xs
xsm
sm
md
lg

เมื่ออเมริกาคิดจุดชนวนสงคราม???

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer ของสหรัฐฯ
ไหนๆ การต่อสู้ การทำ “สงครามกับเชื้อโรค” อย่างเชื้อไวรัส “COVID-19” น่าจะเริ่มเบาๆ เริ่มทรงๆ กันมั่งแล้ว ในหลายต่อหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลาย ที่จำนวนตัวเลขคนป่วย คนติดเชื้อ เหลืออยู่แค่เลขตัวเดียว อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนพอปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นมาได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เปิดฉากสัปดาห์นี้...เลยคงต้องขออนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศไปว่ากันถึงเรื่องความเป็นไปได้-เป็นไปไม่ได้ ในการทำสงครามระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเองเอาไว้สักหน่อย...

คือที่ต้องหยิบยกเอาเรื่องทำนองนี้มา “คั่นบรรยากาศ” ก็ด้วยเหตุเพราะคุณพ่ออเมริกาของเราอีกนั่นแหละทั่น...ที่ช่วงหลังๆ นี้ค่อนข้างออกอาการ “ประสาท” ในหลายเรื่อง หลายราว ไม่ว่าเรื่องการผงาดขึ้นเป็น “จ้าวโรค” ด้วยสถิติ ตัวเลข คนติดเชื้อ คนตาย เพราะเชื้อ “COVID-19” จนหาใครแซงหน้า แซงโค้ง แทบไม่ได้ ไปจนเรื่อง “เศรษฐกิจ” ที่อะไรต่อมิอะไรทำท่าว่าจะ “เจ๊ง” กันไปเป็นแถบๆ ไม่ว่าอุตสาหกรรมน้ำมัน อุตสาหกรรมการบิน ฯลฯ เผลอๆ...อาจตามมาด้วยอุตสาหกรรมการเงิน อันเนื่องมาจากการพองตัวของ “ฟองสบู่” ที่ใกล้จะแตกดังโพล๊ะเข้าไปทุกที ฯลฯ ฯลฯ...

ภายใต้ลักษณะอาการเช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้ความพยายามหา “ทางออก” แบบเดิมๆ ของประเทศ “จักรวรรดินิยม” อย่างอเมริกา หรืออย่างที่เรียกๆ กันว่า “ลัทธิเคนเนเชียนทางทหาร” (Military Keynesianism) จึงเป็นสิ่งที่ควรต้องจับตาเอาไว้บ้าง เพราะเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ “ทหารอเมริกัน” จำนวนไม่น้อยจะตกเป็นเหยื่อของเชื้อ “COVID-19” ไปพอสมควร เช่น ทหารเรือบนเรือบรรทุกเครื่องบิน “Theodore Roosevelt” เป็นต้น จนกลายเป็นข่าวคราวความขัดแย้งภายในกองทัพเรือ และภายในหมู่ชาวอเมริกันด้วยกันเองอีกต่างหาก แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้....จะไม่ได้ลดความห้าว ความกร่าง ไปจนกระทั่ง “ความบ้า” ของผู้ที่มีบทบาท อำนาจ ในประเทศอเมริกา เอาเลยแม้แต่น้อย...

เพราะแม้ว่าก่อนหน้านั้น...เมื่อช่วงประมาณกลางเดือนมีนาคม กองทัพเรือสหรัฐฯ เคยป่าวประกาศอย่างเป็นทางการ ว่าจะระงับการออกปฏิบัติการใดๆ ของทหารเรืออเมริกันในช่วงระยะ 60 วัน เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “COVID-19” ที่ทำให้ไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือพลเรือน ก็แล้วแต่ คงต้องพยายาม “โซเชียล ดิสแทนซิ่ง” หรือ “ฟิซซิเคิล ดิสแทนซิ่ง” กันไปตามสภาพ แต่พอถึงช่วงวันอังคาร (28 เม.ย.) ที่ผ่านมานี่เอง เรือพิฆาตติดขีปนาวุธ “USS Barry” ก็ถูกสั่งการให้แล่นเข้าไปในน่านน้ำจีน ในทะเลจีนใต้ เฉียดผ่านหมู่เกาะ “ซีชา” (Xisha) หรือ “พาราเซล” (Paracel) อันเป็นพื้นที่ที่จีนอ้างว่าอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของตัวเองมาโดยตลอด เลาะขึ้นไปถึงช่องแคบไต้หวัน โดยไม่คิดจะแจ้ง ไม่คิดจะบอกกล่าว ให้ทางการจีนรับรู้ รับทราบ เอาเลยแม้แต่น้อย ส่งผลให้โฆษกกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) พันเอกพิเศษ “Li Huamin” ต้องออกมาป่าวประกาศว่า การกระทำของกองทัพเรือสหรัฐฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการล่วงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และอำนาจอธิปไตยของจีนกันเห็นๆ...

แต่แทนที่กองทัพเรือสหรัฐฯ จะออกมาขอโทษ ขอโพย หรือหา “ข้อแก้ตัว” ที่อาจช่วยให้ความฉุนฉิว กริ้วโกรธ ความตึงเครียด มันพอลดๆ อุณหภูมิลงมาได้มั่ง เมื่อช่วงศุกร์ (1 พ.ค.) ที่ผ่านมานี่เอง กลับมีข่าวว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer จำนวนถึง 4 ลำ ลูกเรือกว่า 200 ชีวิต จากฐานทัพอากาศ “Ellsworth” ในรัฐเซาท์ ดาโกตา ไปยังฐานทัพ “Anderson Air force Base” ที่เกาะกวม โดยให้เหตุผลไว้ว่า “เพื่อภารกิจในการป้องกันและสนับสนุนกองกำลังสหรัฐฯ ในภูมิภาคแปซิฟิก” หรือพูดง่ายๆ...ก็คือเพื่อ “เบ่งกล้าม” โชว์จีน ให้เห็นๆ เอาไว้มั่ง ว่า “โลกของข้าฯ...ใครอย่าแตะ” ทำนองนั้น...

และก็ไม่ใช่แค่อวดกล้าม โชว์กล้าม ให้มหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนได้เห็นแต่เพียงเท่านั้น ในช่วงเวลาใกล้กัน กองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ลาดตระเวนอยู่แถวๆ “อ่าวเปอร์เซีย” ก็ยังพร้อมที่จะ “กวนตีน” ประเทศคู่กัดอย่างอิหร่าน ไม่ต่างอะไรจากดาวร้ายหนังไทย ที่นั่งรอหาเรื่องพระเอกอยู่บนหัวสะพาน พร้อมส่งเสียงครวญครางว่า “อยากจะชิมส้นตีนนัก” อะไรประมาณนั้น คืออย่างที่สำนักข่าว “Tasnim” ของอิหร่าน เขาได้อ้างคำพูดของผู้บัญชาการกองเรือ “IRGC” อิหร่าน นายพล “Alireza Tangsiri” เอาไว้นั่นแหละว่า “เรือรบของสหรัฐฯ ได้พยายามแล่นเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย บริเวณที่กองทัพเรืออิหร่านกำลังซ้อมรบ ทั้งๆ ที่การซ้อมรบครั้งนี้อิหร่านจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการมาแล้วก่อนหน้านั้น” เรียกว่า...แม้ประธานาธิบดีอิหร่าน “นายฮัสซัน โรฮานี” (Hassan Rouhani) ท่านเคยพยายามบอกแล้ว บอกอีก ว่า “น่านน้ำบริเวณนี้ถูกเรียกว่า...Persian Gulf นับเป็นพันๆ ปีมาแล้ว ไม่ใช่ New York Gulf หรือ Washington Gulf แต่อย่างใด” แถมกองทัพอิหร่านยังประกาศซ้อมรบล่วงหน้าไว้อีกด้วย การส่งเรือรบสหรัฐฯ เข้าไปป้วนๆ เปี้ยนๆ ในพื้นที่ดังกล่าว จึงมิอาจสรุปไปเป็นอื่นๆ นอกซะจากการ “กวนตีน” ดังที่ว่าไว้แล้วนั่นแล...

พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าอิหร่านเกิดอาการ “เปรี้ยวตีน” ขึ้นมาเมื่อไหร่ โอกาสที่จะเกิดฉากเหตุการณ์แบบที่ผู้นำอเมริกาได้เคย “ทวีต” เอาไว้ก่อนหน้านั้น ว่าได้สั่งการให้เรือรบสหรัฐฯ “ยิงและทำลาย” เรืออิหร่านทุกลำ ที่สร้างความกระทบกระทั่งต่อเรือรบอเมริกัน ได้แบบฉับพลัน-ทันที หรือโอกาสที่จะเกิดการ “จุดชนวนสงคราม” ขึ้นมาในอ่าวเปอร์เซีย ย่อมเป็นไปไม่ยากส์ส์ส์ และก็ไม่เพียงเท่านั้น อีกแค่ไม่กี่วันนับจากนี้...ผู้นำอเมริกา ยังสั่งการให้ส่งเรือรบอเมริกัน แล่นเข้าไปยังน่านน้ำประเทศเวเนซุเอลาอีกต่างหาก ด้วยเหตุผลที่อ้างว่า เพื่อปกป้องชาวอเมริกันจาก “ขบวนการค้ายาเสพติด” หรือจากผู้ที่ถูกรัฐบาลอเมริกัน “ป้ายขี้” ให้กลายเป็นผู้ค้ายาเสพติด หลังจากไม่อาจโค่นล้มอำนาจลงไปได้ซะที นั่นคือประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง อย่าง “นายนิโคลัส มาดูโร” นั่นเอง...

การเบ่งกล้ามโชว์จีน การกวนตีนอิหร่าน ไปจนถึงการคิดจะเด็ดหัวรัฐบาลเวเนซุเอลา...ในช่วงเวลาเช่นนี้ จึงเป็นอะไรที่คงต้อง “จับตา” เอาไว้บ้าง เพราะมันอาจ “บ้า...ก็...บ้าวะ” หรือ “บ้า...ไปแล้ว” ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่แน่!!! โดยเฉพาะถ้าหากย้อนไปมองถึงทางออก ทางรอดของประเทศ “จักรวรรดินิยม” อย่างอเมริกา ที่มักเป็นไปตามทิศทาง แนวทาง ซึ่งถูกเรียกขานกันในนาม “ลัทธิเคนเนเชียนทางทหาร” มาโดยตลอด แต่ก็นั่นแหละ...ฉากเหตุการณ์ในอดีตกับในปัจจุบัน และในอนาคตเบื้องหน้า มันคงไม่ได้เหมือนกันไปในทุกเรื่อง ทุกกรณี ภายใต้ความบักโกรกจากเชื้อไวรัส “COVID-19” จนกลายเป็น “จ้าวโรค” ไปแล้วในทุกวันนี้ และภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังรอวันล่มสลาย ตัวเลขคนว่างงานพุ่งขึ้นไปถึง 30 ล้านคน อีกทั้งความขัดแย้ง แตกแยก ทางการเมือง ยังซึมลึกลงไปถึงในระดับราก ฯลฯ ท่ามกลางสภาพเช่นนี้...จึงไม่ถึงกับน่าแปลกใจสักเท่าไหร่ ที่ทำให้คอลัมนิสต์สื่อทางการจีน อย่าง “นายCheng Hanping” เลยกล้าที่จะออกมา “ร้องท้า” ไว้ในข้อเขียน บทความ ว่าด้วยการเบ่งกล้ามโชว์พาวของเรือรบอเมริกันในน่านน้ำทะเลจีนใต้ บนเว็บไซต์ “Global Times” เมื่อช่วงวันศุกร์ (1พ.ค.) ที่ผ่านมาว่า... “China has the iron will and determination to safeguard the country’s sovereignty. If the US has to try it, go ahead.” หรือสรุปง่ายๆ ประมาณว่า ถ้าหากอเมริกาแน่จริง...บ้าจริง...ก็เอาเลย!!!


กำลังโหลดความคิดเห็น...