รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง แหล่งเงินกู้สำหรับคนยากจน ที่เรียกว่า Microfinance คนยากจนจะไปหาแหล่งเงินกู้ยากมาก บังคลาเทศมีนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคือ Muhammad Yunus คิดนวัตกรรม Grameen Bank (ธนาคารกรามีน) อันเป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาชุมชนและไมโครไฟแนนซ์ในบังกลาเทศ ในค.ศ. 1976 โดยเน้นให้สินเชื่อแก่คนยากจน โดยเฉพาะผู้หญิง โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อลดความยากจนและส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก
คนยากจนในประเทศไทยก็พบปัญหาเดียวกัน คือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Collateral) เลยไม่มีธนาคารพาณิชย์ใดยอมให้กู้เงิน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้คนยากจนต้องมีต้นทุนทางการเงิน (Cost of capital) ที่สูงมากกว่าคนร่ำรวยมีฐานะ เนื่องจากไม่มีธนาคารกรามีน ก็ต้องไปกู้นอกระบบ
ปัญหาของการกู้นอกระบบคือการคิดดอกเบี้ยมหาโหด เพราะดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบในไทยมักคิดแบบ "ดอกลอย" คือจ่ายแต่ดอกเบี้ยรายวัน/รายเดือนโดยไม่ลดเงินต้น หรือคิดดอกเบี้ยทบต้น อัตราสูงมากถึง 5-30% ต่อเดือน (60-360% ต่อปี) หรือบางกรณีสูงถึงร้อยละ 730 ต่อปี สูงกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด (ไม่เกิน 15% ต่อปี หรือ 1.25% ต่อเดือน) ไว้หลายเท่าตัว ทำให้ลูกหนี้ติดกับดักหนี้ตลอดไป และคนยากจนไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากหรือขยับเศรษฐฐานะได้เลย แต่จะไปกู้จากสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ก็ไม่มีใครยอมปล่อยกู้ เพราะถือว่าเสี่ยงสูงมาก ต้องมีค่าชดเชยความเสี่ยง (Risk premium) ที่สูงมาก
กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีขนาดกองทุนที่ 2.8 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 1.5 เท่าของเงินงบประมาณแผ่นดินของไทยในแต่ละปี ผู้ประกันตนของกองทุนประกันสังคมแบ่งเป็นสามประเภท
มาตรา 33 (ลูกจ้างในสถานประกอบการ): มีจำนวนประมาณ 11.9 - 12 ล้านคน
มาตรา 39 (ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ): เป็นกลุ่มที่เคยเป็นลูกจ้าง ม.33 แล้วลาออกแต่สมัครใจส่งเงินสมทบต่อ
มาตรา 40 (ผู้ประกันตนอิสระ): สำหรับแรงงานนอกระบบ เช่น พ่อค้าแม่ค้า หรืออาชีพอิสระ
จำนวนผู้ประกันตนกองทุนประกันสังคมทั่วประเทศ (มาตรา 33, 39, 40) ณ เดือนมิถุนายน 2568 มีรวมกว่า 24.8 ล้านราย แยกเป็นมาตราได้ดังนี้:
มาตรา 33 (พนักงานเอกชน) มีสมาชิกสูงสุดกว่า 11.94 ล้านคน (ข้อมูลพ.ค. 67),
มาตรา 39 (ผู้ส่งต่อเอง) มีผู้ประกันตนประมาณ 1.7 - 1.8 ล้านราย และ
มาตรา 40 (แรงงานอิสระ) ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีจำนวนผู้ประกันตน ทั่วประเทศอยู่ที่ 11,031,609 คน โดยแบ่งตามทางเลือกการจ่ายเงินสมทบได้ดังนี้
ทางเลือกที่ 1 (จ่าย 70 บาท/เดือน): 2,738,371 คน
ทางเลือกที่ 2 (จ่าย 100 บาท/เดือน): 7,044,039 คน
ทางเลือกที่ 3 (จ่าย 300 บาท/เดือน): 1,249,199 คน
แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกันตนมาตรา 40 ไม่ค่อยจะยอมส่งเงินสมทบเท่าไหร่นัก ตัวเลขนี้น่าจะไม่ตรงกันกับพฤติกรรมจริง น่าจะเป็นเพียงทางเลือกที่เลือกไว้ แต่พฤติกรรมการจ่ายเงินสมทบจะมิได้เป็นเช่นนี้
ผมเองเคยแสดงทัศนะว่าหากให้ผู้ประกันตนนำเงินที่สมทบไว้ออกมากู้ยืมได้ จะสร้างปัญหา ดังที่เคยมีการนำเสนอข่าว “เงินชราภาพ” ออกมาใช้คือหายนะของ “ประกันสังคม” https://mgronline.com/specialscoop/detail/9650000015770 เพราะว่าการจ่ายบำนาญกรณีชราภาพ จนเงินกองทุนหมดในอีกประมาณ 10-15 ปีข้างหน้า ตามที่นักคณิตศาสตร์ประกันภัยขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International labor organization: ILO) ได้ประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial valuation) เอาไว้ ด้วยเหตุผลดังนี้
หนึ่ง ประเทศไทยเข้าสูงสังคมสูงอายุเต็มขั้น เรามีภาวะประชากรถดถอย มีเด็กเกิดน้อยกว่าคนแก่ตาย และมีประชากรวัยแรงงาน (Working population) ที่จะเข้าเป็นผู้ประกันตนลดลง
สอง กองทุนประกันสังคมของไทยมีอายุเกษียณ (Pensionable age) ต่ำสุดในโลกคือ 55 ปี ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ คือ 62 ปีบ้าง 67 ปีบ้าง
สาม กองทุนประกันสังคมของไทยมีกฎเกณฑ์กำหนดว่าผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบรวมกันมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 180 เดือน (หรือ 15 ปี) โดยไม่จำเป็นต้องส่งติดต่อกัน ดังนั้นหากเป็นผู้ประกันตนเมื่ออายุ 40 ปี และส่งครบทุกเดือนจะสามารถเกษียณได้ไวสุดและได้รับเงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคมเมื่ออายุ 55 ปี
สี่ การจ่ายเงินบำนาญของกองทุนประกันสังคมของไทยเป็นแบบ Defined benefits (DB) และ Pay As You Go (PAYG) ทำให้เกิดการจ่ายบำนาญให้คนแก่ที่เกษียณก่อน โดยไปนำเงินสมทบของผู้ประกันตนที่อายุน้อยและยังไม่เกษียณมาจ่ายไปเรื่อย ๆ ไปจนกว่าผู้ประกันตนที่เกษียณอายุไปแล้วจะเสียชีวิต ทำให้เงินกองทุนประกันสังคมหมดและติดลบไป ทั้งนี้
Pay-As-You-Go (PAYG) คือ ระบบจ่ายไปใช้ไป ไปจนกว่าเงินจะหมด ก็ต้องไปกู้มาจ่ายบำนาญ เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ ยิ่งประชากรอายุยืน ยิ่งมีปัญหาเงินไม่พอจะจ่าย
Defined Benefit (DB): ระบบที่กำหนดสิทธิประโยชน์แน่นอน (เน้น "ปลายทาง" ว่าจะได้กี่บาท)
Defined Contribution (DC): ระบบที่กำหนดเงินสมทบแน่นอน (เน้น "ต้นทาง" ว่าออมเท่าไหร่) กองทุนบำนาญข้าราชการ (กบข) ใช้วิธีการนี้ จ่ายบำนาญไปตามที่ส่งเงินและมีผลประโยชน์งอกเงยจากการลงทุน
สำหรับกองทุนประกันสังคมของไทย ใช้ ระบบที่กำหนดสิทธิประโยชน์แน่นอน (DB) และ ระบบจ่ายไปใช้ไป (PAYG) ทำให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรง
ห้า อัตราการสมทบรวม (Total contribution rate) จากนายจ้าง ผู้ประกันตน และภาครัฐ ของกองทุนประกันสังคมของไทยอยู่ที่ 5+5+2.5=12.5% ต่ำมากอันดับต้น ๆ ของโลกเช่นกัน (เช่น จีนหรือเวียดนาม อัตราการสมทบรวมอยู่ที่ >20% ส่วนฝรั่งเศสอยู่ที่ >40%) ทำให้มีเงินสมทบสะสมน้อยแต่ต้องจ่ายบำนาญค่อนข้างมาก กองทุนจึงมีเงินกองทุนติดลบอย่างรวดเร็ว
หก กองทุนประกันสังคมของไทย มีการกำหนด "เพดานค่าจ้าง" หรือ "เพดานเงินสมทบ" ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Wage Ceiling หรือ Contribution and Benefit Base เรียกเป็นภาษากฎหมายว่า "จำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ" (The wage base for calculating contributions) อันเป็น "กฎกระทรวง กำหนดจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม" ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติประกัน สังคม พ.ศ. 2533 การกำหนดเพดานเงินสมทบเช่นนี้ เพราะเป็น Defined Benefits และ Pay As You Go ไม่ใช่ Defined Contribution ทำให้เกิดการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ไม่ใช่คนที่ส่งไว้มากได้มากแต่อย่างใด แต่เป็นการเกลี่ยให้ส่งใกล้เคียงกัน ไม่แตกต่างกันมาก แต่มีข้อเสียคือกองทุนประกันสังคมเติบโตช้าและมีขนาดกองทุนไม่ใหญ่พอและอาจจะเกิดเงินกองทุนติดลบได้รวดเร็ว ข้อนี้กองทุนประกันสังคมเองได้ปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบเป็นแบบการขึ้นแบบขั้นบันได ในทางนโยบายเรียกว่า "การปรับเพิ่มแบบช่วงเวลา" เพื่อลดผลกระทบต่อนายจ้างและลูกจ้าง จากปัจจุบัน - ธ.ค. 2568 กำหนดเพดานเงินสมทบไว้ที่ 15,000 บาท ม.ค. 2569 - ธ.ค. 2571 เป็น 17,500 บาท ม.ค. 2572 - ธ.ค. 2574 เป็น 20,000 บาท ม.ค. 2575 เป็นต้นไป เป็น 23,000 บาท
ดูรายละเอียดได้จาก เหตุใด “กองทุนประกันสังคม” จึงมีโอกาสล่มสลายสูงมาก? https://mgronline.com/daily/detail/9580000135514 และ “มะเร็ง” ที่ทำให้กองทุนประกันสังคมล้มละลาย สาเหตุและวิธีการรักษา https://mgronline.com/daily/detail/9680000017649
แต่เมื่อได้สนทนากับ รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นักเศรษฐศาสตร์การเมือง ก็ทำให้คิดว่า การทำให้กองทุนประกันสังคมเป็นแหล่งเงินกู้สำหรับคนยากจนหรือ Microfinance เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยนั้นสามารถทำได้ เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะหากมีการยกระดับทุนมนุษย์ของผู้ประกันตนจะช่วยยกเศรษฐฐานะของผู้ประกันตน ทำให้ท้ายที่สุดผู้ประกันตนสามารถส่งเงินสมทบได้เพิ่มขึ้น เป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และให้ผู้ประกันตนได้มีโอกาสขยับเศรษฐฐานะ โดยที่กองทุนประกันสังคมยังคงบริหารความเสี่ยงได้ ไม่สูญเงิน ในขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนประกันสังคมอาจจะสูงขึ้นได้ โดยมีข้อมูลที่พึงพิจารณาดังนี้
หนึ่ง อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน (Investment Return) คือความสามารถในการบริหารเงินลงทุนทั้งหมดของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี (2558–2567) อยู่ที่ประมาณ 3.5% ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.59% ข้อมูลจาก https://www.bangkokbank.com/th-TH/-/media/48657dd6856d41188d1019fcbb20fe71.ashx
สอง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest spread) ของธนาคารพาณิชย์ไทย ค่อนข้างกว้าง ดอกเบี้ยเงินฝากประจำปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 ดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกหนี้ชั้นดี (Minimum lending rate) อยู่ที่ประมารณ 6.5% ต่อปี หรือมี interest spread อยู่ที่ 5.5% ต่อปี
สาม ดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ เป็นดอกลอยอยู่ที่ 60-360% ต่อปี หรืออาจจะสูงถึง 730% ต่อปี ทำให้คนไทยที่มีหนี้นอกระบบเป็นหนี้ไปชั่วนิรันดร์ ไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก
สี่ ผู้ประกันตนประมาณร้อยละ 60 จาก ประมาณ 25 ล้านคน มีเงินเดือนหรือรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน ทำให้เห็นได้ว่าการกระจายของเงินเดือนหรือรายได้ของผู้ประกันตนนั้นเบ้บวก ส่วนใหญ่มีรายได้น้อย คนที่มีเงินเดือนสูงเกินกว่าเพดานเงินสมทบมีเพียงประมาณร้อยละ 40
ดังนั้น หากกองทุนประกันสังคมจะพัฒนาตนเองให้เป็นแหล่งเงินกู้สำหรับคนยากจนในลักษณะของ Microfinance จะเป็นประโยชน์ ยังมีช่องว่างอีกมาก
หนึ่ง ผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 2-3% ต่อปีในปัจจุบัน อันสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารปัจจุบันคือร้อยละ 1 ต่อปี 2-3 เท่า ถือว่ากองทุนประกันสังคมทำได้ดี แต่ผู้ประกันตนหากไปกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ก็ต้องเสียดอกเบี้ยอย่างน้อยร้อยละ 6.5 ต่อปี (ซึ่งก็กู้ไม่ได้หากฐานเงินเดือนต่ำและไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน) แต่ถ้าไปกู้นอกระบบจะเสียดอกเบี้ยร้อยละ 60-360% ต่อปี) ช่องว่างของดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนเช่นนี้ใหญ่กว้างมาก และกองทุนประกันสังคมสามารถอาศัยจุดนี้ในการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนประกันสังคมได้
อย่างเลวร้ายที่สุด กองทุนประกันสังคม คิดดอกเบี้ยเงินกู้จากผู้ประกันตนเท่ากับธนาคารพาณิชย์คือร้อยละ 6.5 ต่อปี เพราะหลักทรัพย์ค้ำประกันก็คือเงินสมทบสะสมที่ฝากเอาไว้ นอกจากนี้ยังสามารถออกกฎหมายให้หักเงินสมทบภายหลังจากการกู้เงินจากกองทุนประกันสังคม เป็นการจ่ายหนี้เพื่อหักเงินต้นและดอกเบี้ยต่อไปได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นการได้ช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ โดยที่กองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงน้อยมากหรือไม่มีเลย
แต่กองทุนประกันสังคมจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่อปีสูงขึ้นกว่าร้อยละ 2-3 มาเป็นร้อยละ 5-6.5 ต่อปี หากบริหารหนี้ได้ดีพอหรือมีต้นทุนในการบริหารกองทุนไม่สูง เพียงเท่านี้ก็ดีกว่าให้ผู้ประกันตนไปกู้นอกระบบที่ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 60-360 ต่อปีมากมายแล้ว
แต่ถ้ากองทุนประกันสังคมจะช่วยเหลือผู้ประกันตนมากขึ้นไปอีกก็สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ที่กำหนดไว้ในปัจจุบันเฉลี่ยร้อยละ 6.5 ต่อปี
แนวทางนี้น่าจะทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนของกองทุนประกันสังคมสูงขึ้นช่วยให้กองทุนประกันสังคมมั่นคงขึ้นและช่วยให้ขยายเวลาที่เงินกองทุนประกันสังคมจะหมดไปออกไปได้
ผู้ประกันตนที่มีรายได้น้อย จะสามารถกู้เงินที่ตนเองสมทบไป (จะให้กู้ได้จากทั้งส่วนที่สมทบจากนายจ้าง ผู้ประกันตน หรือภาครัฐ) ก็สามารถพิจารณาได้ หากป้องกันความสูญเสียหรือลดความเสี่ยงมากที่สุด ก็ให้กู้ได้จากเฉพาะเงินสมทบสะสมในส่วนของตัวผู้ประกันตนเอง ในลักษณะของ Defined contribution เช่น ส่งมาแล้วทุกเดือน เป็นเวลา 100 เดือนหรือสิบปี เดือนละ 750 บาท เป็นส่วนของผู้ประกันตนเอง 300 บาท นายจ้าง 300 บาท ภาครัฐ 150 บาท ดังนั้นเพดานเงินกู้หากระวังที่สุด เฉพาะในส่วนของเงินสมทบสะสมของผู้ประกันตนเองคือ 30,000 บาท หากขยายเพดานเงินกู้ให้รวมเงินสมทบสะสมส่วนของผู้ประกันตน+นายจ้างจะเป็น 60,000 บาท และหากขยายเพดานเงินกู้ให้รวมเงินสมทบสะสมส่วนของผู้ประกันตน+นายจ้าง+ภาครัฐ จะเป็น 75,000 บาท ในทัศนะของผมเห็นว่า ไม่ควรกำหนดเพดานเงินกู้ไปรวมเงินสมทบสะสมของนายจ้างและภาครัฐที่จ่ายให้ผู้ประกันตน แต่อาจจะลองศึกษาวิจัยดูได้
เงื่อนไขในการปล่อยกู้ให้ผู้ประกันตน
หนึ่ง ต้องเป็นผู้ประกันตนที่มีรายได้น้อย แต่มีวินัยในการส่งเงินสมทบ เช่น ส่งสมทบมามากกว่า 120 เดือนหรือสิบปี
สอง การขอกู้เงินต้องมีแผนและหลักฐานในการยกระดับทุนมนุษย์ของตนเองหรือครอบครัว เช่น กู้ไปเรียนต่อเพื่อปรับวุฒิการศึกษาให้สูงขึ้น อันจะทำให้มีงานทำดีขึ้น กู้ให้ครอบครัวไปลงทุนค้าขาย ลงทุน ต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน มีความเป็นไปได้ (Feasibility) ที่จะประสบความสำเร็จ นำมาสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การกู้ยืมไปเพื่อซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น
สาม ผู้ประกันตนต้องยอมให้นายจ้างหักส่งเงินกู้เป็นรายเดือน โดยที่สำนักงานประกันสังคมต้องมีกฎหมายรองรับในส่วนนี้ ให้มีอำนาจทำได้ เริ่มต้นอาจจะให้กู้เฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีเงินเดือนมีงานประจำ อันจะลดความเสี่ยงของหนี้เสียให้เหลือเฉพาะการตกงานของผู้ประกันตนเท่านั้น หากผู้ประกันตนส่งชำระเงินกู้ไม่ไหวจึงมีทางเลือกที่สอง หักหนี้จากเงินสบทบรายเดือนแทน (เพื่อให้ลดการหักเงินลง) โดยถือว่าไม่ส่งเงินสมทบ
สี่ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกันตนกู้เงินสมทบสะสมของตนเอง พร่ำเพรื่อ โดยไม่มีความจำเป็น กำหนดให้ตลอดชีวิตการทำงานสามารถกู้ได้ไม่เกินสามครั้ง และเมื่อกู้เงินแล้วต้องใช้เงินกู้เก่าพร้อมดอกเบี้ยให้หมดเสียก่อนและเว้นระยะเวลาอีกสองปี จึงจะสามารถกู้เงินครั้งใหม่ได้
ห้า การพิจารณาปล่อยกู้ต้องคำนึงถึงอายุของผู้กู้ ว่าต้องผ่อนชำระไม่เกินอายุเกษียณ และแต่ละเดือนต้องไม่ผ่อนมากเกินกว่าเงินสมทบเดิมที่เคยหักไว้ในแต่ละเดือน
การกำหนดกติกาและออกกฎหมายเช่นนี้ กองทุนประกันสังคม มีความเสี่ยงน้อยมาก และยังเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศให้ดีขึ้น ในมุมกลับกันก็ช่วยให้กองทุนประกันสังคมมีผลตอบแทนดีขึ้น เพราะตนเองทำหน้าที่สถาบันการเงินเอง
ประเด็นคำถามที่ต้องศึกษาโดยการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial valuation) และการวิเคราะห์ความไว (Sensitivity analysis) หรือ What-if analysis คืออะไร
หนึ่ง ความแพร่หลายในการกู้เงินของผู้ประกันตน เช่น สมมุติว่ามีผู้ประกันตนมาตรา 33 ร้อยละ 15-20-25-30-35 ขอกู้เงินแตกต่างกัน จะส่งผลต่อเงินกองทุนอย่างไร จะยั่งยืนหรือไม่
สอง ผู้ประกันตนจะกู้เงินยอดเงินเต็มเพดานเงินกู้ที่ตนมีสิทธิกู้หรือไม่ เช่น ทุกคนกู้ร้อยละ 100 หรือ 75 หรือ 50 ของเพดานเงินกู้ของตน จะส่งผลต่อเงินกองทุนอย่างไร จะยั่งยืนหรือไม่
สาม ผู้ประกันตนโดยเฉลี่ย จะใช้สิทธิกู้เงินสมทบสะสมของตนอีกครั้ง ร้อยละ 30 กู้หนึ่งครั้ง ร้อยละ 20 กู้สองครั้ง ร้อยละ 10 กู้สามครั้ง และร้อยละ 40 ไม่กู้เลยแม้แต่ครั้งเดียว จะส่งผลต่อเงินกองทุนอย่างไร จะยั่งยืนหรือไม่
สี่ อัตราการว่างงานของผู้ประกันตน หากมีอัตราการว่างงานสูง จะทำให้จ่ายคืนเงินกู้ไม่ได้ เพราะไม่มีนายจ้างคอยหักเงินสมทบใช้หนี้แล้ว จะส่งผลต่อเงินกองทุนอย่างไร จะยั่งยืนหรือไม่
ห้า ผู้ประกันตนจะเลือกที่จะไม่ส่งเงินสมทบชั่วคราวไปจนกว่าจะหมดหนี้เป็นร้อยละเท่าใด เพราะอาจจะมีผู้ประกันตนที่ยอมให้หักเงินสมทบและยอมให้หักหนี้เงินกู้ด้วย หากมีผู้ประกันตนที่เลือกจะไม่ส่งเงินสมทบชั่วคราวไปจนกว่าจะหมดหนี้สูง ๆ จะส่งผลต่อเงินกองทุนอย่างไร จะยั่งยืนหรือไม่
ผลการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยและการวิเคราะห์ความไวนี้ จะช่วยทำให้เห็นแนวทางในการพัฒนากองทุนประกันสังคมให้เป็นแหล่งเงินกู้สำหรับผู้มีรายได้น้อย (Microfinance) ที่จะช่วยพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยให้ดีขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่กองทุนประกันสังคมก็มีผลตอบแทนที่ดีขึ้น ช่วยให้กองทุนยั่งยืนมากขึ้น สามารถรองรับภาวะสังคมสูงอายุเต็มขั้นที่ประเทศไทยเผชิญ


