xs
xsm
sm
md
lg

ช่วยหยุดสงครามกลางเมือง

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



6 ตุลาคม 2519 กลายเป็นโศกนาฏกรรมกลางเมืองที่ทำให้หลายคนจบชีวิตลง ที่เหลือก็หลบหนีเข้าป่าไปจับมือต่อสู้กับอำนาจรัฐ เมื่อเวลาผ่านไปมีหลายคนเอาชีวิตรอดกลับออกมาจากป่าได้ แต่ครอบครัวหลายครอบครัวสูญเสียสมาชิกอย่างไม่หวนกลับมาอีก

เค้าลางแห่งความรุนแรงก่อตัวอีกครั้ง แม้จะไม่มั่นใจนักว่า หลายครอบครัวในยุคนี้ยินดีจะสละบุตรหลานที่เฝ้าโอบอุ้มทะนุถนอมจนเติบโตมีความคิดไปเป็นผู้เสียสละที่เฝ้าฝันว่าชีวิตน้อยๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงสังคมและประเทศไปในแนวทางที่ตัวเองปรารถนาหรือไม่

แต่ไม่ต้องห่วงสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เพราะบัดนี้ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนแล้ว และทั้งสองคงจะวาดหวังว่า จะมีสักหลายชีวิตที่แลกกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พวกเขามีโอกาสกลับมาเหยียบย่ำบ้านเกิดเพื่อพบหน้ากับครอบครัวและสังคมที่คุ้นเคยอีกครั้ง

หรือแม้ทั้งสมศักดิ์ ปวินอาจจะไม่ได้กลับมา แต่ทั้งสองก็ประสบความสำเร็จในการเพาะเมล็ดพันธุ์ที่จะพลีร่างแทนลงบนแผ่นดินนี้ เพื่อให้มาทำหน้าที่เรียกร้อง ทวงถาม ท้าทายในสิ่งที่พวกเขาทั้งสองมุ่งหวังจะโค่นล้มลงให้ได้กำลังจะสำเร็จแล้ว

ผมพูดเสมอว่า ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเคารพศรัทธาหรือไม่เคารพศรัทธาใครก็ได้ แต่ถ้าการแสดงออกมันทำร้ายศรัทธาของผู้อื่นหรือก้าวล่วงล้ำข้อห้ามของรัฐที่มีบทบัญญัติทางกฎหมาย มันก็ต้องยอมรับผลพวงที่จะตามมา เพราะคนอีกกลุ่มหนึ่งเขาชอบธรรมที่จะปกป้องศรัทธาของเขาเช่นเดียวกัน และกฎหมายก็ต้องทำหน้าที่ของมัน เพราะถ้าไม่มีกฎหมาย เราก็ดำรงความเป็นรัฐเอาไว้ไม่ได้

ถ้าจะไม่ให้กฎหมายบังคับใช้ก็ต้องช่วงชิงอำนาจมาให้ได้เพื่อเป็นรัฏฐาธิปัตย์เสียเอง ถ้าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองคุณต้องมีกำลังที่จะโค่นล้มอำนาจรัฐ

ข้อเสนอ 10 ข้อและการแสดงออกต่างๆ ที่ท้าทายบนเวทีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตนั้น อาจจะเป็นความกล้าหาญในความคิดของคนหนุ่มสาว การแสดงออกข้างล่างเวทีด้วยความสะใจพร้อมด้วยคำสบถด่าอาจจะเป็นการระบายอารมณ์ที่อัดอั้นออกมา หรือมันอาจเป็นพฤติกรรมห้าวหาญปกติของมนุษย์ที่อยู่กันแบบรวมหมู่ก็ตาม แต่เสียงที่ส่งไปนั้นมันอาจจะสร้างความโกรธเคืองให้กับคนหลายสิบล้านคน

มันสะท้อนว่า ความเป็นรัฐชาติที่เราบอกว่า มันคือ ประชาชนนั้น มันย่อมมีความคิดที่หลากหลายที่ใช่ใครจะอยากได้อะไรเอาแต่อารมณ์ตามอำเภอใจหาได้ไม่ ถ้าเรากล้าโค่นล้มช่วงชิง ก็ต้องมีคนออกมาปกป้องต่อสู้เพื่อพิทักษ์ในสิ่งที่เขารักและศรัทธา ซึ่งมีคำถามตามมาว่า เราพร้อมที่จะแบ่งฝ่ายแลกชีวิตกันเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองปรารถนาไหม

ผมเองสนับสนุนข้อเรียกร้องแต่แรก 3 ข้อของกลุ่มนักศึกษา คือ หยุดคุกคาม แก้รัฐธรรมนูญ และยุบสภาฯ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นข้อเรียกร้องที่มีความเป็นได้ มีความชอบธรรม สามารถเปิดเวทีถกเถียงรับฟังกันได้ ไม่ได้ก้าวล้ำศรัทธาและเสรีภาพของกันและกัน แต่บัดนี้ดูเหมือนว่า พวกเขาจะทำลายความชอบธรรมของตัวเองลงแล้วสร้างสมรภูมิรบขึ้นมาแทน

เมื่อข้อเสนอของนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นฉันทมติร่วมกันหรือไม่ก็ตาม กลายมาเป็นการลดทอนบทบาทและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สมศักดิ์ ปวิน ปิยบุตร แสงกนกกุล เคยเรียกร้อง มันย่อมจะต้องเป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศไม่ใช่เรื่องตามอำเภอใจของคนเพียงบางคนที่ใช้เสรีภาพในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเรียกร้อง

และผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ไม่อาจจะอ้างเสรีภาพเพื่อปกป้องการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ใช่รัฐวาติกันที่ตั้งอยู่กลางกรุงโรม

นั่นหมายความว่าต้องถามคนไทยอีกจำนวนมากว่าเขาจะยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นหรือไม่ เพราะเขาเองก็มีเสรีภาพที่จะเลือกอุดมการณ์ทางการเมืองและระบอบการเมืองเช่นเดียวกัน และต้องดูว่ากฎหมายให้เสรีภาพและมีขอบเขตในการแสดงความเห็นอย่างไร เพราะไม่ว่าประเทศไหนก็ย่อมจะมีกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ปกป้องระบอบของรัฐ

ผมยอมรับว่า อาจจะมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่คล้อยตามและเห็นด้วยกับข้อเสนอของนักศึกษา แต่ก็มีคนที่เห็นด้วยไม่น้อยมองเห็นว่า ข้อเสนอนี้จะนำมาสู่ความแตกแยกของสังคมไทยอย่างใหญ่หลวงและนำมาซึ่งสงครามกลางเมือง ดังนั้นคนที่จะพลีร่างก็คือ คนหนุ่มสาวนักศึกษาที่แสดงตัวอยู่อย่างเปิดเผยนั่นเอง ไม่ว่าชัยชนะจะเป็นของฝ่ายไหนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการสูญเสียได้พ้นหากต้องการผลักดันให้ประเทศชาติเดินไปถึงขั้นนั้น

ผมมองเห็นผู้ใหญ่บางคนที่มองเห็นโศกนาฏกรรม แต่ยังดันหลังให้คนหนุ่มสาวออกมาสู้ ส่งเสียงอยู่หน้าคีย์บอร์ดว่า ออกไป ออกไป กล้าหาญ กล้าหาญ อย่ากลัว อย่ากลัว

เห็นใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข ซึ่งเคยหนีตายเข้าป่าในเหตุการณ์ 6 ตุลา บอกแบบให้ท้ายว่า รัฐบาลต้องจัดการในระดับจำกัด ม็อบชนม็อบ ก็ปล่อยให้เกิดไม่ได้ (ไม่มีด้วย มีแต่พวกฟันปลอม) ทำได้มากที่สุดคือไล่จับ แต่จะจับกี่คน? จับ 10-20 คนก็จะมาแบบจับอานนท์ กดดันให้ปล่อย เรียกร้องให้ประกัน จับเป็นร้อย? จับเป็นพัน? ก็ลุกลามไปอีก

อธึกกิตบอกว่า พวกอนุรักษนิยมที่มีสติปัญญาไม่เหลืออยู่แล้ว มีแต่สลิ่มกับพวกห้อยโหน & หัวหด คนกลางๆ ก็กลวงๆ เสียเยอะ แต่ถ้าจะดีกว่านี้ถ้าตัวเองจะออกมายืนเคียงข้างนักศึกษาบนถนนหรือบนเวที

ตอนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ห้าวหาญแก้นิรโทษกรรมสุดซอย ตอนนั้นอธึกกิตก็มีน้ำเสียงหมิ่นแคลนเย้ยหยันแบบนี้ว่า ฝ่ายตรงข้ามไม่มีพลังแล้ว ก่อนจะเกิดคลื่นมหาประชาชนออกมาชุมนุมคัดค้าน

ผมย้ำว่า รัฐนั้นคือ ประชาชน ประชาชนส่วนมากจะกำหนดแนวทางความเป็นไปของประเทศ แต่ไม่มีใครหรือใครกลุ่มหนึ่งจะมากำหนดเสรีภาพเพียงลำพังโดยไม่คำนึงถึงเสรีภาพของบุคคลอื่นได้

นักศึกษาอาจเชื่อมั่นด้วยไฟอันเร่าร้อนว่า ความคิดของตัวเองนั้นกลั่นกรองออกมาแล้วจากตำราที่ถูกบ่มเพาะ ว่า ชาติจะต้องเดินไปในแนวทางที่ตัวเองเรียกร้อง และบอกสังคมว่า เป็นข้อเสนอที่ออกมาจากความคิดที่บริสุทธิ์ของตัวเองไม่ได้ตกเป็นเครื่องมือของใคร แต่คนที่ตื่นรู้และเข้าใจการเมืองนั้นมันเห็นอยู่แล้วว่า ผลลัพธ์ที่นักศึกษาเรียกร้องนั้นมันจะตกอยู่กับคนกลุ่มไหน

แน่นอนนักศึกษาอาจมีน้ำเสียงที่หมิ่นแคลนเย้ยหยัน คนที่เห็นต่างๆ ว่าเป็นสลิ่ม เพราะความขัดแย้งที่ยาวนานมาเกือบสองทศวรรษในวันที่คนหนุ่มสาวบางคนเพิ่งจะลืมตาดูโลกนั้น อาจทำให้ไม่รู้ว่ามีเหตุผลและเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้คนบางคนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสถาบันที่เขารักและขับไล่รัฐบาลที่ฉ้อฉล

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะบานปลายไปกว่านี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ต้องยอมรับว่าการรัฐประหารและยึดอำนาจ และตามมาด้วยการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจนั้นกลายเป็นเงื่อนไขที่บ่อนเซาะระบอบประชาธิปไตย และบานปลายกลายมาเป็นวิกฤตในวันนี้ แล้วต้องรีบหาทางออกว่า จะคลี่คลายวิกฤตของสังคมครั้งนี้ก่อนจะเกิดสงครามกลางเมืองอย่างไร

บทเรียนในประวัติศาสตร์เคยมีมาแล้ว หวังว่าเราน่าจะมีทางออกที่พอจะพูดคุยกันได้ เพื่อไม่ให้ผลลัพธ์มันลงเอยอย่างในอดีตอีก

ติดตามผู้เขียนได้ที่https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...