xs
xsm
sm
md
lg

ธรรมะกับสุขภาพ : การแพทย์ไม่มีทางเลือก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ท่านผู้อ่านครับ ปี 2015 นับเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างมากในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ในชีวิตของผู้คนในโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง และเริ่มมีทีท่าว่าอาจจะเกิดสงครามโลกได้จากสงครามแย่งชิงทรัพยากร และการขยายอิทธิพลของชาติมหาอำนาจ ปัญหาการล่มสลายของทุนนิยมโลก... ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ผู้เขียนได้เคยกล่าวถึงสาเหตุไปแล้วว่า มันเป็นเพราะระบบทุนนิยมทำร้ายเราโดยเราไม่รู้ตัว การผลิตสินค้าอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค รถยนต์ เครื่องบิน บ้าน ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกอย่างมาก ทำให้โลกร้อน แล้วอากาศร้อน มลพิษต่างๆ ก็ย้อนกลับมาทำร้ายเรา ทำให้เราเป็นโรค

ทุนนิยมทำให้อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตเพื่อให้กำไรมากๆ ทำให้มีการแปรรูปอาหารเป็นอาหารสำเร็จรูป ใส่หีบห่อสวยงาม หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป อาหารเหล่านี้ใส่น้ำตาลและไขมันทรานส์มาก ทำให้เราเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคระบาดอยู่ทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคสมองเสื่อม โรคมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทำให้ต้องใช้งบประมาณรักษา จนหลายประเทศแทบจะล้มละลาย

อเมริกาเริ่มจะผ่านกฎหมายปฎิรูประบบสุขภาพ (โอบามาแคร์) เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2015 ที่ผ่านมา และ องค์การอาหารและยาอเมริกัน(USFDA) ประกาศให้งดเว้นการใช้ไขมันทรานส์ (trans fat) ใส่เข้าไปในอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมปัง เนยขาว (Shortening) เนยเทียมใส่กาแฟ มาการีน กาแฟซองสำเร็จรูปต่างๆ เป็นต้น เพราะอาหารเหล่านี้ ประกอบไปด้วยน้ำตาลและไขมันทรานส์

ก่อนหน้านั้น กระทรวงสาธารณสุขอเมริกัน (USDA) ได้ออกคำแนะนำเรื่องอาหารในปี 2015 ไว้ว่า โคเลสเตอรอล ไม่ใช่สาเหตุของโรคหัวใจ ให้รับประทานเนื้อสัตว์และไข่ที่มีโคเลสเตอรอลได้ โดยรับประทานโคเลสเตอรอลได้วันละ 300 มิลลิกรัม เท่ากับไข่ 2 ฟองโดยไม่มีอันตราย

ท่านผู้อ่านครับ แพทย์แผนปัจจุบันได้พัฒนามาถึงขีดสูงสุดในการรักษา เช่น โรคฉุกเฉินทั้งหลาย เวลาที่คนไข้เจ็บหน้าอก ไปห้องฉุกเฉิน แล้วสงสัยว่าจะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะตรวจเอ็กเรย์ ฉีดสี ก็จะรู้ทันที แล้วส่งเข้าห้องผ่าตัดขยายเส้นเลือด ใส่ขดลวด หรือผ่าตัดเปลี่ยนทางเส้นเลือด (Bypass surgery) อาการก็จะดีขึ้นทันที

การวินิจฉัยโรคต่างๆด้วยเครื่องมือ CT Scan, PET Scan, MRI ที่พัฒนาจนมองเห็นทุกซอกทุกมุมในร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า การผ่าตัดในปัจจุบันก็ใช้เปิดแผลเป็นรูเล็กๆ สอดกล้องเข้าไปผ่าตัดแล้วเย็บแผลปิด เพียง3 วันก็กลับบ้านได้ เช่น การผ่าตัดถุงน้ำดี ผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน ผ่าตัดต่อมลูกหมาก ไต ไขสันหลัง ข้อเข่า เป็นต้น

การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะต่างๆ เช่น เปลี่ยนไต ตับ หัวใจ เป็นต้น การใช้หุ่นยนต์ช่วยในการผ่าตัด การให้เลือดในกรณีต่างๆ เช่น อุบัติเหตุเสียเลือด ผ่าตัดเสียเลือดมาก เป็นต้น การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การใช้อุปกรณ์ทดแทนอวัยวะ เช่น ข้อเทียม รากฟันเทียม หัวใจเทียม กายอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น การใช้ยาปฏิชีวนะฉีดฆ่าเชื้อโรคเมื่อเราติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น คออักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น นับว่าการแพทย์แผนปัจจุบันพัฒนาถึงขีดสูงสุด แต่ท่านผู้อ่านครับ ทุกอย่างมีข้อดีก็มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง

ในแง่โรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อม โรคจิตโรคประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุการตายส่วนใหญ่ของคนในโลกนี้ จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ในปี 2008 ประชากรโลกเสียชีวิตรวมกัน 57 ล้านคน ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากโรคเรื้อรัง 36 ล้านคน (non communicable diseaseหรือ NCD) คิดเป็นร้อยละ 63

นายบัน คี มูน ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ในปี 2011 และประกาศว่า โรคเรื้อรังเป็นมหันตภัยของโลก ทำให้คนเกิดความสูญเสียอย่างมาก ประเทศต่างๆก็ประสบปัญหางบประมาณในการดูแลไม่พอ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ หลายประเทศจะต้องล้มละลาย เพราะคนสูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ คนเหล่านี้จะมีโรคเรื้อรังกันคนละ 1-3 โรค เขาเสนอให้ทุกประเทศหาทางร่วมมือกัน ลดการเกิดโรคเหล่านี้ให้น้อยลง

โรคเรื้อรังต่างๆ เกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน ไม่ใช่สาเหตุเดียวแบบเชื้อโรคทำให้เกิดโรค เราเอายาฆ่าเชื้อฉีดเข้าไปในร่างกาย โรคก็หาย แบบนี้ตรงไปตรงมา แต่โรคเรื้อรังไม่ใช่เช่นนั้น มันมีสาเหตุหลายประการร่วมกัน อาทิ จากพันธุกรรม การกินอาหารผิด การขาดการออกกำลังกาย ความเครียด การได้รับสารพิษ อนุมูลอิสระจากสภาพแวดล้อม รวมเรียกว่า “เป็นโรคเกิดจากการใช้ชีวิต” (Lifestyle diseases)

การใช้ยารักษาอย่างเดียวจึงไม่ได้ผล เช่น โรคเบาหวาน เกิดจากพันธุกรรม ประกอบกับการกินอาหารแป้งและน้ำตาลมากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และความเครียดทับถม อาการก็เลยไปกันใหญ่ การใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด เป็นการแก้ปลายเหตุ รักษาตามอาการ มันจึงไม่หาย ต้องกินยาคุมอาการไว้ตลอดชีวิต แถมยังต้องเจอกับอาการข้างเคียงของยา และผลกระทบต่างๆ เช่น กินยามากไปก็ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ ยาเบาหวานดีๆ ราคาก็แพง แถมบางตัวกินแล้วเกิดผลเสียตามมา เช่น ยา Rosiglitazone(ชื่อการค้า Avandia) กินนานๆแล้วเกิดหัวใจล้มเหลวได้

องค์การอาหารและยาอเมริกันก็ถอนออกจากตลาดเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ยาเบาหวานชื่อ Actose ของบริษัท ทาเคดา ถูกผู้เสียหายฟ้องเมื่อเร็วๆนี้ในสหรัฐอเมริกา ว่ากินแล้วทำให้เสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ บริษัทต้องถอนยาออกจากตลาดโดยยอมจ่ายเงินให้ผู้เสียหาย ราวสองพันกว่าล้านดอลลาร์ เป็นต้น

เมื่อโรคเรื้อรังรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล เป็นการรักษาตามอาการ รักษาปลายเหตุ ต้องกินยาตลอดชีวิต ไม่หายขาด ดังนั้น การรักษาโรคเรื้อรังต้องแก้ที่ต้นเหตุ จึงจะหายขาด นั่นคือ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การฝึกโยคะ สมาธิ การเจริญสติ หรือวิธีการต่างๆเพื่อลดความเครียดลง

ในปี 1998 วุฒิสมาชิกทอม ฮาร์กินส์ (Tom Harkin) ได้แปรญัตติ ให้ใช้งบประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดตั้ง National center of complementary and alternative medicine หรือ NCCAM คือ ศูนย์การแพทย์ทางเลือกและการแพทย์ผสมผสานแห่งชาติ เพื่อหาวิธีการต่างๆในการรักษาโรคเรื้อรัง เพื่อเป็นทางเลือกนอกเหนือจากการใช้ยาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน และเพิ่มงบประมาณให้ทุกปี

โดยปี 1999 งบเพิ่มเป็น50 ล้านดอลลาร์ต่อปี จนถึงปัจจุบันเป็น 120 ล้านดอลลาร์ต่อปี ถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี รวมเป็นเงินมากกว่า 2,500 ล้านดอลล่าร์ เงินงบประมาณเหล่านี้นอกจากใช้ในการบริหารจัดการแล้ว ส่วนใหญ่ใช้ไปเพื่อทำวิจัยคุณภาพสูง แต่น่าเสียดายที่ในปี 2012 มีการประเมินโดยกรรมาธิการรัฐสภาอเมริกัน พบว่า ใน 20 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่พบเลยว่า จะมีมาตรการหรือการรักษาอย่างหนึ่งอย่างใดมาเป็นทางเลือกในการรักษาโรคเรื้อรัง ทดแทนการรักษาด้วยยาของแพทย์แผนปัจจุบัน

ดังนั้น จึงมีการตัดคำว่า “การแพทย์ทางเลือก” ออกไป เปลี่ยนไปเป็น “ศูนย์การแพทย์ผสมผสานและสุขภาพองค์รวมแห่งชาติ” (National Center of Complementary and Integrative Health หรือ NCCIH ) (www.nccih.nih.gov) และเปลี่ยนแนวคิดมาสนับสนุนวิธีการที่มีงานวิจัยสนับสนุนว่า ได้ผลดีในการบำบัดโรคเรื้อรัง ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นเพียงการนำมาผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ยังไม่สามารถใช้เป็นทางเลือกได้ วิธีการเหล่านี้ ได้แก่ การฝึกสร้างสมดุลทางกายและจิต เช่น การฝึกโยคะ ชี่กง การฝึกสมาธิ การเจริญสติ

ส่วนผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ยอมรับกันมีไม่กี่ตัวที่ใช้ได้ผล ได้แก่ น้ำมันปลาโอเมก้า 3, เมลาโทนิน, พรีไบโอติค โปรไบโอติค นอกนั้นยังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าได้ผลดีมากนัก

วิธีการต่างๆนี้ก็ยังเป็นได้แค่ผสมผสาน ร่วมกับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน อาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การรักษาโรคต่อไปในอนาคตสำหรับโรคเรื้อรัง จะเป็นแบบผสมผสาน โดยใช้ยาร่วมกับวิธีการสร้างสมดุลทางกายและจิต (Mind –Body-Spirit Medicine) จึงจะได้ผลดี

การใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งอวดอ้างสรรพคุณว่ารักษาโรคนั้นโรคนี้ได้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ผล และงานวิจัยยังยืนยันได้ไม่ชัดเจน พวกวิตามิน เกลือแร่ อาหารเสริม สารต้านอนุมูลอิสระ และสมุนไพรต่างๆ บรรจุสำเร็จรูป ที่จำหน่ายในอเมริกาซึ่งครั้งหนึ่งเคยฮือฮากันมาก ปัจจุบันได้รับความนิยมลดลงมากแล้ว รัฐบาลไม่ให้เงินทุนสนับสนุนการวิจัยอีกต่อไป เนื่องจากไม่สามารถบำบัดโรคได้ตามที่กล่าวอ้าง หรือพูดให้ตรงก็คือ ยังไม่พบว่า มีการแพทย์ทางเลือกอะไรที่ได้ผล มาทดแทนการรักษาโรคของแพทย์แผนปัจจุบันได้เลย มีแต่บางประเภทที่ใช้ผสมผสานกัน เสริมกันได้ ทำให้ผลการรักษาดีขึ้น ใช้ยาลดน้อยลงเท่านั้น

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 178 ตุลาคม 2558 โดย นพ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ)









Tom Harkin วุฒิสมาชิกทอม ฮาร์กิ้นส์ ผู้เสนอพระราชบัญญัติจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทางเลือกและผสมผสาน ในสหรัฐอเมริกา
กำลังโหลดความคิดเห็น...