xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลหลังโควิดจะรุ่งหรือริ่ง

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



ต้องยอมรับนะครับว่า ก่อนที่จะเกิดโควิดนั้น แฟลชม็อบคนรักธนาธรกำลังถูกจุดพรึ่บในมหาวิทยาลัยต่างๆ จนกลายเป็นกระแสที่จะต้องทำตามๆ กัน แม้เนื้อหาของแกนนำที่พูดตามเวทีมหาวิทยาลัยต่างๆ ฟังแล้ว ไม่ค่อยจะเข้าใจการเมืองกันมากนัก เอาแต่เก็บตกมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนหน้านั้นมาปะติดปะต่อแบบมึนๆ

เรียกว่าเทียบกับแกนนำนักศึกษาในอดีตที่ได้รับการบ่มเพาะมาจากความสนใจการเมืองเป็นพื้นฐานแล้วเทียบกันไม่ได้เลย แม้จะพยายามสร้างลูกเล่นโพสต์ข้อความผ่านเว็บด้วยการประดิษฐ์วาทกรรมต่างๆ ติดแฮชแท็กออกมา ก็ไม่มีคำที่โดนใจนัก แถมหลายคนยังเลยเถิดไปถึงคำหยาบๆ โลนๆ เรื่องส่วนตัวไปก็มี

กำลังคิดเลยว่า ม็อบที่จุดติดเป็นกระแสแต่ไม่มีเนื้อหาให้เอามาเคลื่อนไหวหรือไม่มีประเด็นที่ชัดเจนเพราะความไม่ค่อยเข้าใจการเมืองนั้น จะนำพากระแสไปได้นานแค่ไหน หรือจะถูกกลุ่มการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลหยิบยกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร สุดท้ายความเคลื่อนไหวก็มาหยุดชะงักลงด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19

รัฐบาลเองก็น่าจะโล่งอกไปด้วย เพราะแม้จะก่อตัวกันอยู่ในมหาวิทยาลัยก็มีคนข้างนอกเข้าไปผสมโรงไม่น้อย และฝ่ายค้านก็คอยเป็นแรงหนุนขับเคลื่อนเพื่อช่วยกันเขย่ารัฐบาล

ตอนวันนี้รัฐบาลกำลังรับมือกับโควิด ณ วันนี้ก็ถือว่า สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี แม้จะสับสนอลหม่านในช่วงต้นๆ ให้ฝ่ายค้านออกมาตำหนิเย้ยหยันได้อยู่ระยะหนึ่ง เห็นชัดว่า ภาพของความเป็นเอกภาพเกิดขึ้นภายหลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เขี่ยนักการเมืองที่เป็นเจ้ากระทรวงลงไปข้างทางแล้วให้ปลัดมาเป็นทีมทำงานแทน แล้วทำงานได้ดีกว่าเจ้ากระทรวงมากๆ

จริงๆ ก็ไม่แปลกอะไรเพราะนักการเมืองนั้นมาจากไหนไม่รู้ เพียงแต่ชนะเลือกตั้งเข้ามาแล้วเป็นแกนนำในพรรค บางคนมีมุ้งก๊วนก็ได้เก้าอี้รัฐมนตรีไป ย่อมไม่มีความจัดเจนเท่าปลัดกระทรวงที่ทำงานมาค่อนชีวิตกว่าจะไต่เต้าขึ้นมาได้ การสั่งงานและการบังคับบัญชาจึงสั่งการได้ถูกทิศถูกทางมากกว่า

อย่างที่เรารู้กันแหละครับว่า ระบบเลือกตั้งนั้นไม่ใช่เครื่องมือวัดคนเก่งคนดีเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง แต่เลือกเอาพวกมือสมัครเล่นที่มีพรรคพวกมากคือมีคนลงคะแนนให้มากเข้ามาเท่านั้นเอง และการเลือกของคนส่วนใหญ่ก็ยึดติดความเป็นพวกพ้องมากกว่าความสามารถของผู้สมัคร บางคนไม่เคยทำงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถมาเลยเพียงแต่เป็นนักการเมืองมาทั้งชีวิตแล้วเข้ามาเป็นรัฐมนตรีทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมเลย

ผมคิดว่าจากความสำเร็จของรัฐบาลไทยและความโชคดีที่มีระบบสาธารณสุขที่ดีมีบุคลากรทางด้านสาธารณสุขที่เก่ง ทำให้เราสามารถรับมือกับเจ้าโควิด-19 ได้ดีชาติหนึ่งของโลก อาจจะพอใช้เป็นแต้มเสริมความแข็งแกร่งของรัฐบาลประยุทธ์ได้ในระดับหนึ่ง บวกกับความอ่อนแอลงของพรรคฝ่ายค้าน เพราะมีจำนวนที่ลดลงจากเดิมที่เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำวันนี้น้ำข้างเรือของรัฐบาลดลงไปมากแล้วจากพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบและสมาชิกบางคนมาอยู่พรรคร่วมรัฐบาล ก็อาจจะสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลไปได้สักระยะหนึ่ง

แต่ไม่คิดหรอกว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะกินบุญโควิดไปได้นาน

ปัญหาใหญ่ที่รอสั่นคลอนอยู่เบื้องหน้าก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจที่จะได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งวันนี้ส่งสัญญาณแล้วว่าหลายธุรกิจอาจต้องล้มหายตายจากไป ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกี่รายจะสามารถมีแรงสายป่านอึดทนเพื่อผ่านวิกฤตไปได้ โรงงานกี่โรงที่มีทุนเหลือจะกอบกู้ธุรกิจไปได้ ผลพวงจากนั้นก็คือจะต้องมีคนตกงานจำนวนมาก

เกษตรกรชาวสวนที่ได้รับผลกระทบปีนี้แทบทั้งปีแม้จะมีผลผลิตออกมา แต่ขายผลิตผลไม่ได้ ยอดขายก็ไม่เพียงพอกับต้นทุนที่ลงไปและเป็นเงินที่กู้มาแม้อาจมีมาตรการที่ช่วยชะลอหนี้แต่มันก็พอกพูนไปต่อยอดในปีหน้าอยู่ดี จะเหลือกี่รายที่มีเงินเย็นและประคองตัวไปรอดเพื่อรอฤดูกาลหน้า และคาดหวังว่าวันนั้นจะมีวัคซีนแล้วความกลัวเรื่องโควิดจะหายไปเปิดช่องให้ทำมาหากินได้

และถ้าความกลัวเรื่องโควิดหายไปและมีวัคซีนแล้ว ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ความเดือดร้อนของประชาชนจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหยื่ออันโอชะของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลในการปลุกปั่นสถานการณ์ควบคู่ไปกับวาทกรรมรัฐบาลสืบทอดอำนาจเผด็จการที่มีผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการสั่นคลอนรัฐบาล

บาดแผลทางการเมือง รัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบธรรม อำนาจรัฐที่เอาเปรียบด้วยเสียงส.ว. 250 เสียง การนับคะแนนที่พิลึกกึกกือ และบาดแผลทางเศรษฐกิจจะถูกคลุกเคล้าเข้ากับความเดือดร้อนของประชาชน นำมาเป็นชนวนเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกยุบสภาและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความชอบธรรม ถึงวันนั้นอย่ามั่นใจเชียวว่า แม้รัฐบาลจะมีกองทัพหนุนหลังจะรับมือกับฝ่ายตรงข้ามได้

เพราะเราเห็นบทเรียนจากการชุมนุมของฝั่งที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว เราพบว่าเขาสามารถระดมกำลังมาไม่ยั้งทั้งบนดินและใต้ดิน จากฝ่ายที่หวังให้เกิดความรุนแรงก็พร้อมที่จะเอาอาวุธสงครามออกมายิงถล่มกันอีก บทเรียนที่ต้องใช้ทหารเข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายมีอยู่แล้ว

และแม้ว่าถ้าเลยเถิดไปถึงการใช้อาวุธแล้วจะไม่มีวันต้านกำลังของกองทัพได้ แต่สิ่งที่เขาเอาไปหากินได้แม้จะใช้ชีวิตประชาชนเป็นเหยื่อของเขาคือ ทหารฆ่าประชาชนเพื่อโหมกระแสทั้งในและนอกประเทศแบบที่เคยทำมาแล้วนั่นเอง

การใช้สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเพื่อเข้ามายึดอำนาจก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ประชาชนที่ถูกปลุกปั่นบวกกับความทุกข์ระทมของตัวเองอยู่แล้วถึงวันนั้นอาจจะเลือดเข้าตา

วันนี้ต้องยอมรับว่า แม้ความเป็นสีจะเจือจางลงแล้ว กระแสเอาทักษิณและไม่เอาทักษิณเริ่มหายไป แต่มันมีกระแสใหม่คือ เอาประยุทธ์และไม่เอาประยุทธ์หรือเอาเผด็จการหรือไม่เอาเผด็จการ ซึ่งประชาชนสองฝั่งที่มีความขัดแย้งก็ยังคงขัดแย้งเลือกข้างถือหางกันอยู่ และพร้อมจะลุกขึ้นมาห้ำหั่นเพื่อปกป้องศรัทธาของตัวเอง

ทุกวันนี้เราเห็นความขัดแย้งของคนในชาติอย่างชัดเจนในโซเชียล มีเดีย ที่ยังเปิดสงครามคีย์บอร์ดเข้าใส่กัน รอเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเรียกแถวเพื่อออกมาฟาดฟันกันบนถนนเท่านั้นเอง

สะท้อนว่าสภาวะของรัฐบาลประยุทธ์แม้สุดท้ายจะสามารถเอาชนะโควิด-19 ได้ แต่ภาวะหนักอึ้งที่รออยู่ก็คือผลพวงภาวะเศรษฐกิจและความเคืองแค้นของพรรคฝ่ายค้านที่จะถูกหยิบมาผสมกันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการเผาผลาญอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ ซ้ำร้ายเสถียรภาพในพรรคพลังประชารัฐเอง ก็จะกลายเป็นเครื่องมือสะท้อนความเน่าเฟอะจากภายในเสียเอง

แม้รัฐบาลประยุทธ์อาจเอาตัวรอดได้จากศึกโควิดครั้งนี้ แต่สงครามจากความแตกแยกของประชาชนที่รออยู่นั้นก็ไม่ง่ายเลยที่จะผ่านไป

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...