xs
xsm
sm
md
lg

แก่แต่จน : คนไทยแก่แต่ยังเจ๋ง ช่วยเหลือตนเองและทำงานได้อย่างมีคุณค่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.พาชิตชนัต ศิริพานิช, รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ และคณะ

รศ.ดร. พาชิตชนัต ศิริพานิช
รศ. ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผศ. ดร. ดารารัตน์ อานันทนสุวงศ์
รศ.ดร. เดือนเพ็ญ ธีรวรรณวิวัฒน์
ผศ. ดร. ปรีชา วิจิตรธรรมรส
ผศ. ดร. รติพร ถึงฝั่ง
รศ. ดร.อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ์
ไพลิน เชื้อหยก
ดนุพล ทองคำ
วศิน แก้วชาญค้า
ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ
ศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


จากบทความ แก่แต่จน : ประชากรไทยจะแก่สักแค่ไหน จะเกิดปัญหาอะไร แก้ไขได้หรือไม่ ? ทำให้ดูเหมือนว่าการเป็นสังคมสูงอายุของประเทศไทยและอีกไม่นานก็จะเป็นสังคมสูงอายุขั้นสุดกำลังทำให้กองทุนสำคัญ ๆ ของประเทศไทยทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนบัตรทอง ใกล้ถึงภาวะล้มละลาย ภาพรวมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือสภาวะ “แก่แต่จน” ผู้สูงอายุกลายเป็น “ภาระ” ของสังคม ...

ช้าก่อน! อย่าด่วนตัดสินเช่นนั้น ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์โลกที่มีวิวัฒนาการอย่างดียิ่งมาโดยตลอดหลายร้อยล้านปี ทำให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สังคม เทคโนโลยี และพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือสภาพร่างกายและจิตใจของมนุษย์ที่ปรับตัวเองให้แข็งแรงขึ้นรวมทั้งความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนเพื่อให้แข็งแรงและอดทนต่อสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น

ในที่นี้จะขอนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับตัวชี้วัดศักยภาพพื้นฐานของผู้สูงอายุเพื่อให้เห็นว่าผู้สูงอายุปัจจุบันจำนวนไม่น้อยที่มิใช่ “แก่แต่จน” แต่เป็น “แก่แต่เจ๋ง” โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจรอบ (Wave) ที่ 5 โครงการสำรวจสุภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย (Health, Aging and Retirement in Thailand, HART) ซึ่งดำเนินการโดยศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ (Center for Aging Society Research, CASR) ร่วมกับศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ (Intelligence and Information Center, IIC) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ADL (Activities of Daily Living) เป็นตัวชี้วัดพื้นฐานตัวหนึ่งที่นิยมใช้สำหรับประเมินความสามารถของผู้สูงอายุในการทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตัวเองมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปมักใช้ดัชนีบาร์เธล (Barthel ADL) เป็นหลักในการวัดความสามารถผู้สูงอายุ 10 ด้านได้แก่ การแต่งตัว การล้างหน้า/แปรงฟัน การอาบน้ำ/สระผม การรับประทานอาหาร การลุกจากที่นอนไปนั่งเก้าอี้ การเคลื่อนไหวร่างกายภายในบ้าน การขึ้นลงบันได (อย่างน้อย 1 ขั้น) การขับถ่าย การกลั้นปัสสาวะ และการกลั้นอุจจาระ แต่ละด้านมีคะแนนดังนี้ 2 = สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เองทุกครั้งและทุกขั้นตอน 1 = สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้บางครั้งบางขั้นตอน หรือทำได้บางครั้งทุกขั้นตอน และ 0 = ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ทุกครั้งในบางขั้นตอนหรือไม่สามารถทำเองได้ทุกครั้งทุกขั้นตอน ดังนั้นคะแนนรวมของ ADL จึงเท่ากับ 20 คะแนน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ HART Wave 5 ไม่มีการสอบถามเกี่ยวกับการขึ้นลงบันได (เพราะประเทศไทย มีบ้านชั้นเดียวค่อนข้างมาก) ดังนั้นจึงเหลือข้อถามเพียง 9 ข้อทำให้คะแนนรวมเท่ากับ 18 คะแนน

เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยของ ADL ของผู้สูงอายุที่ได้จากการสำรวจในโครงการ HART พบว่าในบรรดาผู้สูงอายุตอนต้น (อายุ 60 – 69 ปี) จำนวน 1,316 คนและผู้สูงอายุตอนกลาง (อายุ 70 – 79 ปี) จำนวน 1,109 คน คะแนน ADL โดยเฉลี่ยของผู้สูงอายุดังกล่าวมีค่าเท่ากับ 17.65 และ 17.37 คะแนนตามลำดับ เมื่อพิจารณาจากคะแนนเต็ม 18 คะแนนแล้วเห็นได้ว่าผู้สูงอายุตอนต้นและตอนกลางเหล่านี้มีความสามารถในการพึ่งพิงตนเองสูงมาก และคะแนน ADL โดยเฉลี่ยนี้ก็ใกล้เคียงกับคะแนนเฉลี่ยของคนวัยเตรียมเกษียณ (อายุ 45 – 59 ปี) ที่มีค่าเท่ากับ 17.77 คะแนน นับว่าแตกต่างกันน้องมากจนไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่าในแต่ละช่วงอายุ ความแตกต่างระหว่างคะแนน ADL โดยเฉลี่ยของผู้หญิงและผู้ชายก็มีไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน

การแจกแจงคะแนน ADL มีค่าต่ำสุด 0 คะแนนไปจนถึง 18 คะแนน เมื่อเราแสดงฮิสโตแกรมของการแจกแจงคะแนน ADL จำแนกตามช่วงอายุและเพศ ดังสองรูปด้านล่างนี้ คะแนน ADL ของผู้สูงอายุไทยจากการสำรวจของ HART นั้นเบ้ลบ (Negatively skewed) เพราะส่วนใหญ่ได้คะแนนสูงมาก สิ่งที่น่าจะสังเกตคือร้อยละของผู้ที่ได้คะแนน ADL เต็มในเพศหญิงนั้นลดลง (Decline) เร็วกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในผู้หญิงวัย 80 ปีขึ้นไป มีผู้หญิงที่ได้คะแนน ADL เต็มเหลือเพียงร้อยละ 60 ในขณะที่ผู้ชายนั้นร้อยละ 70

ข้อค้นพบนี้อาจจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกขัดแย้งว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรเพศหญิงทั่วโลกนั้นยืนยาวกว่าประชากรเพศชาย รวมถึงประเทศไทยด้วยที่ในปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงมากถึงเกือบ 80 ปี แต่อายุขัยเฉลี่ยของเพศชายนั้นเพียงประมาณ 72 สองมี มีช่องว่างของอายุขัยเฉลี่ยมากถึงเกือบ 8 ปีของประเทศไทย แล้วเหตุใดร้อยละของผู้หญิงที่ได้คะแนน ADL เต็มในยามอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไปจึงต่ำกว่าผู้ชายมากถึงร้อยละ 10

คำตอบนี้น่าจะต้องถือว่าเป็นคนละประเด็นกันระหว่างอายุขัยที่ยืนยาวกับความสามารถในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่าง ADL อันเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตประการหนึ่งของผู้สูงอายุ เพศชายอาจจะอายุสั้นกว่าเพราะไม่ค่อยมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี อายุสั้นกว่า แต่อาจจะเสียชีวิตไปก่อนที่คะแนน ADL จะลดลงมาก ในขณะที่เพศหญิงมีแนวโน้มจะอายุยืนยาวกว่า แม้ว่า ADL จะไม่ดีมากนัก หมายความว่า แม้ว่าผู้หญิงจะอายุยืนยาวกว่า ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงที่อายุยืนยาวจะมีความสามารถในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ดีมากเสมอไป

แผนภูมิที่ 1 ร้อยละของตัวอย่างหญิงและชายจากข้อมูล HART จำแนกตามคะแนน ADL (0 – 18 คะแนน)  เปรียบเทียบระหว่างช่วงอายุต่าง ๆ
แม้คะแนน ADL ของผู้สูงอายุไทยจากการสำรวจของ HART นั้นเบ้ลบ (Negatively skewed) เพราะส่วนใหญ่ได้คะแนนสูงมาก แต่การเบ้ลบนั้นจะบรรเทาลงไปบ้างเมื่อผู้สูงอายุมีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป โดยจะเริ่มมีผู้สูงอายุที่ได้คะแนน ADL ต่ำๆ เพิ่มขึ้นมากเมื่ออายุ 80 ปีขึ้นไปทั้งหญิงและชาย ร้อยละของผู้ที่ได้คะแนน ADL เต็มจะค่อย ๆ ลดลง จากร้อยละ 85 เมื่ออายุ 45-59 ปีมาเป็น 82 เมื่ออายุ 60-69 ปี มาเป็นร้อยละ 79 เมื่ออายุ 70-79 ปี และเหลือเพียงร้อยละ 60 สำหรับผู้หญิง และร้อยละ 70 สำหรับผู้ชายเมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป



แผนภูมิที่ 2 ร้อยละของตัวอย่างจากข้อมูล HART ในแต่ละช่วงอายุ จำแนกตามคะแนน ADL (0 – 18 คะแนน) เปรียบเทียบระหว่างเพศหญิงและเพศชาย
การพิจารณาคะแนน ADL ที่ส่วนใหญ่ใช้ คือ แบ่งคะแนน ADL จากคะแนนเต็ม 20 คะแนนออกเป็น 3 – 4 ช่วงเพื่อกำหนดระดับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ ตามเกณฑ์ของ อรุณ จิรวัฒน์กุล (2562). การวิเคราะห์และแปลผลคะแนนแบบวัด ADL. วารสารวิชาการสาธารณสุข. ปีที่ 28 ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม 2562

ในที่นี้จะใช้วิธีบัญญัติไตรยางค์ในการพิจารณาแบ่งช่วงคะแนน ADL ที่มีคะแนนเต็ม 18 คะแนน โดยคะแนน ADL ตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไปจากคะแนนเต็ม 18 คะแนนจัดอยู่ในกลุ่มพึ่งตนเองได้หรือไม่พึงพาผู้อื่น ผลการสำรวจของโครงการ HART ดังกล่าวข้างต้นพบว่า ร้อยละ 99.4 ของผู้สูงอายุตอนต้น (อายุ 60 – 69 ปี) และร้อยละ 98.4 ของผู้สูงอายุตอนกลาง (อายุ 70 – 79 ปี) มีคะแนน ADL ในระดับพึ่งพิงตนเองได้ และทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีสัดส่วนดังกล่าวใกล้เคียงกัน ดังแสดงในแผนภูมิที่ 3

แผนภูมิที่ 3 ร้อยละของคนไทยในวัยเตรียมเกษียณ (อายุ 45 – 59 ปี) สูงวัยตอนต้น (อายุ 60 – 69 ปี) สูงวัยตอนกลาง (อายุ 70 – 79 ปี) และสูงวัยตอนปลาย (อายุ 80 ปีขึ้นไป) ที่มีคะแนน ADL ระดับพึ่งพิงตนเองได้ (คะแนน ADL ตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป)
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าประมาณร้อยละ 97 – 99 ของผู้สูงอายุตอนต้นและร้อยละ 94 – 97 ของผู้สูงอายุตอนกลางมีความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันได้เองทุกด้านยกเว้นด้านการกลั้นปัสสาวะที่มีผู้สูงอายุทั้ง 2 ช่วงวัยเพียงร้อยละ 87 โดยประมาณที่ไม่มีปัญหาการกลั้นปัสสาวะ อย่างไรก็ตามยังนับว่าผู้สูงอายุที่มีปัญหานี้ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก อีกทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่ สามารถซื้อหาได้สะดวกในราคาที่จับต้องได้

มีเพียงผู้สูงวัยตอนปลายที่อายุเกินกว่า 80 ปี เท่านั้นมีคะแนน ADL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

แม้จะมีอุปสรรคบ้างในการทำงาน เช่น ปัสสาวะเล็ด ไม่สามารถอั้นปัสสาวะได้ประมาณร้อยละ 13 ของผู้สูงอายุ 60-80 ปี แต่ถ้าใส่ผ้าอ้อมก็ยังสามารถทำงานได้

จากบทความ แก่แต่จน : ประชากรไทยจะแก่สักแค่ไหน จะเกิดปัญหาอะไร แก้ไขได้หรือไม่ ? เราพยากรณ์ได้ว่า กองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนประกันสังคมของไทย หากไม่ขยายอายุเกษียณจะล้มละลายได้ในเร็ววัน เพราะเรากำหนดอายุเกษียณของกองทุนประกันสังคมไว้ต่ำที่สุดในโลกเพียง 55 ปี ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำหนดไว้ที่ 67 ปี ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องขยายอายุเกษียณเพื่อแก้ปัญหาแก่แต่จน ไม่มีเงินจ่ายบำนาญ และแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้วย

จากคะแนน ADL ของผู้สูงอายุที่สำรวจโดยโครงการ HART ดังกล่าวข้างต้นแล้วข้างต้น ผู้สูงอายุไทยที่อายุเกินกว่า 60 ปี แต่ยังไม่ถึง 80 ปี ยังสามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองได้ค่อนข้างดี เพียงพอที่จะไปทำงานสร้างรายได้ และทำงานหลังเกษียณได้ จึงไม่ควรปล่อยให้หายใจรดทิ้งรอความตายไปวันๆ แต่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องหาทางส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง มีความรู้ความสามารถ มีประสิทธิภาพสูงได้ทำงานต่อไปหลัง 60 ปี นอกจากจะเป็นการเพิ่งการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) ของผู้สูงอายุแล้ว ยังช่วยประเทศชาติให้ลดภาระในการจ่ายบำนาญเพราะขยายอายุเกษียณออกไป ทำให้กองทุนต่าง ๆ ไม่ล้ม ทำให้บรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานลงไปได้ นอกจากนี้ยังเป็นการพยุงและชะลอการถดถอยของการบริโภคในประเทศด้วย เพราะผู้สูงอายุที่ยังมีงานทำและมีรายได้จะกล้าใช้จ่าย แม้กระทั่งนำเงินรายได้ของตนมาจุนเจือลูกหลานที่ยังไม่ทำงานหรือเพิ่งเริ่มต้นทำงานอีกด้วย

แม้ประเทศไทย จะแก่แต่จน แต่ผู้สูงอายุไทยบางคน แม้อายุจะเกิน 60 ปี ไปจนถึง 80 ปี เป็นจำนวนมากยังเป็นคนที่แก่แต่เจ๋ง ดูแลช่วยเหลือตนเองได้ และทำงานได้อยู่ ยังคงมีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ควรนำไปคิดพิจารณากำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมสูงอายุขั้นสุด (Superaged society) ของประเทศไทยต่อไป




กำลังโหลดความคิดเห็น