xs
xsm
sm
md
lg

ทางเลือกรักษาโรค มะเร็งตับ และมะเร็งปอด เนื่องด้วยอัตราการรอดชีวิตต่ำ / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์


 
จากรายงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติระหว่างปี พ.ศ. 2556-2560 ก็จะเห็นได้ชัดว่าโรคมะเร็งตับและโรคมะเร็งปอดในประเทศไทยนั้นมีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีต่ำที่สุด สาเหตุที่สำคัญส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งตับและมะเร็งปอดกว่าที่จะมีการแสดงอาการก็มักจะพบการเป็นโรคมะเร็งในระยะที่ 3 หรือ 4 แล้ว ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อตรวจพบแล้วก็จะเสียชีวิตภายในปีแรกด้วยซ้ำ ในขณะที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดอื่นๆมีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีมากกว่านี้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งลำไส้และทวารหนักหาก แม้นพบโรคมะเร็งในระยะที่ 3 ก็มีโอกาสที่จะรอดชีวิต 5 ปี เกิน 50% 
 
ดังนั้น หากมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้และทวารหนัก การตรวจคัดกรองและรักษาตั้งแต่แรกๆ ก็จะยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น

แต่ถ้าหากเป็นมะเร็งตับและทางเดินน้ำดี รวมทั้งโรคมะเร็งปอด ซึ่งติดอันดับต้นๆ ของผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ที่พบบ่อยในประเทศไทย อีกทั้งยังมีอัตราการรอดชีวิตต่ำด้วย หากเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว เราควรจะตัดสินใจในการบริหารจัดการคนในครอบครัวอย่างไร

จากรายงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า โรคมะเร็งตับและทางเดินน้ำดีในระยะที่ 3 อัตราการรอดชีวิตใน “ปีแรก” จะมีโอกาสเพียงประมาณ 40% และมีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีจะเหลือเพียงโอกาสประมาณ 30% ในขณะที่หากเป็นมะเร็งตับและทางเดินน้ำดีในระยะที่ 4 ด้วยแล้ว อัตราการรอดชีวิตใน “ปีแรก”จะมีโอกาสรอดชีวิตเพียงประมาณ 30% ในขณะที่มีโอกาสรอดชีวิตถึง 5 ปี ประมาณ 20% เท่านั้น

ในขณะที่โรคมะเร็งปอดในระยะที่ 3 อัตราการรอดชีวิตใน “ปีแรก” ประมาณ 50% แต่อัตราการรอดชีวิต 5 ปี ประมาณ ไม่ถึง 30% ในขณะที่โรคมะเร็งปอดในระยะที่ 4 จะมีอัตราการรอดชีวิต “ปีแรก”ประมาณ 30% และมีอัตราการรอดชีวิต 5 ปี ไม่ถึง 20% เท่านั้น

นั่นหมายถึงว่าหากใครป่วยด้วยโรคมะเร็งตับและทางเดินน้ำดีตลอดจนโรคมะเร็งปอดในระยะที่ 3 หรือ 4 ส่วนใหญ่เสียชีวิตและมีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก ดังนั้นคนเหล่านี้ควรจะหาทางเลือกทางอื่นมากกว่าการรักษาในรูปแบบเดิมๆ ในประเทศไทย จะดีหรือไม่?

สำหรับผู้ที่เป็นเศรษฐีที่มีสมาชิกคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งตับและมะเร็งปอดที่ยังคงเชื่อในการรักษาการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็อาจจะเลือกเดินทางไปรักษาในประเทศที่มีอัตราการรอดชีวิตกว่าประเทศไทยที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

แต่สำหรับคนทั่วไปที่มีงบประมาณจำกัด แต่อาศัยงบประมาณผ่านประกันสังคม โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค ก็อาจจะมีข้อจำกัดในการใช้เลือกการแพทย์ทางเลือกที่ต้องใช้งบประมาณสูง เช่น การตรวจและการเพาะเม็ดเลือดขาวเพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน การตรวจเพื่อลงรายละเอียดในเรื่องอาหารและโภชนาการ หรือแม้แต่การใช้ยาบางกลุ่มเช่นยามุ่งเป้าบางขนานที่ไม่อยู่ในงบประมาณในสวัสดิการของรัฐ แปลว่าจำต้องรักษาด้วยการแพทย์ในระบบต่อไป อยู่ที่ว่าผลของการรักษาที่ให้อัตราการอดชีวิตต่ำนั้น จะยังคงให้ทุกข์ทรมานด้วยผลข้างเคียงของการฉายรังสีและใช้คีโมบำบัดหรือไม่

ยิ่งถ้าผู้ป่วยเหล่านั้นเป็นผู้สูงวัยด้วยแล้ว (อายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอายุ 80 ปีขึ้นไป) จะยิ่งมีอัตราการรอดชีวิตต่ำลงไปอีก และการรับผลข้างเคียงจากการรักษาก็จะได้น้อยลงกว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อายุน้อย
ถ้าหากจะมีการแพทย์ทางเลือกอื่นที่ใช้งบประมาณน้อยกว่านั้นก็คือ การใช้ตำรับยาและสมุนไพร และการป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อโรคที่มีอัตราการรอดชีวิตต่ำ

และนี่คือเหตุผลว่าเหตุใดวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงได้มุ่งวิจัยในเรื่องสารสกัดกัญชา อันได้แก่ เดลต้า-ไนน์ เตตระไฮโดรแคนนาบินอล (Delta-9 THC),มีผลต่อการยับยั้งและฆ่าเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดีในหลอดทดลอง และการวิจัยสารแคนนาบินอล (CBN) มีผลต่อการยับยั้งมะเร็งปอดในหนูทดลอง

ทั้งนี้ ปี 2557 ได้เคยมีรายงานประมาณการว่าอุบัติการเกิดโรคมะเร็งใหม่ทั่วโลกมีประมาณ 2 ล้านคน (ประมาณ 16% ) ที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อจุลชีพ เช่น แบคทีเรียที่ชื่อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร, โรคไวรัสตับอักเสบทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ, ไวรัสเอชพีวีที่ก่อให้เกิดหูด หรือhuman papilloma virus (HPV) ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก , ไวรัสเคเอสเอชวี หรือ Kaposi sarcoma herpes virus (KSHV) ทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนัง, พยาธิใบไม้ ทำให้เป็นโรคมะเร็งตับ, พยาธิในเลือดเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดี ฯลฯ 

 โรคมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพเหล่านี้ ถ้ามีการป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธี จะสามารถความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งให้ลดน้อยลงได้ถึง 23% ในประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจน้อยกว่า และสามารถที่จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ประมาณ 7% ในประเทศที่พัฒนามากกว่า

สำหรับแนวทางการป้องกันนั้นสามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส การใช้เข็มฉีดยาอย่างปลอดภัย การคัดกรองคุณภาพของเลือดที่บริจาค การใช้ยาต้านจุลชีพ การใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ฯลฯ หากมีการดำเนินการดังกล่าวได้ผลก็จะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพได้ [1]

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าการดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงโรคตับและมะเร็งตับ อย่างไรก็ตามวารสารทางการแพทย์ระหว่างประเทศด้านตับที่ชื่อว่า Liver International ได้เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 โดยได้สำรวจผู้ที่เคยเป็นนักดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบันจำนวน 319,514 คน พบว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์แล้วมีประวัติใช้ ”กัญชา” ร่วมด้วยแล้วกลับพบว่าลดความเสี่ยงโรคตับโดยรวมลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ 30%-45% รวมถึงลดความเสี่ยงโรคมะเร็งตับด้วย โดยงานวิจัยดังกล่าวให้ความเห็นว่ากัญชาน่าจะมีส่วนช่วยการลดการอักเสบ [2]
นอกจากนั้นปัจจัยเกี่ยวกับสารพิษจากเชื้อรา เช่น อะฟลาท็อกซิน ที่เกิดขึ้นจากถั่วตากแห้ง และจากพืชที่ผลิตและจัดเก็บไม่ได้มาตรฐาน ก็สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ [3] และยังมีอีกหลายสาเหตุที่ยังไม่ขอกล่าวในที่นี้ เช่น ความเครียด สารพิษ โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ฯลฯ

นอกจากนี้พฤติกรรมของคนไทยอีกประการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ กินหวานมากขึ้น ใส่น้ำตาลมากขึ้น ก็อาจจะเป็นอีกความเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็งตับเพิ่มสูงขึ้นด้วย เพราะงานวิจัยอย่างเป็นระบบในวารสาร Oncotarget เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 ได้ทำการวิจัยด้วยการวิเคราะห์อภิธาน ถึงเดือนตุลาคม 2559 พบว่า “ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่สูงเพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์ในการเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งตับ ดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานจึงย่อมมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งตับได้ด้วย”[4]

โดยย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2503 คนไทยยังไม่บริโภคน้ำตาลมากขนาดนี้ คือบริโภคกันประมาณ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือประมาณไม่ถึงคนละ 4.79 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น และพ.ศ. 2529 คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 24 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือประมาณเฉลี่ยคนละ 6 ช้อนชาต่อวัน [5] แต่ พ.ศ. 2560 คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 28.4 ช้อนชาต่อคน !!! [6]

ดังนั้น ถ้าจะให้ประเทศไทยลดความเสี่ยงในเรื่องโรคมะเร็งตับ ก็ควรจะต้องรณรงค์และหามาตรการเพื่อให้คนไทยบริโภคน้ำตาลให้ลดลงให้ได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกปัญหาหนึ่งของโรคมะเร็งตับที่อาจจะสำคัญยิ่งกว่า นั้นคืองานวิจัยเมื่อปี พ.ศ. 2551 ที่พบว่าการเกิดโรคมะเร็งตับของคนไทยส่วนใหญ่เกิดขึ้นมากที่สุดในภาคอีสาน (โดยเฉพาะที่จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดขอนแก่น) รองลงมาคือภาคเหนือ ในขณะที่ภาคกลาง โดยเฉพาะภาคใต้เกิดโรคมะเร็งตับน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดโรคมะเร็งในตับและท่อน้ำดีในตับของคนไทยในภาคอีสานและภาคเหนือเกินกว่า 60% เกิดจากพยาธิใบไม้ที่มีชื่อว่า Opisthorchis viverrin ซึ่งพบมากในผู้ป่วยมะเร็งตับในประเทศไทย [7]

พยาธิใบไม้ชนิด Opisthorchis viverrin เป็นปรสิตพยาธิใบไม้จากสกุลที่มีผลต่อบริเวณท่อน้ำดี การติดเชื้อมักเกิดจากการทานปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบดิบ ๆ สุก ๆ ดังนั้นการรณรงค์ให้คนไทยรับประทานอาหารสุกมากขึ้นย่อมช่วยทำให้คนไทยลดความเสี่ยงมะเร็งตับและท่อน้ำดีให้ลดลงได้

สำหรับมะเร็งปอดนั้น สำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานขององค์การอนามัยโลก ได้เคยสรุปสารก่อมะเร็งที่มีหลักฐานในมนุษย์เพียงพอที่อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่พบอยู่ในการใช้ชีวิตจริงได้แก่ การเผาไหม้ของดีเซล, การเผาไหม้การใช้ถ่านในครัวเรือน, มลภาวะทางอากาศนอกอาคาร, ฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว PM 2.5 นอกอาคาร, สีทาบ้าน, อุตสาหกรรมยาง, ฝุ่นซิลิก้าในอุตสาหกรรมแก้ว, เขม่า, สารซัลเฟอร์จากมัสตาร์ต, การสูบบุหรี่, และผู้ที่สูดควันบุหรี่จากผู้สูบบุหรี่, ควันจากการเชื่อมโลหะ ฯลฯ

ในขณะที่สำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) องค์การอนามัยโลก ได้ระบุที่อาจจะเป็นสารก่อมะเร็งอันเนื่องมาจากการมีหลักฐานในมนุษย์อย่างมีข้อจำกัด ได้แก่ ควันจากการผัดทอดด้วยอุณหภูมิสูง ยาฆ่าแมลง อาชีพที่ทำเกี่ยวกับการใช้สเปรย์พ่นที่ไม่มีสารหนู และอยู่กระบวนการพิมพ์ ฯลฯ


จากข้อมูลข้างต้นย่อมแสดงว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดจำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในมลพิษทางอากาศตามที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการย้ายที่พักอาศัย หรือการใช้เครื่องฟอกอากาศเพื่อลดความเสี่ยงสารก่อมะเร็งตามที่กล่าวมาข้างต้นได้

รวมถึงสมุนไพรเดี่ยวที่น่าสนใจในการต้านมะเร็งปอด เช่น สารสกัดพันชาด [8], สารสกัดจากขมิ้นชัน [9] ส่วนตำรับยาที่ออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง นอกจากสมุนไพรเดี่ยวดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีตำรับยาไทยที่มีชื่อว่า “ยายอดมะเร็ง” ซึ่งมีการวิจัยพบว่า...

“มีฤทธิ์ฆ่าและฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง รวมถึงฤทธิ์ต้านการกระตุ้นการเจริญของเนื้องอกในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดสูตรนี้สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งหลายชนิด ได้แก่ เซลล์มะเร็งเต้านม (MDA-MB-231, MCF 7) เซลล์มะเร็งไขข้อ (SW982) เซลล์มะเร็งตับ (HepG2) เซลล์มะเร็งปากมดลูก(HeLa) และเซลล์มะเร็งปอด โดยสารสกัดสูตรนี้มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งไขข้อ SW982 ได้ดีที่สุด ส่วนฤทธิ์ต้านการกระตุ้นการเจริญของเนื้องอกบนผิวหนัง เนื้องอกในลำไส้ และมะเร็งตับระยะส่งเสริมในหนูถีบจักร ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดตำรับยาต้านมะเร็งสูตรนี้สามารถยับยั้งการเกิดเนื้องอกจากการเหนี่ยวนำด้วยสารเคมีได้” [10]

สำหรับตำรับยายอดมะเร็งนี้มีสมุนไพรประกอบไปด้วย หัวร้อยรู, ไม้สักหิน, ข้าวเย็นเหนือ-ใต้, โกฐจุฬา-โกฐเชียง, กำแพงเจ็ดชั้น, ทองพันชั่ง, เหงือกปลาหมอ, ผีหมอบ, หญ้าหนวดแมว [11]

ในขณะเดียวกันในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้กล่าวถึงพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ที่กล่าวถึงธาตุต่างๆที่พิการไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งแบ่งไปตามอวัยวะต่างๆ อันรวมถึง การทำงานของปอดด้วย ความว่า :

“ปอด ถ้าพิการกระทำอาการดุจดังไข้พิษ กาฬขึ้นในปอดจึงให้ร้อนในอก ระหายน้ำ ให้หอบดุจดังสุนักข์ หอบแดดจนโครงลด ให้กินน้ำจนปอดลอยจึงหายอยากแล บางทีกินจนอาเจียรน้ำออกมาจึงหายอยาก ถ้าจะแก้ให้เอารากกะถินพิานต้มกิน ถ้ามิฟังเอาเปลือกขี้อ้าย ๑ เชือกเขาพรวน ๑ ต้นดีงู ๑ รากทรงบาดาน ๑ รากพิลังกาสา ๑ ต้ม ๓ เอา ๑ กินหายแล ถ้ามิฟังต้มยาเบ็ญจบรรจบให้กินหายแล” [12]

ส่วนตำรับยาที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคตับหรือโรคมะเร็งตับตามหลักศิลาจารึกวัดโพธิ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้แก่ ตำรับยาชื่อ กระษัยลิ้นกระบือ, ฝีรวงผึ้ง, สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน, และตามตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ หรือ ยาล้อมตับ ดังนี้

“กระษัยลิ้นกระบือ” ปรากฏบนศิลาจารึกศาลนวด ๑ ความว่า :

“สิทธิการิยะ จะกล่าวลักษณะกระษัยโรค อันบังเกิดขันเป็นอุปปาติกะ คือกระษัยลิ้นกระบือนั้น เป็นคำรบ ๑๐ บังเกิดเพื่อโลหิตลิ่มติดอยู่ชายตับเป็นตัวแข็งยาวออกมาจากชายโครงขวา มีสัณฐานดั่งลิ้นกระบือ กระทำให้ครั่นตัวให้ร้อน ให้จับเป็นเพลา ให้จุกให้แน่นอก ให้บริโภคอาหารมิได้ ให้นอนมิหลับอยู่เป็นนิจ ให้กายนั้นซูบผอมแห้งไป ครั้นตัวแก่เข้า กระษัยแตกออกเป็นโลหิตแลน้ำเหลือง ไหลซึมไปในลำไส้ใหญ่น้อย ทำให้ไส้พองท้องใหญ่ดังกล่าวมานี้ จึงได้ชื่อว่ามานกระษัยเป็นอาสาทยะโรค [13] [14]แพทย์จะยายากนักฯ

ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยังอ่อนเป็นลิ้นกระบืออยู่นั้นได้บ้าง ถ้าแก่ตัวกระษัยแตกแล้วแก้มิได้เลย แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ดังนี้ฯ

ถ้าจะแก้เมื่อยังอ่อนอยู่นั้น ให้แก้ด้วยยาเนาวหอยอันอยู่ในแผ่นศิลาว่าด้วยกระษัยจุกเป็นคำรบ ๕ นั้น ละลายน้ำด่าง ๗ ประการนี้ให้กินคือ ด่างสำโรง ด่างงวงตาล ด่างไม้ขี้หนอน ด่างเบญจเหล็ก ด่างพันงูแดง ด่างตาตุ่ม ด่างผักโหมหนาม ด่างทั้ง ๗ นี้เป็นน้ำกระสายยาเนาวหอยกิน ๗ วัน แล้วจึงแต่งยารุ[15]ให้กินต่อไปฯ


ยารุกระษัยลิ้นกระบือ เอาตรีกฏุก เทียนดำ มหาหิงคุ์ ยาดำ ว่านน้ำ กานพลู การบูร สิ่งละส่วน ลูกสลอด ประสะแล้ว ๙ ส่วน ทำเป็นจุณเอาน้ำตาลหม้อ น้ำมะขามเปียกเป็นกระสายบดทำแท่งไว้ ถ้าธาตุหนักกิน ๒ ไพ ธาตุเบากิน ๑ ไพ ลงสิ้นเชิง แล้วจึงกินยาเนาวหอย ๕ วันกินที ๑ กินยาเนาวหอยไปอีก ๗ วัน รุทีหนึ่ง กินให้ได้ ๓ ครั้ง ถ้าโรคนั้นหนักลงให้บวมท้อง จึงแต่งยาแก้ต่อไปดังนี้


ยาแก้กระษัยลิ้นกระบือบั้นปลายกระทำให้บวมนั้น เอาพญามือเหล็ก แก่นขี้เหล็ก ยาข้าวเย็นสิ่งละ ๑๐ ตำลึง สารส้ม ดินประสิวขาวสิ่งละ ๑ ตำลึง รงทอง ๑ บาท ต้มตามวิธีให้กิน ๖ วัน แล้วรุวัน ๑ ดีวิเศษนักฯ”

นอกจากนี้ยังมีบันทึก “ฝีรวงผึ้ง” ปรากฏในศิลาจารึก บนผนังศาลาวิมังสา กล่าวถึงโรคหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวข้องกับโรคตับและถุงน้ำดีด้วยความว่า :

“ปุนะจะปะรัง ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยอันหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายใน อันชื่อว่าฝีรวงผึ้งนั้นเป็นคำรบ ๗ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้แน่นชายตับเบื้องขวา ให้ยอกตลอดสันหลัง ให้ตัวเหลืองหน้าเหลือง จักษุดุจขมิ้น ปัสสาวะก็เหลืองดุจน้ำกรัก ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้มึนตึง ให้เมื่อยทุกข้อกระดูก ให้อิ่มไปด้วยลม บริโภคอาหารมิได้ดังนี้ฯ

ถ้าจะแก้ เอารากทนดี รากหนามแดง รากก้างปลาแดง รากตาไล รากคนทา รากเปล้าใหญ่ รากย่านาง เอาเสมอภาค ต้มตามวิธีให้กิน เมื่อจะกินเสกสัพพาสี ๗ คาบ แล้วจึงกิน แก้ฝีรวงผึ้ง อันบังเกิดในอุทรนั้น ถ้าแลบุพโพแก่แล้วให้ทวีเปล้าใหญ่ขึ้นเป็น ๒ ส่วน ยาทั้งนั้นเอาสิ่งละส่วน ต้มให้กินหาย ดังอาจารย์ท่านกล่าวไว้วิเศษนักฯ

ขนานหนึ่ง เอาใบมะขาม ใบส้มป่อย สิ่งละกำมือ แล้วเอาตอกมัด ๓ เปราะ เงินของคนไข้ ๑ เฟื้อง ใส่ลงด้วยกันในยา ต้มตามวิธีให้กิน กินครั้งหนึ่งแก้ตอกออกเสียเปราะ ๑ ให้กิน ๓ ครั้ง แล้วคว่ำหม้อเสีย แก้ฝีรวงผึ้งอันบังเกิดในอุทร เป็นยาตัดรากฝีวิเศษนักฯ

ขนานหนึ่ง เอาใบสะเดา ใบเสนียด ใบมะนาว ใบส้มป่อย ใบขัดมอน ไพล กระชาย ข้าวสารข้าวเหนียว เอาเสมอภาค บดด้วยน้ำมันดิบ แล้วเอามารมควัน ไต้เสม็ดเคล้าให้สบกัน แล้วจึงเอามาพอกข้างนอก เอาพ้นพันไว้ ๓ วัน แก้ฝีรวงผึ้ง อันบังเกิดในอุทรนั้น หายวิเศษนักฯ

ขนานหนึ่ง เอาเปลือกมะรุม เปลือกทองหลางใบมน เปลือกกุ่มทั้งสอง ใบลำโพงทั้งสอง กะทือ ไพล กระชาย พริกไทย กระเทียม ใบสลอด เอาเสมอภาค ทำเป็นจุลเคล้าน้ำมะงั่วห่อผ้าขาวนึ่งให้สุก แล้วจึงเอามาประคบ แก้เกลื่อนฝีรวงผึ้งบังเกิดในอุทรนั้นหายวิเศษนักฯ” [13]

นอกจากนั้นยังปรากฏบันทึกในศิลาจารึกในการพัฒนาของโรคร้ายจนถึงขั้นภาวะตับโตเรียกว่า “สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน” ปรากฏในศิลาจารึกบนผนังศาลาวิมังสาความว่า:

“ปุนะจะปะรัง ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยอันหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะสันนิบาตอันเศษสืบต่อไป อันอาจารย์เจ้าท่านสมมติชื่อไว้ว่าสันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน เมื่อจะบังเกิดแก่บุคคลผู้ใดก็ดี มักเกิดขึ้นที่ชายตับ ให้ตับใหญ่ออกมาคับโครง บางทีให้ตับนั้นหย่อนลงถึงตะคาก ให้จับเป็นเพลาดังเป็นไข้แลให้เย็นไปทั้งตัว แล้วให้ท้องขึ้นท้องพองให้พะอืดพะอม ถ้าแลลักษณะดังนี้บังเกิดแก่บุคคลผู้ใดนามชื่อว่าไข้สันนิบาตกะตัดดุจกล่าวมาดังนี้ฯ

ถ้าจะแก้ เอาพริกล่อน ดีปลี สิ่งละส่วน ชะมดเชียง พิมเสน ลิ้นทะเล ดีจระเข้ สิ่งละ ๒ ส่วน ชะเอมเทศ กฤษณา สิ่งละ ๔ ส่วน ทำเป็นจุณ สำหรับยานัตถุ์ แก้ไข้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วนดีนักฯ

ขนานหนึ่ง เอา รากคางเครือ รากมะกอกเผือก รากย่านาง ปู่เจ้าลอยท่า รากสีหวดน้อย รากคุยทั้งสอง รากคางทั้งสอง นอแรด งาช้าง เอาเสมอภาคทำเป็นจุณบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำท่ากิน แก้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วนนั้นหายวิเศษนักฯ

ขนานหนึ่ง เอา รากหวายขม รากคาคลอง รากส้มป่อย ชะเอมเทศ รากมะดูก เอาเสมอภาค ต้มตามวิธีให้กิน แก้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วนนั้นหายวิเศษนักฯ

ขนานหนึ่ง เอา ใบฝ้ายเทศ ใบผ่าป่า หัวคูณ รากก้างปลาแดง ยารากดำ หญ้ายา รากนมแมวน้อย คุคะเถามวกแดง เอาเสมอภาคทำเป็นจุณบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำซาวข้าวกินแก้ไข้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วนนั้นหายดีนักฯ

ขนานหนึ่ง เอารากพรม รากหมอน้อย รากนมแมวน้อย รากสีหวดน้อย เปล้าน้อย ชะเอมเทศ รากผักหวานบ้าน รากนางนูน รากฟักข้าว รากมะดูก รากส้มป่อย เอาเสมอภาคทำเป็นจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำซาวข้าว ทั้งกินทั้งชโลม แก้ไข้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วนซึ่งท่านกล่าวไว้หายวิเศษนักฯ” [13]

และเมื่อเป็นโรคเกี่ยวกับตับพิการนั้น ในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ กำหนดในคัมภีร์ธาตุวิภังค์เกี่ยวกับตับพิการ หรือแตกเอาไว้ว่า การรักษายากเป็นโรคที่ทำให้เสียชีวิตได้ ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์วิกฤตให้เพียงรักษาตามบุญความตอนหนึ่งว่า

“โรคหมู่นี้มันหากเปนเองเพราะโทษปถวีธาตุแตก มันให้ระส่ำระสายเปนกำลัง บริโภคอาหารมิได้ ให้หายใจไม่ถึงท้องน้อย ลักษณะทั้งนี้คือปถวีธาตุแตกให้โทษ ๔ ประการดังกล่าวมานี้ ถ้าพร้อมกันแล้วแพทย์ผู้ใดจะแก้เปนอันยากเปนโรคตัด(โรคที่ทำให้ตาย)แล ถ้าเปนแต่ประการหนึ่งยังมิพร้อมทั้ง 4 ประการ ท่านให้แก้ด้วยสรรพคุณยาตามบุญเถิด

ถ้าแพทย์ผู้ใดจะแก้ให้แก่แต่ต้นไข้ไปก่อน เพราะปถวีธาตุแตกก่อน เอายาอันชื่อว่าเบ็ญจอำมพฤกษ์ ชำระลงให้เสียก่อน ให้สิ้นร้ายแล้วจึงแต่งยาสำหรับธาตุกินต่อไป

เอารากมะตูม ๑ รากมะดูก ๑ รากทองพันชั่ง ๑ โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ สมอทั้ง ๓ ผลผักชีทั้ง ๒ สารส้ม ๑ น้ำประสานทองสะตุ ๑ ดินประสิวขาว ๑ เปราะหอม ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน เจ็ตมูลเพลิง ๑ ขิงแห้ง ๑ รากขี้กาแดง ๑ เทพทาโร ๑ จุกโรหินี ๑ เปลือกสมุลแว้ง ๑ โคกกระสุน ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน สะค้าน ๑ ช้าพลู ๑ ดีปลี ๑ เอาสิ่งละ ๓ ส่วน เปลือกมูกมัน ๔ ส่วน แห้งหมู ๕ ส่วน หรือ ๘ ส่วน ต้มก็ได้ ถ้าจะตำละลายน้ำมะนาว น้ำมะกรูดก็ได้ น้ำส้มส้า หรือน้ำผึ้งก็ได้กินหายแล

ขนานหนึ่งเอา แก่นพรม ๑ หัวใจพระยาไม้ราบ ๑ แก่นแสมทั้ง ๒ มหาละลาย ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ขมิ้นเครือเท่ายาทั้งหลายกำลังวัวเถลิงเท่า ๒ ส่วน ขมิ้นเครือ ถ้าจะดองใส่ดีเกลือลงส่วน ๑ ดองด้วยเหล้า ๕ ทนาน ถ้าจะทำเปนผงละลายด้วยน้ำใบขี้เหล็กหรือน้ำมะกรูด น้ำมะนาวหรือน้ำส้มส้า น้ำขมิ้นอ้อยก็ได้ ให้ยักดูตามโทษ กินแก้ตับหย่อนแลตับซุดแล”[12]

ตำรับยาดังที่กล่าวมาข้างต้นมีความละเอียดและแต่งยาให้กับคนไข้ที่มีความแตกต่างกัน จำเป็นจะต้องให้ผู้รู้ในการแพทย์บูรณาการใช้องค์ความรู้ด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ ควบคู่ไปกับโภชนาการบำบัด การใช้หัตถเวชกรรม การใช้การแพทย์ฉุกเฉินเพื่อประคองชีพในการแพทย์แผนปัจจุบัน และการตรวจวัดด้วยเครื่องมือแพทย์แผนปัจจุบัน จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไข้


ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต

อ้างอิง:
[1] Oh JK,Weiderpass E.Infection and cancer: global distribution and burden of diseases.Annals of Global Health. 2014 Sep-Oct;80(5):384-92. doi: 10.1016/j.aogh.2014.09.013

[2] Adeyinka Charles Adejumo, et al.Cannabis use is associated with reduced prevalence of progressive stages of alcoholic liver disease. Liver International. manuscript online: 17 January 2018 DOI:10.1111/liv.13696

[3] Liu Y, Chang C-CH, Marsh GM, Wu F. Population Attributable Risk of Aflatoxin-Related Liver Cancer: Systematic Review and Meta-Analysis.European journal of cancer (Oxford, England : 1990). 2012;48(14):2125-2136. doi:10.1016/j.ejca.2012.02.009.

[4] Han H, Zhang T, Jin Z, et al. Blood glucose concentration and risk of liver cancer: systematic review and meta-analysis of prospective studies.Oncotarget. 2017;8(30):50164-50173. doi:10.18632/oncotarget.16816.

[5] วีณะ ไวทยะ และสง่า ดามาพงษ์, วิวัฒนาการโภชนาการ, นนทบุรี, กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

[6] Global Agricultural Information Network, 2014

[7] Sripa B, Pairojkul C. Cholangiocarcinoma: Lessons from Thailand. Current opinion in gastroenterology. 2008;24(3):349-356. doi:10.1097/MOG.0b013e3282fbf9b3.

[8] Junthathip Poffery, et al., Potential of Thai Herbal Extracts on Lung Cancer Treatment by inducing Apoptosis and Synergizing Chemotherapy.,
Molecules, published online 2020 Jan 6.
doi: 10.3390/molecules25010231

[9] Hiren J Mehta, et al., Curcumin and lung cancer-a review, Target Oncol, 2014 Dec;9(4):295-310.
doi: 10.1007/s11523-014-0321-1. Epub 2014 May 21.

[10] รศ.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, การวิจัยและพัฒนาตำรับยาต้านมะเร็งสูตรวัดคำประมง, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, กุมภาพันธ์ 2556

[11] พฤฒาจารย์วิพุธโยคะ รัตนรังษี, สุวัตร์ ตั้งจิตรเจริญ, ปริญญา อุทิศชลานนท์, เพชนน้ำเอก กรุยอดตำรับยาสมุนไพร, 2554, ISBN: 9786167068718

[12] กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สถาบันภาษาไทย, แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทางวรรณกรรมของชาติ, พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2554, จำนวน 3,000 เล่ม, ISBN : 978-974-01-9742-3

[13] สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, ตำราการแพทย์แผนไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เล่ม 2 , ชุดตำราภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ฉบับอนุรักษ์, โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์, มิถุนายน 2557, ISBN : 978-616-11-2013-9

[14] อาสาทยะโรค หมายถึง โรคที่รักษายาก, อ้างอิง: มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมสุขภาพไทยเดิม อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์), ตำราการแพทย์ไทยเดิม (แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์) ฉบับอนุรักษ์, โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พฤษภาคม 2535, หน้า 365, ISBN : 974-88780-2-3

[15] รุ หมายถึง ระบายสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป, ตามพจนานุกรมศัพท์แพทย์และเภสัชกรรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หน้า ๓๘๔ ตามอ้างอิง


กำลังโหลดความคิดเห็น...