ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ รื้อคดีส่วยคาราโอเกะ "โจ๊ก" บททดสอบความกล้ากวาดบ้านของ ป.ป.ช. ?!
คดีเก่า … แต่เงายังตามหลอน
ย้อนกลับไปหลายปีก่อน คดี “ส่วยคาราโอเกะ” สมัยที่ "โจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ยังดำรงตำแหน่งผู้กำกับ กลายเป็นหนึ่งในคดีที่ถูกพูดถึงไม่รู้จบ
เพราะบทสรุปของสำนักงาน ป.ป.ช.ในเวลานั้น ชี้ว่า "ไม่มีความผิด" ทั้งที่ฝ่ายผู้ร้อง มองว่า “ขัดสายตา” อย่างแรง
คดีนี้เอง ที่ถูกใช้เป็นตัวอย่างอธิบายได้ดีว่า…เหตุใด "โจ๊ก" จึงมักดิ้นทุกวิถีทาง ให้คดีของตนต้องอยู่ในมือป.ป.ช. เท่านั้น
เรื่องราวนี้เหมือนจะล่องลอยไปตามสายลมป.ป.ช. แต่ก็ถูกเขย่าขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2567
เมื่อ “พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ” รอง ผบก.กองร้องทุกข์ สตช. ทำหนังสือถึงสำนักงานป.ป.ช. ขอให้ “รื้อสำนวน” คดีส่วยคาราโอเกะภาคอีสาน ขึ้นมาพิจารณาใหม่
เหตุผลสำคัญอยู่ที่รายงานการสืบสวนของ “พ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร” รอง ผบก.อก.จต. ทำหน้าที่ประธานกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวนี้ ซึ่งระบุชัดว่า "โจ๊ก" กระทำผิดจริง ถึง 4 ข้อหา และขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับคำวินิจฉัยของ คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.
ไม่เพียงเท่านั้น พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ ยังยื่นคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. บางราย ได้แก่ นายสมบัติ ธรธรรม, นายจัตุรงค์ พานิชเจริญ และน.ส.อารยา งามล้วน โดยระบุว่าพบความใกล้ชิดและมีบทบาทช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และพวก ในการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน จากสำนวน บก.ปปป. กว่า 1,420 หน้า
พร้อมกันนี้ ยังขอให้เปลี่ยนตัว “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” ออกจากตำแหน่งประธาน คณะ สตช.1
และแสดงความพร้อมเป็นพยานปากสำคัญ ในคดีเรียกรับเงินจากส่วยร้านคาราโอเกะ
ย้อนดูต้นตอของคดีนี้ ต้องกลับไปปี 2552–2553 พื้นที่หนองคาย อุดรธานี สกลนคร นครพนม
ช่วงที่ "โจ๊ก" ดำรงตำแหน่ง ผกก.3 ปคม.
ในปี 2560 คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ตีตกคำร้องกล่าวหา
แต่สวนทางกับรายงานของ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)
รายงานลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 จำนวน 28 หน้า ระบุชัดว่า
พบเส้นทางการเงินกว่า สิบล้านบาทเศษ เข้าบัญชีส่วนตัว ชี้ว่ามีความผิดวินัยร้ายแรง ผิดกฎหมายอาญา หลายมาตรา และเข้าข่ายความผิดฟอกเงิน
แม้ “โจ๊ก”จะอ้างว่า เงินดังกล่าวเป็นการปล่อยกู้กินดอกเบี้ย แต่คำถามคือ…ด้วยยศ และตำแหน่งในเวลานั้น มีศักยภาพทางการเงินมากพอจริงหรือไม่ ?
ยิ่งไปกว่านั้น แหล่งข่าวใน ป.ป.ช. เผยว่า สำนวนปี 2560 ไม่ได้พิจารณาประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ที่ นายชินวัฒน์ วัฒนกุล หรือ "เสี่ยเเต๋ม" เคยให้การรับสารภาพไว้ ได้แก่การให้เงินรายเดือนแก่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หลักหมื่น-หลักแสนบาท
อีกทั้งเงินก้อน 5 แสนบาท สำหรับซื้อของขวัญผู้ใหญ่ การโอนเงินบางส่วนเพื่อชำระหนี้เงินกู้แทน
การรับเงินเกิน 3,000 บาท/ครั้ง ซึ่งตามกฎหมาย ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว!
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า มีเงินหรือไม่ แต่คือ เหตุใดคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่ไต่สวนให้ถึงที่สุด
ทำไม!? คณะอนุกรรมการฯ ไม่ไต่สวน “เสี่ยแต๋ม” และ “โจ๊ก” ว่า การให้และรับเงินรายเดือน ,เงินก้อนห้าแสนบาท ,พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ รับโอนเงินจากการรับชำระหนี้เงินกู้แทนด้วยเหตุผลใด !?
วันนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายคนพูดตรงกันว่า หมดยุค “โจ๊กครอบงำป.ป.ช.” แล้ว
เหลือเพียงคำถามสุดท้ายที่สังคมจับตา..ป.ป.ช. ยุคนี้จะกล้ากวาดบ้านตัวเอง ด้วยการรื้อคดีนี้มาชำระความจริงหรือไม่ ?
คำตอบ…อีกไม่นานเกินรอ... และคดีนี้ บอกเลยว่า อย่ากระพริบตา!!
++ “สิงห์น้ำเงิน” จัดทัพรับศึกเลือกตั้ง ย้ายอีก 244 เก้าอี้ ปลัดจังหวัด-นายอำเภอ
ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสังคมกำลังให้ความสนใจกับความสนุกสนาน รื่นเริงของเด็กๆ เพราะเป็นวันเด็กแห่งชาติ
แต่ก็มีผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง วุ่นอยู่กับการวางแผนเลือกตั้ง ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้
และที่เซอร์ไพรส์ ในแวดวงข้าราชการมหาดไทยก็คือ เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมานี้ มีการโยกย้ายข้าราชการอีกลอตใหญ่ ซึ่ง“อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตวัดปลายปากกา เซ็นคำสั่งทีเดียว 3 คำสั่งรวด ได้แก่
คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 54/2569 เรื่อง ย้ายข้าราชการตำแหน่งประเภทอำนวยการสูง ระดับสูง จำนวน 8 ราย ในตำแหน่งปลัดจังหวัด และผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง โดยให้ไปรับตำแหน่งในวันที่ 19 มกราคม 2569
คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 55/2569 เรื่อง ย้ายข้าราชการตำแหน่งประเภทอำนวยการสูง ระดับสูง จำนวน 108 ราย ในตำแหน่งนายอำเภอ โดยให้ไปรับตำแหน่งใน วันที่ 19 มกราคม 2569
และคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 56/2569 แต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ประเภทอำนวยการอีก 128 ราย ในตำแหน่งนายอำเภอ โดยให้ไปรับตำแหน่ง ในวันที่ 19 มกราคม 2569
รวมแต่งตั้งโยกย้าย ระดับปลัดจังหวัดและนายอำเภอ ลอตนี้ 244 ราย
แม้จะมีคำอธิบายว่า เป็นการแต่งตั้ง โยกย้าย เพื่อให้เป็นไปตามวงรอบ ให้มีความสมบูรณ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค.68 ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เพิ่งเซ็นคำสั่งโยกย้ายนายอำเภอลอตใหญ่ไปครั้งหนึ่งแล้ว มีจำนวนถึง 196 คน
แน่นอน เรื่องนี้จึงหนีไม่พ้นการวิพากวิจารณ์ ผูกโยงว่า เป็นการจัดทัพเตรียมรับศึกเลือกตั้ง และ วางขุมข่ายทางการเมืองของพรรคสีน้ำเงิน ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งสวมหมวกหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อีกใบหนึ่งอยู่เบื้องหลัง
ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย สะสมขุมกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยการ “ดูดนักการเมืองบ้านใหญ่” มาเข้าสังกัด และก็เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า การวางแผนเพื่อชนะการเลือกตั้ง “สไตล์บ้านใหญ่” นั้น องค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ เครือข่ายข้าราชการ ระบบอุปถัมภ์ หัวคะแนน และ “กระสุน”
ดังนั้น การจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ก็ต้องใช้กลไกอำนาจรัฐเข้ามาหนุนเสริม ผ่านการสั่งการของข้าราชการประจำฝ่ายปกครอง ไปยังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงสมาชิก อสม. เพื่อทำหน้าที่เป็นหัวคะแนน ช่วยหาเสียง และเตรียมการยิงกระสุน
การออกหนังสือเวียนจากมหาดไทย ไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าฯ ก็สั่งการลงไปยังข้าราชการใต้บังคับบัญชา ให้วางตัวเป็นกลางนั้น ก็เพียงแค่ “พิธีกรรม” เพื่อสร้างภาพว่า การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม เท่านั้น
แต่สิ่งที่เกิดจริง มักเป็นตรงกันข้าม
หากดูข้อมูลย้อนกลับไป ไม่ต้องไกล เอาแค่ตอนที่พรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมี “พรรคส้ม” ใจดี โหวตหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี นั่งควบ รมว.มหาดไทย ก็มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และ ผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปถึงระดับนายอำเภอ ถึง 6 ครั้ง ได้แก่
วันที่ 14 ตุลาคม 2568 โยกย้ายระดับรองปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 45 ตำแหน่ง
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 โยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัด 26 ตำแหน่ง
วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ก่อนยุบสภา 1 วัน มีคำสั่งโยกย้ายสลับตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด 10 ตำแหน่ง
วันที่ 11 ธันวาคม 2568 มีคำสั่งโยกย้ายตำแหน่งอำนวยการระดับสูง และระดับนายอำเภอ รวม 203 ตำแหน่ง
วันที่ 14 ธันวาคม 2568 หลังยุบสภา มีการโยกย้ายระดับปลัดจังหวัด และผู้บริหารส่วนราชการกรม รวม 31 ตำแหน่ง
และล่าสุด วันที่10 มกราคม 2569 มีคำสั่งโยกย้ายระดับปลัดจังหวัด และนายอำเภอ 3 คำสั่ง รวม 244 ตำแหน่ง
ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า ก่อนยุบสภานั้น จะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ระดับ 10 ขึ้นไป เพราะต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม.
เนื่องจากกฎหมาย หรือระเบียบ กกต. จะห้ามรัฐบาลรักษาการ แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ขึ้นไป แต่ถ้าเป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับ 9 ลงมา ไม่มีปัญหาว่าต้องผ่านความเห็นชอบจากครม. โดยปลัดกระทรวง สามารถเซ็นอนุมัติได้เลย
เราจึงเห็นการแต่งตั้งโยกย้ายปลัดจังหวัด และ นายอำเภอ รอบนี้ ชนิดเก็บรายละเอียดทุกเม็ด โดยไม่สนเสียงครหาที่จะตามมา
สว.สีน้ำเงิน ก็มีแล้ว องค์กรอิสระหลายแห่งก็ใกล้จะเป็นสีน้ำเงิน ทำไมจะมี มหาดไทยสีน้ำเงินไม่ได้ เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า ตอนนี้คนที่ถืออำนาจรัฐ คือหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน!!


