xs
xsm
sm
md
lg

ประเทศแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง​ จริงหรือ​?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอนก​ เหล่าธรรมทัศน์



ในการเลือกตั้งสองสามครั้งที่ผ่านมา​ มีบางพรรคที่พยายามเสนอว่า​ ประเทศแทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรได้​ จริงจัง​ จึงจำต้องมีการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงใหญ่เท่านั้น​ บ้านเมืองจึงจะไปรอด​ หลายท่านเสนอให้เราปฏิรูปเศรษฐกิจ​ครั้งมโหฬาร​ หรือ​ เปลี่ยนแปลงการศึกษาครั้งใหญ่แบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน​ บางท่านเสนอว่าต้องเปลี่ยนแปลงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งใหญ่

ผมเห็นด้วยว่าอะไรต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน​ แต่ขอแย้งว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรดีๆ​ มาได้ไม่น้อยในหลายเรื่อง​ และการจะเปลี่ยนอะไรต่อไปนั้น​ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในอนาคตต้องรู้ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนได้สำเร็จ​ และสำเร็จเพราะเหตุใด​ ต้องเน้นที่เข้าใจความเป็นจริงของเราด้วย​ ไม่ใช่มีแต่ทฤษฎี​วิสัยทัศน์​อุดมคติ​ หรือเอาแต่ยืมตัวแบบเอาแต่คำขวัญหรือศัพท์แสงของประเทศแม่แบบมาใช้เท่านั้น

เมื่อครั้งผมมีโอกาส​ในช่วงปี ​2563-2566 เป็น​ รัฐมนตรี​ อว​ อยู่กว่าสามปีนั้น​ ได้ทำอะไรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการอุดมศึกษาไปไม่น้อย​ ความจริง​มาก​ เสียด้วยซ้ำ​ เช่น​ เราได้แบ่งมหาวิทยาลัยกว่า​150 แห่ง​ ออกเป็นหลาย​ๆ​ ประเภท​ ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยขณะนี้จึงดูได้จากประเภทของมหาวิทยาลัย​เป็นสำคัญ เช่น​ ประเภทวิจัยชั้นนำนั้น​ ต้องมีงานวิจัย​ตำรา​ ที่มาก​ และต้องมีกรอบคิด​ ทฤษฎี​ และมีคุณภาพสูง​ ได้รับการตีพิมพ์จากวารสารวิชาการชั้นนำของโลก ด้วยก็ ยิ่งดี​ ตัวอย่าง​ เช่น​ จุฬาลงกรณ์​ มหาวิทยาลัยมหิดล​มหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ เป็นต้นแต่ก็ยังมีมหาวิทยาลัยประเภทที่สร้างเทคโนโลยี​ เน้นที่การประดิษฐ์​ หรือปรับปรุงเครื่องมือเครื่องจักร​และอุปกรณ์ในการทำงานในภาคส่วนต่างๆ​ และรวมถึงการทำนวัตกรรมต่างๆ​ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี​ แต่ไม่เน้นที่การสร้างทฤษฎีหรือตีพิมพ์ผลงาน​ นี่คือมหาวิทยาลัยราชมงคล​ และมหาวิทยาลัยหรือสถาบันพระจอมเกล้าทั้งหลาย​ นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยประเภทที่เน้นการพัฒนาหรือสร้างผลงานให้ท้องถิ่นท้องที่และชุมชนรวมถึงจัดการศึกษาให้แก่ประเทศ​ นี่ก็คือ​มหาวิทยาลัยราชภัฏ​ทั้งหลาย พวกเขาไม่ต้องเน้นการสร้างผลงานทางวิชาการ​ แต่ต้องถนัดในการนำงานวิชาการหรือวิจัยมาประยุกต์หรือปฏิบัติให้เป็นผลต่อพื้นที่หรือชุมชน​ ยังมีอีกประเภทหนึ่งคือมหาวิทยาลัยที่สอนหรือชักนำให้คนเป็นคนดี​ ให้ทำความดี​ ละเว้นจากความชั่​ว​ ซึ่งมาตรวัดความสำเร็จพวกเขาคือเปลี่ยนคนให้มาสู่ความดีและมาสู่สัมมาชีพได้​ นี่คือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณและมหามกุฏราชวิทยาลัย​ เป็นต้น​ พวกเขาไม่ต้องเน้นการวิจัยและตีพิมพ์ผลงานก็ได้​ และ​ สุดท้าย​เรามีมหาวิทยาลัยหรือสถานอุดมศึกษาเฉพาะทางอื่น​ๆ​อีก​ ก็ได้​ เช่น​ ประเภทสร้างหรือสอนงานศิลปะ​ ดนตรีสุนทรียะ​และช่างศิลป์​ ก็ได้​ ซึ่งมาตรวัดความสำเร็จคือผลงานสร้างสรรค์ทั้งหลาย​ ผลงานจึงไม่ใช่บทรายงาน​บทวิเคราะห์​ อธิบาย​ บทแนะนำ​ แต่คือผลงานจริงๆ​ ที่เป็นรูปธรรม​ เป็นภาพวาด​ก็ได้​ รูปปั้นรูปหล่อก็ได้​ งานแกะสลักก็ได้​ บทเพลง​ก็ได้​ บทละคอนก็ได้​ ภาพยนตร์​ก็ได้​ โดยไม่ต้องมีการตีพิมพ์และทำหนังสือเลยก็​
ย่อมได้

คู่ขนานกันไป​ ใรการขอตำแหน่งวิชาการ​ เป็น​ ผศ รศ​ หรือ​ ศ​ ของบรรดาอาจารย์ก็ไม่จำกัดแค่เพียงด้วยการเสนอผลงานวิจัยตำราและสิ่งตีพิมพ์เท่านั้น​ ยังขอตำแหน่งได้ด้วยผลงานที่ทำให้ท้องถิ่นหรือท้องที่ก็ได้​ ขอผ่านผลงานทางเทคโนโลยี​เช่นเครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมา​ สูบน้ำ​ รถไถ​ เรือโดรน​ รถยนต์​ รถถัง​ รถเกราะ​ ปืน​ปืนใหญ่​ก็ย่อมได้​ และยังขอตำแหน่งผ่านการสอนที่อุทิศตนให้นักศึกษา​เป็นอย่างยิ่ง​ เป็นแบบอย่างของ​คุณธรรม​จริยธรรมและความใฝ่รู้​ ก็ได้

ขอย้ำให้นักคิดนักปฏิรูปทั้งหลายได้ทราบว่าการแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็นหลายๆประเภทแตกต่างกันไปก็ดี​ การให้ตำแหน่งวิชาการที่หลากหลายไม่จำกัดแค่ผลงานวิจัยตำราและการตีพิมพ์เท่านั้น​ ก็ดีเราไม่ได้ไปเอามาจากประเทศไหนทั้งสิ้น​ เราคิดเอง​ ทำเอง​ เข้าใจว่าสองเรื่องนี้ไม่มีทำในประเทศใดๆ​ มาก่อน​ เห็นได้จากการที่หลายประเทศตะวันตกก็ขอมาดูงานเรื่องใหม่ๆนี้ในไทย

ทิศทางหรือแนวทางอุดมศึกษาของประเทศไทยเวลานี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว​ เรามุ่งตอบความท้าทายที่ผู้คนเห่อปริญญาน้อยลง​ พวกเขาอยากเรียนอะไรไม่ใช่เพื่อปริญญาบัตรหากเพื่อที่จะได้งานดีๆ​ ที่รายได้น่าพอใจ​ บางครั้งนิสิตนักศึกษาได้งานดีๆ​ที่ให้ความรู้และประสบการณ์ล่าสุด​ ทันยุค​ ได้มากกว่าที่เรียนในมหาวิทยาลัย​ ก็สามารถออกไปทำงาน​ เมื่อพอใจแล้วและอยากกลับมาเรียนต่อหรือเรียนเพิ่ม​ ก็ย่อมได้​ แม้ว่าเวลาเรียนจะเกินกว่าที่มหาวิทยาลัยกำหนดไม่ให้เกินกล่าวคือเดิมเรียนได้ไม่เกินแปดปีสำหรับ​ ป​ ตรี​ เป็นอย่างนี้มาหลายสิบปี​ แต่ปัจจุบันนี้​ อว​ เรา​ ยกเลิกการให้ออก​หรือการรีไทร์เนื่องจากเรียนเกินเวลาไป​แล้ว​ ป​โท​ และ​ ป​ เอก​ ก็เช่นกัน​ ไม่มีรีไทร์เพราะเรียนเกินเวลา​ต่อไป​

อนึ่ง​ ในโลกปัจจุบันที่ความรู้จะมาจาก​เอไอ​และสื่อสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ​ การเรียนในห้องเรียนสามารถลดลงได้​ และไปเรียนภาคปฏิบัติมากขึ้น​ มากโข จากโรงงาน​ จากออฟฟิศสถานที่ทำงาน​ หรือฝึกงานจริงที่โรงแรมหรือในสถานที่ท่องเที่ยวโดยตรงก็ได้​ ตามลักษณะของวิชาหรือหลักสูตร​ และ​อว​ ยังให้สิทธิหลักสูตรต่างๆ​ในการออกแบบการเรียนการสอนการฝึกงานที่แตกออกจากกรอบ​ สู่ความหลากหลาย​ สู่ความสร้างสรรค์ให้มากที่สุด​ ถึงขนาดว่า​ หากส่วนใดของหลักสูตรหรือวิชาไปขัดกับกฏระเบียบของกระทรวงหรือมหาวิทยาลัย​ ก็สามารถส่งเรื่องมาขอยกเว้นข้อจำกัด​หรือข้อห้ามเหล่านั้​น​ เสนอมาให้รัฐมนตรี​ อว​ พิจารณายกเว้น​ระเบียบกฏเกณฑ์และข้อห้ามเหล่านั้นได้​ เรียกว่า​ "การอนุมัติให้ทำแซนด์บอกซ์อุดมศึกษา" ได้และปัจจุบันนี้เรามีหลักสูตรจำนวนไม่น้อยในหลายสถาบันและหลายมหาวิทยาลัยที่สร้างสรรค์​ และค่อนข้างแหวกแนว​หรือค่อนข้างแหกไปจากกรอบ​เดิมมาก ซึ่ง​หลายหลักสูตร​นั้น​ล้วนนักการศึกษาเราคิดเอง​ ประดิษฐ์เอง​ ยังไม่มีปรากฏในประเทศชั้นนำของโลกก็มี

เมื่อวานนี้เอง​ มีข่าวดี​อีก คือ​ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย​ มหาวิทยาลัยมหิดล​ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ บรรลุความสำเร็จในการนำบางส่วนของนโยบาย​ อว​ ในการสร้างคลังหน่วยกิตแห่งชาติขึ้นมา​ ซึ่งนโยบายนี้ได้อนุญาตและสนับสนุนให้​นิสิตนักศึกษาไม่ต้องลงวิชาเรียนเฉพาะในมหาวิทยาลัยของตนเท่านั้น​ หากสามารถลงทะเบียนในมหาวิทยาลัยอื่นใดในประเทศ​ ที่สอนวิชาเดียวกัน​ หรือเรียนในวิชาที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยตน แต่มีสอนที่อื่น​ สามารถลงทะเบียนและได้เกรดจากการเรียนเสมือนเรียนในมหาวิทยาลัยของตนได้​ และแม้กระทั่งลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศก็ได้​ สุดแท้แต่ว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ​รวมทั้งมหาวิทยาลัยในต่างประเทศจะทำข้อตกลงและสัตยาบรรณร่วมกัน​ บัดนี้ขอบฟ้าแห่งวิชาการ​ ได้ขยายออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเดียวไปสู่นานามหาวิทยาลัยอื่นทั้งในประเทศเราและในต่างประเทศแล้ว

ผมหวังว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้​ จะมีรัฐมนตรีที่เข้ามาปรับเปลี่ยนอุดมศึกษาให้ทันโลกยิ่งขึ้น​ ที่ทำให้วิชาความรู้และทักษะไปสู่การปฏิบัติมากขึ้น​ ที่ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาให้ประเทศ​ แต่ยังจะสร้างหรือหาโอกาสใหม่ๆ​ให้ประเทศต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น