xs
xsm
sm
md
lg

ปรากฏการณ์ Life Coach สะท้อนความอ่อนแอทางจิตใจของคนไทย

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ภาพจาก pixabay.com
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
อาจารย์ประจำสาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
และ Actuarial Science and Risk Management
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
อนุกรรมาธิการติดตามการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข วุฒิสภา


ผมมองปรากฏการณ์เห่อโค้ช และ Neuro-Linguistic Programming : NLP ในประเทศไทยมาช้านาน

Life coach ที่ว่านี้จะจัดสัมมนาราคาแพงทีเดียว สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับผู้จัด อันที่จริง Life coach ก็จัดว่าเป็น motivational speaker คือนักพูดที่สร้างแรงจูงใจ คำถามคือแรงจูงใจที่ว่าสร้างแล้วจะยั่งยืนสักแค่ไหน หรือว่าสร้างไปได้แป๊บเดียวก็เหี่ยวแล้ว แล้วก็ต้องกลับมาซื้อซ้ำหลังจากจิตตก กลายเป็นว่าพอมาเสียเงินฟัง life coach ที่หนึ่งก็ชื่นบานเหมือนดอกไม้ได้น้ำฝน แต่พอกลับไปพบเจอความจริงอันโหดร้ายในชีวิตจริงที่ยังจัดการไม่ได้ ก็กลายเป็นผักชีเหี่ยวเฉาหรือแห้งกรอบ ที่แม้จะเอามาแช่น้ำก็อาจจะฟื้นได้บ้างเล็กน้อย ถ้ากลับมาหา life coach ทัน จ่ายเงินซื้อซ้ำแล้ว โอเค อาการดีขึ้นกลับไป แต่ไม่ยั่งยืน แต่สำหรับตัว life coach แล้วนี่คือธุรกิจที่ยั่งยืน

สำหรับ Neuro-linguistic programming หรือ NLP ก็เช่นกัน ที่อ้างว่าการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกคือภาษาที่พูดกับตัวเองทางบวก (Positive self-talk) ที่พูดกรอกตัวเอง หรือรับฟังเรื่องบวก ๆ เข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและในสมองที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสมองและระบบประสาท แต่ในความเป็นจริงเป็นเพียง วิทยาศาสตร์เทียม (Pseudo-science) ขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีการออกแบบการทดลองทางคลินิคอย่างสุ่มที่มีการควบคุม (Randomized controlled trial) ที่ได้ผลจริง ในแง่การเปลี่ยนแปลงสมอง

Life coach และ NLP เหล่านี้จัดว่าเป็น cult หรือเป็นลัทธิ และในแง่ธุรกิจ ถือว่าเป็นตัวแบบทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมมาก ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก กำไรสูง (High margin) มาก เพราะเป็นแค่การขายคำพูดไม่มีสินค้าอะไร ประการสอง เป็นสินค้าที่มีการซื้อซ้ำสูง (Repurchase) อย่างที่บอกว่า ผักชีเหี่ยวๆ ที่ตัดรากไปแล้ว ต้องได้น้ำพรมเสมอๆ หาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ประการที่สาม มีความจงรักภักดีต่อตรายี่ห้อสูง (Brand loyalty) เพราะมีความศรัทธาของสาวก และยึดติดที่ตัวบุคคล

เราสามารถเรียก Life coach และ NLP รวมกันได้ว่าเป็น Self help and actualization movement หรือ SHAM ตามที่ Steve Salerno ได้เขียนหนังสือ SHAM: How the Self-Help Movement Made America Helpless ออกมาในปี 2005 ซึ่งเขาได้วิจารณ์ว่า SHAM คือ ศาสดาพยากรณ์ที่ผิดที่ทำกำไรแบบผิด ๆ (False prophet, false profit) และแท้จริงแล้วทำให้ผู้ที่เข้าไปเป็นสาวก กลับไม่ได้รักษาตัวเองจริง ๆ หรือไม่มี Self-help จริง ๆ ทำให้ยิ่งอ่อนแอทางจิตใจมากกว่าเดิม และป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า คำตอบที่ดีที่สุดคือการเป็นที่พึ่งแห่งตนเอง จิตใจของตนเองต้องฟื้นฟูพลังและพึ่งพาตนเองได้ เข้มแข็งด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่ไปพึ่งพิงคนอื่น ที่ไม่ทำให้ตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตนได้เสียที


ผมลองวิเคราะห์ปรากฏการณ์ Life Coach และ NLP ในประเทศไทย ที่เฝ้ามองด้วยความเป็นห่วงมานานว่าเป็นของจริง หรือแค่ของที่ทำเพื่อหาเงิน ยิ่งคนดัง ๆ หรือสร้างความดังแบบไม่มีที่มาที่ไป แต่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำยิ่งรู้สึกว่าน่าห่วงสาวกของคนเหล่านี้ และขอตั้งข้อสังเกตได้ว่า

หนึ่ง คนไทยมีความอ่อนแอทางจิตใจมาก จนต้องหาที่พี่งพา หาคนให้คำปรึกษา คนไทยจำนวนหนึ่งขาดทักษะชีวิต และคิดเองไม่เป็น จะตัดสินใจอะไรก็ต้องการโค้ช จะทำอะไรก็ต้องปรึกษาร่างทรง อาการติดโค้ชหรือภักดีกับโค้ชเหล่านี้ไม่ต่างกับหลงเชื่อร่างทรงที่ต้องไปคอยทำพิธีทางไสยศาสตร์ปรึกษาร่างทรงเป็นเนืองนิตย์ และความที่คนไทยไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของศาสนา ไม่ว่าจะพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม ยิ่งทำให้ทั้ง ร่างทรง หมอดู และ life coach เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างมากที่สุด แท้จริงแล้ว พระไตรปิฎก คัมภีร์ไบเบิ้ล และคัมภีร์อัลกุรอ่าน

สอง วงการจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและจิตวิทยาคลินิค หรือจิตเวชศาสตร์ น่าจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ หรือไม่เป็นที่นิยมของคนไทย เลยต้องไปพึ่งโค้ชและ Pseudoscience อย่าง Neuro-Linguistic Programming อาจจะมีปัญหาในการเข้าถึง หรือมีความรู้สึกไม่กล้าที่จะเข้าไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษา/จิตวิทยาคลินิค หรือแม้แต่นักสังคมสงเคราะห์ ไม่สะดวกใจที่จะไปพบหรือรักษา เพราะกลัวคนอื่นเข้าใจว่าตัวเองเป็นบ้า

สาม Life coach ที่เห็นๆ ส่วนใหญ่มีทักษะการพูดเก่งกาจฉกาจฉกรรจ์ มีความสามารถในการแสดงสูง เป็นอาชีพที่ทำรายได้ได้ดี มีหน้าตาผิวพรรณรูปร่างดี อายุไม่มากนัก แต่ประสบการณ์ชีวิตและทักษะชีวิต จะดีแค่ไหน และจะดีพอจะเป็นที่ปรึกษาหรือให้คำปรึกษา หรือไปสอนคนอื่นๆ ได้นั้น ผมเห็นว่ามีน้อยมาก จัดว่าเป็นการแสดงอย่างหนึ่ง ไม่รู้จะมีเนื้อหาอะไรจะไปสอนคนอื่น ได้สักแค่ไหน และ life coach บางคนเองมีปัญหาชีวิต ปัญหาส่วนตัวยังหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้เลยก็มี แต่มาสอนคนอื่นเสียแล้ว

สี่ life coach จำนวนมาก ทำตัวเป็นเจ้าลัทธิ วางตัวเหมือนเป็นศาสดาแห่งลัทธิความเชื่อ และทำให้ขายของกับคนที่ศรัทธาหรืองมงายได้ดีมาก Cult หรือ ลัทธิ แบบนี้ ทำให้ศาสดาต้องมีการวางตัวอีกแบบ มีการสร้างอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการพูด หรือการแต่งเนื้อแต่งตัว การวางตัว หรือแม้แต่การเข้าถึง ต้องสร้างภาพลักษณ์พอสมควร

ห้า life coach ที่ดี น่าจะมีอายุพอสมควร มีความเข้าใจมนุษย์ มีประสบการณ์ชีวิตและเห็นชีวิตมาพอสมควร หากปฏิบัติธรรม ฝึกจิตได้ดีแล้ว ขัดเกลาแล้ว น่าจะดีกว่า ควรเน้นที่เนื้อหา มากกว่า รูปแบบการแสดงออกเช่นความสามารถในการอัดคลิป ความสามารถในการพูด อันนั้นเป็นเปลือก เป็น gimmick ไม่ใช่แก่นสาร

หก life coach ควรจะมีจิตสาธารณะ เป็นผู้ให้ ไม่ใช่แค่อยากดัง และเน้นการหารายได้มากจนเกินไป แต่ควรเป็นอุทกธารสำหรับผู้ที่ชีวิตแล้งไร้ และเป็นผู้ให้ด้วยใจอันเต็มเปี่ยมล้น นี่คือการทำบุญ ไม่ใช่การหลอกลวงเรี่ยไรหาเงิน

เจ็ด คนไทยควรเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองได้ ทั้งทางกายภาพและในเชิงจิตใจ ไม่ควรจะต้องมี life coach กันแต่อย่างใด เราต้องฟื้นฟูพลังให้ตัวเองได้ (Self-resiliency) ต้องเริ่มจากการยอมรับความผิดพลาดของตน และไม่โทษตนเอง และวิเคราะห์สาเหตุแห่งความผิดพลาด หาวิธีการที่จะจัดการให้ดีกว่าเดิม และเริ่มลงมือทำด้วยตนเอง มีความหวัง แต่ไม่คาดหวัง และเชื่อว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว

แปด เราควรมีมิตรที่ดี เป็นที่ปรึกษา ที่เป็นกัลยาณมิตร และชี้ทางธรรมให้เรามากกว่าไปเสียเงินให้กับ life coach แพงๆ กระบวนการสนับสนุนทางสังคม (Social support) จากครอบครัว หรือจากเพื่อนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในสังคมไทยควรพัฒนาและช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มากขึ้น

วิกฤติมหาโรคระบาดโควิด-19 เป็นแค่ตัวเร่งเร้าและเป็นแพะรับบาปของวิกฤติเศรษฐกิจที่เราจะเกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ทั่วโลก (The great depression) ที่จะหนักหน่วงและลากยาวยิ่งกว่า The great depression ที่เคยเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนจะตกงานกันเกลื่อนเมือง ฝืดเคือง ไม่มีกิน ไม่มีใช้ ขโมยโจรจะชุกชุมมากขึ้น การที่เราจะผ่านอนาคตที่ไม่สดใสของบ้านเมือง จึงไม่ใช่การหวังพึ่งพา life coach หรือ NLP หรือแม้แต่นักการเมือง แต่ตัวเราเองต่างหากที่ต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน และฟื้นฟูพลังตนให้ฝ่าข้ามความลำบากในยามวิกฤติได้ และใครที่แข็งแรงพอ มือข้างหนึ่งควรใช้พยุงตัวเองให้อยู่รอด และมืออีกข้างหนึ่งควรช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นๆ ในสังคม ให้ผ่านพ้นเวลาอันยากลำบากไปด้วยกัน ขอพลังจงสถิตอยู่กับทุกท่าน


กำลังโหลดความคิดเห็น...