xs
xsm
sm
md
lg

คนกรุงเทพฯ จะเลือก สส.แบบไหน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ 



ผมอยากจะส่งสารนี้ถึงคนกรุงเทพฯ ไม่ว่า ท่านจะมีรสนิยมการเมืองอย่างไร แต่ผมอยากจะให้ตระหนักว่า การตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ในทางการเมืองนั้นมักจะส่งผลต่อภาพใหญ่ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

คนกรุงเทพฯ มีนิสัยทางการเมืองอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ และถ้ามองย้อนไปในประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง เราจะเห็นมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ต้องนัดหมายกันเลย นั่นคือเมื่อถึงจังหวะหนึ่ง คนกรุงเทพฯ จะ “เทเสียง” ไปในทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง ไม่ใช่เพราะใครสั่ง ไม่ใช่เพราะใครแจก แต่เพราะอารมณ์ร่วมบางอย่างมันก่อตัวขึ้นในเมืองนี้พร้อมๆ กัน 

นักวิชาการอย่างเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้เขียนหนังสือสองนคราประชาธิปไตย อธิบายมานานว่า กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่พื้นที่เลือกตั้ง แต่เป็นสนามผลิตอารมณ์ทางการเมือง คนกรุงเทพฯ ไม่ได้คิดเหมือนกันทุกเรื่อง แต่จะ “รู้สึกเหมือนกัน” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ  

คนกรุงเทพฯ เคยเทให้พรรคประชากรไทยในยุคสมัคร สุนทรเวช เคยเทให้พรรคพลังธรรม เคยเทให้ประชาธิปัตย์หลายครั้ง เคยเทให้ไทยรักไทย และล่าสุดคนกรุงเทพฯ เทให้พรรคก้าวไกล แบบเกือบยกจังหวัด ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดเพราะคนกรุงเทพฯ ไม่คิด แต่เกิดเพราะคนกรุงเทพฯ “คิดเหมือนกัน” ในช่วงเวลานั้น 

โดยปกติแล้ว การเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่การกากบาทแบบเลื่อนลอย เราเป็นคนเมืองที่จำชื่อ สส.ของเราได้ เรารู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน เคยทำงานอะไร เคยอยู่แวดวงไหน เรารู้ว่าใครเป็นทนายความนักกฎหมาย ใครเป็นหมอ ใครเป็นนักกิจกรรม ใครเป็นนักธุรกิจ และใครเป็นลูกหลานบ้านใหญ่ การเมืองระดับพื้นที่ของกรุงเทพฯ อาจไม่ใช่การเมืองแบบชนบท แต่ความใกล้ชิดก็มีในแบบของมันเอง 

เราเคยเห็น สส.ในงานศพ งานบวช งานชุมชน เห็นเขาช่วยประสานเรื่องน้ำท่วม เรื่องถนน เรื่องไฟฟ้า เรื่องท่อแตก เรื่องน้ำเสีย แม้ว่าบางอย่างไม่ใช่หน้าที่ของ สส.ตามตัวบทกฎหมาย แต่เป็นหน้าที่ทางสังคมที่นักการเมืองพื้นที่ทุกคนเข้าใจดีว่า ถ้าอยากอยู่รอด ต้อง “อยู่กับคน” ไม่ใช่อยู่แค่ในสภาฯ 

แต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เป็นข้อยกเว้นครั้งใหญ่ของคนกรุงเทพฯ ครั้งนั้น คนกรุงเทพฯ ออกไปเลือกตั้งด้วยอารมณ์เดียวกันอย่างชัดเจน คือ “อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” เราเบื่อการเมืองแบบเดิม เบื่อรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ เบื่อบรรยากาศอึดอัดที่ลากยาวเกือบ 9 ปี เราไม่ได้ออกไปเลือกเพราะรักนักการเมืองรายเขต แต่เลือกเพราะเชื่อว่า พรรคนี้จะทำให้ประเทศ “ไม่เหมือนเดิม” 

เราจึงเลือกโดยไม่ถามประวัติ ไม่ถามผลงาน ไม่ถามว่าคนนี้เคยทำงานอะไร เคยยืนอยู่ฝั่งไหนของสังคม เราเลือกเพราะโลโก เลือกเพราะสี เลือกเพราะความหวัง และในหลายเขต รู้เพียงว่าพรรคนี้เบอร์อะไร มันถึงขั้นที่ว่า ต่อให้พรรคนั้นส่ง “เสาไฟฟ้า” ลงสมัคร คนก็พร้อมจะเลือก เพราะเชื่อว่าเสาไฟฟ้านั้นจะพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า 

ผลคือ เราได้ สส.หน้าใหม่จำนวนมากเข้าสภาฯ แบบยกจังหวัด แต่คำถามง่ายๆ ที่ผมอยากชวนคนกรุงเทพฯ ถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาคือ วันนี้ท่าน “สัมผัส” สส.เขตของท่านได้เหมือนอดีตหรือไม่ ท่านเคยเห็นเขาในพื้นที่ไหม เคยคุยไหม หรือบางท่านอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สส.ในเขตของตัวเองชื่ออะไร 

ไม่เป็นไร ถ้าใครจะบอกว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของ สส.เขต เพราะหน้าที่หลักคือการทำงานในสภาฯ งั้นเราลองถามต่ออีกข้อหนึ่งว่า ท่านเห็นบทบาทของ สส.เขตของท่านในสภาฯ หรือไม่ เขาลุกขึ้นอภิปรายอะไร เขาผลักดันกฎหมายอะไร เขาทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของเรา” ในเวทีนิติบัญญัติอย่างไรบ้าง หรือเรารู้จักเขาแค่ตอนเห็นชื่อผ่านข่าวเป็นครั้งคราว 

ความจริง สส.ที่มีบทบาทในสภาฯ และหน้าสื่อก็พอจะมีบ้างนะจากสส.กรุงเทพฯ ทั้งหมด แต่มีสักกี่คนที่มีบทบาทจนเป็นที่รับรู้และจดจำในฐานะ สส.กรุงเทพฯ ที่เราไปลงคะแนนให้บ้าง 

ผมไม่ได้เขียนสิ่งนี้เพื่อโจมตีใคร ถ้าท่านเห็นว่า สส.ที่ท่านเลือกมาในสมัยที่แล้วดีอยู่แล้ว หรือเลือกเพราะรักพรรคนั้นก็เลือกต่อไปครับ จะเทให้พรรคเดียวเหมือนเดิมผมก็ยอมรับได้ เป็นสิทธิของท่านอย่างเต็มที่ แต่สำหรับคนกรุงเทพฯ บางคนผมอยากจะชวนทบทวนตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เราเลือกด้วยอารมณ์มากกว่าวิจารณญาณหรือไม่ และผลลัพธ์ที่ได้ ทำให้เราพอใจแค่ไหน 

ส่วนตัวผม ถึงวันนี้ยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าจะเลือกใคร พรรคไหน หรือจะไม่เลือกใครเลย โหวตโนก็ยังอยู่ในหัว ถ้าถึงเวลานั้นแล้วยังไม่เห็นใครดีพอ ผมไม่อายที่จะกากบาทช่องนั้น เพราะมันคือสิทธิของผมเหมือนกัน 

แต่ถ้าถามว่า ผมอยากเลือกนักการเมืองแบบไหน คำตอบของผมชัดมาก ผมจะไม่เลือกเพราะพรรค แต่จะดูคนที่ลงสมัครในเขตของผมว่า เขาเป็นใคร มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ก่อนเข้าสู่การเมืองเคยทำอะไรมาบ้าง เคยยืนอยู่กับปัญหาสังคมแบบไหน และมีคุณสมบัติดีพอจะเป็น “ผู้แทนของผม” ในสภาฯ ได้หรือไม่ 

ยอมรับเถอะว่าการเลือกตั้งรอบที่แล้ว คนกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัด เลือกคนโดยแทบไม่ดูประวัติ ผลคือเราได้ “เสาไฟฟ้า” เข้าสภาฯ มาเป็นจำนวนไม่น้อย และถึงวันนี้ หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สส.ที่ตัวเองเลือก เคยทำอะไรในสภาฯ บ้าง นี่ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนร่วมของคนเมืองนี้ 

ผมจึงอยากบอกคนกรุงเทพฯ ว่า การเลือกตั้งรอบนี้ การเลือกผู้แทนเขตต้องพิถีพิถันให้มาก อย่าเลือกเพราะรักพรรค แต่เลือกเพราะเชื่อว่าคนนี้เข้าไปแล้วจะทำหน้าที่แทนเราได้จริง ถ้ารักพรรค สนับสนุนนโยบายของพรรค ก็ไปให้คะแนนในบัญชีรายชื่อได้เต็มที่ แต่อย่าเอาความรักพรรคมาใช้แทนการตัดสินใจเรื่อง “ตัวแทนของเราในพื้นที่” 

ส่วนการเลือกพรรค ใครรักพรรคใดในวันนี้ ก็เป็นสิทธิของแต่ละคน แต่สิ่งที่ต้องดูให้หนักกว่าความรู้สึกคือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคนั้นจะพาประเทศไปรอดหรือไม่ ในสภาพที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียนมาหลายปี พืชผลเกษตรตกต่ำ อุตสาหกรรมแข่งขันไม่ได้ และประเทศมีโจทย์ด้านความมั่นคงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เรากำลังเลือกนายกรัฐมนตรีแบบไหนอยู่ เลือกเพราะภาพลักษณ์ เลือกเพราะคำพูด หรือเลือกเพราะความสามารถจริงในการประคองประเทศในสถานการณ์ยากลำบาก 

ถามว่าตอนนี้ผมจะเลือกพรรคไหน บอกตรงๆ ว่ายังคิดอยู่ และผมไม่เชื่อการเลือกแบบยุทธศาสตร์มากไปกว่าการเลือกคนที่ผมคิดว่าดีและเหมาะสมจริงๆ 

ดังนั้น สำหรับผม การเข้าคูหาไม่ใช่พิธีกรรมแห่งความรักต่อพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นการชั่งน้ำหนักอย่างตรงไปตรงมาว่า ในระบบเขต คนนี้ควรเข้าไปนั่งในสภาฯ แทนเราหรือไม่ ถ้าไม่มีเลยก็โหวตโน ส่วนการเลือกพรรคและนายกรัฐมนตรี ต้องคิดให้หนักกว่านั้นมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องความรู้สึก แต่มันคืออนาคตของประเทศ 

จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง ผมยังขอคิดของผมแบบนี้ และชั่งน้ำหนักของตัวเองให้ดีในวันที่อยู่ในคูหา เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เรากากบาทลงไป ไม่ได้สะท้อนว่าเรารักพรรคไหน แต่สะท้อนว่าเราอยากเห็นประเทศนี้ไปทางไหน และอยากให้ใครเป็น “เสียงของเรา” จริงๆ ในสภาฯ 
 
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น