xs
xsm
sm
md
lg

รอยไหม ตอนที่ 26

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ติดตามอ่านละครออนไลน์ได้ทาง www.manager.co.th ทุกเช้าเวลา 09.30 น.

รอยไหม ตอนที่ 26

เมื่ออยู่กันเพียงลำพัง ศิริวงศ์จึงพูดขึ้นเรียบๆ
“เจ้านางน้อยฮู้ก่อว่า ถ้าวันนี้เจ้านางน้อยมีอันเป็นไป จะเกิดอะหยังขึ้นบ้าง”
“พ่อเจ้า แม่เจ้าของเฮา พ่อเจ้า แม่เจ้า ของโต ก็คงจะเสียใจนักขนาด เจ้าอ้ายของโตก็คงแต่งงานกับเอื้อยบัวเงิน พี่คำเที่ยงกับคนของเฮาก็คงต้องปิ๊กเชียวตุง เพราะที่นี่ บ่ ใช่บ้านของเฮา”
“แค่นั้นก๊ะ”
มณีรินนิ่งไป...
“จะมีอีกคนนึงที่คงจะตายตามเจ้านางน้อยไป”
มณีรินมองนิ่งเหมือนรอคอยให้เขาพูดให้จบ
“ทำไม...”
“ชีวิตที่เหลืออยู่ ก็คงหาความหมายอะหยัง บ่ ได้แล้ว”
“แล้วภาระหน้าที่ของเปิ้นล่ะ ใจคอเปิ้นจะละทิ้งมันได้ก๊ะ”
“ถ้าชีวิตนี้ ปราศจากความฮัก ก็เหมือนคนที่ตายไปแล้วนั่นละ จะต้องทนหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ไปทำไม”
มณีรินเกิดปิติขึ้นในหัวใจ ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อหัวใจที่แนบชิดกัน ขณะเดียวกัน คำเที่ยง คลานเข้ามาในห้อง
“เจ้ารินกะเจ้า”
มณีรินดึงอารมณ์ กลับมาแทบไม่ทัน
“ตั้งสำรับเสร็จแล้วกะ พี่คำเที่ยงดีแล้วละ เจ้าน้อยเปิ้นกำลังบ่นว่าหิวอยู่พอดี”
ศิริวัฒนาตามคำเที่ยงเข้ามา
“มีแต่สำรับสำหรับคนป่วย เจ้ารินจะจัดอีกสักสำรับนึงให้คน บ่ ได้ป่วยอย่างอ้ายได้ก๊ะ”
มณีรินลุกขึ้นต้อนรับศิริวัฒนา ศิริวงศ์เหมือนถูกกระชากกลับไปสู้ความจริงที่หนีไม่ได้...
“เจ้าน้อยจะมาเยี่ยมเจ้ารินก็ บ่ ชวนอ้ายด้วย จะได้เดินมาด้วยกัน”
มณีรินก้มหน้า ศิริวงศ์ฝืนยิ้ม

+ + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์ เดินกลับตึกใหญ่กับศิริวัฒนาโดยมีสล่าพันเดินตาม
“พนักงาน บริษัทขายรถจากประเทศบริเตน เปิ้นจะเข้ามาวันนี้ น้องมาเลือกดูเอาเองก็แล้วกันเน้อ ว่าชอบรถรุ่นใด สีใด เรื่องเงินทอง บ่ ต้องห่วง อ้ายจะจัดการจ่ายให้เอง ถือว่ารถคันนี้เป็นของขวัญจากอ้าย”
“ของขวัญ” ศิริวงศ์งงๆ
“ตั้งแต่โตปิ๊กมาจากพระนคร เรื่องงานการ โตก็ช่วยแบ่งเบาภาระอ้ายไปได้มาก อีกอย่าง...ที่โตช่วยชีวิต เจ้ารินเปิ้นไว้สองครั้งสองครา อ้ายซาบซึ้งน้ำใจ โตนักจนบ่ ฮู้ จะขอบใจโตอย่างใด ถ้าเจ้ารินเปิ้นมีอันเป็นไป อ้ายคงจะเสียใจนักขนาด อ้ายถึงคิดว่า ถ้ามีอะหยังที่จะตอบแทนโตได้ อ้ายก็ต้องทำ”
“มันเป็นหน้าที่ของน้องอยู่แล้วเจ้าอ้าย น้องฮู้ว่า เจ้านางน้อยเปิ้นมีความสำคัญต่อเวียงเชียงใหม่ ต่อเจ้าอ้ายเพียงใด น้องต้องดูแลปกป้องเปิ้นอย่างดีที่สุดถึงจะต้อง แลกด้วยชีวิตของน้อง น้องก็ บ่ นึกเสียดายดอก”
“ยินดีนัก น้องฮักของอ้าย”
ศิริวัฒนาสรวมกอดศิริวงศ์ สล่าพันมองสองพี่น้องอย่างพยายาม ไล่ความคิดบางอย่างออกไป สล่าพันรู้จากคำเที่ยงแล้วว่า ศิริวงศ์กับมณีรินได้รู้จักกัน ก่อนหน้าที่จะรู้สถานภาพที่แท้จริงของกันและกันมาแล้ว

+ + + + + + + + + + + +

มณีรินไปเยี่ยมบัวเงินที่นอนพักอยู่ บัวเงินขยับประคองตัวเองลุกขึ้น มณีรินขยับเข้าช่วยพยุง
“บ่ ต้องลำบากลุกขึ้นมาดอกเอื้อย”
“บ่ ได้ดอก เจ้านางน้อยอุตส่าห์มาเยี่ยมถึงนี่ จะให้เฮานอนซมเป็นคนป่วยได้จะได”
“ข้าเจ้ายะน้ำซุป บำรุงร่างกายมาฝากเอื้อย กินเสียเน้อจะได้แข็งแรง”
“เจ้านางน้อยมีน้ำใจนักขนาด...เฮาบ่ ฮู้จะตอบแทนอย่างใดจึงจะสาสม”
“บ่ ต้องคิดอะหยังมากดอก เอื้อยก็มีบุญคุณต่อข้าเจ้า บ่ ใช่น้อย อะหยังที่ยะได้ เพื่อตอบแทนข้าเจ้าก็ต้องยะ”
บัวเงินน้ำตาซึม
“เรื่องลูก...เอื้อยอย่าเสียใจไปเลยเน้อ คิดเสียว่าเปิ้นมีบุญแค่นี้ ซักวันถ้าวาสนามีต่อกัน เปิ้นก็คงได้ปิ๊กมาเป็นลูกเอื้อยอีก”
“เจ้าเปิ้นคงชังเฮานัก เลือดเนื้อของเปิ้นในตัวเฮาแต๊ๆ เฮายังฮักษาเอาไว้ บ่ ได้”
“เอื้อยคิดมากไป ทุกคนก็เสียใจด้วยกันทั้งนั้น บ่ ได้โทษว่าเป็นความผิดของใคร”
“เจ้านางน้อย บ่ มีวันเข้าใจความฮู้สึกของคนเป็นแม่ดอก”
“เอื้อย...ข้าเจ้าว่า ข้าเจ้าเข้าใจเอื้อยทุกอย่าง แม้แต่เรื่องที่ข้าเจ้าต้องแต่งงานกับเจ้าเปิ้น ข้าเจ้าเข้าใจดีว่าเอื้อยฮู้สึกอย่างใด ในฐานะแม่หญิงด้วยกัน ข้าเจ้าบอกเอื้อยตามตรงก็ได้ว่าอันที่จริงแล้ว ข้าเจ้า บ่ อยากเข้าพิธีแต่งงานกับเปิ้นเลย แม้แต่นิดเดียว แต่ข้าเจ้าจะยะอย่างใดได้ในเมื่อมันเป็นหน้าที่”
คำเที่ยงออกจะขัดใจที่มณีรินบอกสิ่งนี้กับบัวเงิน แต่มณีรินยังคงพูดต่อ...
“อีกอย่างที่ข้าเจ้าอยากให้เอื้อยแน่ใจ...เจ้าศิริวัฒนาเปิ้นเคยฮักเอื้อยอย่างใด เปิ้นก็ยังฮักเหมือนเดิม บ่ ได้ลดน้อยถอยลงดอก”
บัวเงินนิ่งงันไป เมื่อได้ฟังอย่างนั้น...

+ + + + + + + + + + + +

คำเที่ยง ตามมณีริน กลับเข้ามาที่เรือน พลางบ่น
“เจ้าริน...เจ้าริน บ่ น่าอู้จะอั้นให้เปิ้นฟังเลยเน้อ”
“ทำไมล่ะพี่คำเที่ยง”
“มัน บ่ ดี”
“บ่ ดีจะได ในเมื่อมันเป็นความจริง”
“แต่มันเป็นความจริงที่ บ่ ควรอู้ให้ใครฟังเน้อ ซักวันมันอาจจะย้อนมาทำฮ้ายเจ้ารินเอาก็ได้”
“ซักวัน เฮาก็ต้องหาโอกาสอู้กับเจ้าศิริวัฒนาเปิ้นให้ได้ เหมือนกัน” มณีรินบอกอย่างมุ่งมั่น
คำเที่ยงตกใจ
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยิ่งไปกันใหญ่เลย ให้พี่กลั้นใจตายเสียยังง่ายกว่าต้องทนเห็นวันนั้นเน้อเจ้าริน”
“การต้องทนแต่งงานกับคนที่เฮา บ่ได้ฮักมันทรมานเน้อพี่คำเที่ยง เปิ้นจะได้แต่ตัวของเฮาไป แต่จะได เปิ้นก็ บ่ มีวันได้หัวใจของเฮาไปด้วยดอก”
“แล้วหัวของเจ้ารินอยู่ที่ใด บอกพี่ได้ก่อ”
มณีรินนิ่งไป
“จะให้พี่ทาย พี่ว่าพี่ทาย บ่ ผิดดอก”
มณีรินมองคำเที่ยงอย่างแน่แน่ว
“หัวใจของเจ้ารินอยู่ที่เชียงตุง ใช่ก่อ...บ่ จะอั้น เจ้ารินคง บ่อู้อยู่ทุกเมื่อ เชื่อวันว่าคิดถึงพ่อเจ้า แม่เจ้าเปิ้น อยากจะปิ๊กแต่เชียงตุงให้ได้วันละสามเวลา ใช่ก่อ”
มณีรินทำนิ่งไปตามน้ำ คำเที่ยงไม่สบายใจนัก เพราะจริงๆแล้ว รู้ดีว่าหัวใจมณีรินอยู่ที่ใคร

+ + + + + + + + + + + +

หลายวันผ่านไป...

หลังเม้ยยังเป็นแผลเหวอะ ยังไม่แห้งดี แต่ได้ขึ้นมาดูแลบัวเงินอย่างภักดี
“มันกล้ามาเหยียบถึงเฮือนกู มันคงตั้งใจมาเยาะเย้ยกูน่ะแหละอีเม้ย ว่ากูบ่ มีปัญญายะอะหยังมันได้ กูอยากจะบีบคอมันให้ตายคามือกูนัก มันว่าใจจริงของมัน บ่ ได้อยากจะแต่งงานกับผัวกู เสียดายนัก มึง บ่ ได้เห็นหน้ามัน บ่จะอั้นมึงต้องอยากจะหักคอมันแน่ อีเม้ย” บัวเงินเล่าอย่างแค้นๆ
“หม่อมกะเจ้า อีมณีริน มันอาจจะอู้ตามจริงของมันก็ได้” เม้ยออกความเห็น
“มึงหมายความว่าจะได อีเม้ย”
“มัน บ่ อยากแต่งงานกับเจ้าศิริวัฒนา เพราะมันคงอยากจะเป็นเมียใครบางคน มากกว่าน่ะสิเจ้า”
เม้ยนึกถึงตอนที่มันเห็นมณีรินดูดพิษงูให้ศิริวงศ์
“ใครบางคนของมึงหมายถึงใครอีเม้ย”
เม้ยครุ่นคิดแล้วชักมั่นใจว่ามณีรินรักศิริวงศ์ จึงบอกให้บัวเงินรู้ บัวเงินแสยะยิ้มออกมาด้วยความสมเพชและชิงชัง
“อีแม่หญิงคนดีของทุกคน...น่าหัวนัก...มึงทำให้ใคร ๆ คิดว่ามึงเป็นนางฟ้านางสวรรค์ แท้ที่จริงแล้วมึงก็สกปรกยิ่งกว่าอีแม่หญิงงามเมืองเสียอีก” บัวเงินค่อย ๆหัวเราะออกมา “อีเม้ย”
“กะเจ้าหม่อม”
“กูรู้ กูเห็นเรื่องเลวๆ ในโลกนี้มานักแล้ว บ่ มีอะหยังที่กูจะต้องกลัวอีกแล้ว” บัวเงินหัวเราะชอบใน

+ + + + + + + + + + + +

มณีรินหยิบผ้าตุ๊มสีสวยหวานที่เพิ่งถูกตัดออกมาจากกี่ พลางถามคำเที่ยง
“ตรงชายผ้า เฮาจะร้อยปีกแมลงทับใส่ให้เป็นพวง พี่คำเที่ยงว่าจะงามก่อ”
“ถามคนข้างหลัง เจ้ารินเต๊อะ”
มณีรินใจเต้น คิดว่าเป็นศิริวงศ์ ยังไม่ทันหันกลับมามอง เสียงศิริวัฒนาก็ดังขึ้น
“งาม...เจ้ารินยะอะหยังก็งามไปทั้งนั้นละ”
มณีรินชะงักเพราะผิดคาด กลายเป็นศิริวัฒนา แทนที่จะเป็นศิริวงศ์
“ผ้าตุ๊ม ผืนนี้ใครจะได้เป็นเจ้าของกันน๊อ”
“ข้าเจ้าตั้งใจว่า ถ้ายะเสร็จแล้วงามพอ ข้าเจ้าจะทูลเกล้าขึ้นถวายแม่เจ้าเปิ้นเจ้า”
“แม่เจ้าเปิ้นฮักสีนี้นักขนาด เปิ้นต้องถูกใจผ้าตุ๊มผืนนี้แน่ ว่าแต่เมื่อใดเจ้ารินจะเริ่มลงมือทอผ้าให้อ้ายล่ะ”
“เจ้าอยากจะได้เป็นผ้านุ่ง ผ้าต้อย หรือผ้าผืนสำหรับตัดเสื้อล่ะเจ้า” คำเที่ยงถามแทน
“เฮาหมายถึงผ้าตุ๊ม ที่เจ้ารินเปิ้นจะต้องมอบให้เฮาในวันแต่งงานต่างหาก”
มณีรินงง ศิริวัฒนาเห็นท่าทางอย่างนั้นจึงเล่า...
“นี่เจ้ากรมพิธีเปิ้นยัง บ่ ได้มาบอกเจ้ารินก๊ะว่า ตามประเพณีมาแต่โบราณ เจ้าสาวจะต้องทอผ้าตุ๊มผืนนึงมอบให้เจ้าบ่าวในวันงานเป็นการแสดงความฮัก บ่ จะอั้นพิธีจะเสร็จสมบูรณ์ บ่ ได้”
“ข้าเจ้า บ่ เคยฮู้เรื่องนี้เลย”
“บ่ เป็นหยังดอก...ยังพอมีเวลา เจ้ารินค่อยๆ ทอไปก็ได้”
“เจ้า บ่ ต้องห่วงดอกเจ้า มีเวลาซักน่อย เจ้ารินเปิ้นจะได้คิดจกลายงามๆ ผ้าตุ๊มผืนนี้จะต้องเป็นผ้าตุ๊มแต่งงานที่งามที่สุด แน่ ๆเจ้า”คำเที่ยงพูดแทน
ศิริวัฒนายิ้ม มณีรินนิ่งไป เพราะสับสนไปหมด

ปัจจุบัน...

เรรินมองผ้าตุ๊มผืนยังคาอยู่ในกี่
“เป็นผ้าผืนนี้นี่เอง...เจ้านางมณีรินทอผ้าผืนนี้เพื่อเตรียมใช้ในพิธีแต่งงาน”
“ผ้าผืนนี้น่าจะเป็นผ้าตุ๊มที่งามที่สุดที่ใช้ในพิธีแต่งงาน แต่มันกลับ บ่ ใช่” ศิริวัฒนาบอกเสียงเศร้า
“ทำไมคุณคิดอย่างนั้นคะ”
“เจ้านางมณีรินเปิ้นฝืนใจ เปิ้นถูกบังคับให้ทอ...หัวใจของเปิ้น บ่ ได้อยู่ที่คนที่เปิ้นจะต้องแต่งงานด้วย แต่มันอยู่กับชายที่เปิ้นฮัก”
เรรินนิ่งอึ้งไป

+ + + + + + + + + + + +

(อ่านต่อหน้า 2 )







รอยไหม (ต่อ)

ในอดีต...

บนตึกคุ้มเจ้าหลวง...
บัวเงินเข้าเฝ้าอยู่ด้านหลังมณีริน ขณะที่เจ้าหลวงเสวยอาหาร
“วันนี้พ่อเจ้ากินอาหารได้นักนะครับ” ศิริวัฒนาบอกอย่างยิ้มแย้ม
“กินได้นักมาหลายวันแล้วละลูก ตั้งแต่เจ้านางน้อยเปิ้นยะอาหารขึ้นมาถวาย” พระชายาน้ำเสียงชื่นชม
เจ้าหลวงหัวเราะนิดๆ
“รสมือ เจ้านางน้อยเปิ้นดีนัก อีกอย่างพ่อว่ากินแล้วสบายท้อง บ่ อือ บ่ แน่นเหมือนแต่ก่อน”
ศิริวัฒนาหันมาหามณีริน
“เจ้ารินมีเคล็ดลับอะหยังน๊อ”
“บ่ ได้มีเคล็ดลับอะหยังดอกเจ้า ข้าเจ้าแค่งดใช้เนื้อสัตว์ เนื้อหมู เนื้อวัว เท่านั้นเอง”
พระชายาแปลกใจ
“อ้าว...นี่ บ่ ใช่เนื้อดอกก๊ะ”
“บ่ ใช่ดอกเจ้า ข้าเจ้าใช้เต้าหู้แทน เต้าหู้กินแล้วสบายท้อง บ่ ทำให้แน่นท้อง เหมือนเนื้อวัว เนื้อหมู”
“ดีแต๊ๆ ได้งดเว้น การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยได้บุญแต๊ๆ เจ้าพี่”
เจ้าหลวงหันไปหาบัวเงิน
“จะอั้น ต่อนี้ไป เอ็ง บ่ ต้องยะกับข้าวขึ้นมาให้ข้ากินดอกบัวเงิน หน้าที่นี้ยกให้เจ้านางน้อยเปิ้นคนเดียว บ่จะอั้นเอ็งก็ฝากตัวเป็นศิษย์เจ้านางน้อยเปิ้น ให้เปิ้นสอนวิธีทำเต้าหู้เสียเข้าใจก่อ”
บัวเงินเจ็บแค้นแต่เก็บอารมณ์ไว้
“กะเจ้า”
บัวเงินลงกราบเจ้าหลวงหน้าเยือกเย็น มณีรินไม่ค่อยสบายใจที่เจ้าหลวงตรัสอย่างนั้น

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวัฒนาเดินมากับมณีริน ขณะที่คำเที่ยงกับบริวารแบกขันโตกสำรับกลับตำหนัก
“คืนนี้ยี่เป็ง เจ้ารินแต่งตัวไว้คอยอ้ายเน้อ อ้ายจะฮับเจ้ารินไปชมเดือนรินน้ำปิง”
มณีรินอยากจะบอกว่าไปชวนบัวเงินดีกว่า แต่คำเที่ยงแทรกขึ้น
“แหม...เจ้ารินเปิ้นกำลังเตรียมเย็บกระทงงามๆ เอาไว้ให้เจ้าพอดีเชียวเจ้า”
ศิริวัฒนายิ้มดีใจ
“งั้นทุ่มนึง อ้ายจะไปฮับเจ้ารินเน้อ”
“เอื้อยบัวเงินเปิ้นจะไปกับเฮาก่อ” มณีรินถามขึ้น “เจ้าชวนเปิ้นแล้วก๊ะ”
“บ่ ได้ชวน”
“เปิ้นอาจจะอยากไปด้วยก็ได้ นี่เจ้า”
“แต่อ้ายอยากไปกับเจ้ารินมากกว่า”
มณีรินพูดไม่ออก คำเที่ยงครึ้มใจ ศิริวัฒนายิ้มแล้วเดินจากไป

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์อยู่ในห้องทำงาน พับจดหมายเก็บใส่ซองแล้วถอนใจ
“เป็นจะไดเจ้า ผมเห็นเจ้าถอนใจเฮือกๆ มาแต่เช้าแล้ว” สล่าพันถามอย่างสงสัย
“การจะต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง มันเป็นเรื่องทุกข์ใจเน้อ อ้ายพัน”
“ถ้ามันเป็นเรื่องที่ต้องผืนใจทำ มันก็คงทุกข์ละครับเจ้า”
“เฮาอาจจะขอสมัครไปทำงานกับบริษัทฝรั่งในพระนครเน้อ อ้ายพัน”
“จะไดจะต้องไปเป็นลูกน้องทำงานให้เปิ้นด้วย ในเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่เจ้าก็เป็นเจ้าของคนนึงอยู่แล้ว”
“เฮาอยากหาประสบการณ์ อยากเห็นโลกนี้ให้มากกว่านี้อ้ายพัน”
“เจ้าหลวง พระชายา หรือแม้แต่เจ้าอ้าย บ่มีใครยอมให้เจ้าไปดอก เจ้าเชื่อผมเต๊อะ”
“เฮาว่าทุกคนต้องเข้าใจเฮา”
“เจ้า...ผมขอถามตามตรงเต๊อะ เจ้าอยากไปจากที่นี่ เพราะเจ้าอยากจะเดินทางให้เห็นโลกนี้นักๆ หรือว่าเจ้าต้องการหนีอะหยังบางอย่างกันแน่”
ศิริวงศ์อึ้งเหมือนโดนจี้จุดกลางใจ
“ผม บ่ฮู้ เจ้าเองน่ะแหละที่น่าจะฮู้ดีกว่าใครๆ”
ศิริวงศ์นิ่งงัน

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์เดินเซ็งออกมาในสวน ชะงักเพราะได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าว ขยับโผล่พุ่มไม้ออกไปดูเห็นบริวารกำลังช่วยกันริดใบตอง ทอนต้นกล้วยเป็นท่อน ทำฐานกระทง คำเที่ยงสั่งงานอย่างคล่องแคล่ว ศิริวงศ์กวาดสายตามองหามณีริน แต่ไม่เห็นถอนใจเขาหันจะเดินกลับทางเก่า แต่ต้องชะงัก เมื่อมณีรินเข้ามายืนเผชิญหน้า
“คืนนี้เฮาจะไปลอยกระทงโตจะไปกับเฮาก่อ”
ศิริวงศ์นิ่งไปอึดใจ
“เฮามีงานต้องทำให้เสร็จ”
“ก็รีบทำให้เสร็จ แล้วก็ไป”
“คง บ่ เสร็จง่ายๆดอก”
“บ่ ฮู้ละ เฮาจะคอย”
“เจ้านางน้อย อย่าทำให้เฮาต้องลำบากใจจะอั้นเลย ไปแอ่วกับเจ้าอ้ายเปิ้นให้ม่วนอก ม่วนใจเต๊อะ”
ศิริวงศ์ตัดบทและจะเดินจากไปทันที มณีรินพูดตามหลัง
“จะไดโตก็ต้องไป เพราะเฮาจะยะกระทงน้อยไว้เผื่อโตด้วย โตจะใจดำให้เฮาคอยเก้อก็ให้รู้ไป”
มณีรินเป็นฝ่ายเดินหนีออกมา ศิริวงศ์นิ่งอึ้งชะงักงัน

+ + + + + + + + + + + +

กระทงใบตองหลายใบ ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สด คำเที่ยง กำ ธูป-เทียน ไว้คอย มณีรินตกแต่งกระทง อมยิ้มอย่างมีความสุข บริวารประดิษฐ์ ประดอย กระทงตัวเอง กันอยู่ห่างออกไป
“กระทงของเจ้าอ้ายเปิ้น ต้องยะให้งามขนาดเลยเน้อเจ้าริน”
มณีรินชี้ไปที่กระธงที่สำเร็จแล้ว
“โน่นไง กระทงของเจ้าศิริวัฒนาเปิ้น”
“งามแต๊ๆ” คำเที่ยง ชี้กระทงอีกอันที่ตั้งอยู่คู่กัน “แล้วอันนั้นของใคร”
“ของเฮาเอง”
“งามแต๊ๆ สมควรจะลอยคู่เคียงกันไป”คำเที่ยงมองกระทงที่มณีรินกำลังตกแต่งอยู่ “ปลื้มพี่ก๊ะ เจ้าริน พี่บอกแล้วว่า บ่ ต้องยะให้พี่ดอก ยะเสียงามกว่าของเจ้าเปิ้น อีก บ่ ได้เน้อเจ้าริน”
“บ่ ใช่ของพี่คำเที่ยงซะหน่อย กระทงอันนี้ของเจ้าน้อยเปิ้นต่างหาก”
คำเที่ยงอึ้ง ยิ้มค้าง
“ไหนล่ะ พี่คำเที่ยง ธูป-เทียนน่ะ”
คำเที่ยงส่งธูปเทียนให้มณีริน มณีรินตกแต่งกระทงอย่างมีความสุข คำเที่ยงอดกังวลใจลึกๆไม่ได้

+ + + + + + + + + + + +

บัวเงินนั่งนิ่งเยือกเย็น รอคอยเม้ยคลานเข้ามา...
“มึงได้มาก่ออีเม้ย”
เม้ยคลานเข้าคลานมาใกล้ พยักหน้าและส่งสิ่งหนึ่งให้บัวเงิน
“ไอ้พวกคนป่า ถือผีมันใช้กันกะเจ้าหม่อม ทาใส่ลูกดอก ยิงใส่ควายทั้งตัวยังล้ม บ่มีกลิ่น บ่ มีรสอะหยัง ใส่ลงไปในอาหารแต่น้อย บ่ เกินสามวัน ตัวชาจนเดินเหิน บ่ได้ ใส่มากหน่อยหัวใจ บ่ ทำงานหยุดหายใจได้กะเจ้าหม่อม”
บัวเงินค่อยๆกระชับห่อกระดาษยาพิษในมือยิ้มเหี้ยม

(อ่านต่อวันพรุ่งนี้)




กำลังโหลดความคิดเห็น...