xs
xsm
sm
md
lg

กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา มีหน้าที่เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของชาติ ไม่ได้มีหน้าที่สังคมสงเคราะห์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์



รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาวิทยาการข้อมูลเชิงสถิติ
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


วันนี้ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. แม้จะตั้งกองทุนมาหลายสิบปี ก็ยังไม่สามารถเลี้ยงตนเองได้ ต้องตกเป็นภาระทางการคลังของรัฐไม่รู้แล้ว สาเหตุหลักคือผู้กู้ยืมไม่สามารถคืนหรือจงใจไม่คืนเงินกู้ พูดง่าย ๆ ว่ามีหนี้เสียล้น จนไม่มีเงินพอจะไปปล่อยกู้ให้นักศึกษารุ่นหลังได้

ปัญหานี้ นักศึกษาที่เป็นลูกศิษย์ทำวิทยานิพนธ์กับผม ได้สนใจและเริ่มต้นมาสนทนา จนผมได้แนะนำให้ทำวิทยานิพนธ์ในการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial valuation) และการวิเคราะห์ความไว (Sensitivity analysis) เพื่อวิเคราะห์ว่ากยศ. จะยั่งยืน และหมดเงินกองทุนเมื่อใด ด้วยเหตุปัจจัยใดบ้างที่จะส่งผลกระทบ และผมก็ได้เขียนบทความเผยแพร่ผลงานวิจัยของนักศึกษา และเตือนว่ากยศ. จะไปไม่รอด จะมีหนี้เสียสูงมาก และจะสร้างภาระทางการคลังให้กับประเทศ

โปรดย้อนกลับไปอ่านบทความ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ล้มหรือไม่ล้ม เงินงบประมาณจะต้องเอามาถมอีกแค่ไหน? เผยแพร่: 2 ส.ค. 2561 https://mgronline.com/daily/detail/9610000076769

ทางออกของ กยศ. คืออะไร ทำยังไงไม่ให้ กยศ. ล้ม เผยแพร่: 12 ส.ค. 2561 https://mgronline.com/daily/detail/9610000079912

และบทความ ไม่ให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในสาขาวิชาที่ไม่มีงานทำ ไม่ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้การศึกษามีคุณภาพ!!! เผยแพร่: 26 ม.ค. 2561
https://mgronline.com/daily/detail/9610000008453

จุดเริ่มต้นของ กยศ เป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ แต่พอนำไปใช้เป็นประชานิยม จนถึงเป็นการสังคมสงเคราะห์ แทนที่จะใช้เพื่อเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการพัฒนาประเทศ ก็เลยเป็นภาระของประเทศมากกว่าจะเป็นประโยชน์ กยศ จึงเป็นแหล่งรายได้ของมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งในประเทศไทย หากไม่มีนักศึกษาที่ติดหนี้ กยศ มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งคงต้องปิดกิจการกันไปเลยทีเดียว ปัญหาคือนักเรียนและนักศึกษาไทยไปเลือกเรียนในสาขาวิชาที่เรียนจบได้ง่าย ไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ และไม่ได้ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเพียงพอที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้เมื่อสำเร็จการศึกษาออกมา มีอัตราการได้งานทำต่ำ หรือทำงานต่ำกว่าวุฒิ ที่เรียกว่า underemployment และท้ายที่สุดทำให้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ จนกยศ เองก็ย่ำแย่

เมื่อเรานำเสนอผลการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยออกไป ผู้จัดการกยศ ในเวลานั้นได้แถลงโต้ว่า กยศ มั่นคง ไม่ยอมรับผลการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย และได้ออกกฎหมายให้กยศ สามารถเก็บหนี้ของผู้กู้ยืมจาก กยศ ได้จากนายจ้างทั้งรัฐและเอกชน ให้หักหนี้ได้เลย ซึ่งผมเองคัดค้านและไม่เห็นด้วย กลายเป็นการไปรีดเลือดกับปู

สิ่งที่ผมเคยเสนอไว้คือ ให้กู้ยืม เฉพาะสาขาวิชาที่มีศักยภาพจะมีงานทำและมีรายได้สูงพอที่จะจ่ายคืนหนี้เงินกู้ยืมได้ และเป็นสาขาวิชาที่ประเทศชาติต้องการในการพัฒนาประเทศ เท่านั้น ไม่ต้องให้กู้ยืมทุกคน เด็กนักเรียนยากจน แต่เก่งจริง สอบเข้าเรียนสาขาวิชาที่สามารถหางานได้ มีรายได้ดีหลักจบ เป็นที่ต้องการของประเทศไทย ต้องได้เรียน ไม่ใช่เด็กที่เรียนไม่เก่ง ยากจน อยากเรียนอะไรง่าย ๆ พอให้ตัวเองได้ชื่อว่าจบปริญญาตรีแล้วมาเตะฝุ่น หรือทำงานต่ำกว่าวุฒิปริญญาตรี แล้วก็ไม่มีปัญญาจะจ่ายคืนเงินกู้ยืม ถ้าอย่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องได้เรียน กยศ ไม่ควรทำหน้าที่ด้านสังคมสงเคราะห์หรือประชานิยมแต่ประการใด

ประเทศไทยคือประเทศที่มีหน่วยงานของรัฐทับซ้อนกันมากที่สุด รวมถึง กยศ.

หากตั้งสมมติฐานเชิงนโยบายว่า กยศ. มีหน้าที่หลักคือ "ความยั่งยืนทางการเงินและการลงทุนในทุนมนุษย์" ไม่ใช่ "การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา" การออกแบบกองทุนก็จะเปลี่ยนไปอย่างมาก

ภายใต้กรอบคิดนี้ ข้อเสนอในบทความจะมีความสอดคล้องกันมากขึ้น เช่น ปล่อยกู้เฉพาะหลักสูตรที่มีผลตอบแทนคาดหวังเพียงพอ ใช้ข้อมูลอัตราการมีงานทำ รายได้เฉลี่ยหลังจบ และอัตราผิดนัดชำระหนี้ของแต่ละหลักสูตร หลักสูตรที่มีความเสี่ยงสูงอาจได้รับวงเงินน้อยลงหรือมีเงื่อนไขเพิ่มเติม ใช้การประเมินความเสี่ยง (Risk-based lending) ในการให้กู้ยืม สร้าง Credit scoring model ก่อนปล่อยกู้ โดยประเมินทั้งตัวผู้กู้และหลักสูตรที่เลือกเรียน คล้ายการบริหารพอร์ตสินเชื่อของสถาบันการเงิน แต่ปรับให้เหมาะกับเงินกู้เพื่อการศึกษา

กยศ ยังจะช่วยกำหนด นโยบายการศึกษาของชาติ ทำให้การเงินเพื่อการศึกษา (Education finance) เชื่อมโยงไปยังนโยบายการศึกษาของชาติ (National education policy) และนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ (National economic development policy) อันจะเป็นการสร้างคนเพื่อพัฒนาชาติและสร้างชาติ กยศ ต้องทำหน้าที่เชื่อมแรงจูงใจกับมหาวิทยาลัย หากบัณฑิตของสถาบันใดมีอัตราว่างงานสูงหรือผิดนัดชำระหนี้มาก สถาบันนั้นอาจถูกลดโควตาเงินกู้ในปีถัดไป ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องมีพันธกิจที่จะสร้างคนที่มีศักยภาพสูง ตรงกับความต้องการของประเทศ บัณฑิตมีคุณภาพสูง จึงจะมีเครดิตในการปล่อยให้นักเรียนกู้ยืมเงินมาเรียนได้ ข้อนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็งและมีคุณภาพด้วยเพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่เพื่อจะหาเงินแต่อย่างเดียว เพราะแค่ขายปริญญา ไม่สามารถทำให้มหาวิทยาลัยอยู่รอดได้ ข้อนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยมีแรงจูงใจพัฒนาคุณภาพหลักสูตร ไม่ใช่เพียงรับนักศึกษาให้มากที่สุด

ขณะเดียวกัน กยศ ก็แทบจะทำหน้าที่จัดลำดับความสำคัญของสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น วิศวกรรม เทคโนโลยี สุขภาพ อาชีวศึกษา และสาขาที่มีความต้องการแรงงานสูง หรือ Science, technology, engineering, and mathematics หรือ STEM อาจได้รับการสนับสนุนมากกว่า สาขาที่มีอุปทานล้นตลาดอาจได้รับการสนับสนุนน้อยลง เช่น สาขาสังคมศาสตร์บางสาขาวิชา หรือ สาขามนุษยศาสตร์ เป็นต้น

กยศ จะต้องบริหารกองทุนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ทางการเงิน และใช้วิทยาการข้อมูล ต้อง ติดตามผลตอบแทนของการลงทุน วัดผลแบบ "Return on Investment (ROI)" ของเงินกู้แต่ละรุ่น หากหลักสูตรใดให้ผลตอบแทนต่ำต่อเนื่อง ก็ทบทวนการสนับสนุน

ภายใต้กรอบนี้ กยศ. จะมีลักษณะเป็น กองทุนลงทุนในทุนมนุษย์ (Human Capital Investment Fund) มากกว่ากองทุนสวัสดิการ

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อควรพิจารณาอีกประเด็นหนึ่ง แม้จะไม่ให้ความสำคัญกับ "ความเสมอภาค" ก็ตาม นั่นคือ ประโยชน์ภายนอก (positive externalities) ของบางสาขา เช่น ครู พยาบาล นักวิจัย หรือสาขาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงกว่าผลตอบแทนทางรายได้ส่วนบุคคล ดังนั้น หากใช้ผลตอบแทนทางการเงินเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ประเทศลงทุนในสาขาเหล่านี้ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม

หากรัฐต้องการสนับสนุนสาขาที่มีคุณค่าทางสังคมแต่ผลตอบแทนทางการเงินต่ำ ก็สามารถใช้ กองทุนหรือโครงการเฉพาะกิจ สำหรับวัตถุประสงค์นั้น แยกจาก กยศ. ได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่คุณเสนอว่าแต่ละกองทุนควรมีภารกิจที่ชัดเจน ไม่ควรใช้กองทุนเดียวพยายามบรรลุทุกเป้าหมายพร้อมกัน. ในเชิงสถาปัตยกรรมของนโยบาย (policy architecture) สองกองทุนนี้มีพันธกิจหลักที่ต่างกัน

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ. หรือ EEF) จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยมุ่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสเป็นหลัก

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นกองทุนสินเชื่อเพื่อการศึกษา กล่าวคือ ผู้กู้ได้รับเงินไปเรียนและมีภาระต้องชำระคืนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

ดังนั้น หากกำหนดบทบาทให้ชัดเจน จะได้ว่า

กสศ. = Equity (สร้างโอกาส)
กยศ. = Human Capital Finance (ลงทุนและหมุนเวียนเงินกู้)

เมื่อแยกหน้าที่เช่นนี้แล้ว เกณฑ์การดำเนินงานของ กยศ. ก็ไม่จำเป็นต้องยึด "ความเสมอภาค" เป็นเป้าหมายหลัก แต่ควรยึดหลักอื่น เช่น

ความสามารถในการชำระหนี้ (Repayment Capacity)
ผลตอบแทนจากการลงทุนทางการศึกษา (Return on Educational Investment)
ความต้องการกำลังคนของประเทศ (National Workforce Needs)
ความยั่งยืนของกองทุน (Financial Sustainability)

ภายใต้กรอบนี้ ข้อเสนอในบทความในปี 2561 จะมีตรรกะที่ต่อเนื่องมาก กล่าวคือ กยศ. ไม่ใช่สวัสดิการ แต่เป็นเครื่องมือการลงทุนของรัฐ

ดังนั้น รัฐสามารถเลือกลงทุนในผู้เรียนหรือหลักสูตรที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนต่อประเทศและมีโอกาสชำระคืนได้สูง ขณะเดียวกัน ภารกิจช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสสามารถดำเนินการผ่าน กสศ. หรือทุนประเภทอื่นโดยตรง

อย่างไรก็ตาม แม้จะแยกภารกิจเช่นนี้ ก็ยังมีประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องออกแบบต่อ เช่น สาขาที่ให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงแต่ผลตอบแทนทางการเงินต่ำ (เช่น ครูบางสาขา งานสาธารณสุข หรือการวิจัยพื้นฐาน) ว่าจะใช้ กยศ. สนับสนุนภายใต้เงื่อนไขพิเศษ หรือจะให้ทุนผ่านกองทุนหรือโครงการเฉพาะกิจอื่น ซึ่งเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายมากกว่าจะมีคำตอบเดียวที่ถูกต้อง

"กสศ. มีหน้าที่สร้างโอกาส ส่วน กยศ. มีหน้าที่ลงทุนอย่างคุ้มค่า"

การแยกพันธกิจเช่นนี้ทำให้สามารถกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) ของแต่ละกองทุนได้ชัดเจน และลดความสับสนจากการพยายามให้กองทุนเดียวบรรลุวัตถุประสงค์หลายด้านพร้อมกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายด้านความเป็นธรรมและความยั่งยืนทางการเงินได้.

ลองย้อนกลับไปอ่านกันดูก็ได้ ว่าเมื่อ 8 ปี ก่อน ผมและลูกศิษย์ ได้เคยเสนอทางออกของ กยศ เอาไว้ และผมคิดว่ายังเป็นจริง และยังนำมาใช้แก้ปัญหาในปัจจุบันได้

1.ประเทศไทยมีปัญหาคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะอุดมศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เราผลิตบัณฑิตออกมาไม่ตกงานก็จริง แต่ทำงานต่ำกว่าวุฒิการศึกษามาก เช่น จบปริญญาตรี ไปทำงานได้แค่พนักงาน call center หรือพนักงานขายในร้านสะดวกซื้อ ในทางวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า underemployment ทำให้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนทางการศึกษา เสียเวลา เสียเงิน เสียแรง และไม่ได้พัฒนาคนให้เป็นผู้มีการศึกษา (Educated man)

2. Education for all หรือการศึกษาเพื่อชนทั้งปวงนั้นจำเป็น แต่คนไทยทุกคนไม่จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัย ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมัน เด็กอาจจะไม่ได้เรียนอุดมศึกษามากมายเท่ากับเราด้วยซ้ำ แต่อาชีวศึกษาเขาเข้มแข็งมาก และหากเรานำเงินไปทุ่มให้อุดมศึกษาไร้คุณภาพทั้งหมดเราจะเอาเงินที่ไหนมาส่งเสริมอาชีวศึกษา

3. อาชีวศึกษาชั้นดีของไทยก็หลงทางมาเป็นอุดมศึกษาชั้นเลว สมัยก่อนอาชีวศึกษาชั้นดีมีความเฉพาะทาง เก่ง และได้รับการยอมรับสูงมาก บัญชี ต้องพาณิชย์พระนคร ก่อสร้างต้อง ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย เครื่องกลต้องปทุมวัน ภาพพิมพ์ต้องทุ่งมหาเมฆ ภาษาต้องบพิตรพิมุข คหกรรมศาสตร์ต้องโชติเวช เสื้อผ้าต้องพระนครใต้ ช่างเขียนต้องเพาะช่าง ไป ๆ มา ๆ ทำไมความเก่งกาจและอัตลักษณ์อันยอดเยี่ยมหายไปไหนหมด ทำไมผลิตอุดมศึกษาห่วย ๆ ออกมาเต็มไปหมด ทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้อาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่รอด หรือเพื่อให้อาจารย์มีรายได้? ทำไมไม่เอาเงินไปพัฒนาอาชีวศึกษาให้ดีขึ้น และเป็นที่ต้องการของประเทศมากกว่าด้วย กำลังขาดแคลน และถ้าจบอาชีวะมาฝีมือดี ได้เงินเดือนมากกว่าจบปริญญาตรีห่วยๆ ที่ไม่ตรงกันกับความต้องการของตลาดด้วยซ้ำไป ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายครับ

4. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาของไทยนั้น ปล่อยกู้ให้ทุกคนแทบทั้งหมด โดยไม่มีการทำ credit scoring หรือคำนวณความน่าจะเป็นที่จะเป็นหนี้เสียหรือคะแนนเครดิต อย่างที่ในต่างประเทศเขาทำกัน ทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้ หรือเบี้ยวไปเฉย ๆ จนต้องออกกฎหมายให้ไปหักเงินเดือนจากนายจ้างได้ วิธีการนี้เป็นวิธีที่ กยศ. แบบไทยเราทำกันแบบวัวหายล้อมคอก ในสหรัฐอเมริกานั้นเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาส่วนใหญ่ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ปล่อยกู้ และการทำเครดิตสกอร์นั้นก็ทำกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยอะไรได้ คณะวิชาอะไร ด้วยคะแนนเท่าไหร่ และคณะวิชานั้น ๆ มหาวิทยาลัยนั้น ๆ เมื่อจบออกมาจะมีอัตราการมีงานทำเป็นเท่าไหร่ และจะได้ค่าเฉลี่ยเงินเดือนสักแค่ไหน ซึ่งเมื่อจบออกมาก็จะมีความสามารถในการชำระหนี้ มีปัญหาหนี้เสีย (Default loan) น้อย ในอีกด้านนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก็ได้เรียนวิชาการเงินส่วนบุคคล ซึ่งได้สอนเรื่องการวางแผนการเงินเพื่อการศึกษา ให้นักเรียนวางแผนว่าจะกู้ยืมเงินนั้น ตัวเองควรสอบได้คะแนนเท่าไหร่ เพื่อไปเรียนคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหน แล้วจบมาจะมีงานทำได้หรือไม่ และจะได้เงินเดือนเฉลี่ยหลังจบเท่าไหร่ แล้วต้องผ่อนกันกี่ปี จะทำงานใช้หนี้ได้อย่างไร จะออมเงินกันอย่างไร ทำให้มีความแตกฉานทางการเงินดีกว่านักเรียนไทย

5. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น ส่วนใหญ่ปล่อยกู้ให้นักศึกษาในสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเอกชนต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษานี้คือมหาวิทยาลัยเอกชน แต่คำถามคือแล้วประเทศชาติต้องการบัณฑิตทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มากขนาดนี้หรือไม่ และคุ้มค่าเพียงใดที่จะลงทุนไปมากเช่นนั้น เมื่อจบมาแล้วหางานทำไม่ได้หรือทำงานต่ำกว่าวุฒิการศึกษาและจ่ายคืนเงินกู้ไม่ได้ก็ตกเป็นภาระทางการคลังของชาติ

6.ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยมากเกินไป ประเทศเล็ก ๆ แต่มีสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 300 แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฎ วิทยาลัยชุมชน สถาบันราชมงคล วิทยาลัยพลศึกษา วิทยาลัยเกษตร วิทยาลัยนาฎศิลป์ แตกยิบย่อยมากมาย ในขณะที่ประชากรถดถอย เด็กไทยเคยเกิดปีละเกินล้านคนติดต่อกันมาสามสิบปี ขณะนี้เกิดปีละแค่ไม่เกินเจ็ดแสนคนต่อปี มหาวิทยาลัยมีที่ว่างระดับปริญญาตรีปีละแสนสี่ มีนักเรียนสมัครเข้ามหาวิทยาลัยปีละเจ็ดแปดหมื่นคน มหาวิทยาลัยแข่งกันเปิดภาคพิเศษ ภาคสมทบ ภาคนอกเวลา ไปเปิดกันนอกที่ตั้งมากมาย คุณภาพอยู่ที่ไหน? มั่นใจได้แค่ไหน มหาวิทยาลัยเอกชนถึงกับจัดโปรโมชั่นแจกไอแพด ลดค่าหน่วยกิตให้หากพาเพื่อนมาสมัคร ทำกันสารพัดจัดเต็มราวกับขายสินค้า/บริการที่ชื่อว่าปริญญาบัตร บางแห่งไม่รอดต้องขายที่ทำคอนโดมิเนียม หรือบีบอาจารย์มหาวิทยาลัยให้ออกจากงาน ทางออกมีทางเดียวคือยุบเลิก ควบรวม พัฒนาคุณภาพให้ได้ ไม่ใช่ขายปริญญา เรียนกันง่าย ๆ จบง่าย ๆ ไม่ได้มีความรู้เพียงพอที่จะทำงานให้สมกับวุฒิการศึกษาที่จบมาได้ ส่วนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่กลัวจะตกงาน ถ้ามีความรู้ความสามารถมากเพียงพอจริง งานข้างนอกมีเยอะแยะมากมาย ประเทศชาติกำลังขาดแคลนแรงงาน หากหางานนอกมหาวิทยาลัยไม่ได้ แสดงว่าท่านไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะสอนนักศึกษาให้จบไปทำงานได้จริงหรือไม่?

7. การเรียนวิชาอื่น ๆ ที่สำคัญสำหรับประเทศชาติ เช่น ภาษาบาลี สันสกฤต หรือวิชา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ พวกวิชาทางศิลปศาสตร์ หรือ liberal education พวกนี้จำเป็นสำหรับมนุษย์และจำเป็นสำหรับประเทศ แต่วิชาเหล่านี้มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ ที่ได้คุณภาพสูงก็สามารถหารายได้จากอย่างอื่นมาอุดหนุนได้ หากมีคุณภาพอย่างแท้จริง ไม่ได้น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด ที่ไปไม่รอดจริง ๆ คือสาขาวิชาพวกนี้ที่ไม่ได้เก่งจริง ถ้ามีความสามารถจริง ๆ ต้องมีทางที่จะอยู่รอดได้ ไม่ได้อยู่รอดอย่างฟู่ฟ่า แต่อยู่รอดอย่างมีสง่าและมีศักดิ์ศรี นักศึกษาที่เก่งจริงหากต้องการเรียนสาขาวิชาเหล่านี้ มหาวิทยาลัยก็สามารถให้ทุนการศึกษาได้ เรียนเพื่อสร้างคนไปเป็นปราชญ์ ไปชี้นำสังคม ไม่ได้ต้องการจำนวนมากมายแต่อย่างใด หากมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพดี มีศักยภาพ น่าจะอยู่ในฐานะที่จะดูแลได้พอสมควร

8. ผลการศึกษาโดยการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial valuation) โดยผมและนักศึกษาในที่ปรึกษานายวสุรัตน์ กลิ่นหอมรื่น ซึ่งกำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่ พบว่าในปีการศึกษา 2556 มีผู้กู้ที่มาชำระเพียง 2,034,924 คน หรือร้อยละ 72.97 และมีหนี้ที่ค้างชำระอยู่ถึง 25,073 ล้านบาท หรือร้อยละ 34.72 และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปี หากยังปล่อยให้มีการกู้ยืมแบบนี้อีกต่อไป ในปี 2563 เงินกองทุนของ กยศ. จะเริ่มติดลบ และรัฐบาลต้องหาเงินมาให้กู้เพิ่มเติมอีกไปเรื่อย ๆ จนเป็นภาระทางการคลังของรัฐบาล และก่อให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ ซึ่งประเทศไทยเองมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าจะชนเพดานหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติหรือจีดีพี คำถามคือ เราจะมีหนี้สาธารณะท่วมท้น โดยที่ผลิตคนได้ไม่ตรงกับความต้องการในการพัฒนาประเทศและไม่คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่?

9. การลงทุนในอุดมศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ แต่การลงทุนในอุดมศึกษาอย่างฉลาด คุ้มค่า ทำให้พัฒนาคนให้มีการศึกษาสามารถมาเป็นกำลังสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศได้น่าจะสำคัญอย่างที่สุด มากกว่าจะให้ทุนการศึกษาสำหรับคนที่เหมาะที่จะเรียนด้านอื่นมากกว่าอุดมศึกษาเพียงเพื่อสนองค่านิยมบ้าปริญญาในสังคมไทย หรือเพื่อให้มหาวิทยาลัย/อาจารย์มหาวิทยาลัยได้อยู่รอดมากกว่าที่จะพัฒนาประเทศตามความจำเป็น การศึกษาคือการลงทุน เมื่อรัฐบาลจะลงทุนแล้วประเทศชาติต้องได้ผลประโยชน์สูงสุด ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ ไม่จำเป็นต้องประชานิยมหรือสังคมสงเคราะห์เพื่อให้เกิด education for all โดยไม่จำเป็น รัฐบาลต้องใช้การเงินเพื่อการศึกษาเป็นเครื่องมือผลักดันให้เกิดคุณภาพการศึกษา เนื้อไหนเน่าเปื่อย เนื้อไหนร้ายก็ต้องตัดทิ้งต้องผ่าตัด รักษาให้ทันท่วงทีก่อนที่ประเทศไทยจะเสียหายไปมากกว่านี้ เพราะคนไทยได้รับการศึกษา แต่คนไทยยังไม่มีการศึกษาเพียงพอที่จะพัฒนาประเทศ ไม่จำเป็นต้องหาเสียงจากเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแต่อย่างใด อีกอย่างที่อยากจะเน้นคือคุณภาพการศึกษาระดับ อนุบาลศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา มีความสำคัญมากกว่าอุดมศึกษาด้วยซ้ำไป!!! และน่าจะต้องทำให้ดีมีคุณภาพมากกว่านี้