xs
xsm
sm
md
lg

ปิดคดี!อสส.ไม่อุทธรณ์“โอ๊ค”ฟอกเงิน ยันฟ้อง“วิรัช”โกงฟุตซอลทันอายุความ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อัยการสูงสุดชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี"โอ๊ค พานทองแท้" ลูกชายทักษิณ ชินวัตร ฟอกเงินแบงก์กรุงไทย 10 ล้านบาท ทำให้คดียุติลง ยัน ฟ้อง ปธ.วิปฯรบ.คดีทุจริตสนามฟุตซอล ทันแน่ ยึดอายุความ 20 ปี

วานนี้ (28 พ.ค ) นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า นายวงศ์สกุล กิติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด มีคำสั่งชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีฟอกเงินการปล่อยกู้ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ทำให้คดีนี้ยุติลง ซึ่งจะได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่อไป

องค์คณะศาลเห็นแย้งกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้นายพานทองแท้เป็นจำเลยในความความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83, 91

โดย ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2562 โดยพิเคราะห์พยานหลักฐานต่างๆในคดีแล้ว ให้ยกฟ้องนายพานทองแท้

สำหรับคดีนี้ในศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น องค์คณะผู้พิพากษา 2 คนมีความเห็นต่างกันในการพิพากษาวง โดย 1 ในองค์คณะ มีความเห็นแย้งว่า พฤติการณ์ที่มีเช็ค มีการลงชื่อนาย วิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร โอนเข้าบัญชีของนายพานทองแท้ เป็นความผิด เห็นควรให้ลงโทษจำคุก 4 ปีซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาด้วย โดยหากคู่ความยื่นอุทธรณ์ความเห็นแย้งนี้ในสำนวนก็จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทราบด้วย

“ดีเอสไอ” ยันต้องอุทธรณ์

ต่อมาอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ได้ทำความเห็นเบื้องต้นว่า เห็นควรไม่อุทธรณ์คดีแล้วส่งความเห็นพร้อมสำนวนคดีทั้งหมดไปยังอัยการสำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งอัยการสำนักงานคดีศาลสูงมีความเห็นพ้องตามด้วย

ทั้งนี้ตามกฎหมายเมื่ออัยการสำนักงานคดีศาลสูง มีความเห็นไม่ควรอุทธรณ์ จึงต้องส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ.) ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ และมีความเห็น สมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา คือนายพานทองแท้ ข้อหาร่วมกันฟอกเงินฯพิจารณาตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษฯ มาตรา 34 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งดีเอสไอได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณากลั่นกรองเรื่องดังกล่าว เพื่อเสนอความเห็นต่ออธิบดีดีเอสไอ พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ความเห็นของพนักงานอัยการ และคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ที่พิพากษายกฟ้อง และที่ทำความเห็นแย้งไว้ท้ายคำพิพากษา ประกอบกับความเห็นของพนักงานอัยการที่เห็นควรไม่อุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว ซึ่งอธิบดีดีเอสไอ พิจารณาแล้วเห็นว่า ยังมีประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ควรต้องนำสู่การพิจารณาของศาลสูง (ศาลอุทธรณ์) เพื่อวินิจฉัย

อสส.ชี้ขาด-คดีสิ้นสุด

เมื่ออธิบดีดีเอสไอ มีความเห็นควรให้นำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูง จึงส่งความเห็น ผลคำพิพากษาของศาล สำนวนคดีความเห็นของอัยการสำนักงานคดีศาลสูง ให้อัยการสูงสุด พิจารณาชี้ขาด เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา

โดยมีรายงานว่า รองอัยการสูงสุดคนหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติราชการเเทนอัยการสูงสุด ได้พิจารณากลั่นกรองและลงนามในคำสั่งชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์คดีนี้โดยเมื่ออัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดไม่อุทธรณ์ดังกล่าว ตามกฎหมายถือว่าคดีนี้เป็นอันสิ้นสุดแล้ว

ย้อนมหากาพย์คดี “โอ๊ค”

สำหรับคำฟ้องคดีนี้อัยการ ยื่นฟ้อง บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2547 หลังจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร กับพวกร่วมกันกระทำผิดกับอดีตผู้บริหาร ธนาคาร กรุงไทยฯ ในการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ ทำให้ธนาคารเสียหายจำนวน 10,400,000,000 (หนึ่งหมื่นสี่ร้อยล้านบาท) แล้วนายวิชัยกับพวกร่วมกันฟอกเงินที่ได้จากการกระทำผิด โดยนายวิชัย ได้นำบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ที่มีนายรัชฎา บุตรชาย , นายสุบิน แสงสุวรรณเมฆา เป็นกรรมการฯ บริษัทแกรนด์แซทเทิลไลท์คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่มีนายเชื้อ ช่อสลิด เป็นกรรมการฯ มาใช้ในการรับโอนเงิน แล้วนำเงินนั้นไปซื้อขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน โดยนายวิชัย ได้โอนเงินจากการขายหุ้น ให้นายพานทองแท้ จำเลย จำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายรัชฎา บุตรของนายวิชัย และบุคคลในครอบครัวทั้งสองมีความรู้จักเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

“บิ๊กกรุงไทย” โดนคุกร่วมทุจริต

โดยนายวิชัย สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 17 พ.ค.2547 จากบัญชีกระแสรายวัน ธ.ไทยธนาคาร สาขาบางพลัด ระบุชื่อนายพานทองแท้ จำเลย ต่อมาวันที่ 18 พ.ค.2547 จำเลยได้นำเช็คนั้นเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงเทพ สาขาบางพลัดของจำเลย และวันที่ 24 พ.ค.2547 จำเลยได้ถอนเงิน 10 ล้านบาทเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ของจำเลยอีกอัน จากนั้นระหว่างวันที่ 24 พ.ค.-26 พ.ย.2547 จำเลยได้ถอนเงินออกจากบัญชีผ่าน ATM ครั้งละ 5,000 - 20,000 บาทรวม 11 ครั้ง และในช่วงวันที่ 14 มิ.ย.47 มีเงินฝากเข้าบัญชี ธ.กรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ของจำเลย 80,000 บาท แล้ววันที่ 30 พ.ย.2547 จำเลยได้ถอนเงิน 8,800,000 บาทจากบัญชีดังกล่าว เข้าฝากบัญชีกระแสรายวัน ธ.กรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ซึ่งมียอดเงินรวมในบัญชี 14,720,352.07 บาท ต่อมาวันที่ 2 ธ.ค.2547 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 14,700,000 บาท จากบัญชีกระแสรายวัน ธ.กรุงเทพสาขาซอยอารีย์

ทั้งนี้ นายวิชัย, นายรัชฎา กับพวก และอดีตผู้บริหาร ธ.กรุงไทยฯ (รวม 18 คน) ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกคดีร่วมทุจริตการอนุมัติสินเชื่อ คนละตั้งแต่ 12-18 ปี

ยันฟ้อง“วิรัช”ทันอายุความ

วันเดียวกัน นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้าคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนและมีมติชี้มูลความผิด นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในคดีทุจริตจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอล ใน จ.นครราชสีมา ว่า สำนวนคดีนี้ ยังอยู่ระหว่างคณะทำงานอัยการที่ตั้งขึ้นมารับชอบพิจารณา ยังไม่ส่งมาถึงตนเอง ยืนยันว่า คดีนี้ยังไม่ขาดอายุความ ที่จะยื่นฟ้องต่อศาลแน่นอน โดยอายุความตามกฎหมาย ป.ป.ช. เป็นเพียงหลักการเงื่อนไขการขั้นตอนทำงานเท่านั้นว่า ควรต้องทำให้เสร็จภายในกี่วัน แต่ถ้าไม่ทันกำหนดก็ไม่เป็นไร เพราะยังมีอายุความ ถ้าอายุความใหญ่ 20 ปี ก็ต้องนับอายุความตามนี้ คดีนี้เป็นคดีใหญ่ มีข้อเท็จจริงมากมายและซับซ้อน เมื่อไม่นานมานี้ ก็เพิ่งได้รับสำนวนเพิ่มเติมอีก 6-7 สำนวน จึงต้องใช้เวลาพิจารณาด้วยความรอบคอบ ยืนยันว่าคดีนี้ไม่ขาดอายุความแน่นอน หากหลักฐานเพียงพอสามารถพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...