ถ้าเปิดดูโพลเลือกตั้งในช่วงนี้ ภาพที่ปรากฏแทบไม่ต่างกัน ไม่ว่าโพลสำนักไหน ตัวเลขส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าพรรคประชาชนนำ โดยเฉพาะโพลที่ถูกมองว่าน่าเชื่อถืออย่างนิด้าโพล ยกเว้นเพียงภาคใต้ที่พรรคประชาธิปัตย์ยังรักษาความเป็นอันดับหนึ่งไว้ได้ แต่สำหรับผม คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าโพลบอกอะไร หากคือ “เราควรเชื่อโพลแค่ไหน” เพราะโพลหลายโพลมีผลที่แตกต่างกัน และโพลออนไลน์สามารถใช้โปรแกรมโหวตได้
ย้อนกลับไปปี 2566 ครั้งนั้น นิด้าโพลรอบแรกกับรอบสองบอกตรงกันว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะอย่างถล่มทลาย และแพทองธาร ชินวัตร มีความนิยมเหนือพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อย่างชัดเจน แต่โพลรอบสามมาพลิกในช่วงใกล้เลือกตั้ง แล้วพรรคก้าวไกลก็ชนะการเลือกตั้ง จาก “คาริสม่าและกระแสของพิธา” ที่พาอารมณ์และความหวังของผู้คนไปไกลกว่าที่โพลจะจับได้
ดูมติชน-เดลินิวส์โพลล่าสุด พรรคโอกาสใหม่ และจตุพร บุรุษพัฒน์มาอันดับ 3 ชนะพรรคภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความจริง ผมจึงไม่เชื่อโพลแบบยึดเป็นคำพยากรณ์ โพลมีค่าในฐานะข้อมูลประกอบ แต่ไม่ใช่บทสรุป เพราะการเลือกตั้งไทย โดยเฉพาะในระบบเขต ยังถูกกำหนดด้วยปัจจัยที่โพลแตะไม่ถึง ทั้งโครงสร้างพื้นที่ บ้านใหญ่ เครือข่ายอุปถัมภ์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ความรู้สึกของประชาชน” ในช่วงเวลานั้นจริงๆ
หากมองจากการติดตามข่าว การลงพื้นที่ และบรรยากาศการเมืองโดยรวม ผมยังเชื่อว่าการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้เป็นเกมที่พรรคประชาชนจะชนะง่ายๆ และไม่ได้เป็นสนามที่มีผู้ชนะขาดลอย สามพรรคใหญ่คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ยังสูสีกันมากกว่าที่โพลพยายามทำให้เห็น
แม้หลายคนจะมองว่าพรรคประชาชนมีโอกาสชนะอีกครั้ง แต่สำหรับผม รอบนี้ไม่ง่ายเหมือนเดิม จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้อยู่ที่กระแสบนโซเชียล แต่อยู่ที่ “ระบบเขต”
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้พรรคประชาชนมีแนวโน้มจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก แต่อยู่ที่ “ภาคตะวันออก” และ “ปริมณฑล” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลายคนยังประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง พื้นที่ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงชัดที่สุดไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่คือภาคตะวันออก ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลเคยกวาดยกภาคแบบแทบไม่ต้องลุ้น แต่เที่ยวนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมเลย
บ้านใหญ่ฝั่งตะวันออกจับมือกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งระดับจังหวัดและระดับเครือข่ายข้ามจังหวัด และนี่คือสนามที่พิสูจน์ชัดว่า พรรคที่ไม่มีโครงสร้างพื้นที่แข็งแรง ต่อให้มีกระแสระดับประเทศดีแค่ไหน ก็ไปต่อยากมากในระบบเขต เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า สส.ของพรรคก้าวไกลที่มาเป็นพรรคประชาชน “เข้าไม่ถึงประชาชน” ไม่เกาะพื้นที่ ไม่ฝังตัว และไม่สร้างความคุ้นชินในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน
เมื่อเผชิญหน้ากับบ้านใหญ่ที่มีทั้งเครือข่าย งบประมาณ และระบบอุปถัมภ์ที่ทำงานจริง ผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่แพ้แบบเฉือน แต่มีโอกาสแพ้เป็นชุด และภาพเดียวกันเริ่มปรากฏในพื้นที่ปริมณฑลอย่างนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งครั้งที่แล้วกระแสพรรคก้าวไกลแรงพอจะชนะบ้านใหญ่ได้ แต่รอบนี้สนามกลับเข้าสู่โหมดปกติของการเมืองไทยอีกครั้ง คือการแข่งขันเชิงโครงสร้างมากกว่ากระแส
อีกปัจจัยหนึ่งที่ประมาทไม่ได้คือกระแสชาตินิยม ซึ่งกำลังแรงขึ้นตามสถานการณ์จริงของประเทศ พรรคประชาชนไปที่ไหน มักถูกตั้งคำถามซ้ำๆ ว่า “ด้อยค่าทหารทำไม” และคำถามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มอนุรักษนิยม แต่ลามไปถึงประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้าน จนเกิดการปะทะ และดูแล้วยังไม่จบง่ายๆ
แม้พรรคจะพยายามอธิบายว่าเป็น “พรรครักทหาร” แต่ในสายตาของคนจำนวนมาก คำอธิบายนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะมีทั้งคำพูดในอดีตและร่องรอยทางดิจิทัลที่ย้อนแย้งกับคำอธิบายในปัจจุบัน ในภาวะที่ความมั่นคงกลายเป็นเรื่องความรู้สึกพื้นฐานของประชาชน ไม่ใช่แค่ประเด็นเชิงอุดมการณ์
เมื่อเอาปัจจัยทั้งหมดมาประกอบกัน พรรคที่ได้เปรียบที่สุดในสายตาของผมจึงกลายเป็นพรรคภูมิใจไทย หากพรรคนี้สามารถดันบัญชีรายชื่อขึ้นไปถึงราว 15–20 คนได้จริง และบวกกับ สส.เขตที่มีโอกาสทะลุหลักร้อยจากการดึงบ้านใหญ่ทั่วประเทศ ผมมองว่าพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสชนะ และจะได้ที่นั่งรวมประมาณ 120–130 ที่นั่ง โดย สส.เขตน่าจะอยู่ราว 100–110 คน และบัญชีรายชื่อประมาณ 15–20 คน ซึ่งเพียงพอให้พรรคนี้กลายเป็นแกนกลางของการจัดตั้งรัฐบาลโดยปริยาย
ส่วนพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน ผมยังมองว่าสูสีกัน แต่ไม่เท่ากันในแต่ละระบบ พรรคประชาชนจะได้เปรียบในระบบบัญชีรายชื่อ ผมประเมินว่าอยู่ราว 30–35 คน แต่ในระบบเขตจะลดลงเหลือประมาณ 70–80 คน รวมแล้วพรรคประชาชนจะอยู่แถว 105–115 คน ต่ำกว่าครั้งที่พรรคก้าวไกลเคยทำได้อย่างชัดเจน
พรรคเพื่อไทย แม้จะไม่หวือหวา แต่ยังเป็นพรรคที่ประมาทไม่ได้ ระบบเขตยังเหนียวแน่นในภาคอีสานตอนบนและหลายจังหวัดในภาคเหนือ บุคลิกของยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่สุภาพ ไม่ก้าวร้าว และดูเข้าถึงง่าย ทำให้เขามีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ผมประเมินว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ สส.เขตราว 80–90 คน และบัญชีรายชื่อราว 20–25 คน รวมแล้วประมาณ 100–110 คน ซึ่งอาจสูสีหรือเป็นรองพรรคประชาชนเล็กน้อย
พรรคประชาธิปัตย์ หากยังรักษาฐานภาคใต้ได้ตามโพล มีโอกาสได้ สส.เขตราว 25–30 คน และเก็บพื้นที่อื่นได้อีก 4–5 คน การกลับมาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะช่วยให้คะแนนบัญชีรายชื่อกระเตื้องขึ้น ได้ราว 8–10 คน รวมแล้วประมาณ 35–40 คน ถือว่าไม่เลวในสถานการณ์ที่พรรคอยู่ในช่วงฟื้นตัว
พรรคกล้าธรรมของธรรมนัส พรหมเผ่า ยังมีอดีต สส.ที่เชื่อขนมกินได้ในหลายจังหวัด ระบบเขตน่าจะได้ราว 25–30 คน แต่บัญชีรายชื่ออย่างเก่งคงได้แค่ 1–2 คน รวมแล้วประมาณ 27–32 คน
พรรคประชาชาติ เป็นพรรคที่มีฐานแน่นใน 3 จังหวัดภาคใต้ เที่ยวนี้น่าจะรักษาที่นั่งประมาณเดิมได้จากทั้งสองระบบคือ 9-10 ที่นั่ง
พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมประเมินว่าน่าจะได้บัญชีรายชื่อราว 1–2 คน และอาจได้ สส.เขตอีก 2–3 คน รวมแล้วประมาณ 3–5 คน ขณะที่พลังประชารัฐอาจได้ สส.เขต 4–5 คน แต่แทบไม่มีโอกาสได้บัญชีรายชื่อ
พรรคเศรษฐกิจของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ผมมองว่าบัญชีรายชื่อไม่น่าเกิน 3–4 คน และอันดับ 10 อย่าง พล.อ.รังษี มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้เข้าสภาฯ เพราะหากจะถึง ต้องได้คะแนนพรรคระดับราว 3 ล้านเสียง ซึ่งไม่ง่ายเลยในสนามรอบนี้
ทั้งหมดนี้คือการคาดการณ์แบบฟันธงบนฐานของการเลือกตั้งรอบที่แล้ว ผนวกกับกระแสและโครงสร้างการเมืองในปัจจุบัน แต่ผมไม่อาจจะอ้างว่าสิ่งที่คาดจะถูกต้องแน่นอน เพราะสิ่งที่อยู่นอกเหนือการคำนวณทั้งหมดคือ “ความรู้สึกของประชาชน” ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญทั้งปัญหาความมั่นคง ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน และภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้าย การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่เดินตามโพล ไม่เดินตามกระแสโซเชียล แต่เดินตามคำถามง่ายๆ ในใจประชาชนว่า ใครดูพร้อมกว่า ใครดูมั่นคงกว่า และใครดูรับมือกับโลกที่ผันผวนใบนี้ได้จริง
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


