xs
xsm
sm
md
lg

สงคราม...เพื่อการล้างหนี้???

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


  Mark Zandi - Liang Haiming (ภาพจากเว็บไซต์ cgtn.com)
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องย้อนกลับไปแวะกันที่ประเทศคุณพ่ออเมริกากันอีกนั่นแหละทั่น ด้วยเหตุเพราะช่วงระยะนี้ อาจต้องถือเป็นช่วง “หัวเลี้ยว-หัวต่อ” ระหว่างมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกากับโลกทั้งโลกเอาเลยก็ว่าได้ คือเพราะอะไรก็ตามที่กำลังเกิดขึ้นในอเมริกา มันอาจส่งผลกระทบไม่ว่าทางดี-ทางร้าย ให้กับความเป็นไปของโลกได้เสมอๆ อย่างเช่นที่ทำให้บรรดาผู้ซึ่งมี “ทองเท่าหนวดกุ้ง” ทั้งหลาย นอนสะดุ้งกันไป 3 บ้าน 8 บ้าน ซู๊ดๆ ซ๊าดๆ อันเนื่องมาจากราคาทองที่พุ่งพรวดๆ พราดๆ ทะลุเพดานรอบแล้ว รอบเล่า แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ผู้ที่ยังกำเงินดอลลาร์เอาไว้ในมือ จะถึงกับฉิบหายวายวอดไปถึงขั้นไหนต่อขั้นไหน ก็มิอาจสรุปได้...

โดยเฉพาะเมื่อยิ่งต้องเจอกับโรคระบาด ที่แพร่กระจายชนิดแทบไม่มีวันหัวตกจนถึงบัดนี้ เจอกับการประท้วงของพวก “Black Lives Matter” ที่ไม่ไล่-ไม่เลิก หรือไล่เท่าไหร่ก็ไม่คิดจะเลิก อะไรทำนองนั้น ประดาสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง เหล่านี้ เลยกลายเป็นตัวส่งผลให้ “เศรษฐกิจอเมริกา” ตกอยู่ในสภาพ ที่หัวหน้าสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูล สถิติ ความเป็นไปทางเศรษฐกิจของอเมริกาเอง อย่าง “นายMark Zandi” จึงอดไม่ได้ที่จะต้องออกมาโหยหวน ครวญคราง หรือออกมา “สารภาพ” เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า...“เรากำลังตกลงไปในหลุมที่ลึก และมืดมาก อีกทั้งการโผล่ขึ้นมาจากหลุมนี้ อาจต้องใช้เวลากันในระยะยาว” ด้วยเหตุเพราะโดยข้อมูล สถิติ อันเป็นตัวบ่งบอกขนาด ความดำ ความมืดของหลุมที่ว่านี้ ก็คือตัวเลข “GDP” สหรัฐฯ ที่ออกอาการลดต่ำ ติดลบ หดหายไปถึงกว่า 32.9 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “COVID-19” เป็นต้นมา...

อีกทั้งการตะเกียกตะกาย การไต่ การปีนขึ้นจากหลุมที่ว่า...ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อันเนื่องมาจากก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเมืองจีนซะอีก “เศรษฐกิจอเมริกา” ก็เกิดอาการ “มืออ่อน-ตีนอ่อน” มาแล้วก่อนหน้านั้น ชนิดที่ถึงกับทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ “FED” ต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงมาถึง 3 ครั้งซ้อนๆ ด้วยเหตุเพราะ “ปัญหาหนี้สิน” ที่สั่งสม พอกพูน ชนิดเกิดเป็น “สุธี” อีกสักกี่ชาติ ต่อกี่ชาติ ก็แทบไม่มีวันใช้หมด หรือทำให้หนี้สินของอเมริกา เผลอๆ...อาจส่งผลหนักหนาสาหัส หนักหน่วง รุนแรง ซะยิ่งกว่า ปัญหาหนี้สินในประเทศ “กรีซ” ที่เคยแทบล้มละลายทั้งประเทศมาเมื่อหลายปีที่แล้ว อันนี้...ถ้าว่ากันตามความคิด ความเห็นของนักเศรษฐกิจการเงิน อย่าง “นายMichael Pento” ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท “Pento Portfolio Strategies” ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว “RT” ไปเมื่อวัน-สองวันนี้...

คือ “นายMichael” แกพยายามสะท้อนให้เห็นถึงอาการ “มืออ่อน-ตีนอ่อน” ชนิดแทบไม่เหลือเรี่ยว เหลือแรง ปีนจาก “หลุม” ใดๆ ของ “เศรษฐกิจสหรัฐฯ” อันเนื่องมาจากปริมาณหนี้ของอเมริกาทุกวันนี้ มีจำนวนมากกว่าปริมาณผลิตผลมวลรวมภายในประเทศ หรือมากไปกว่า “GDP” ของอเมริกา ไปแล้วถึง 130 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่า...ไม่ว่าผลิตได้เท่าไหร่ ขายได้เท่าไหร่ แต่ยังไงๆ...ย่อมไม่พอจะ “แ-ก” หรือไม่พอเอาไปใช้ “หนี้” ได้เลย หรือปริมาณหนี้อเมริกาขณะนี้ มีจำนวนสูงไปกว่า “รายได้” ของประเทศอเมริกาประมาณ 1,000 เปอร์เซ็นต์ไปแล้วเป็นอย่างน้อย และความพยายาม “แก้ปัญหา”ของ “FED” ด้วยกรรมวิธีเดิมๆ คือลดอัตราดอกเบี้ยลงมาครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนแทบจะเหลือ “ศูนย์” ไปแล้วในทุกวันนี้ รวมทั้งการพิมพ์เงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นมาเพื่ออัดฉีด หรือเพื่อซื้อหนี้ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล อย่างที่เรียกกันสั้นๆ ย่อๆ ว่า “QE” (Quantitative Easing)อะไรต่อมิอะไรทั้งหลาย ตั้งแต่ QE-1 ไปจนถึง QE-เท่าไหร่ ก็แทบจำไม่ได้ซะแล้ว ณ ขณะนี้ มันจึงทำให้ปริมาณหนี้ยิ่งพุ่งทะลุเพดาน เลยหลังคา หรือทำให้ “หลุม” ที่ลึกๆ อยู่แล้ว มีแต่ยิ่งลึก ยิ่งดำ ยิ่งมืด หนักขึ้นไปใหญ่...

โดยเฉพาะเมื่อยิ่งต้องเจอเข้ากับไวรัส “Kung Flu” เข้าไปอีกดอก แถมเป็นดอกระดับใหญ่โต เบ้อเร่อเบ้อร่า อีกซะด้วย การพิมพ์เงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเอาไว้ช่วยเหลือ เยียวยาช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด จึงทำให้การสร้างหนี้ของรัฐบาลอเมริกาปีนี้ อาจพุ่งขึ้นไปถึงประมาณ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือทำให้โอกาสตะเกียกตะกาย ปีนขึ้นมาจากหลุมดำอันสุดแสนจะลึก และสุดแสนจะมืดมิด ของ “เศรษฐกิจอเมริกา” จึงแทบมองไม่เห็นทาง ไม่เห็นโอกาสใดๆ เอาเลยก็ว่าได้ และด้วยเหตุนี้นี่เอง...มันเลยทำให้มูลค่าของ “เงินดอลลาร์” เริ่มออกอาการดิ่งเหว หรือเริ่มเข้าใกล้ “จุดแห่งความล่มสลาย” ยิ่งขึ้นไปทุกขณะ ดูได้จากตัวเลขดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) หรือตัวเลขเปรียบเทียบมูลค่าเงินดอลลาร์กับเงินตราสกุลอื่นในตะกร้าเงิน จากตัวเลขที่เคยอยู่ที่ประมาณ 103 จุดเมื่อช่วงเดือนพฤษภาฯ มาถึงเดือนกรกฎาฯ ลดฮวบฮาบลงไปต่ำกว่า 94 จุด ส่วนนับจากนี้ต่อไปจะลดไปอีกกี่จุดต่อกี่จุด ก็ยากจะสรุปได้ แต่ถ้าหากว่ากันตามความคิด ความเห็น ของนักวิเคราะห์การเงินและเศรษฐกิจ อย่าง “นายPeter Schiff” ซีอีโอของบริษัท “Euro Pacific” ที่เคยทำนายถึง “การล่มสลายของเงินดอลลาร์” มาโดยตลอด เมื่อช่วงวันศุกร์ (31 ก.ค.) ที่ผ่านมานี่เอง ได้ออกมา “ทวีต” หรือออกมาย้ำเอาไว้อีกครั้งว่า ช่วงเวลาที่เงินดอลลาร์ อาจหมดสภาพความเป็นเงินตราสกุลหลักของโลก อย่างเห็นได้โดยชัดเจน...“อาจเกิดขึ้นก่อนสิ้นปีนี้ หรืออาจในช่วงจังหวะเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา”...เอาเลยก็ไม่แน่!!!

แน่ล่ะว่า...ภายใต้สภาพเช่นนี้ แนวโน้มเช่นนี้ ย่อมทำให้ใครต่อใคร รวมทั้งธนาคารกลางและสถาบันการเงินในแต่ละประเทศ ต่างหนีไม่พ้นต้อง “เผ่นหนี” เงินดอลลาร์กันไปเป็นแถบๆ หรือทำให้ “การลงทุนซื้อหนี้” หรือการลงทุนใน “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” กลายเป็นการลงทุนที่เต็มไปด้วย “อัตราเสี่ยง” สูงยิ่งขึ้นไปทุกที การหันมาลงทุนซื้อทองคำ ไม่เพียงแต่เป็นอะไรที่ “ชัวร์กว่า” แต่อาจไปไกลถึงขั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “มาตรฐานทางการเงิน” หรือเกิดการย้อนกลับไปใช้ “ทองคำ” เป็นมาตรฐานแบบเดิมๆ ไม่ใช่มาตรฐานแบบ “Fiat money” อีกต่อไปแล้ว และนั่นย่อมกลายเป็น “จุดแห่งความล่มสลายของเงินดอลลาร์” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...

ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การทอง บางรายของเมืองจีน อย่างเช่น “นายLiang Haiming” และ “นายFeng Daxuan” เขาเลยตั้งข้อสังเกตไว้ในข้อเขียน บทความ เรื่อง “Washington eyes forcing Beijing to buy more US debt” เผยแพร่อยู่ใน “Global Times” เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งอาจแตกต่างไปจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจชาวจีน อย่าง “นายAn Gang” แห่งสถาบันอเมริกันศึกษา “Pangoal Institute” อยู่บ้าง คือไม่ได้มองว่า “จุดแห่งความล่มสลายของเงินดอลลาร์” อาจทำให้รัฐบาลอเมริกันแปรสภาพ “สงครามเย็น” กับจีน ให้กลายเป็น “สงครามร้อน” เท่านั้น แต่อาจเป็นความพยายามที่จะหาทางบีบบังคับให้จีน ต้องหันไป “ลงทุนซื้อหนี้” อเมริกา หรือต้องหันไปถือ “พันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน” ขณะที่ใครๆ กำลังเผ่นหนีกันระเนนระนาด ด้วยการแสดงออกถึงความเป็น “ปรปักษ์” หรือการออกอาวุธใส่จีนแบบชนิดดอกแล้ว ดอกเล่า ล่าสุด...ก็เพิ่งติ๊กๆ ต๊อกๆ (Tik Tok) ไปอีกดอก พูดง่ายๆ ก็คือ...“สงคราม(เย็น)...เพื่อนำไปสู่การล้างหนี้” นั่นเอง...



กำลังโหลดความคิดเห็น...