xs
xsm
sm
md
lg

ยังไม่ถึงกับต้องหูแหก-ตาแหก!!!

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลา (Tesla)
ไม่ว่าจะถูก “ยั่วยวนกวนส้นตีน” จากคุณพ่ออเมริกาอย่างชนิดหนักหนาสาหัส หนักหน่วง รุนแรงสักเพียงไหน...แต่ดูเหมือนว่าข่าวคราวเกี่ยวกับคุณพี่จีนและคุณปู่อิหร่านช่วงหลังๆ นี้ ออกจะเป็นไปในแง่ “บวก” ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่น้อยไปกว่าข่าว “คุณหญิงอ้อ” กราบงามๆ 3 ที อะไรประมาณนั้น คือไม่ได้ออกอาการ “เจ๊ง...กับ...เจ๊ง” หรือ “ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย” มากมายสักเท่าไหร่นัก ไม่ว่าต้องเจอกับการแสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์ ความเป็นศัตรูจากมหาอำนาจสูงสุดแห่งโลกกันในระดับไหนก็ตามแต่...

สำหรับคุณปู่อิหร่าน...ที่ถูกคุณพ่ออเมริกา “แซงชั่น” รอบแล้ว-รอบเล่า กะจะเอาให้ตาย ให้เจ๊งคามือให้จงได้ หรือแซงชั่นกันในระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าหากลองเงี่ยหูฟังจาก “ข่าวล่า-มาเรือ” ที่สำนักข่าว “NBC News” เขาเพิ่งเอามาเผยแพร่ไปเมื่อวัน-สองวันนี้ ว่าด้วยรายงานขององค์กรที่คอยเฝ้าติดตามและตรวจสอบการค้า-ขาย และการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยอาศัยข้อมูลทางดาวเทียมและข้อมูลภาคพื้นดินชนิดเจาะลึกเข้าไปถึงวงในของผู้ค้าน้ำมันในแต่ละราย ที่มีชื่อเรียกขานในนาม “Tanker Tracker” ปรากฏว่ามาถึงทุกวันนี้...แทนที่คุณปู่อิหร่านจะ “ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย” หรือ “เจ๊ง...กับ...เจ๊ง” เพราะไม่อาจค้าๆ ขายๆ หรือไม่อาจส่งออกน้ำมันดิบ อันเป็นรายได้หลักของประเทศตัวเองได้ แต่กลับกลายเป็นว่า...ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านช่วงนี้ หรือเมื่อช่วงเดือนกันยายนปีนี้ กลับเป็นอะไรที่ระเบิดเถิดเทิง หรือพุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงรอบปีที่ผ่านมา คือสามารถส่งออกน้ำมันดิบไปขายใครต่อใครได้ถึงวันละ 1.5 ล้านบาร์เรล เอาเลยถึงขั้นนั้น...

ส่วนคุณพี่จีน...ที่ต้องหันมาแซงชั่นกันไป-แซงชั่นกันมากับคุณพ่ออเมริกา มาเกือบตลอด 4 ปีเข้าไปแล้ว หรือตลอดช่วงแห่งการเปิดฉาก “สงครามการค้า” ระหว่างจีน-อเมริกา แต่หลังจากที่ “องค์การการค้าโลก” หรือ “WTO” ได้ชี้วัดตัดสินไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าความพยายามขึ้นอัตราภาษีศุลกากรของคุณพ่ออเมริกาต่อสินค้าจีน ในหลายต่อหลายเรื่อง หลายต่อหลายกรณีด้วยกัน ล้วนแล้วแต่ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎระเบียบของ “WTO” อันส่งผลให้รัฐบาลอเมริกันของ “ทรัมป์บ้า” แทบบ้าตาย!!! ต้องหันมา “ด่า” หันมาตำหนิติติงองค์กรระดับโลกแห่งนี้ ไม่ต่างไปจากอีกหลายๆ องค์กรที่ต่างเคยโดนด่า หรือกระทั่งโดนถอนตัวไปเลยถึงขั้นนั้น แต่กระทั่งบรรดา “นักธุรกิจอเมริกัน” ด้วยกันเอง แทนที่จะหันมาสนับสนุน ส่งเสริมการกระทำของรัฐบาลตัวเอง อย่างน้อยก็ยังมี “นายอีลอน มัสก์” (Elon Musk) แห่งบริษัทรถไฟฟ้า “Tesla” นั่นแหละ ที่ไม่คิดจะเห็นควรด้วยกับการกระทำของรัฐบาลตัวเองเอามากๆ...

ถึงขั้นต้องลุกขึ้นมายื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงนิวยอร์ก ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ให้ช่วยหาทางหยุดยั้งการกระทำของรัฐบาลอเมริกัน ในการขึ้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนประกอบรถยนต์จากจีน ไม่ว่าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และจอแสดงผลที่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นไปถึง 25 เปอร์เซ็นต์ โดยมีผู้แทนการค้าสหรัฐฯ อย่าง “นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์” หรือ “ลิธเซอร์” (Robert Lighthizer) อะไรก็แล้วแต่ ต้องกลายสภาพเป็น “จำเลย” ถูกเรียกร้องให้ชดใช้ หรือให้คืนเงินภาษีพร้อมกับดอกเบี้ย โดยจะต้องคืนหรือไม่คืน คงต้องคอยติดตามกันดูอีกที แต่ก็ด้วยการลุกฮือ หรือลุกขึ้นสู้ของ “นายอีลอน มัสก์” รายนี้หรือไม่ อย่างไร ก็ตามที ว่ากันว่า...ในช่วงระหว่างนี้ บรรดาบริษัทธุรกิจอเมริกันจำนวนไม่น้อยกว่า 3,500 บริษัท กำลังเกาะกลุ่ม รวมตัว ทำท่าว่าคิดจะฟ้องร้องรัฐบาลอเมริกัน เช่นเดียวกับบริษัท “Tesla” นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทด้านรถยนต์ บริษัทค้าปลีก บริษัทยา ฯลฯ ที่ต่างเสียหาย เสียรังวัด และเสียเงิน-เสียทอง อันเนื่องมาจากการแซงชั่น หรือการทำสงครามการค้าของอเมริกากับจีน ทำให้บรรดาสินค้านำเข้าในแต่ละรายการ ต้องพังพินาศยับเยินกันไปเป็นแถบๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Pep Boys, Home Depot, Target Corporation บริษัทผลิตเสื้อผ้าอย่าง Ralph Lauren หรือกระทั่งบริษัทผลิตกีตาร์ ยี่ห้อ Gibson ฯลฯ ต่างเข้าคิวรอแจ้งความ รอการออกหมายเรียก หมายศาล แบบบรรดาพวก “ไทยภักดี” ของบ้านเรา เอาเลยถึงขั้นนั้น...

คือโดยสรุปรวมความแล้ว...โดยสถานะของประเทศ “คู่กัด” อย่างคุณพี่จีนและคุณปู่อิหร่านนั้น ไม่ว่าจะถูก “ยั่วยวนกวนส้นตีน” โดยคุณพ่ออเมริกามากน้อยขนาดไหน แต่ถ้าหากสามารถระงับยับยั้งชั่งใจ ไม่ออกอาการ “เปรี้ยวเท้า” หรือ “เปรี้ยวตีน” (คำว่าเปรี้ยวตีนคงไม่ถึงกับหยาบ เพราะของนักประชาธิปไตยอย่างคุณน้องรุ้ง-ปนัสยาน่าจะหยาบกว่า) จนเกินไป อันนี้นี่แหละที่ต้องถือเป็นสิ่งสำคัญเอามากๆ โดยเฉพาะสำหรับบรรดาประเทศที่คิดจะ “เปลี่ยนโลก” หรือ “เปลี่ยนระบบโลก” ทั้งหลาย เพราะอย่างที่เคยว่าๆเอาไว้แล้วนั่นแหละว่า ในแง่ “ยุทธศาสตร์” ของบรรดาประเทศเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ต้องพยายามหันมาเล่น “หมากล้อม” เอาไว้ให้จงหนัก ไม่อาจหันไปเล่น “หมากรุก” หรือหันไปโขกม้า โขกเรือ ฯลฯ โดยเด็ดขาด เพราะแทนที่จะส่งผลให้เกิดรายการ “จนกลางกระดาน” เผลอๆ...อาจก่อให้เกิดรายการ “ล้มกระดาน” เอาดื้อๆ!!!

หรือกลายเป็นการเปิดช่อง เปิดทางให้กับการ “ออกอาวุธ” ของประเทศมหาอำนาจสูงสุดทางการทหาร ที่ยังคงไม่มีประเทศหนึ่งประเทศใดในโลกนี้ สามารถวิ่งไล่กวด ไล่ตามได้เลยแม้แต่น้อย เพราะเพียงแค่ “งบประมาณทางทหาร” อย่างเดียว ก็ทิ้งขาดชนิดแทบไม่เห็นฝุ่น เห็นหาง ด้วยเหตุนี้...จึงมีแต่ต้องหันมาหา “แนวทางสันติภาพ” หันมาระงับ ยังยั้ง ไม่ให้มหาอำนาจสูงสุดรายนี้มีโอกาส “เดินเครื่องจักรสังหาร” ได้โดยเด็ดขาด หรือมีแต่ต้องคลึงไป-คลึงมา จนกว่าคุณพ่ออเมริกาท่านจะเจ๊งไปเอง และสิ่งเหล่านี้...ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ผู้นำจีน อย่างประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ท่านค่อนข้างจะ “เข้าถึง-เข้าใจ” หรือค่อนข้างทะลุปรุโปร่ง จนถึงกับสามารถนำไปเน้น-ย้ำกับบรรดาสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในช่วงระหว่างครบรอบ 95 ปี แห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2016 โน่นเลย...

โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า... “โลกกำลังอยู่ริมขอบแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้า-คว่ำดิน และเรากำลังได้เป็นประจักษ์พยานต่อการล้มละลายของกลุ่มประเทศมหาอำนาจอย่างอียู กำลังจะได้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจะล่มสลายลงไปแบบไหน และนี่เอง...ที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงการสิ้นสุดของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ดังนั้น...ในช่วงอีกประมาณ 10 ปีนับจากนี้ เราจะมีโอกาสได้เห็นระเบียบโลกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกับที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ โดยมีกุญแจสำคัญที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมา นั่นก็คือความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับรัสเซีย...นั่นเอง”

ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าคุณพ่ออเมริกา ท่านจะนั่งครวญครางบทเพลง “อยากจะชิมส้นตีนนัก...อยากจะชิมส้นตีนนัก” อีกสักกี่เที่ยว ต่อกี่เที่ยว แต่โอกาสที่จะเกิดการ “ลั่นกระสุนนัดแรก” ออกจากปากกระบอกปืนของจีน-รัสเซีย หรืออิหร่านก็แล้วแต่ จึงแทบเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าบรรยากาศการเผชิญหน้าในแนวรบด้านตะวันออกกลาง หรือในทะเลจีน จะร้อนแรง ร้อนเร่าขึ้นไปถึงขั้นไหนต่อขั้นไหน ถึงกระนั้นก็เถอะ...สำหรับประเทศเล็กๆอย่างไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา คงต้องมีแต่คอยสวดมนต์ ภาวนาอย่าให้กระสุนนัดไหนต่อนัดไหน มีโอกาสระเบิดขึ้นมาได้อีกเลย...




กำลังโหลดความคิดเห็น...