ในการเลือกตั้งสองสามครั้งที่ผ่านมา มีบางพรรคที่พยายามเสนอว่า ประเทศแทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรได้ จริงจัง จึงจำต้องมีการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงใหญ่เท่านั้น บ้านเมืองจึงจะไปรอด หลายท่านเสนอให้เราปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งมโหฬาร หรือ เปลี่ยนแปลงการศึกษาครั้งใหญ่แบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน บางท่านเสนอว่าต้องเปลี่ยนแปลงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งใหญ่
ผมเห็นด้วยว่าอะไรต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน แต่ขอแย้งว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรดีๆ มาได้ไม่น้อยในหลายเรื่อง และการจะเปลี่ยนอะไรต่อไปนั้น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในอนาคตต้องรู้ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนได้สำเร็จ และสำเร็จเพราะเหตุใด ต้องเน้นที่เข้าใจความเป็นจริงของเราด้วย ไม่ใช่มีแต่ทฤษฎีวิสัยทัศน์อุดมคติ หรือเอาแต่ยืมตัวแบบเอาแต่คำขวัญหรือศัพท์แสงของประเทศแม่แบบมาใช้เท่านั้น
เมื่อครั้งผมมีโอกาสในช่วงปี 2563-2566 เป็น รัฐมนตรี อว อยู่กว่าสามปีนั้น ได้ทำอะไรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการอุดมศึกษาไปไม่น้อย ความจริงมาก เสียด้วยซ้ำ เช่น เราได้แบ่งมหาวิทยาลัยกว่า150 แห่ง ออกเป็นหลายๆ ประเภท ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยขณะนี้จึงดูได้จากประเภทของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ เช่น ประเภทวิจัยชั้นนำนั้น ต้องมีงานวิจัยตำรา ที่มาก และต้องมีกรอบคิด ทฤษฎี และมีคุณภาพสูง ได้รับการตีพิมพ์จากวารสารวิชาการชั้นนำของโลก ด้วยก็ ยิ่งดี ตัวอย่าง เช่น จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้นแต่ก็ยังมีมหาวิทยาลัยประเภทที่สร้างเทคโนโลยี เน้นที่การประดิษฐ์ หรือปรับปรุงเครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการทำงานในภาคส่วนต่างๆ และรวมถึงการทำนวัตกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่ไม่เน้นที่การสร้างทฤษฎีหรือตีพิมพ์ผลงาน นี่คือมหาวิทยาลัยราชมงคล และมหาวิทยาลัยหรือสถาบันพระจอมเกล้าทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยประเภทที่เน้นการพัฒนาหรือสร้างผลงานให้ท้องถิ่นท้องที่และชุมชนรวมถึงจัดการศึกษาให้แก่ประเทศ นี่ก็คือมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหลาย พวกเขาไม่ต้องเน้นการสร้างผลงานทางวิชาการ แต่ต้องถนัดในการนำงานวิชาการหรือวิจัยมาประยุกต์หรือปฏิบัติให้เป็นผลต่อพื้นที่หรือชุมชน ยังมีอีกประเภทหนึ่งคือมหาวิทยาลัยที่สอนหรือชักนำให้คนเป็นคนดี ให้ทำความดี ละเว้นจากความชั่ว ซึ่งมาตรวัดความสำเร็จพวกเขาคือเปลี่ยนคนให้มาสู่ความดีและมาสู่สัมมาชีพได้ นี่คือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณและมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นต้น พวกเขาไม่ต้องเน้นการวิจัยและตีพิมพ์ผลงานก็ได้ และ สุดท้ายเรามีมหาวิทยาลัยหรือสถานอุดมศึกษาเฉพาะทางอื่นๆอีก ก็ได้ เช่น ประเภทสร้างหรือสอนงานศิลปะ ดนตรีสุนทรียะและช่างศิลป์ ก็ได้ ซึ่งมาตรวัดความสำเร็จคือผลงานสร้างสรรค์ทั้งหลาย ผลงานจึงไม่ใช่บทรายงานบทวิเคราะห์ อธิบาย บทแนะนำ แต่คือผลงานจริงๆ ที่เป็นรูปธรรม เป็นภาพวาดก็ได้ รูปปั้นรูปหล่อก็ได้ งานแกะสลักก็ได้ บทเพลงก็ได้ บทละคอนก็ได้ ภาพยนตร์ก็ได้ โดยไม่ต้องมีการตีพิมพ์และทำหนังสือเลยก็
ย่อมได้
คู่ขนานกันไป ใรการขอตำแหน่งวิชาการ เป็น ผศ รศ หรือ ศ ของบรรดาอาจารย์ก็ไม่จำกัดแค่เพียงด้วยการเสนอผลงานวิจัยตำราและสิ่งตีพิมพ์เท่านั้น ยังขอตำแหน่งได้ด้วยผลงานที่ทำให้ท้องถิ่นหรือท้องที่ก็ได้ ขอผ่านผลงานทางเทคโนโลยีเช่นเครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมา สูบน้ำ รถไถ เรือโดรน รถยนต์ รถถัง รถเกราะ ปืนปืนใหญ่ก็ย่อมได้ และยังขอตำแหน่งผ่านการสอนที่อุทิศตนให้นักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เป็นแบบอย่างของคุณธรรมจริยธรรมและความใฝ่รู้ ก็ได้
ขอย้ำให้นักคิดนักปฏิรูปทั้งหลายได้ทราบว่าการแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็นหลายๆประเภทแตกต่างกันไปก็ดี การให้ตำแหน่งวิชาการที่หลากหลายไม่จำกัดแค่ผลงานวิจัยตำราและการตีพิมพ์เท่านั้น ก็ดีเราไม่ได้ไปเอามาจากประเทศไหนทั้งสิ้น เราคิดเอง ทำเอง เข้าใจว่าสองเรื่องนี้ไม่มีทำในประเทศใดๆ มาก่อน เห็นได้จากการที่หลายประเทศตะวันตกก็ขอมาดูงานเรื่องใหม่ๆนี้ในไทย
ทิศทางหรือแนวทางอุดมศึกษาของประเทศไทยเวลานี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เรามุ่งตอบความท้าทายที่ผู้คนเห่อปริญญาน้อยลง พวกเขาอยากเรียนอะไรไม่ใช่เพื่อปริญญาบัตรหากเพื่อที่จะได้งานดีๆ ที่รายได้น่าพอใจ บางครั้งนิสิตนักศึกษาได้งานดีๆที่ให้ความรู้และประสบการณ์ล่าสุด ทันยุค ได้มากกว่าที่เรียนในมหาวิทยาลัย ก็สามารถออกไปทำงาน เมื่อพอใจแล้วและอยากกลับมาเรียนต่อหรือเรียนเพิ่ม ก็ย่อมได้ แม้ว่าเวลาเรียนจะเกินกว่าที่มหาวิทยาลัยกำหนดไม่ให้เกินกล่าวคือเดิมเรียนได้ไม่เกินแปดปีสำหรับ ป ตรี เป็นอย่างนี้มาหลายสิบปี แต่ปัจจุบันนี้ อว เรา ยกเลิกการให้ออกหรือการรีไทร์เนื่องจากเรียนเกินเวลาไปแล้ว ปโท และ ป เอก ก็เช่นกัน ไม่มีรีไทร์เพราะเรียนเกินเวลาต่อไป
อนึ่ง ในโลกปัจจุบันที่ความรู้จะมาจากเอไอและสื่อสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ การเรียนในห้องเรียนสามารถลดลงได้ และไปเรียนภาคปฏิบัติมากขึ้น มากโข จากโรงงาน จากออฟฟิศสถานที่ทำงาน หรือฝึกงานจริงที่โรงแรมหรือในสถานที่ท่องเที่ยวโดยตรงก็ได้ ตามลักษณะของวิชาหรือหลักสูตร และอว ยังให้สิทธิหลักสูตรต่างๆในการออกแบบการเรียนการสอนการฝึกงานที่แตกออกจากกรอบ สู่ความหลากหลาย สู่ความสร้างสรรค์ให้มากที่สุด ถึงขนาดว่า หากส่วนใดของหลักสูตรหรือวิชาไปขัดกับกฏระเบียบของกระทรวงหรือมหาวิทยาลัย ก็สามารถส่งเรื่องมาขอยกเว้นข้อจำกัดหรือข้อห้ามเหล่านั้น เสนอมาให้รัฐมนตรี อว พิจารณายกเว้นระเบียบกฏเกณฑ์และข้อห้ามเหล่านั้นได้ เรียกว่า "การอนุมัติให้ทำแซนด์บอกซ์อุดมศึกษา" ได้และปัจจุบันนี้เรามีหลักสูตรจำนวนไม่น้อยในหลายสถาบันและหลายมหาวิทยาลัยที่สร้างสรรค์ และค่อนข้างแหวกแนวหรือค่อนข้างแหกไปจากกรอบเดิมมาก ซึ่งหลายหลักสูตรนั้นล้วนนักการศึกษาเราคิดเอง ประดิษฐ์เอง ยังไม่มีปรากฏในประเทศชั้นนำของโลกก็มี
เมื่อวานนี้เอง มีข่าวดีอีก คือ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บรรลุความสำเร็จในการนำบางส่วนของนโยบาย อว ในการสร้างคลังหน่วยกิตแห่งชาติขึ้นมา ซึ่งนโยบายนี้ได้อนุญาตและสนับสนุนให้นิสิตนักศึกษาไม่ต้องลงวิชาเรียนเฉพาะในมหาวิทยาลัยของตนเท่านั้น หากสามารถลงทะเบียนในมหาวิทยาลัยอื่นใดในประเทศ ที่สอนวิชาเดียวกัน หรือเรียนในวิชาที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยตน แต่มีสอนที่อื่น สามารถลงทะเบียนและได้เกรดจากการเรียนเสมือนเรียนในมหาวิทยาลัยของตนได้ และแม้กระทั่งลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศก็ได้ สุดแท้แต่ว่ามหาวิทยาลัยต่างๆรวมทั้งมหาวิทยาลัยในต่างประเทศจะทำข้อตกลงและสัตยาบรรณร่วมกัน บัดนี้ขอบฟ้าแห่งวิชาการ ได้ขยายออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเดียวไปสู่นานามหาวิทยาลัยอื่นทั้งในประเทศเราและในต่างประเทศแล้ว
ผมหวังว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ จะมีรัฐมนตรีที่เข้ามาปรับเปลี่ยนอุดมศึกษาให้ทันโลกยิ่งขึ้น ที่ทำให้วิชาความรู้และทักษะไปสู่การปฏิบัติมากขึ้น ที่ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาให้ประเทศ แต่ยังจะสร้างหรือหาโอกาสใหม่ๆให้ประเทศต่อไป


