิบกระเป๋าเดินออกไป ม่านมัสลินหันไปยักคิ้วให้กับพัดและแป้นแล้วเดินตามออกไป
เตชกลับมาบ้านด้วยความโกรธจัด ระหว่างนั้นบัวบงกชกำลังจะเดินออกจากบ้าน เตชก้าวพรวดๆ เข้าไปหาทันที
       
       “คุณต้องเลิกส่งเสริมนังเด็กนรกนั่นเด็ดขาด”
       เตชบอกบัวบงกชเสียงสั่นเครือ มือสั่น ด้วยความโกรธ
       “ฉันไม่เคยส่งเสริมเด็กนรก”
       “ก็นังมัสลิน”
       “นั่นทูตสวรรค์ด้วยซ้ำ”
       เตชอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
       “บัว นังเด็กมัสลินน่ะนะ ทูตสวรรค์”
       “ทำไมล่ะ แกสวยจะตาย แถมยังเป็นเด็กดี”
       “มัสเพิ่งไล่ผมมา”
       “คุณถูกมัสลินไล่”
       “ใช่ มันไม่ได้เห็นแก่หน้าผม ไม่มีความเคารพผมซักนิด”
       “แล้วคุณไปเจอแกที่ไหน”
       “ที่...” เตชชะงัก นึกได้จึงไม่พูดต่อ บัวบงกชจ้องหน้าเตชเขม็งแล้วถามย้ำ
       “ที่ไหน”
       “ที่ไหนก็ไม่ควรไล่” เตชบอกอย่างพาลๆ
       “คุณไปที่บ้านแกใช่หรือเปล่าล่ะ” เตชอึ้ง “แกรักและเป็นห่วงแม่ของแก ฉันว่าแกทำถูกแล้ว ฉันจะไปทำงานล่ะค่ะ”
       บัวบงกชเดินออกไป เตชโกรธจนทำอะไรไม่ถูก
       
       มธุรินอยู่ที่ห้องทำงาน เธอนั่งพิงพนัก หลับตาเงียบๆ จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น จึงหยิบขึ้นมาดู มธุรินมีสีหน้าแปลกใจนิดๆ เมื่อเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามาก่อนจะกดรับ
       “มีธุระอะไรหรือคะ”
       “ตกลงคุณจะแต่งงานกับผมไหม” เป็นกุเทพนั่นเอง
       “ไม่”
       “งั้นผมก็จะขอคุณทุกวันอย่างนี้แหละ”
       กุเทพวางโทรศัพท์ลง สีหน้ายิ้มๆ
       “คนบ้า”
       ปากมธุรินต่อว่ากุเทพ แต่เธอกลับมีสีหน้าดีขึ้น
       
       เย็นวันเดียวกันนั้นม่านมัสลินมาหาม่านมุกที่บ้านสวน ปิ่นออกไปเปิดประตูให้ม่านมัสลินขับรถเข้ามาจอด พอเปิดประตูลงมา ปิ่นก็มาช่วยถือของ
       “เหนื่อยมั้ยคะ คุณมัส”
       “นิดหน่อยจ้ะ คุณยายกับคุณแม่ทะเลาะกันหรือเปล่า”
       “ปกติค่ะ”
       ทั้งคู่เดินคุยกันพลางเดินเข้าบ้าน
       “อ้าว หายไปไหนกันล่ะ”
       ม่านมัสลินถามขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อเข้ามาในบ้านแล้วไม่พบใคร
       “อยู่ข้างบนค่ะ”
       ปิ่นบอก ม่านมัสลินถึงกับชะงัก
       “ทั้ง 2 คนเลยเรอะ”
       “ค่ะ”
       
       ม่านมัสลินมีสีหน้าแปลกใจ ขณะเดินตามขึ้นข้างบนและมาหยุดที่หน้าห้องม่านมุกขณะที่ม่านมัสลินกำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู แต่ต้องชะงักกับเสียงที่ลอดออกมา
       “แกควรจะบอกความจริงกับเขาไป แม่ลูกเขาจะได้รู้จักกัน”
       จิรดาหัวเราะเสียงแหลม
       “แม่คิดว่านังนั่น มันอยากให้ลูกของมันรู้จักหรือคะ มันมีครอบครัวใหม่ ชีวิตใหม่ มีทุกอย่างเท่าที่ผู้หญิงคนนึงอยากมี แล้วเรื่องอะไรมันจะยอมแลกกับเลือดในอกก้อนนึงที่มันโยนมาให้ผัวเก่ากับเมียหน้าโง่เลี้ยง” จิรดายิ่งพูดยิ่งสะใจ
       “หนูสะใจนัก ตอนที่เล่าให้มันฟังว่า หนูร้ายกับลูกมันยังไง เอาเปรียบกลั่นแกล้งลูกมันยังไง ใช้มันหาเงินให้จนหัวปัก หัวปำ ลูกมันหาเงินได้เท่าไหร่ หนูจะใช้ๆๆๆ จนหมด แถมนังลูกหน้าโง่ของมันก็สุดแสนจะเต็มใจรับใช้หนู โดนหนูโขกสับยังไงก็ไม่โกรธ”
       “มันบาปนะแม่ดา อีกอย่างเด็กกำลังมีความรัก แกคิดว่าเป็นญาติ ถ้าบอกความจริงไป แกจะได้แต่งงานกับคนที่แกรัก”
       ม่านมัสลินมึนงงกับสิ่งที่ได้ยิน ยกมือขึ้นกุมขมับ
       “คุณยายกับแม่พูดถึงใคร”
       “คิดดูดีๆ ก็แล้วกัน ลงไปข้างล่างเถอะ เดี๋ยวมัสลินคงจะกลับมาแล้ว”
       “ค่ะ”
       ม่านมัสลินรีบวิ่งลงบันไดไป
       
       ส่วนปิ่นกำลังเตรียมของว่าง ขณะที่ม่านมัสลินเดินแกมวิ่งเข้ามาหา
       “พี่ปิ่น”
       “อะไรหรือคะ คุณมัส”
       “ถ้าคุณยายกับคุณแม่ถาม ต้องบอกว่ามัสเพิ่งกลับนะ แล้วก็ยังไม่ได้ขึ้นไปข้างบนเลย”
       “ทำไมล่ะคะ”
       “เถอะน่า รับปากกับมัสซิ”
       “ค่ะ”
       ปิ่นรับปากงงๆ ม่านมัสลินสูดลมหายใจยาว ขณะที่ปิ่นยังคงแปลกใจ
       “มัสจะช่วยยกของออกไป”
       ม่านมัสลินยกถาดผลไม้เดินนำออกไป ปิ่นยกถาดของว่างตามออกไป
       
       จิรดากำลังนั่งคุยกับม่านมุกอยู่ในห้องรับแขก ขณะที่ม่านมัสลินเดินเข้ามาตามด้วยปิ่น
       “อ้าว มาแล้วหรือลูก”
       ม่านมัสลินพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ
       “เพิ่งมาถึงเมื่อกี้นี้เองค่ะ เลยไปช่วยปิ่นเตรียมของว่าง” ขณะพูดม่านมัสลินไม่สบตาใคร
       “ทานซิคะ...อร่อยจัง”
       ว่าพลางม่านมัสลินจิ้มของว่างทาน ม่านมุกกับจิรดามองอย่างเพ่งพิศในขณะที่ปิ่นเดินเข้าไปในครัว
       
       กลับจากบ้านม่านมุก ทั้งม่านมัสลินกับจิรดาก็เดินเข้าบ้านอย่างเงียบๆ โดยมีพัดกับแป้น มาช่วยถือของเดินตามเข้ามา ม่านมัสลินเดินเลยขึ้นไปข้างบน จิรดาเดินตามไปติดๆ
       “วันนี้ คุณแม่คุณลูกเป็นอะไร เงียบขรึมกันไปหมด”
       พัดพูดกับแป้นขณะมองตามสองแม่ลูก
       
       ม่านมัสลินกำลังจะเปิดประตูห้อง จิรดาเรียกไว้
       “มัสลิน” ม่านมัสลินเบือนหน้ากลับมา “เป็นอะไรไป ขับรถเงียบมาตลอดทาง”
       “มัสเหนื่อยน่ะค่ะ อยากจะอาบน้ำ นอนเลย”
       ม่านมัสลินบอกแล้วเปิดประตูเข้าห้องไป
       
       พอเข้ามาในห้องมัสลินวางกระเป๋าลงแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง หลับตาลง นึกถึงคำพูดของจิรดาที่คุยกับม่านมุก....
       ระหว่างนั้นกิริยาท่าทางของบัวบงกชที่แสดงออกด้วยท่าทางอ่อนโยนรักใคร่กับเธอ ก็ซ้อนเข้ามา ม่านมัสลินสะบัดหน้าเหมือนจะให้ภาพเหล่านั้นหลุดออกไปจากสมอง
       
       ขณะเดียวกันนั้น จิรดากำลังใช้ทิชชูเช็ดครีมล้างหน้าออกช้าๆ สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด เมื่อคิดถึงท่าทางของม่านมัสลินที่มีสีหน้าเคร่งขรึมตลอดทาง ในระหว่างขับรถกลับบ้าน จิรดาทิ้งทิชชูลงถังขยะเล็กๆ แล้วลุกขึ้น เดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงถอนใจยาว
       “มันเป็นอะไรของมัน”
       จิรดาบ่นพึมพำอย่างแปลกใจ
       
       ขณะเดียวกันนั้นกานนยังคงนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ จนกระทั่งมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กานนแปลกใจนิดนึงเมื่อเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา
       “สวัสดีครับ คุณอา” กานนทักทายบัวบงกช
       “กานน ช่วยอะไรอาหน่อยได้ไหม”
       “ได้เลยครับ คุณอาบอกมาเลย”
       “อาอยากไปบ้านมัสลิน”
       กานนพาบัวบงกชมาบ้านม่านมัสลิน ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในห้อง พัดขึ้นมาเคาะประตูเรียกมัสลินเบาๆ
       “คุณมัสคะ คุณมัส มีแขกมาพบค่ะ”
       ม่านมัสลินลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะเดินมาที่ประตู แล้วเปิดออกพลางถาม
       “ใคร”
       “คนที่จัดรายการธรรมสวัสดีไงคะ แป้นยังบอกเลยว่าหน้าตาคล้ายๆ คุณมัส คล้ายยิ่งกว่าคุณดาอีกค่ะ”
       ม่านมัสลินนิ่งอึ้งไปด้วยไม่คาดคิด
       
       กานนกับบัวบงกชนั่งรออยู่ในห้องรับแขก
       “แป้นยังไม่ค่อยเชื่อเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วน่ะค่ะ คนทำชั่วได้ดี ทำดีได้ชั่วมีอยู่เยอะแยะนะคะ” แป้นคุยกับบัวบงกช
       “ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นแหละจ้ะ...คน...”
       บัวบงกชหยุดพูดแล้วยิ้มออกมาอย่างแจ่มใสเมื่อเห็นม่านมัสลินเดินเข้ามา
       “คุณไม่ควรมาที่นี่”
       ม่านมัสลินบอกเสียงเย็นชา บัวบงกชหน้าสลดลง
       “พูดจาไม่น่ารักเลย มัสลิน คุณบัวบงกชอุตส่าห์มาเยี่ยม”
       กานนต่อว่าม่านมัสลิน
       “คุณน่าจะโทรมาบอกฉัน ก่อนที่จะพาเธอมา ถ้าแม่ฉันอยู่จะว่ายังไง”
       “ฉันรู้ว่าคุณแม่หนูไม่อยู่”
       ม่านมัสลินสะดุ้ง
       “คุณทราบ” ม่านมัสลินจ้องกานนเขม็ง “คุณโทรมาถามพัดหรือแป้นใช่ไหม”
       “เปล่าค่ะ”
       แป้นกับพัดรีบบอกออกมาพร้อมกัน กานนพยักหน้าให้ทั้งสองคนเข้าไปข้างใน ขณะที่ม่านมัสลินยังจ้องกานนเขม็ง
       “แล้วรู้ได้ยังไง”
       “เอาเป็นว่า คุณบัวบงกชรู้ก็แล้วกัน”
       “ไม่ได้ ต้องบอกฉันมาก่อน”
       บัวบงกชอึกอัก
       “เพราะคุณแม่คุณออกไปเที่ยวกับสามีของเธอ”
       
       ม่านมัสลินเป็นฝ่ายอึ้งบ้าง สีหน้าแววตาสับสนปนเป ทั้งอับอาย ทั้งเจ็บปวด
       “มัสลิน” บัวบงกชเรียกขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน ม่านมัสลินเดินแกมวิ่งขึ้นไปข้างบนจนบัวบงกชตกใจ “คุณไม่น่าบอกแกเลย”
       “มัสลินนิสัยเสีย เอาแต่ใจตัวเอง ผมจะขึ้นไปตาม”
       “ไม่ต้องค่ะ ในเมื่อแกยังไม่พร้อมจะคุย เราก็กลับกันก่อนเถอะ”
       กานนเหลือบมองข้างบนแว่บหนึ่ง แล้วเดินตามบัวบงกชออกไป
       กานนกับบัวบงกชเดินมาขึ้นรถ
       “เดี๋ยวส่งคุณอาแล้วผมจะมาใหม่”
       “กานนจะมาทำไม”
       “ก็อย่างที่ผมบอก มัสลินเอาแต่ใจตัวเอง บางทีก็ต้องมีใครอบรมสั่งสอนบ้าง” กานนบอก
       “สิ่งแวดล้อมทำให้แกเป็นอย่างนั้น อย่าไปตำหนิเลย”
       กานนขับรถออกไปโดยไม่ตอบ แป้นเดินออกมาปิดประตู
       
       เมื่อมธุรินเมื่อกลับมาบ้าน แววสาวใช้รีบเดินออกมารับ
       “วันนี้คุณเดียร์กลับบ้านเร็วนะคะ”
       “ฉันไม่ค่อยสบายค่ะ คุณแม่ล่ะ”
       “อยู่ในห้องทำงานค่ะ เพิ่งกลับมาเหมือนกัน”
       มธุรินพยักหน้า เดินขึ้นข้างบน
       มธุรินเปิดประตูห้อง เดินไปวางกระเป๋า แล้วมาทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง มธุรินจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองแล้วนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่โทรหาบัวบงกช แต่เลขาเป็นคนรับ มธุรินจึงรู้ว่าบัวบงกชออกไปกับกานน
       “แม่ไปไหนกับกานน?”
       มธุรินนึกสงสัยจึงตัดสินใจออกจากห้องมาถามเรื่องนี้กับบัวบงกช บัวบงกชอึกอักเล็กน้อยก่อนจะตอบออกมา
       “อ๋อ แม่ไปธุระน่ะลูก”
       “ธุระอะไรคะ” บัวบงกชนิ่งเหมือนพยายามหาคำตอบ “แม่คะ” มธุรินคาดคั้น
       บัวบงกชมองหน้ามธุรินแล้วตัดสินใจบอกออกมา
       “แม่ไปบ้านมัสลินมา”
       คำตอบนี้ทำให้มธุรินตะลึงไปครู่หนึ่ง
       “คุณแม่ คุณแม่ทำอย่างนั้นทำไม เขายิ่งลือกันว่าคุณแม่เป็นแม่นังมัสลิน แม่ทำอย่างนี้มิเป็นการตอกย้ำความเชื่อพวกเขาอีกหรือคะ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย เดียร์เองก็ชักไม่แน่ใจแล้ว”
       “แม่เวทนาเด็กคนนั้น”
       “แล้วคุณแม่ไม่เวทนาเดียร์หรือคะ ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าเดียร์เป็นลูกคุณแม่ บางครั้งเดียร์ก็ต้องคอยตอบคำถามเรื่องคุณแม่กับมัสลิน อ้อ ไม่ใช่เดียร์คนเดียว คุณพ่อก็ด้วย ถ้าคุณแม่อยากจะเวทนาสงสารใครก็ได้โปรดนึกถึงเรา 2 คน พ่อลูกก่อนเถอะ”
       “แม่ขอโทษ แม่เสียใจ แม่กับมัสลินอาจจะชะตาต้องกัน” บัวบงกชพยามหาข้อแก้ต่าง
       “คุณแม่คงจะต้องกับอยู่ฝ่ายเดียวมั้งคะ เดียร์ไม่เคยเห็นว่าเขาจะต้องกับคุณแม่ด้วยเลย แล้ววันนี้เป็นไงคะ มัสลินเขาตื่นเต้นดีใจที่คุณแม่อุตส่าห์ไปหาถึงบ้าน จนน้ำหูน้ำตาไหลหรือเปล่า”
       “คนเราทำอะไรก็ไม่ควรหวังสิ่งตอบแทน แม่ไม่ได้หวังให้ใครเข้าใจ” บัวบงกชพูดแบบปลงชีวิต
       “คุณแม่ขา มัสลินน่ะนอกจากจะไม่เข้าใจแล้ว เขายังเกลียดพวกเรา ด้วยนะคะ คุณแม่ไม่ต้องพยายามไปทำให้เขารักหรอกค่ะ เพราะนั่นหมายถึง คุณแม่อาจจะสูญเสียทั้งคุณพ่อแล้วก็เดียร์ไปด้วย เดียร์มาอยู่บ้านคราวนี้ เดียร์ตั้งปณิธานไว้ว่า จะพยายามอดทนให้ถึงที่สุดแต่ถ้าวันไหนที่เดียร์ทนไม่ได้ เดียร์ก็จะออกไปโดยไม่กลับมาอีกแล้ว”
       “ลูกเดียร์”
       “คุณแม่คงต้องเลือกแล้วละค่ะระหว่างลูกคนรักเก่า กับลูกแท้ๆ ของคุณแม่”
       มธุรินบอกอย่างฉุนๆ แล้วเดินออกไป พอกลับเข้าห้องแล้วก็โทรกานนทันที
       “สวัสดีครับ เดียร์”
       “เดียร์อยากพบกานนพรุ่งนี้”
       “โอเค ผมจะไปหาครับ”
       “ไม่ต้องค่ะ เดียร์จะไปพบคุณที่ออฟฟิศพรุ่งนี้เช้า”
       “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
       “เดี๋ยวพรุ่งนี้ เดียร์จะเล่าให้ฟัง”

       มธุรินปิดโทรศัพท์ สีหน้ามุ่งมั่น กานนยังคงมองโทรศัพท์ด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด


อ่านต่อหน้า 2







โปรดติดตามอ่าน "ในรอยรัก" ตอนอวสาน
วันนี้ (เสาร์ 15 ตุลาคม 2554)
...................................................................................................
เรียน ท่านผู้อ่านละครออนไลน์ ที่รัก

เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทีมงาน “ละครออนไลน์” ได้สร้างมิติใหม่ให้กับ “โลกออนไลน์” และ “วงการละครโทรทัศน์” โดยนำบทละครโทรทัศน์มาให้คอละครอ่านอย่างจุใจ ละเอียด และสมบูรณ์ตรงตามเนื้อหาเรื่องราวของละครที่ออกอากาศ เพื่อเป็นการเพิ่มอรรถรสในการรับชมละครเรื่องโปรดเรื่องนั้นๆ อีกทั้งไม่มีการตัดทอนเนื้อหาตลอดจนการดำเนินเรื่องราวของผู้เขียนบทแต่ประการใด นอกจากนี้ทีมงานยังได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนบทละครเรื่องนั้นๆ ก่อนที่จะนำขึ้นเว็บฯ ทุกครั้ง

ทั้งนี้ละครเรื่อง “ในรอยรัก” ซึ่งกำลังออกอากาศ ทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ทางช่อง 7 สี และกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ผู้ชมละครอยู่ในเวลานี้ เป็นละครอีกเรื่องที่ได้มีการปรับปรุง แก้ไข และเขียนบทเพิ่มเติมเสริมเนื้อหา เพื่อให้ละครสมบูรณ์และเข้ากับยุคสมัย ตามรูปแบบ สไตล์การทำงานของผู้ผลิตละครช่อง 7 สี ที่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด

ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการนำเสนอบทละครโทรทัศน์เรื่อง “ในรอยรัก” (หรือละครเรื่องอื่นๆ ในอนาคต) จึงมาจากเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว

ทีมงานละครออนไลน์จะยังคงยึดถือหลักการทำงานนี้ โดยจะไม่ใช้วิธีการเขียนแบบรวบรัดเรื่องราวให้จบลงอย่างลวกๆ เพื่อเป็นการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้อ่านตลอดไป
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน บอกกันปากต่อปาก จนทำให้ยอดคนเข้ามาอ่าน และติชม เพิ่มสูงมากขึ้นในทุกๆ วัน และขออภัยที่อาจทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกขุ่นเคืองใจ ในการเปิดเข้ามาแล้วพบความว่างเปล่า ยังไม่มีบทละครตอนใหม่ให้ได้อ่าน แต่ขอรับประกันว่าคอละครจะต้องได้ “อ่านก่อนดู รู้ก่อนใคร” และรู้ละเอียดก่อนละคจบ ที่นี่ อย่างแน่นอน

ทีมงานละครออนไลน์


.......................................................................................................


ในรอยรัก
ตอนที่ 29 (ต่อ)

วันรุ่งขึ้นมธุรินมาหากานนที่ออฟฟิศตามที่นัดหมายกันเอาไว้
“เดียร์อยากทราบความจริงว่าคุณแม่ให้กานนพาไปพบมัสลินทำไม”
“ก็ไม่มีอะไรมาก”
“จะมากหรือจะน้อยเดียร์ก็อยากรู้ค่ะ”
“ก็เรื่องคลิปนั่นแหละครับ คุณแม่คุณอยากทราบว่า เรื่องไปถึงไหนแล้ว”
“กานนว่ามั้ยคะ คุณแม่เดียร์ดูจะสนใจเรื่องของมัสลินไปเสียหมด แต่เรื่องของเดียร์คุณแม่กลับไม่รู้เลย กานนเลิกกับเดียร์ท่านก็ไม่เห็นจะมาคอยถาม คอยสนใจว่าเดียร์รู้สึกยังไง ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเดียร์” มธุรินยิ่งพูดยิ่งน้ำตาไหล
“ผู้หญิงที่ถูกผู้ชายทิ้งมันเจ็บปวดนะคะ”
“เดียร์” กานนเสียงอ่อย
“ไม่เป็นไรค่ะ เดียร์ผ่านช่วงที่หนักที่สุดมาแล้ว และที่พูดก็ไม่ได้หวังจะมาขอความสงสาร ความเห็นใจจากคุณ เดียร์แค่มาเพราะอยากรู้”
“คุณแม่ของคุณเป็นคนจิตใจดี ท่านเมตตาสงสารไปหมดไม่เฉพาะมัสลิน ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ผมยืนยันได้ ท่านรักคุณมาก”
มธุรินมองกานนอย่างลังเลก่อนจะพยักหน้ารับ
“เดียร์จะพยายามเชื่อ เดียร์ขอตัวกลับละค่ะ” กานนขยับจะเดินไปส่ง มธุรินยกมือห้ามทันที
“ไม่ต้องค่ะ เดียร์ออกไปคนเดียวได้”
มธุรินเดินออกไป กานนมองตามหนักใจ

ขณะที่มธุรินเดินออกมาจะตรงไปที่รถ จังหวะนั้นกุเทพขับรถเข้ามาพอดี กุเทพมองตามด้วยความแปลกใจ แล้วรีบลงจากรถตามมธุรินไป
“เดียร์” มธุรินเบือนหน้ามามอง “คุณมาหาใคร” มธุรินสบตากุเทพครู่หนึ่ง แล้วเบือนหน้ากลับจะเปิดประตูรถ
“ผมน่าจะรู้ว่าคุณมาหาอาปลิว” กุเทพพูดต่อน้ำเสียงเหมือนเยาะตัวเอง
“มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด”
“คุณรู้หรือว่าผมคิดอะไร”
มธุรินเปิดประตูรถ กุเทพรีบอ้อมไปเปิดอีกด้านแล้วขึ้นตาม
“เอ๊ะ”
“คุณยังไม่รู้อีกหรือว่า เรา 2 คนถูกทิ้ง”
“สำหรับฉันถือว่าถ้าหากไปด้วยกันไม่ได้ ก็ไม่ควรจะดันทุรังคบต่อ ส่วนคุณเท่าที่ทราบ มัสลินก็ยังไม่ได้ตกลงปลงใจด้วยไม่ใช่หรือคะ คุณเป็นฝ่ายตามเขาเอง” กุเทพนิ่งอึ้ง

“มัสลินเขาคิดกับคุณแค่เพื่อนมากกว่า”
“อ้อ! เป็นโฆษกให้มัสลินไปแล้ว ผมนึกว่าคุณเกลียดเขาเสียอีก”
“กรุณาลงไปได้แล้วค่ะ ฉันจะรีบไปทำงาน”
กุเทพยอมลงจากรถ มธุรินขับรถออกไป กุเทพมองตามจนลับตา

ทางด้านพิณสุดา เธอเดินกลับไปกลับมาอยู่ในบ้านอย่างใช้ความคิด จนกระทั่งพีระพลเดินลงมา
“อ้าว! พี่กิ๊บ ไม่ไปร้านเรอะ”
“ฉันอยากจะขายหุ้น”
“แล้วจะทำมาหากินอะไรล่ะ”
“ก็กำลังคิดอยู่นี่ไง ทั้งกุเทพทั้งนังเดียร์ก็ขายทิ้งกันไปหมด”
“อ้อ! เหงา” พีระพลแหย่
“นั่นก็ใช่ อีกอย่างตอนนี้ก็ขายไม่ค่อยดี”
“ทำไมไม่ไปปรึกษาพี่เดียร์ล่ะ”
“จะบ้าเรอะ ฉันเพิ่งตบกับมันแถมแกยังทำคลิปออกมาอีก”
“อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ พี่กิ๊บเป็นคนให้ผมทำเองนะ” พิณสุดาจะแหว พีระพลรีบห้าม
“อย่าเพิ่ง! ฟังคำแนะนำก่อน ผมขอแนะนำให้พี่กิ๊บไปง้อพี่เดียร์ เพราะเขาเป็นเพื่อนชนิดที่พึ่งได้ทุกอย่าง”

พิณสุดาก็คิดเช่นเดียวกับที่น้องชายบอก จึงตัดสินใจไปหามธุรินที่ออฟฟิศ พิณสุดาส่งช่อดอกไม้ให้มธุริน
“ฉันมาขอโทษ”
“ต้องการอะไร”
“ก็บอกแล้วไงว่าต้องการขอโทษ”
“ฉันยกให้”
“แปลว่าเราดีกันแล้ว”
“ฟังให้ดีๆ นะกิ๊บ ฉันไม่เพียงแต่ไม่โกรธแก แต่ฉันยังไม่รู้สึกอะไรกับแกเลย เราเป็นแค่เพื่อนร่วมโลกกันเท่านั้น หมดธุระแล้วหรือยัง ฉันจะได้ทำงาน”
พิณสุดาพยายามระงับความโกรธที่พุ่งขึ้นมาในใจ แล้วลุกเดินออกไป มธุรินถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

พอออกมาจากออฟฟิศมธุริน พิณสุดาก็แวะมาหากุเทพ พิณสุดาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ด้วยกิริยาอาการพยายามสงบเสงี่ยม
“ขอบคุณค่ะ ที่กรุณาให้พบ”
“คุณมีธุระอะไร”
พิณสุดาแกล้งบีบน้ำตา
“กิ๊บไปหาเดียร์มา พยายามง้องอนทุกอย่าง แต่นอกจากจะไม่ยอมคืนดีแล้ว เขายังพูดให้เจ็บใจอีก” กุเทพมองพิณสุดาด้วยสีหน้าแววตารู้ทัน พิณสุดาเปิดกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตา “ซึ่งก็สมควรแล้ว”
“สรุปว่า คุณจะให้ผมช่วยไกล่เกลี่ยให้”
“ก็ประมาณนั้นแหละค่ะ”
“กิ๊บ”
“ได้โปรดเห็นแก่ความสัมพันธ์ครั้งเก่าของเรา กุเทพช่วยกิ๊บด้วยเถอะนะคะ กิ๊บรู้สึกตัวแล้วจริงๆ”

กุเทพมองพิณสุดาอย่างเพ่งพิศ
ภายในร้านกาแฟหน้าออฟฟิศของเสี่ยศักดา ขณะนั้น พีระพล กับศิธา นั่งคุยกันอยู่ โดยที่พีระพลดูกระวนกระวาย มองนาฬิกาเป็นระยะ พลางบ่นขึ้น “ยังไม่มาอีก”
       
       “รถติดมั้ง” ศิธาบอก
       “นี่ถ้าไม่ใช่พี่นะ โก้เลิกคบไปแล้วยิ่งวันยิ่งประสาท”
       “มาแล้ว” ศิธาบอก พีระพลหันไปมองตาม ที่แท้ทั้งคู่กำลังรอพิณสุดาอยู่ ซึ่งกำลังเดินตรงมา
       “สำเร็จมั้ยพี่กิ๊บ” ศิธาถามถึงการไปง้อมธุริน และเล่นละครให้กุเทพดู
       “ไม่” พิณสุดาตอบ
       “แสดงว่า ไม่มีใครเขาเชื่อพี่กิ๊บแล้ว” พีระพลเยาะพี่สาว
       “เพราะแกนั่นแหละ” พิณสุดาโวยน้องชาย
       “ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก ถึงแม้จะเชย แต่ก็เป็นความจริง”ศิธาพยายามพูดให้กำลังใจ
       “แกจะให้ฉันตื้อใคร”
       “ก็แล้วแต่พี่กิ๊บ อยากตื้อใครก็ตื้อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ใจอ่อนเอง”
       
       ตอนเย็นวันเดียวกันนั้นที่บ้านของกานน เจ้าสัวทศกำลังแยกกล้วยไม้ลงกระถางใหม่ โดยมีอุษยาคอยเป็นผู้ช่วย
       “หน้านี้กล้วยไม้งามจังเลยนะคะ คุณพ่อ” อุษยาเอ่ยขึ้น
       “แกควรใช้เวลาอยู่กับดอกไม้เยอะๆ จิตใจจะได้ดีงามเหมือนดอกไม้”เจ้าสัวอดแขวะลูกสาวไม่ได้
       “เอาเชียว คุณพ่อนี่อดไม่ได้เลย หนูอยากรู้ว่าจิตใจหนูไม่ดีงามตรงไหน”
       “ก็ตรงที่ชอบเจ้ากี้เจ้าการ แขวะคนโน้นที คนนี้ที”
       ระหว่างนั้นกุเทพเดินเข้ามา พร้อมกับใช้มือปลดเนคไทด์ขณะพูด
       “คุณทวดกับคุณย่ามาสามัคคีปลูกต้นไม้กันที่นี่เอง”
       “ปลูกต้นไม้น่ะใช่ แต่สามัคคีน่ะไม่ใช่” เจ้าสัวทศบอกหลาน
       “ก็คุณพ่อชวนหนูทะเลาะตลอด นายกุ มากินของว่างกับย่าดีกว่า ย่าทำขนมปังหน้ากุ้งไว้ให้” อุษยาชวนกุเทพคนเดียว
       “แล้วคุณทวดล่ะครับ”
       “เชิญย่าหลานกันตามสบายเถอะ”
       
       กุเทพ กับอุษยา พากันเดินเข้าข้างในบ้าน ครู่ต่อมาย่ากับหลานก็มานั่งพร้อมอยู่ที่ห้องทานข้าว สาวใช้ยกขนมปังหน้ากุ้งมาวาง แล้วออกไป
       “น่ากินจัง” กุเทพบอก
       “นายกุ ย่าถามอะไรหน่อย ทำไมหมู่นี้หนูเดียร์กับหนูกิ๊บไม่ค่อยชวนกันมาที่นี่เลย”
       “เขาคงไม่ว่างกระมังครับ”
       “ไม่ใช่ มันต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่าง”
       อุษยาตั้งข้อสังเกต ขณะที่กุเทพกินขนมปังหน้ากุ้งอยู่เงียบๆ อุษยามองแล้วทำพูดไปเรื่อยๆ
       “บ้านช่องเราก็ใหญ่โตกว้างขวาง แต่คนอยู่ไม่กี่คน แถมมีคนแกขี้บ่นด้วย ถ้าหากมีลูกแก หรือลูกนายปลิวมาวิ่งเล่น.........”
       พออุษยาพูดถึงตรงนี้ กุเทพถึงกับสำลัก กระอักกระไอขึ้นมา
       “อ้าว เป็นอะไรไปล่ะ” อุษยาถาม
       “ขนมปังติดคอครับ ผมขอตัวก่อนนะครับคุณย่า” กุเทพพูด แล้วก็เดินออกไป
       “พูดถึงเรื่องแต่งานแต่งการที่ไร ต้องวงแตกทุกที แปลก”
       อุษยาบ่นตามหลัง
       
       ดุสิตเดินออกมาจากสถานพักฟื้นที่คิม ลี รักษาตัวอยู่ มาขึ้นรถ แต่ครั้นพอมองไปภายนอก ก็ชะงัก มีสีหน้าครุ่นคิด
       ที่แท้ดุสิตเห็นปิ๊คอัพน่าสงสัยคันหนึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ดุสิตจึงเปลี่ยนใจเดินกลับเข้าไปใหม่
       ขณะที่ภายในปิ๊คอัพคันนั้น ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น พิณสุดา ศิธา และพีระพล นั่นเอง ทั้ง 3 คนชะเง้อมองตามดุสิตที่เดินกลับเข้าไปข้างในอย่างแปลกใจ
       “มันกลับเข้าไปอีกทำไม” ศิธาเอ่ยขึ้น
       
       ดุสิตเดินกลับมาหยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หันไปพูดกับเจ้าหน้าที่
       “ขอโทษครับ”
       เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นเป็นดุสิต ที่คุ้นหน้ากันก็ยิ้มให้พลางถามขึ้น
       “มีอะไรหรือคะ”
       “ถ้านอกจากผม คุณกานน แล้วก็คุณม่านมัสลินแล้ว ห้ามใครเข้าเยี่ยมคุณคิม ลีเด็ดขาดนะครับ” ดุสิตเว้นระยะนิดนึงแล้วพูดต่อเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย “เพื่อความปลอดภัยน่ะครับ”
       “ค่ะ อ้อ! แล้วถ้าเป็นคุณป้าโรซ่าล่ะคะ”
       “ไม่ได้ครับ ไม่ได้เป็นอันขาด”
       ดุสิตย้ำ กล่าวขอบคุณแล้วเดินออกไป
       
       ภายในรถที่พิณสุดา พีระพล และศิธา ขณะนั้นทั้ง 3 คนมองไปเป็นจุดเดียวกัน
       “ออกมาแล้ว” พิณสุดาบอก
       “คุณป้าโรซ่าเตรียมตัวได้” พีระพลบอกให้พิณสุดาเตรียมตัวทันที
       ระหว่างนั้นดุสิตก็ขึ้นรถ แล้วขับออกไป ขณะที่ประตูรถปิ๊คอัพเปิดออก พิณสุดาในคราบคุณป้าโรซ่าก้าวลงมา แล้วข้ามถนน เข้าไปยังสถานพักฟื้น
       
       พอแฝงตัวเข้ามาด้านในได้แล้วพิณสุดา หรือคุณป้าโรซ่า ก็ตรงไปที่เค้าน์เตอร์ทันที เจ้าหน้าที่คนเดิมที่เคยรับรองเมื่อครั้งก่อนไหว้ทักทาย
       “คุณป้าโรซ่า”
       “จำป้าได้หรือลูก”
       “จำได้ซิคะ แต่วันนี้คุณดุสิตห้ามทุกคนเข้าเยี่ยมคุณคิมค่ะ”
       “ว้า แป็บเดียวก็ไม่ได้เรอะ”
       “ค่ะ เป็นคำสั่งเด็ดขาด หนูต้องขอโทษด้วยนะคะ”
       “ไม่เป็นไร หนูต้องทำตามคำสั่งญาติอยู่แล้ว”
       ป้าโรซ่า หรือพิณสุดา แกล้งเดินออกไปอย่างผิดหวัง รอจนเจ้าหน้าที่ทุกคนเผลอ ก็รีบเดินเข้าไปข้างในทันที
       
       พิณสุดาแกล้งเดินไม่รู้ไม่ชี้มาจนถึงหน้าห้องคิม ลี มองเข้าไปภายในห้องเห็นแม็กกี้ซึ่งกำลังอ่านหนังสือพิมพ์เฝ้าคิม ลี อยู่ เงยหน้ามามองพอดี
       พิณสุดายืนตัวแข็งไปครู่หนึ่ง รีบพูดขึ้น
       “ขอโทษค่ะ ฉันเข้าห้องผิด” พร้อมทำท่าจะเดินออกไป
       แม็กกี้ยืนขึ้นเรียกเอาไว้ “เดี๋ยวค่ะ”
       ป้าโรซ่า-พิณสุดา ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วค่อยๆ หันกลับมา
       แม็กกี้ยิ้มนิดๆ “ญาติคุณอยู่ห้องไหนคะ”
       “ก็คงอยู่แถวๆ นี้แหละค่ะ ขอตัวนะคะ”
       พิณสุดารีบเดินออกไป แม็กกี้มองตาม แล้วหันมามองคิม ลี ซึ่งขณะนั้นลืมตามองผู้เป็นแม่อยู่แล้ว
       
       เมื่อออกมาพ้นสถานพักฟื้นได้ พิณสุดารีบเปิดประตูขึ้นรถ พลางถอนใจเฮือก
       “เป็นอะไร” ศิธาและพีระพลถามขึ้นพร้อมๆ กัน
       “ฉันเจอผู้หญิงกลางคน คนหนึ่งอยู่กับไอ้คิม”
       “แม่ไอ้คิมเหรอ” พีระพลบอก
       “ก็ใช่น่ะซิ” ศิธาแทรกขึ้นมาเว้นนิดนึง พลางตั้งข้อสังเกตุ “ไหนเขาว่ากลับไปฮ่องกงแล้วไง”
       “รีบไปดีกว่า” พิณสุดาเร่งทั้งคู่ พีระพลรีบขับรถออกไป
       
       เวลาเดียวกันนั้นแม็กกี้โทรศัพท์จากห้องพักของคิมรายงานเรื่องกับดุสิต
       ทันที
       “ผมสังหรณ์ใจแล้วทีเดียว โชคดีที่คุณแม็กกี้อยู่”
       “พวกมันต้องคิดทำร้ายคิมอีกแน่”
       สีหน้าแววตาของแม็กกี้ระหว่างพูดโทรศัพท์ดูเหี้ยมๆ
       ดุสิตมาหากานนที่ออฟฟิศ ปรึกษาเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ กานนมีสีหน้าครุ่นคิดถามดุสิตขึ้น
       “คุณแม็กกี้จะกลับฮ่องกงเมื่อไหร่”
       “พรุ่งนี้ ทีแรกผมก็นึกว่าจะพาคิมไปด้วย แต่คุณแม็กกี้บอกว่า อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน เพราะเสี่ยศักดามีเครือข่ายทั้งที่นี่แล้วก็ที่ฮ่องกง”
       “ระวังอย่าให้มัสลินรู้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นละก็ คราวนี้ห้ามไม่หยุดแน่”
       กานนอดเป็นกังวลเรื่องม่านมัสลินขึ้นมาไม่ได้
       
       พิณสุดา พีระพล และศิธา รีบไปรายงานเหตุการณ์ที่ออฟฟิศเสี่ยศักดาทันที พอรู้เรื่อง ศักดาตบโต๊ะอย่างหงุดหงิดจนทุกคนสะดุ้งเฮือก
       ยกเว้นกำธร ซึ่งคุ้นเคยอาการนี้เป็นอย่างดี
       “ไอ้พวกโง่” เสี่ยศักดาด่ากราด เว้นระยะและใส่ต่อ “บอกแล้วจะทำอะไรให้ปรึกษาอั๊วก่อน” แต่ละคนทำตาปริบๆ
       “เล่นกับใครไม่เล่น ดันไปเล่นกับแม็กกี้” ศักดาพูด
       “แต่ผมสั่งดอกไม้ส่งไปเยี่ยมไอ้คิม ในนามของอาเตี่ยแล้ว ผมรอบคอบดีมั้ยครับ”
       แทนคำตอบเสี่ยศักดาตบหน้าศิธาเปรี้ยงด่าซ้ำ “ไอ้โง่ โง่ซ้ำโง่ซาก”
       ศิธาร้องลั่น ยกมือกุมแก้ม ขณะที่คนอื่นสะดุ้งอีกครั้ง ยกเว้นกำธรเช่นเคย
       “แน่ใจนะว่าดอกไม่ธรรมดา ไม่ใช่พวงหรีด” พิณสุดาแทรกขึ้นเยาะศิธา
       “พวงหรีดเรอะ” เสี่ยศักดามองศิธา พลางย่างสามขุมมาหาลูกชายตัวแสบอีก
       ศิธาโวย ปฏิเสธลั่น
       “เปล่า อาเตี่ย ผมสั่งดอกไม้”
       “แล้วไป” เสี่ยศักดาบอก ทุกคนโล่ง
       “คนนึงมือไว อีกคนปากไวพอกันเลย ทีหน้าทีหลังจะพูดอะไรกรุณาคิดก่อนนะพี่กิ๊บไม่งั้นผมจะโดนตบฟรี” ศิธาโวยใส่พิณสุดา
       “แกนั่นแหละต้องคิดก่อนทำ” ศักดายังหงุดหงิดพูดลากเสียง
       “เฮ้ย..ย นังแม็กกี้มันจะคิดยังไง”
       ศักดามีท่าทางอ่อนอกอ่อนใจ ขณะคนอื่นนิ่งเงียบ
       
       สิ่งที่ศักดาเป็นกังวลก็เป็นจริง เพราะในเวลาเดียวกันนั้นภายในห้องคิมลี ที่สถานพักฟื้นแม็กกี้กำลังใช้เท้าขยี้ดอกไม้เยี่ยมไข้ของศักดาจนแหลกด้วยสีหน้าดวงตาเหี้ยมโหด
       “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”ดุสิตงงๆ
       “ไอ้ศักดามันส่งดอกไม้มาให้” แม็กกี้บอก
       “แสดงว่า มันกล้าแสดงตัวแล้ว”
       “ฉันก็ส่งความปรารถนาดีไปให้มันเหมือนกัน”
       ยิ่งในสถานการณ์ยามนี้แม็กกี้ยิ่งดูเหี้ยมเกรียมยิ่งขึ้น
       
       พิณสุดาอยากหาอะไรทำ เพราะว่างจัดหลังขายหุ้นร้านเพชรทิ้ง กำลังอ้อนของงานจากเสี่ยศักดา
       “เสี่ยคะ เสี่ยมีงานให้กิ๊บทำมั้ยคะ” ศักดาหันมามองพลางพูด
       “มี! แต่ลื้ออาจจะไม่อยากทำ”
       “จะให้พี่กิ๊บเล่นหนังโป๊หรืออาเตี่ย” ศิธาพูดแหย่ขึ้น
       “ว้าย! ไม่เอานะคะ” พิณสุดาโลยลั่น
       “ทำไมล่ะ เงินดีนะพี่กิ๊บ” พีระพลพูดแบบล้อเลียนพี่สาวเล่นๆ แต่พิณสุดาไม่ขำ
       “ไอ้น้องบ้า”
       “อั๊วมีแผนละ” เสี่ยศักดาเอ่ยขึ้น ระหว่างนั้นก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ กำธรเดินไปเปิด ร้องถามลูกน้องออกไป
       “ว่าไง”
       “มีคนส่งของมาให้เสี่ย” ลูกน้องพูดแบบไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำนัก
       “เสี่ยครับ มีคนส่งของมาให้” กำธรหันมาบอกเสี่ยศักดา
       “อะไร”
       เสี่ยศักดาถาม พลางเดินออกมาดู ทุกคนตามมา
       เห็นคนส่งหรีด ถือหรีดพวงใหญ่ คาดผ้ามีตัวอักษรชัดเจนว่า “จากแม็กกี้”
       “มันประกาศสงครามแล้ว”
       เสี่ยศักดาพูดขึ้นเสียงเคร่ง ทุกคนนิ่งอึ้งตะลึงกัน
       
       ออกจากออฟฟิศเสี่ยศักดา พิณสุดา กับพีระพลก็มาบ้านทันที ทั้งสองพี่น้องเดินคุยกันเข้ามาในบ้าน
       “น่ากลัวว่ะ” พิณสุดาเอ่ยขึ้น
       “โก้ก็เสียวๆ เหมือนกัน เห็นเขาว่ายัยแม็กกี้นี่ร้ายพอๆ กับเสี่ยศักดาเลย” พีระพลพูดแบบแหยงๆ
       “ฉันหมายถึงแผนกซีดีเถื่อน ที่เขาจะขยายสาขาให้เราคุม”
       “เฮ้ย เสี่ยเขากว้างขวาง เครือข่ายอิทธิพลเยอะ แต่พี่กิ๊บจะไม่ทำก็ได้”
       พิณสุดายังเป็นกังวลขณะนั่งคิด “ฉันยังกลัวๆ กล้าๆ เฮ้อ! กำไรดีกว่าขายเพชร แต่ก็เสี่ยงกว่าเยอะ”
       “นี่เสี่ยเขาก็สั่งพวกสินค้าก๊อปแบรนด์เนมมาอีก ขายดีสุดๆ ขอบอก”
       พิณสุดานั่งคิดครู่หนึ่ง “ฉันต้องคิดดูก่อน”
       “ตามใจ”
       พูดแค่นั้นพีระพลก็เดินขึ้นบ้านไป
       กิ๊บยังสีหน้ากังวลปนสังหรณ์ใจ ตะโกนเรียกน้องชาย “ไอ้โก้
       พีระพลหันมามองเลิกคิ้ว “what?”
       “แกเอาของพวกนั้นมาไว้ที่บ้านบ้างหรือเปล่า”
       พีระพลไม่ตอบ แต่หัวเราะร่วน เดินขึ้นไป
       พิณสุดาโวยลั่น “โก้ ไอ้โก้! เอาออกไปให้หมดเชียวนะ ฉันไม่อยากติดคุกไปกับแกด้วย ไอ้โก้”!
       น้องชายแสบไม่สนใจ พิณสุดา วิ่งไปตะโกนขู่ตรงบันได
       “ถ้าไม่เอาออกไป ฉันจะเผาให้หมด”
       
       อีกด้านหนึ่งที่ร้านของเกวลิน ขณะนั้นเกวลินนั่งคุยกับศิธาพลางปอกผลไม้ป้อนเขาไปด้วย
       “เฮ้อ มีความสุขจัง”
       เกวลินบอกอย่างมีความสุข
       “ผมก็เหมือนกัน”
       “ถ้ามีความสุขอย่างนี้ เราแต่งงานกันเลยดีมั้ย จะได้ไม่ต้องแยกกันอีก”
       “พูดเป็นเล่น ศิธายังไม่มีอะไรเลย”
       “มีเก๋ไง แค่นี้ไม่พอเหรอ”
       ศิธาทำหน้าขรึมลง
       “ศิธาเป็นผู้ชายนะ”
       “อาเตี่ยของศิธารวยจะตาย”
       “ผมไม่ต้องการเงินของเตี่ย มันไม่น่าภูมิใจ ผมอยากสร้างฐานะเองไม่อยากโดนนินทา ได้ดีเพราะพ่อรวย เมียรวย”
       “งั้นอีกกี่ปีเราถึงจะได้แต่งงานกัน”
       “เก๋กำลังดูถูกผม”
       ศิธาเดินออกไปทันทีจนเกวลินตกใจ
       “ศิธา”
       “ไม่ต้องตามมา”
       เกวลินชะงัก ยืนนิ่งตรงนั้น
       ศิธาเดินเข้ามาในบ้านพิณสุดา ขณะที่พีระพลนอนดูทีวีอยู่บนโซฟา
       “เบื่อนังเก๋เหลือเกิน”
       “เพิ่งรู้สึกเรอะ โก้น่ะนึกว่าศิธาเริ่มจะปลื้มมันซะอีก”
       “มันชวนศิธาแต่งงาน”
       “แม่เจ้า”
       “สงสัยว่าจะต้องเลิกกับมันแล้ว”
       “ขออนุโมทนา ว่าแต่ไม่เสียดายเงินของมันแล้วเรอะ”
       “ก็ยังกังวลอยู่นี่แหละ” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ศิธาหยิบขึ้นมาดู “นังเก๋” ศิธาปิดมือถือทันที “ขี้เกียจรับ”
       เกวลินพยายามโทรหาศิธาอีกแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ
       “ทำไมศิธาถึงต้องโกรธเก๋ถึงขนาดนี้”
       เกวลินนั่งน้ำตาไหล จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเกวลินผวาหยิบด้วยความตื่นเต้น แต่พอเห็นชื่อแล้วก็ทำหน้าผิดหวังสุดๆ
       “ไอ้คนที่อยากให้โทรก็ไม่โทร ไอ้คนที่ไม่อยากให้โทร ก็ดันโทร” เกวลินกดรับโทรศัพท์อย่างเซ็งๆ “ว่าไง ดุสิต”
       “ผมอยู่หน้าร้านคุณ อยากจะลองเปลี่ยนสถานที่บ้างไหม”
       เกวลินนิ่งคิดก่อนจะทำตามที่ดุสิตแนะนำ
       ดุสิตนั่งอยู่บนม้ายาวใต้ร่มไม้ใหญ่ร่มรื่น หันหลังให้เกวลิน เกวลินเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ
       “วันๆ อยู่แต่ในร้าน ไม่อึดอัดบ้างหรือ”
       “อึดอัดมาก”
       “เจอมัสลินบ้างหรือเปล่า”
       “ไม่ แล้วก็คงไม่เจอแล้ว”
       ดุสิตหันมามองเกวลิน
       “ฉันเสียดายความเป็นเพื่อนของแกกับมัสลิน เขารักแกมากนะ ไม่เคยคิดทำร้ายแกเหมือนบางคน”
       “ถ้าขืนพูดยังงี้อีก ฉันจะโกรธแก เหมือนโกรธมัส”
       “ก็ตามใจ ถ้าแกคิดว่าไอ้ผู้ชายเลวๆ นั้นมีค่ามากว่าเพื่อนๆ ที่รักและหวังดีกับแก ก็ตามใจ”
       ดุสิตลุกเดินออกไป เกวลินลุกตาม
       “ทำไมทุกคนถึงต้องรุมกันเกลียดศิธาด้วย”
       ดุสิตหยุดเดิน หันกลับมา
       “ก็เพราะทุกคนที่แกว่าเขารักแกไง”
       ดุสิตเดินจากไป เกวลินมองตามนิ่งอึ้ง
       
       ภายในห้องนอน มธุรินครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนเตียง ภาพเหตุการณ์หลากหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตเธอผูดขึ้นมาเป็นระยะ มธุรินจ่อมจมอยู่ในห้วงความคิดตัวเอง ภาพเหตุการณ์ที่กุเทพมาต่อว่าซ้อนตามมาด้วยภาพที่มธุรินกับพิณสุดาตบตีกัน สาวตบกัน
       ภาพเหล่านั้นเลือนหาย มธุรินสูดลมหายใจยาว
       
       วันต่อมาเกวลินกำลังกดโทรศัพท์ สัญญาณดังขึ้น แต่ไม่มีใครรับ เกวลินกดอีก คราวนี้โทรศัพท์ถูกปิดเสียง
       “ศิธา ทำไมไม่รับโทรศัพท์” เกวลินเดินกลับไปกลับมาอย่างครุ่นคิด
       ขณะนั้นก็มีเสียงสัญญาณข้อความดังขึ้น เกวลินรีบเดินมาเปิดดู เป็นข้อความจากศิธาว่า
       ”ไม่ต้องโทรมาอีก”
       เกวลินมองข้อความนั้น อย่างตกตะลึงด้วยคิดไม่ถึง
       เกินกว่าจะทำใจยอมรับได้ ไม่นานหลังจากนั้น เกวลินจึงพาตัวเองมายืนอยู่ที่หน้าบ้านศักดา เพื่อถามจากปากศิธาเจ้าของข้อความ
       เกวลินเดินมากดกริ่งประตู พลางชะเง้อมองเข้าไปด้านในบ้าน ครู่หนึ่งคนงานเดินมาเปิดประตูหน้าหงิก
       “ฉันมาหาคุณศิธา อยู่มั้ยจ๊ะ”
       คนงานพูดลอยหน้าลอยตา
       “ไม่อยู่จ้ะ คุณศิธาไปอเมริกา”
       เกวลินกัดปากตัวเองแน่น ขณะมองคนงานที่ปิดประตูใส่หน้า
       
       เกวลินไม่ยอมจบเท่านั้น เธอพุ่งตรงมาที่หน้าออฟฟิศศักดา
       เกวลินขับรถเข้ามาจอด แล้วเปิดประตูเดินไปหายาม
       “คุณศิธามาทำงานหรือเปล่าจ๊ะ”
       “คุณศิธาไปฮ่องกงครับ” ยามบอกไม่ตรงคนงานที่บ้าน
       “อ้าว! เมื่อกี้ไปที่บ้าน คนงานบอกว่าไปอเมริกา”
       “อ๋อ...อ..อ คงไปอเมริกาก่อนถึงแล้วเลยไปฮ่องกง” ยามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
       เกวลินโมโห “นี่เธอ.. พูดยังกับจากลาดพร้าวไปรามคำแหงแน่ะ”
       ขณะที่เกวลินกำลังซักไซ้ยามอยู่นั้น เป็นเวลาเดียวกับที่พีระพลขับรถมายังที่จอดรถพอดี เกวลินเห็น มองตาม ตรงไปที่รถพีระพลทันที
       พีระพลหันมาเห็นเช่นกันสะดุ้ง “โอ้ย!! ซวยแล้ว” ก่อนจะเปิดประตู ก้าวลงมา ตีหน้าซีดๆ
       “หาใครฮะ พี่เก๋”
       “ศิธาอยู่หรือเปล่า”
       “ตายแล้ว! พี่เก๋ไม่รู้หรือนี่ ศิธาไปสิงคโปร์” เกย์แสบตอแหล
       เกวลินกัดฟัน “ไปสิงคโปร์เรอะ วันเดียวไปมัน 3 ประเทศเลย”
       พูดแค่นั้นเกวลินก็เดินเข้าไปใน ออฟฟิศท่ามกลางความตกใจของทุกคน
       พีระพลได้สติรีบตาม
       “เดี๋ยวพี่เก๋ ใครใช้ให้หล่อนเข้าไปยะ”
       
       ศิธายืนหันหลังอยู่ กำลังหัวเราะคิกคักกับหนุ่มๆ เกวลินเดินเข้ามา ตามด้วยพีระพล ซึ่งหน้าตาตื่น ตามเข้ามา
       “ศิธา” เกวลินตวาดลั่น
       ทุกคนหันมามอง หน้าตาตื่นไปตามๆ กัน
       “เก๋” ศิธาหน้าเจื่อนเล็กๆ
       “เพิ่งกลับจากอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์เรอะ” เกวลินเย้ย
       ศิธาพอตั้งตั้งสติได้รีบตอบออกไป “ใช่!”
       “ทำไมต้องโกหกเก๋”
       “เพราะฉันต้องการเลิกกับเธอ” คราวนี้ศิธาพูดเสียงดัง และ
       เก๋เป็นฝ่ายตกใจบ้าง “ศิธา!”
       “กลับไปได้แล้ว ขอให้รู้ไว้ด้วยว่า ฉันไม่เคยรักแกเลย นังหน้าโง่”
       เกวลินกำมือแน่นถามออกไป “แล้วที่ผ่านมาล่ะ”
       “แกก็ถูกหลอกไง”
       เกวลินโกรธจัด คว้าแจกันใกล้มือปาใส่ศิธาทันที โดนไปเต็มๆ
       “โอ๊ย!” ศิธาร้องพลางเอามือที่กุมหัวออก มือศิธาเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดๆ
       ศิธาโกรธจัด “นังเก๋”
       เข้าไปตบเกวลินเปรี้ยง เกวลินซวนเซไปร้องลั่น
       ศิธาตบซ้ำอีกเปรี้ยง เกวลินเซไปอีกมุม ยกมือกุมใบหน้า
       ศิธาชี้หน้า “ออกไปไม่งั้นฉันจะให้ทุกคนในนี้ช่วยกันรุมยำแก”
       
       เกวลินวิ่งเปะปะออกไปด้วยความตระหนก หวาดกลัว ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกๆ คน
      


อ่านต่อหน้า 3






โปรดติดตามอ่าน "ในรอยรัก" ตอนอวสาน
วันนี้ (เสาร์ 15 ตุลาคม 2554)
...................................................................................................
 
ในรอยรัก
ตอนที่ 29 ต่อ 2

เกวลินเดินแกมวิ่งน้ำตาไหลพรากมาที่รถ รีบขึ้นไปนั่ง มือไม้เกวลินสั่นเทาขณะสตาร์ทรถแล่นออกไป ขณะเดียวกันนั้นพีระพลก็ตบมือชมศิธาคู่ขา อย่างสะใจ

“เก่งมาก! เก่งมาก! ขอกด like ให้เลย”
“รำคาญมานานแล้ว โอ๊ย! วันนี้ต้องเลี้ยงฉลองหน่อย” ศิธาบอก
“ถ้าเผื่อมันไม่ยอมเลิกล่ะ นังคนนี้ยิ่งตื้อเก่งอยู่ด้วย” พีระพลถาม
“ถ้าไม่เลิกเรอะ”
“ใช่!”
“ศิธาก็จะตบให้แก้มชาไปเลย”
เป็นคำตอบที่สะใจ ถูกใจพีระพลอย่างที่สุด

เกวลินกลับมาถึงร้านก็เดินก้มหน้าก้มตาเข้ามาในร้าน ท่ามกลางสายตาแปลกใจ
ของทุกๆคน เกวลินเดินเลยเข้าไปข้างใน
ลูกค้ากระซิบเบาๆ “she เป็นอะไร”
ลูกค้าอีกคนกระซิบเบาๆ เม้าท์กลับ “ทะเลาะกับแฟน อีแบบนี้ทะเลาะกับแฟนแน่ๆ”
ทุกคนพยักพเยิดกัน

ระหว่างนั้นเกวลินนอนร้องไห้เงียบๆ อยู่บนเตียง ภาพเหตุการณ์ทั้งที่ดุสิต และม่านมัสลิน เคยมาเตือนด้วยความหวังดีผุดเข้ามาในห้วงความคิด ภาพเหล่านั้นค่อยๆ เลือนหาย เกวลินสะอึกสะอื้นตัวโยน อย่างเสียใจ

..............................................................................
เช้าวันใหม่ ที่บ้านม่านมุก จิรดาเดินเข้ามาในบ้าน ขณะที่พัดเดินไปเปิดประตูให้พร้อมกับรายงานสถานการณ์ในบ้าน
“คุณม่านมุกกำลังนั่งสวดมนต์อยู่ค่ะ เดี๋ยวก็คงเสร็จแล้ว”
จิรดาทรุดตัวลงนั่ง พูดกับพัดแบบซีเรียส
“พัด ฉันจะถามอะไรอย่างนึง พัดต้องตอบความจริงนะ
พัดแปลกใจจึงลดเสียงเป็นกระซิบกระซาบ “เป็นความลับหรือคะ”
แป้นซึ่งมองมาขณะถูบ้านอยู่ รีบคลานเข้ามาร่วมวง
“ขอแป้นฟังด้วยคนได้ไหมคะ” แป้นกระซิบ
“เมื่อวาน คุณมัสมาถึง แล้วไปในครัวเลย หรือว่าขึ้นไปข้างบนก่อน”
พัดกับแป้นหันมองหน้ากัน
“แกอยากโดนด่ามั้ย” จิรดาแหวขึ้นมา
พัดพูดอ้อมแอ้ม “คือ คุณมัสสั่งว่า ถ้ามีใครถามให้บอกว่า เธอเข้ามาในครัวเลยค่ะ”

จิรดาได้ฟังก็นิ่งคิด นัยน์ตามีแววกังวลฉายชัด

ครู่ต่อมาหลังจากไหว้พระเสร็จเรียบร้อยม่านมุกเดินมาทรุดตัวลงนั่งในสวน ขณะจิรดาเดินตามด้วยสีหน้ากังวลอยู่เช่นเดิม
“แม่ว่ายัยมัสคงไม่ทันฟังละเอียดหรอก เพราะเราไม่ได้พูดกันเสียงดัง อีกอย่างก็ไม่ได้เอ่ยชื่อด้วย” ม่านมุกปลอบลูกสาว
“งั้นทำไมเขาซึมๆ ล่ะคะ” จิรดาตั้งข้อสังเกตุขึ้นมา
“แหม! แล้วแกจะให้เขาเต้นแรงเต้นกาหรือไง อีกอย่าง ยัยมัสกลับมาหนื่อยๆ”
จิรดาได้ฟังแม่ว่าก็ถอนใจ
ม่านมุกมองเขม็งพูดแทงใจดำจิรดาขึ้น
“เป็นอะไรไปล่ะ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นแกต้องมาคิดมากคิดมายอะไร ยัยมัสได้ยินหรือไม่ได้ยิน จะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง แกก็ไม่แคร์อยู่แล้ว เพราะแกไม่ได้รักใคร่ใยดีอะไรมันนักไม่ใช่เรอะ”
จิรดากัดปากตัวเอง น้ำตาเริ่มจะชื้นออกมา จนต้องกระพริบตาถี่ๆ ข่มความรู้สึกนั้น
“แต่หากกังวลว่า ถ้ามัสรู้แล้วจะไม่รักแก จะไม่ทำมาหากินเลี้ยงแกล่ะก็ สบายใจได้ว่ายัยมัสไม่ใช่คนแบบนั้น เด็กนั่นทั้งรักทั้งกตัญญูกับแกมากเสียจนฉันแปลกใจ เพราะแกไม่เคยหยิบยื่นความรัก ความเมตตาให้เขาเลย”
คราวนี้จิรดาถึงกับน้ำตาร่วง
“แม่คิดว่าหนูไร้หัวใจ ถึงขนาดนั้นเชียวหรือคะ”
“ก็เท่าที่เห็นมันเป็นยังงั้นนี่ เราพูดถึงเรื่องนี้ก็ดีแล้ว”
ม่านมุกพูดพลางเดินไปไขกุญแจลิ้นชักเปิดออก หยิบซองพลาสติกใส่โฉนดบ้านออกมา จิรดามองตาม จนกระทั่งม่านเดินมาส่งให้
“โฉนดบ้านแก มัสลินไปไถ่มา แล้วฝากไว้กับฉัน รับไปซิ”
จิรดารับโฉนดมาถือไว้ มือไม้สั่นระริก
“เขาใช้น้ำพักน้ำแรงของตัวเอง” ม่านมุกเอ่ยขึ้น
จิรดากล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไป
“หนูเป็นของหนูแบบนี้ แม่เลี้ยงหนูมาให้เข้มแข็ง แต่มันเลยเถิดไปจนแข็งกระด้าง หนูรักแม่ หนูก็รักในแบบของหนู หนูรักลูก หนูก็รักในแบบของหนูเหมือนกัน”
สีหน้าของทั้ง 2 คน แม่ลูกเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ

จิรดาเดินเข้ามาบ้านของตัวเอง ติดตามมาด้วยแป้นที่ช่วยถือของ
“มัสกลับมานานหรือยัง”
“สักครึ่งชั่วโมงได้ค่ะ” แป้นบอก จิรดาเดินไปที่บันได
“คุณดาไม่ดูทีวีหรือคะ กำลังสนุ้ก สนุก
“แกสนุกกันไป 2 คนเถอะ”
แล้วจิรดาก็เดินขึ้นข้างบนไป

ขณะนั้นม่านมัสลินนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนเตียง สีหน้าท่าทางเหมือนกำลังใช้
ความคิดอย่างหนัก
“มัสลินหลับหรือยัง” เสียงจิรดาร้องเรียกขึ้นจากประตู
“ยังค่ะ เข้ามาซิค่ะแม่”
จิรดาเปิดประตู เดินเข้ามา แล้วยืนพิงมองพลางเอ่ยถามขึ้น
“ปิดกล้องละครทั้งที แกไม่ไปเลี้ยงฉลองกับเขาเรอะ”
“มัสอยู่แป๊บเดียวเองค่ะ รู้สึกไม่สบาย”
“นั่นซิ ฉันดูท่าทางแกพิลึกๆ”
“แม่ห่วงมัสบ้างไหม”
“ถามทำไม”
“มัสรู้ว่าแม่จะบอกว่าไม่ ใช่มั้ยล่ะ แต่ไม่เป็นไร เพราะมัสรักแม่”
จิรดาได้ยินก็อึ้งไป
“ฉันไม่เคยดีกับแกเลย ฉันด่าแก ฉัน...”
ม่านมัสลินยิ้มแล้วพูดขึ้น
“แม่บอกว่ามัสไม่ใช่ลูก พ่ออุ้มมัสมาจากไหนก็ไม่รู้มาให้แม่เลี้ยง มัสจำได้”
จิรดามองม่านมัสลิน สีหน้าซึมเศร้า ม่านมัสลินพูดต่อไป
“ยิ่งถ้าเป็นอย่างนั้น มัสก็ยิ่งรักแม่มากขึ้นที่แม่อุตส่าห์เลี้ยงมัสมาจนโต ให้มัสกินอิ่มนอนหลับ แค่นี้มัสก็พอใจแล้ว มัสรู้ว่าแม่รักมัสในแบบของแม่”
“แกไม่เคยโกรธฉันเลยหรือ” จิรดาถาม
“มัสน้อยใจ แต่ไม่เคยโกรธแม่” ม่านมัสลินเว้นระยะนิดนึงก่อนจะพูดต่อ “เพียงแต่หวังว่าวันหนึ่ง....”
“อะไร” จิรดาถามออกไป
“มัสแค่หวังว่าวันหนึ่ง แม่คงจะรักมัสบ้าง ไม่ต้องมากหรอก สักนิดก็ยังดี และถ้าเป็นไปได้ มัสอยากให้แม่กอดมัส แกล้งกอดก็ได้ตอนนั้นมัสคงรู้สึกดีมากๆเลย

จิรดาพยายามอย่างหนักกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาครู่ต่อมาจิรดาเดินเข้ามาในห้องนอนตัวเอง แล้วยืนพิงประตู ปล่อยให้น้ำตาไหลพราก

ขณะที่มธุรินเดินเข้ามาในห้องทำงานที่ออฟฟิศ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
มธุรินมองอย่างลังเลแล้วจึงรับ “มีธุระอะไรหรือคะ คุณกุเทพ”
กุเทพเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในห้องทำงานด้วยท่าทางสบายๆ
“กลางวันนี้มีนัดหรือยังครับ”
“มีแล้วค่ะ” มธุรินตอบทันทีทันใด
กุเทพรู้ทัน “งั้นแสดงว่ายังไม่มี”
มธุรินหงุดหงิด
“จะมีหรือไม่มี ฉันก็ไม่ไปกับคุณแน่”
“แล้วใครบอกล่ะว่าผมจะไปกับคุณ”
มธุรินเจอมุกกุเทพทั้งงง ทั้งฉุน “คุณ!” พยายามตั้งสติ “แล้วคุณโทรมาทำไม”
“โทรมาบอกว่า คุณอย่าไปอาลัยใยดีอาปลิวเขาเลย”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย”
“ผมสงสารคุณ!” กุเทพเยาะ
“บ้า!”
มธุรินปิดโทรศัพท์ลง แล้วหันรีหันขวางด้วยความโกรธจัด!

เจ้าสัวทศกำลังฉีดน้ำฝอยๆ เล็กๆ บริเวณรังกล้วยไม้ กุเทพเดินเข้ามาหลังจากภารกิจกวนประสาทมธุรินจบลง กุเทพมาแปลกแนว เพราะเดินดูกล้วยไม้อย่างสนใจ
“กล้วยไม้คุณทวดสวยจัง”
“นึกยังไงถึงได้สนใจกล้วยไม้ของทวดขึ้นมา”
กุเทพยืนนิ่งเหมือนจะตัดสินใจ
เจ้าสัวทศพูดไปเรื่อยๆ รู้ทันความคิดหลานชาย
“ผู้ชายหนุ่มๆ เวลาทำหน้าอย่างนี้ไม่มีเรื่องอะไรหรอกนอกจากเรื่องผู้หญิง”
“คุณทวดครับ ถ้าหากเราเกิดไปจีบผู้หญิงที่เคยเป็นแฟน ญาติค่อนข้างสนิทนี่จะผิดไหมครับ”
เจ้าสัวทศฟังแล้วเอามือลูบคาง

“อืม...มันก็พูดลำบากแฮะ ถ้าจะว่าผิดมั้ย มันก็ไม่ผิด ใช่แล้ว มันอยู่ที่อาจจะตะขิดตะขวงใจบ้างตอนแรกๆ”
กุเทพนิ่งฟังด้วยความตั้งใจ
“มันเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาส ถ้าหากผู้หญิงคนนั้นเขามีใจกับเรา น่ะนะ...เออ...แล้วหนูเดียร์เขาชอบแกหรือเปล่าล่ะ”
กุเทพหลงกล “นี่ซิครับที่ผมไม่แน่ใจ”
กุเทพสะดุ้งเมื่อรู้สึกตัว “คุณทวด!”
เจ้าสัวทศหัวเราะชอบอกชอบใจ “อย่านึกว่าทวดไม่รู้นะ” เจ้าสัวทศนิ่งคิดครู่หนึ่ง
“แต่เท่าที่ดู เจ้าปลิวมันก็ปลิวจากหนูเดียร์ไปแล้วล่ะ”
กุเทพสีหน้ายังยุ่งยากใจ
“แต่เรื่องนี้ห้ามไปปรึกษานังย่าอุษของแกเชียวนะ มันยิ่งเป็นพวกเคร่งครัดศีลธรรมอยู่”
“หมายความว่าเรื่องนี้ผิดศีลธรรมหรือครับ”
“เฮ้ย! ไม่ผิด! ไม่ผิด!” เว้นวรรคนิดนึง แล้วเจ้าสัวทศก็พูดจริงจังขึ้น แต่เจือเต็มไปด้วยความเมตตา
“ก็ลองศึกษากันไป ถ้าเรารักเขา แล้วเขาก็รักเรามันก็ happy ending ทวดน่ะสนับสนุนให้คนที่รักกันได้สมหวัง ได้อยู่ด้วยกันเพราะการพลัดพรากจากกันทั้งๆ ที่ยังรัก นี่มันทรมานใจที่สุด”
สีหน้าของเจ้าสัวทศเวลาพูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็เศร้าลงอย่างชัดเจน
...................................................................................................................................

ขณะที่มธุรินเดินออกจากอาคารออฟฟิศจะตรงไปยังที่จอดรถ ขณะนั้นเองพิณสุดาก็เดินมาขวางไว้ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
มธุรินชะงักนิดนึง “กิ๊บ!”
พิณสุดาพูดเสียงดัง “จะแย่งแฟนเพื่อน ก็เลยหาเรื่องเลิกคบใช่มั้ย!” ว่าพลางยิ้มเยาะแล้วพูด “ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้”
มธุรินรีบเดินเลี่ยงไป เมื่อเห็นว่าคนอื่นเริ่มมองมา
พิณสุดดายังพูดเสียงดังอย่างเดิม
“อ้าว! จะไปไหนล่ะ ฉันมาดีนะ จะมายกแฟนให้แกไง”
มธุรินจะกดรีโมทรถ แต่พิณสุดาเข้ามาขวาง
“เอามั้ย! ฉันจะยกให้!” พิณสุดาเยาะ
“ฉันจะกลับแล้ว หลีกไป”
“ฉันอุตส่าห์มาหาทั้งที คุยกันก่อนซิ ได้ข่าวว่าแกนอนกับแฟนฉันเรียบร้อยแล้ว จริงมั้ย!” พิณสุดาโพล่งขึ้นมา
มธุรินอายจนแทบแทรกแผ่นดิน “กิ๊บ!”
“กุเทพเขาเล่าให้ฉันฟังเอง”
มธุรินสุดจะทน ผลักพิณสุดาจนเสียหลักล้มลง แล้วรีบไปขึ้นรถ
“แกผลักฉัน” พิณสุดาตะโกนขึ้น
มธุรินรีบขับรถออกไปขณะที่พิณุสดามองตามอย่างสะใจ

ในระหว่างที่กุเทพ กับเจ้าสัวทศกำลังคุยกันถึงเรื่องกล้วยไม้ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กุเทพหยิบขึ้นมาดู พอเห็นชื่อ “Dear” นัยน์ตาเป็นประกายขึ้นแว่บหนึ่ง เจ้าสัวทศมองพลางหัวเราะหึๆ
“ฮัลโหล!” กุเทพเดินห่างออกไป
เจ้าสัวทศชำเลืองมองแว่บหนึ่งแล้วส่ายหน้า
“ได้ ผมจะไปเดี๋ยวนี้” กุเทพรีบเดินออกไป
“เชื่อสัญชาติญาณตัวเองนะ เจ้ากุ!”

เจ้าสัวทศตะโกนบอกหลานไล่หลัง
 
            กุเทพมาหามธุรินที่บ้านตามที่รับปาก กุเทพเดินเข้ามาด้วยท่าทางลังเลนิดๆ เหลียวซ้ายแลขวาแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นมธุรินยืนกอดอกมองมา เหมือนกับว่ารอเขาอยู่ก่อนแล้ว        
 
            “อ้อ อยู่นี่เอง”
            “เมื่อกี้กิ๊บไปที่ออฟฟิศฉัน”
            “ผมนึกว่าพวกคุณเลิกคบกันไปแล้ว”
            “ก็เพราะคุณนั่นแหละ เขาไปประจานฉันกับคุณ เฮ้อ!”
            “เอาละ ผมเข้าใจแล้ว” กุเทพพอจะลำดับเรื่องราวออก
            “เข้าใจก็ดี เพราะฉันต้องการให้คุณไปบอกเขาว่า อย่ามายุ่งกับฉันอีก เพราะฉันไม่มีอะไรกับคุณ”
            “แต่จริงๆ แล้วมันมี” กุเทพสวนกลับทันที
            “ไม่มี!”
            “คุณต้องยอมรับความจริง”
            “ไม่มี”
            มธุรินบอกเสียงดังลั่นจนกุเทพสะดุ้ง ขณะที่แววได้ยินเสียงคนทะเลาะกันจึงโผล่มาดู พลางถามมธุรินขึ้น
            “มีอะไรหรือคะ”
            “เปล่าจ้ะ ไม่มี! ไปทำงานต่อเถอะ”
            “ค่ะ”
            “เดียร์ เรามาพูดความจริงกันดีกว่า เพราะเราก็รู้เท่าๆ กันว่า มีอะไรเกิดขึ้น”
            “เชิญคุณกลับไปได้แล้ว”
            “แต่คุณเชิญผมมา”
            “เชิญมาก็เชิญกลับได้”
            “เดียร์”
            “กลับไปบอกแฟนคุณ”
            “อดีตแฟน”
            “จะอดีตหรือปัจจุบันแฟนก็ช่าง กลับไปบอกเขาว่าอย่ามายุ่งกับฉันอีก”
            มธุรินบอกด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว
 
 
            กุเทพตัดสินใจมาหาพิณสุดาที่บ้าน พิณสุดาออกอาการกระตือรือร้น ควงแขนกุเทพเข้ามานั่ง
            “กุเทพ! กิ๊บดีใจที่สุดเลยที่คุณมา เชิญนั่งค่ะ รอเดี๋ยวนะคะ กิ๊บจะไปเอาชามาให้ กิ๊บจำได้ว่าคุณชอบชา”
            “ไม่ต้อง เพราะเดี๋ยวผมก็กลับแล้ว” กุเทพบอก
            “ไม่ได้ค่ะ”
            พิณสุดาลุกขึ้น กุเทพจับแขนเธอไว้อย่างหงุดหงิด
            “ไม่ต้อง!”
            พิณสุดาถือโอกาสที่กุเทพเผลอ ล้มตัวลงบนตักแล้วโอบคอเขาไว้
            “ว้าย!” กุเทพหายจากตกตะลึง รีบจับพิณสุดาออกจากตัก แล้วลุกขึ้น
            “ดูทำเข้าซิ กิ๊บมันไม่สวยไม่ดีตรงไหน”
            “ผมจะมาบอกว่า ห้ามไปวุ่นวายกับเดียร์อีก”
            “อุตส่าห์ไปฟ้องคุณ”
            “จำไว้ว่าอย่าไประรานเขาอีกเด็ดขาด”
            กุเทพเดินออกไป
            “กุเทพ กลับมาเดี๋ยวนี้” พิณสุดาน้ำตาคลอเมื่อเรียกเท่าไหร่กุเทพไม่ยอมกลับเข้ามา
            “ไอ้กุเทพ”
            พิณสุดาแค้นใจสุดๆ
 
            บัวบงกชเดินเข้ามาในบ้าน แววเดินมารับถุงข้าวของต่างๆ ไป
            “คุณเดียร์กลับมานานแล้วหรือยัง”
            “ก็สักครู่ใหญ่ๆ แล้วละค่ะ เฮ้อ…ทะเลาะกับคุณกิ๊บด้วย” แววรายงาน
            “กิ๊บมาหรือ”
            “ค่ะ”
            บัวบงกชเดินขึ้นข้างบน
            บัวบงกชมาหามธุรินที่ห้องเพื่อถามเรื่องพิณสุดาแต่มธุรินทำเหมือนไม่ใส่ใจ
            “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แววก็ขี้ฟ้องไปได้”
            “เดียร์ ลูกทะเลาะกับกิ๊บเรื่องเดิมใช่ไหม”
            “ค่ะ”
            “แปลก! ทำไมอยู่ดีๆ กิ๊บถึงได้คิดว่าเดียร์จะแย่งกุเทพ หรือว่ากุเทพเกิดมาชอบลูก”
            คำถามนี้ทำให้มธุรินถึงกับสะดุ้ง
            “อุ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ เรื่องอะไรเขาจะมาชอบเดียร์”
            “แล้วเรื่องเดียร์ กานน...”
            “อย่าไปพูดถึงเขาเลยค่ะ แต่ถ้าอยากรู้เรื่อง คุณแม่ก็ไปถามมัสลินลูกสาวคุณโปรดของคุณแม่ดู”
            “ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะลูก”
            “ไม่ทราบหรือค่ะ เห็นคุณแม่รักใคร่เอ็นดูมันมากนี่”
            บัวบงกชเดินออกไปจากห้อง ปิดประตูเบาๆ ระหว่างนั้นมธุรินปัดหนังสือตกจากโต๊ะอย่างหงุดหงิด
 
            บัวบงกชยืนอยู่หน้าห้อง หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งราวกับจะสงบใจ แล้วจึงเดินลงข้างล่าง บัวบงกชเดินเข้ามาในห้องทำงานทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง บัวบงกชน้ำตาไหล ด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจแต่ไม่อาจระบายออกมาได้
            “ไม่ไหวแล้ว ฉันทนเก็บไว้ไม่ไหวแล้ว”
            บัวบงกชหยิบโทรศัพท์จะโทร แต่เสียงประตูดังขึ้นเบาๆ
            “ใคร”
            “เดียร์เองค่ะ”
            บัวบงกชรีบหยิบทิชชู่มาเช็ดน้ำตา
            “มีอะไรหรือลูก”
            “ขอเดียร์เข้าไปหน่อยได้ไหมค่ะ”
            บัวบงกชเช็ดน้ำตา แล้วเดินไปเปิดล็อค ก่อนจะเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งที่เดิม มธุรินเดินเข้ามา เหลือบตามองแม่เหมือนสำนึกผิด
            “เดียร์ทำให้คุณแม่ร้องไห้”
            “เปล่าลูก แม่...แม่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”
            มธุรินก้มกราบแม่ที่ตักแล้วเงยหน้าขึ้นด้วยน้ำตาคลอ
            “เดียร์กราบขอโทษค่ะ เดียร์พยายามจะไม่ทำให้คุณแม่เสียใจ แต่พอพูดถึงมัสลินทีไร เดียร์ก็อดหงุดหงิดไม่ได้สักที”
            “แม่ไม่ได้โกรธเดียร์หรอกลูก ไม่เคยโกรธเลย”
            บัวบงกชลูบผมมธุรินอย่างรักใคร่เอ็นดู
 
            วันต่อมามธุรินเข้ามาหาเตชที่ห้องทำงาน
            “มาแต่เช้าเชียวลูก”
            “เดียร์อยากคุยเรื่องคุณแม่”
            เตชหงุดหงิดขึ้นมาทันที
            “เอาอีกแล้ว นังมัสลินล่ะซี”
            “ก็ไม่เชิงค่ะ แต่เดียร์แน่ใจว่า คุณแม่กำลังมีความทุกข์มาก”
            “ก็หาเรื่องใส่ตัวเองนี่น้า”
            “เดียร์พูดจริงๆ นะคะ คุณแม่กำลังต้องการกำลังใจ”
            เตชนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วลุกเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปสักครู่ ก่อนจะหันกลับมาพูดกับลูกสาวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมลง
            “ลูกก็รู้ว่าพ่อรักแม่ของลูกมาก ไม่เคยบกพร่อง”
            “นอกจากมีเมียน้อยเยอะแยะ รวมทั้งแม่นังมัสลิน” เตชนิ่งไป มธุรินถามแทงใจ “จริงมั้ยล่ะคะ”
            “ไม่จริง พ่อไม่เคยเลี้ยงใครเป็นตัวเป็นตน ยิ่งแม่ของมัสลิน เขาก็ไม่ได้ต้องการให้เลี้ยง เขารวยจะตายไป โดยเฉพาะตอนนี้”
            “ก็แสดงว่าเขาเป็นเมียน้อยของคุณพ่อจริงๆ”
            “ไม่ใช่! เราเป็นแค่เพื่อนเที่ยวกันเท่านั้น”
            “เดียร์อยากให้คุณพ่อกลับมาช่วยดูแลคุณแม่ ท่านจะได้ไม่เคว้งคว้าง”
            “แม่เขาไม่ต้องการพ่อหรอก เชื่อเถอะ”
            สีหน้าเตชบ่งบอกความน้อยใจขณะพูด มธุรินมองอย่างอ่อนใจ
 
            ที่บ้านพิณสุดา ขณะนั้นพิณสุดาเดินถือถุงอาหารเข้ามาเสิร์ฟ ศิธากับพีระพล
            “หอมน่ากินจัง”
            พิณสุดาเดินไปชงกาแฟมาเสิร์ฟอีก
            “โห! วันนี้พี่กิ๊บใจดีจัง”
            “ฉันอยากให้พวกแกช่วยหน่อย”
            “นึกแล้ว!”
            “เคยได้ข่าวเรื่องพ่อนังเดียร์ กับแม่นังมัสลินไหม!”
            “โอ๊ย! เขาเม้าท์กันทั้งบริษัท พี่กิ๊บจะทำไม”
            “ช่วยกันกระจายข่าว โดยเฉพาะข่าวบันเทิง คนเขาจะได้ไม่ดูมัน แล้วมันจะได้ไม่มีงานทำ”
            “ก็บอกแล้วว่า เล่นเรื่องคนอื่นเล่นได้ แต่เล่นเรื่องคุณเตชไม่ได้ เขาเป็นหุ้นใหญ่ พี่กิ๊บนี่พูดไม่รู้ฟัง”
            “ขนาดเล่มอื่นเขายังไม่เล่นเรื่องนี้เลยทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก คุณเตชเขาไม่ใช่ธรรมดา”
            “โอ๊ย! เซ็ง! อะไรๆก็ทำไม่ได้”
            “ก็พี่กิ๊บตบกับเขาไปแล้วไง”
            “ตกลงขายหุ้นร้านเพชรได้หรือยังล่ะ”
            “ได้แล้ว แกจะทำไม บอกก่อนว่าไม่แบ่งให้หรอก”
            “มาทำงานด้วยกันเถอะพี่กิ๊บ อยู่เฉยๆ เหงาจะตาย แฟนก็ทิ้งไปแล้ว”
            พิณสุดาลุกขึ้นโวยวายปาของใส่ศิธา
            “ไอ้บ้า! ไอ้บ้าศิธา! ไป! ไปให้พ้น!”
            ศิธากับพีระพลหลบ พลางหัวเราะสนุกสนาน
 
            ทางด้านเกวลินหลังจากถูกศิธาบอกเลิก เธอก็นอนซมอยู่แต่ในห้องจนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
            “ว่าไง”
            “พี่เก๋จะทานอะไรคะ”
            “พี่ไม่หิวหรอก”
            “บ่ายแล้วนะคะ”
            “เออน่า! ถ้าหิวแล้วลงไปกินเอง”
            เสียงเงียบไป เกวลินนอนซมต่อ
 
            พนักงานไม่สบายใจที่เห็นอาการตรอมใจซึมเศร้าของเกวลิน ที่นับวันอาการจะยิ่งแย่ลงๆ จึงตัดสินใจโทรบอกดุสิต
            “แล้วทำไมเพิ่งโทรมาบอก”
            ดุสิตคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
            “ก็พี่เก๋ห้ามไม่ให้บอกใครนี่คะ แต่ตอนนี้หนูทนไม่ไหวแล้ว พี่เก๋ซึมลงทุกวัน ข้าวปลาก็ไม่ค่อยทาน”
            “ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
            “แล้วคุณดุสิตอย่าบอกพี่เก๋นะคะว่าหนูเป็นคนโทรมาตาม”
            “เออน่า!”
            ดุสิตปิดโทรศัพท์ แล้วเดินออกไปทันที
 
            ไม่นานหลังจากนั้น ดุสิตก็มาตัวเองอยู่ที่ร้านเสื้อเกวลิน เกวลินเปิดประตูให้ดุสิตแล้วเดินกลับไปนั่ง
            “ทำไมปล่อยเนื้อ ปล่อยตัวขนาดนี้”
            “มันเรื่องของฉัน”
            “ไปแต่งเนื้อแต่งตัวแล้วออกไปกินข้าวด้วยกัน”
            “ฉันไม่ไป”
            “งั้นฉันจะไปซื้อข้าวมาให้ แกจะกินอะไร”
            “ฉันไม่กิน ไม่หิวด้วย”
            “กับอีแค่คนเลวๆ ทิ้งไป แกก็ทำลายตัวเองได้ขนาดนี้เชียวเรอะ”
            “ใครบอกแก” เกวลินหันขวับมาจะเอาเรื่อง
            “ไม่ต้องมีใครบอกหรอก ดูสารรูปแกก็รู้”
            “ไป! จะไปไหนก็ไป อย่ามายุ่งกับฉัน”
            “เราเป็นเพื่อนกัน แกทุกข์ ฉันก็ทุกข์ด้วย ไม่งั้นจะมีเพื่อนไว้ทำไม ไปแต่งตัวเร็วเข้า ฉันจะไปรอข้างล่าง เอ่อ! อาบน้ำด้วยนะ เหม็นสาป!” ดุสิตแหย่
            เกวลินหยิบของใกล้ตัวขว้างทันที แต่ดุสิตรีบเผ่นออกไปก่อนและปิดประตูทัน เกวลินถอนใจเฮือก แล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่งหน้ากระจก มองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกดูโทรมสุดๆ ไม่เหลือเค้า ตัวแม่ดีไซเนอร์ แม้แต่น้อย
 
            เกวลินอาบน้ำแต่งตัวจนดูแล้วสดชื่นมากขึ้น จากนั้นดุสิตก็พาเธอออกมาทานข้าวข้างนอกร้าน
            “ฉันไม่อยากกิน”
            “แต่แกต้องกิน”
            เกวลินถอนใจเฮือก
            “แกเก็บตัวระทมตรมตรอมแบบนี้ ถ้าไอ้ศิธารู้ มันหัวเราะเยาะตาย” เกวลินชะงัก
            “กินๆ เข้าไป” เกวลินตักข้าวใส่ปาก “อร่อยใช่มั้ยล่ะ”
            เกวลินพยักหน้ากินต่อ ดุสิตมองอย่างโล่งใจที่เกวลินกินได้
            หลังจากกินข้าวเสร็จทั้งคู่จึงพากันออกมาเดินเล่น
            “ฉันต้องขอโทษแก”
            “เรื่อง!”
            “เรื่อง ไม่เชื่อมัสลินเตือน ฉันก็รู้นะว่าศิธาไม่ใช่คนดี แต่ก็พยายามหลอกตัวเอง”
            “ดีใจที่แกดวงตาเห็นธรรมเสียที”
            “มัสลินคงโกรธฉัน”
            “พวกแกคบกันมานาน ไม่รู้หรือว่ามัสลินรักแกแค่ไหน”
            เกวลินหรุบตาลง แล้วเงยขึ้น น้ำตาชื้นขึ้นมา
            “ทุกอย่างฉันรู้อยู่แก่ใจ แต่ความรักมันทำให้คนตาบอดจริงๆ”
            “แล้วหายมืดมนหรือยังล่ะ”
            “ดีขึ้นเยอะแล้ว”
            เกวลินสูดลมหายใจราวกับจะเรียกความเข้มแข็งกลับคืนมา โดยดุสิตมองอย่างโล่งใจ
            ดุสิตเปิดประตูรถขึ้นมานั่ง ขยับจะสตาร์ทรถแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาม่านมัสลิน แจ้งข่าวของเกวลิน
            “สวัสดีครับคุณมัส ผมเพิ่งออกจากร้านเก๋ ตอนนี้เขาหมดฤทธิ์แล้วครับ ถูกไอ้ศิธามันทำเจ็บ  ดีครับ ลองไปดูหน้าเขาเสียหน่อย ครับ!”
            ดุสิตเก็บโทรศัพท์แล้วสตาร์ทรถออกไป
 
ดุสิตกำลังใช้น้ำอุ่นๆ ประคบแผลให้เกวลิน เกวลินนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดพยายามกัดฟันอดทนไม่ร้องไห้
“เจ็บก็ร้องออกมาเลย”
“ไม่ เจ็บกายมันยังน้อยกว่าเจ็บใจ”
เสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วม่านมัสลินก็เปิดเข้ามา เกวลิน หันขวับมามองดุสิต
“ฉันบอกแกแล้วใช่มั้ย ฉันบอกแกแล้วว่าไม่ให้บอกใคร ไอ้เพื่อนทรยศ”
“พี่เก๋ คุณดุสิตเขาบอกมัสก็เพราะว่ามัสเป็นเพื่อนพี่เก๋ ไม่ใช่เพื่อนธรรมดา แต่เป็นเพื่อนรัก ไม่ว่าพี่เก๋จะโกรธ จะเกลียดมัสยังไงมัสก็รักพี่เก๋ มัสเป็นคนมีเพื่อนน้อย เพราะมัสค่อนข้างปิดตัวเอง แต่ถ้านับใครเป็นเพื่อนแล้วมัสจริงใจกับคนนั้นที่สุด และจะเป็นเพื่อนกันไปจนวันตาย”
เกวลินได้ฟังก็ผวาเข้าไปกอดม่านมัสลิน
“มัส”
ม่านมัสลินกอดตอบลูบหลังเกวลินอย่างอ่อนโยน
“มัสรักพี่เก๋ มัสไม่เคยโกรธพี่เก๋เลย”
“มัส พี่ขอโทษ ที่เป็นอย่างนี้เพราะพี่ไม่เชื่อมัส”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร”
ดุสิตมองภาพนั้นอย่างตื้นตันใจ



โปรดติดตามอ่านตอนอวสาน วันนี้ (เสาร์ 15 ตุลาคม 2554)






กำลังโหลดความคิดเห็น...