xs
xsm
sm
md
lg

อัยการอุ้มกันเอง-อ้างระเบียบ-กม.สั่งคดี"บอส"-โยนตร.รื้อปมโคเคน-ขับรถเร็ว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ผู้จัดการรายวัน360- คณะทำงานทีมอัยการแถลงผลตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้องคดี “บอส อยู่วิทยา” ของ “เนตร นาคสุข” พบยึดตามระเบียบพิจารณาข้อเท็จจริงจากในสำนวนของตำรวจ แต่จะตั้งข้อหาเสพโคเคนและขับรถเร็วเพราะเป็นหลักฐานใหม่ "วิชา" ตั้ง 4 คณะทำงานเรียกสอบทุกสำนวนคดี “บอส”เผย อัยการ-ตร.อัดอั้นกันเยอะ เปิดช่องทางรับข้อมูล “บิ๊กตู่” ขอให้ใจเย็น รอฟังอัยการ-ตร.-กก.ชุด “วิชา” พิจารณาก่อน ด้าน กก. สภาวิศวกร จี้ ลงดาบ "สายประสิทธิ์" กรณีคำนวณความเร็ว “บอส” ทั้งที่ใบอนุญาตวิศวกรหมดอายุ "ปานเทพ"ซัด อัยการแถจนหัวถลอก อ้างสั่งไม่ฟ้อง "บอส" ตามหลักฐานในสำนวน ทั้งที่อัยการเจ้าของสำนวนสั่งฟ้องไปแล้ว

วานนี้ (4 ส.ค.) ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา น.ส.เสฏฐา เธียรพิลากุล อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด และ นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา

นายประยุทธ เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน จากนั้นได้พิจารณาความเห็นและคำสั่งของนายเนตร นาคสุข แล้ว มีความเห็นว่านายเนตร ได้มีความเห็นและคำสั่งคดีนี้ไปตามพยานหลักฐาน ที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน และสอบสวนเพิ่มเติมซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ได้นำพยานหลักฐานนอกสำนวน หรือที่ไม่ได้ปรากฏในสำนวนการสอบสวนมาสั่งคดี หรือเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งคดีไปตามอำเภอใจ รวมทั้งมีเหตุผลประกอบตามสมควร และภายหลังที่มีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ได้มีการเสนอสำนวนให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อพิจารณาอันเป็นการตรวจสอบ และถ่วงดุลการสั่งคดีของพนักงานอัยการ ซึ่งต่อมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีความเห็นไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว คณะทำงานเห็นว่า การสั่งคดีของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว

แม้คดีนี้จะมีคำสั่งเสร็จเด็ดขาดไม่ฟ้อง นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ในข้อหาขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม แต่คณะทำงานตรวจพบว่า คดียังไม่ถึงที่สุด โดยคณะทำงานตรวจพบในสำนวนสอบสวน มีการตรวจเลือดของนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 ในวันเกิดเหตุ และพบสารประเภท Cocaine (โคเคน) ในเลือด แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 Cocaine (โคเคน) ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 58 ประกอบกับมาตรา 91 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 6 เดือนถึง 3 ปี (อายุความตามกฎหมาย 10 ปี)

ส่วนในข้อหาขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว อันเป็นผลให้คำสั่งไม่ฟ้องเสร็จเด็ดขาดตามกฎหมาย และห้ามมิให้ทำการสอบสวนอีกก็ตาม แต่ปรากฏพยานหลักฐานสำคัญ คือ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้ให้ข้อเท็จจริงผ่านสื่อว่า ขณะเกิดเหตุ ดร.สธน ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการให้กับกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเกิดเหตุคดีนี้ ได้รับการประสานงานจากพ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น ให้ไปร่วมตรวจที่เกิดเหตุ และดูกล้องวงจรปิด วัตถุพยาน ที่บันทึกภาพรถของผู้ต้องหาที่ 1 พร้อมกับคิดคำนวณความเร็วของรถที่แล่นไปขณะเกิดเหตุ

โดย ดร.สธน ได้ทำรายงานการคิดคำนวณส่งให้กับกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อใช้ประกอบคดี โดยยืนยันว่าขณะเกิดเหตุรถของผู้ต้องหาที่ 1 แล่นไปด้วยความเร็วประมาณ 170 กม./ชม. แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน

นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงผ่านสื่อ จากการให้สัมภาษณ์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ว่า เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน คิด คำนวณ หาความเร็วของรถ และตนได้คิดคำนวณ พร้อมกับให้ความเห็นทางวิชาการว่า ขณะเกิดเหตุรถที่ผู้ต้องหาขับขี่ไปน่าจะมีความเร็วไม่ตำกว่า 126 กม/ชม. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ และเป็นพยานสำคัญ ที่จะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาที่ 1 ได้ ทั้งสองประเด็นดังกล่าว คณะทำงานจึงมีความเห็น และนำกราบเรียนอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา แจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ต่อไป

"วิชา"ตั้ง4คณะทำงานส่างคดี "บอส"


นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้น 4 ชุด ได้แก่1. คณะทำงานตรวจสอบอัยการ มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เพราะเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านกฎหมาย 2. คณะทำงานการตรวจสอบตำรวจ มี นายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธาน เพราะเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม 3. คณะทำงานตรวจสอบบุคคลทั่วไป มี นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน โดยคณะทำงานชุดนี้จะต้องตรวจสอบพยาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง กรรมาธิการ ทนายความ ซึ่งเป็นคนที่ไม่ใช่ตำรวจและอัยการ ขณะที่ผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะร่วมอยู่ในคณะนี้ โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน นอกจากนี้ จะขอผลการประชุม คณะกมธ.กฎหมายกระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยจะขอมาดูให้หมด และ 4. คณะทำงานตรวจสอบด้านกฎหมาย มี นายปกรณ์ นิลประพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นประธาน

นอกจากนี้ ยังมีคณะทำงานที่มีหน้าที่รวบรวมสรรพเอกสาร ดังนั้น ถ้าใครต้องการส่งเอกสาร หลักฐาน หรือจะให้ข้อมูลใดๆ แก่คณะกรรมการฯ สามารถติดต่อมาได้ที่ตน หรือว่า คนที่มีความคับข้องใจ ซึ่งมีทั้งอัยการและตำรวจ ที่อยากจะให้ข้อมูลจำนวนมาก เราอยากได้ทุกความเห็น สามารถส่งเข้ามาได้ อย่างไรก็ตาม คณะทำงานแต่ละชุดจะทำงานคู่ขนานกันไปกับคณะกรรมการชุดใหญ่ จะประชุมกันสัปดาห์ละ 2 ครั้งในช่วงแรกนี้ เพื่อให้เสร็จสิ้นได้ใน 30 วัน

นายวิชา กล่าวว่า จะมีการขอสำนวนหลักฐานต่างๆจากอัยการ โดยเฉพาะผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตรวจสอบพิจารณาคดี นายวรยุทธ ของอัยการที่จะได้ข้อสรุปในวันที่ 4 ส.ค. โดยคณะกรรมการฯของเรา จะเชิญฝ่ายเลขานุการของคณะทำงานตรวจสอบของอัยการมาให้ข้อมูลด้วย เพราะทุกสำนวนจะต้องส่งมาให้เราทั้งหมด รวมไปถึงประเด็นการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง พยานในคดีของนายวรยุทธ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเชิญนายตัวนายวรยุทธ มาให้ข้อมูลด้วยหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ได้มอบหมายให้คณะทำงานชุดที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานไปแล้ว คณะทำงานชุดนี้ จะเป็นผู้พิจารณาอีกทีว่าจะเชิญบุคคลใดบ้าง ดังนั้นก็จะต้องดูว่า ควรเชิญนายวรยุทธ หรือไม่

เมื่อถามว่า หากอัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว จะมีช่องทางทำให้เป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่าเรื่องนี้ต้องศึกษาก่อน ซึ่งในวันที่ 5 ส.ค. คณะกรรมการฯจะคุยกันในเรื่องข้อกฎหมายอย่างละเอียด เพราะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับมอบหมายจากตนไปแล้ว

เมื่อถามว่า นายกฯ มีอำนาจที่จะสั่งให้ตำรวจไปทบทวนความเห็นที่ไม่คัดค้านกรณีอัยการไม่สั่งฟ้องได้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ ต้องดูว่าหากเสนอแล้ว ต้องเป็นไปได้ คือ ถ้าเสนอแล้วยังกั๊กอยู่ ติดอยู่ ก็ไม่เอา

“บิ๊กตู่”ขอให้ใจเย็น รอฟังชุด “วิชา” พิจารณาคดี“บอส” ก่อน


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการตรวจสอบคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่ขับรถชนตำรวจเมื่อปี 2555 ว่า ต้องรอฟังการสอบสวนของอัยการ ตำรวจ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ว่าจะพิจารณาดำเนินการตรงไหนได้บ้าง เพราะเป็นอำนาจ 3 ฝ่าย คือ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ โดยขอให้ใจเย็นสักนิดนึง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนายวิชา ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายคณะ ก็จะตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพื่อหาความบกพร่องว่าอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้หาวิธีปฏิบัติต่อไป

สภาวิศวกรจี้ลงดาบ"สายประสิทธิ์"ใบอนุญาตหมดอายุ


ส่วนกรณี “ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม” เจ้าของสูตรคำนวณความเร็วรถหรูเฟอร์รารี“บอส อยู่วิทยา” ใบอนุญาตวิศวกรหมดอายุตั้งแต่ปี 2559 แต่ยังไปตรวจสอบให้ความเห็นต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 2 ส.ค. กรรมการสภาวิศวกร นาย ไกร ตั้งสง่า ได้ทำหนังสือถึง นายกสภาวิศวกร ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เกี่ยวกับกรณีของ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย พ.ร.บ. วิศวกร พ.ศ. 2542 เนื่องจาก ได้ความว่าความเร็วของรถยนต์ Ferrari FF ของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา (บอส) ก่อนเกิดเหตุขับรถชคนตายได้ความเร็ว 76.175 กิโลมตรต่อชั่วโมง เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งให้อัยการมีคำสั่งถึงทีสุด ไม่ฟ้อง นาย วรยุทธ อยู่วิทยา

และการดำเนินกการของ นายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม ทำให้สาธารณะชนตั้งคำถาม ถึงความน่าเชื่อถือของวิศวกร อันมีผลกระทบต่อสาธารณะและวิชาชีพเป็นอย่างมาก และ ณ ขณะให้ความเห็นและปัจจุบัน ไม่มีในอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม แต่ยังทำงานวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม การกระทำดังกล่าวถือได้ว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 มาตรา 45 จึงขอให้สภาวิศวกรแจ้งความร้องทุกข์ นายสายประสิทธิ์ โดยเร่งด่วนต่อไป

"ปานเทพ"ซัด อัยการแถจนหัวถลอก

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า “แถจนหัวถลอก การแถลงของอัยการ “ถอย”รอบนี้โดยอ้างว่ารื้อฟื้นคดีใหม่ได้ จากเดิมที่แถลงว่าคดีได้ยุติอย่างสมบูรณ์ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ต้องให้ญาติผู้เสียชีวิตไปฟ้องเองเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าคำแถลงของอัยการก่อนหน้านี้ที่ว่ารื้อคดีไม่ได้แม้จะมีพยานหรือหลักฐานใหม่นั้น เป็นเรื่องไม่จริง และสะท้อนความอ่อนด้อยทางวิชาชีพหรือไม่

แต่ความจริง เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะหมายจับที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ออกให้นั้น มาจากพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนซึ่งได้มีคำสั่งฟ้องไปแล้ว แต่จำเลยไม่มารับฟังคำสั่งฟ้อง จึงขอหมายจับนายบอส อยู่วิทยา ผู้พิพากษา ศาลอาญากรุงเทพใต้เห็นพ้องด้วยจึงออกหมายจับให้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งหมดนี้ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาการเรียกร้องความเป็นธรรมจนถึงอัยการสูงสุดแล้ว และได้ยุติไปแล้วตามขั้นตอนที่กำหนดเอาไว้ในระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547 ข้อ 48 และระบุในการแถลงข่าวชัดเจนว่า พยานผู้เชี่ยวชาญไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะหักล้างในคดีได้ จึงเห็นสมควรยุติการพิจารณาขอความเป็นธรรม ด้วยเหตุผลนี้อธิบดีอัยการ สำนักงานอาญากรุงเทพใต้จึงได้สั่งการให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนดำเนินการสั่งฟ้องและขอศาลออกหมายจับ ตามคำแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560

ญาติพยานคดี 'บอส อยู่วิทยา' ไม่ติดใจผลชันสูตร


นางถาวัลย์ อินโน ญาติของ นายจารุชาติ มาดทอง กล่าวถึง ผลการชันสูตรพลิกศพนายจารุชาติ มาดทอง พยานคนสำคัญ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ว่า การดำเนินการต่อจากนี้มอบหมายให้ทางโรงพยาบาลเป็นคนดำเนินการฌาปนกิจ โดยให้แจ้งทางญาติว่าจะทำพิธีวันไหน ทางญาติจะเดินทางไปร่วมพิธีและรอเก็บอัฐิกลับมาทำพิธีที่บ้านต่อ ส่วนสาเหตุการตายญาติไม่ติดใจ เพราะเป็นอุบัติเหตุ ส่วนที่โรงพยาบาลร้องขอหนังสืออนุญาตอย่างเป็นทางการมา ก็เตรียมจะทำหนังสือส่งให้โรงพยาบาลต่อไป

"บิ๊กตู่"จัดครม.สัญจร24-25 ส.ค.นำร่องจ.ระยอง


น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม. ว่า ในที่ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมสั่งการว่าจะมีการประชุมครม. นอกสถานที่ ในวันที่ 24-25 ส.ค.ที่ จ.ระยอง โดยในวันที่ 24 ส.ค. จะเป็นการลงพื้นที่พบกับประชาชน ส่วนวันที่ 25 ส.ค.จะเป็นการประชุมครม.นอกสถานที่


กำลังโหลดความคิดเห็น...