xs
xsm
sm
md
lg

จากการตายเพราะไวรัสถึงการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท



ปิดฉากสัปดาห์นี้...โดยสีสันบรรยากาศ ไม่ว่าบ้านเราหรือในระดับโลกทั้งโลก คงแทบไม่มีโอกาสไปควานหาเรื่องราวที่ออกไปทางเบาๆ สบายๆ มาปิดฉาก ปิดท้าย พอให้หายเบื่อ หายเครียด ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะต่างดูจะออกไปทาง “หนักหนา-สาหัส” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ต้องปิดบ้าน ปิดเมือง ปิดประเทศ ต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ต้องตุนไข่ ตุนมาม่า ตุนหน้ากากอนามัย ตุนกระดาษชำระ ฯลฯ ขณะนั่งฟัง นอนฟัง ตัวเลขคนตาย คนติดเชื้อ “COVID-19” ในประเทศโน้น ประเทศนี้ รวมทั้งประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลาย ชนิดเล่นเอาเครียดแล้ว เครียดอีก ไปตามๆ กัน...

แต่ก็เอาเถอะ...ไหนๆ ก็ไหนๆ ถ้าลองพยายามมองทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปใน “แง่บวก” เอาไว้มั่ง มันก็น่าจะพอมีอะไรที่สามารถหยิบมาพูดจาว่ากล่าว ให้รู้สึกเบาๆ สบายๆ กันได้ตามสมควร โดยเฉพาะหลังเผอิญไปอ่านเจอข้อเขียนบทความชิ้นหนึ่ง ในเว็บไซต์ต่างประเทศ หรือเว็บไซต์ “Environmental-Protection” เมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง ที่ตั้งชื่อไว้ว่า “COVID-19 and Climate Change: The Unexpected Pairing” หรือการจับคู่กันระหว่างการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “COVID-19” และ “การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ” อันนำไปสู่สิ่งที่ไม่ได้เคยคาดหวังเอาไว้ก่อน อะไรประมาณนั้น...

หรือโดยสรุปรวมความแล้ว...แม้ว่าเชื้อไวรัส “COVID-19” มันออกจะน่าเกลียด น่ากลัว น่าสยดสยองพองขนเพียงใดก็ตาม ในมุมมองของ “มวลมนุษย์” ในประเทศต่างๆ แทบจะทั่วทั้งโลก ที่ต่างต้องปิดบ้าน ปิดเมือง หรือถึงขั้นต้องปิดประเทศ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดนี้ แต่ถ้ามองจากมุมมองของ “โลก” หรือมองลงมาจากชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกใบนี้เอาไว้ เผลอๆ...อาจกลายเป็นอะไรที่ทั้งเบา ทั้งสบาย ทั้งแฮปปี้เอามากๆ อันเนื่องมาจากในช่วงระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือน ที่บรรดามวลมนุษย์ทั้งหลาย ในเมืองต่างๆ หรือประเทศต่างๆ ต่างหันมาชัตดาวน์ ล็อกดาวน์ หันมาอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ไม่คิดไปไหน-มาไหน ไม่ขี่รถขี่รา ไม่นั่งรถไฟ ไม่นั่งเครื่องบิน ไม่ลงเรือโดยสาร ฯลฯ ไม่ว่าจะโดยความสมัครใจ หรือโดยถูก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินข่มขู่ บังคับเอาไว้ก็ตาม สถานบริการร้านค้า พื้นที่สาธารณะถูกปิดกันไปเป็นแถบๆ เวทีคอนเสิร์ตถูกยกเลิก โรงหนัง โรงละคร โรงแรม รีสอร์ต ฯลฯ แทบจะถูกทิ้งร้าง โรงงานอุตสาหกรรม แหล่งผลิตพลังงาน ต่างต้องลดการผลิตลงไปตามสภาพ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่แหละ...กลับส่งผลให้ “สภาวะอากาศ” ที่เคยหม่นๆ หมองๆ ซึมๆ เซาๆ ทึบๆ ทึมๆ เพราะต้องเจอกับมลพิษ มลภาวะเจอกับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ของบรรดามวลมนุษย์ทั้งหลาย กลับเกิดอาการสดใสซาบซ่า ขึ้นมาเป็นกอง!!!

ซึ่งสิ่งเหล่านี้...คงไม่ได้มาจาก “จินตนาการ” หรือจากการคิดเอง-เออเอง ของผู้เขียนบทความชิ้นนี้เท่านั้น แต่มาจากการอ้างอิงตัวเลข สถิติ และจากหลักฐานและข้อพิสูจน์ ที่ออกจะมี “น้ำหนัก” มิใช่น้อย เช่น การอ้างถึงภาพถ่ายดาวเทียมของ “NASA” ที่นักวิจัยด้านคุณภาพอากาศแห่ง “NASA’s Goddard Space Flight” อย่าง “Fei Liu” ได้นำมาเปิดเผยและเปรียบเทียบให้เห็นกันจะจะถึงการลดลงของปริมาณก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์ เหนือท้องฟ้าที่ครอบคลุมผืนแผ่นดินจีน อันเป็นประเทศที่เคยได้ชื่อว่า เป็นผู้ปล่อยก๊าซชนิดนี้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี หรือประมาณ 200 ล้านตันเป็นอย่างน้อย แต่ภายในช่วงระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์-1 มีนาคมของปีนี้ หรือช่วงเวลาที่เกิดการ “ปิดบ้าน-ปิดเมือง” อย่างเป็นระบบและเป็นกิจการ เมื่อเทียบช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ปรากฏว่าปริมาณก๊าซที่ว่า ได้ลดแบบฮวบๆ ฮาบๆ หรือลดลงไปถึง 21.5 เปอร์เซ็นต์ อันทำให้สภาวะอากาศเหนือท้องฟ้าเมืองจีนเกิดอาการสดใสซาบซ่าอย่างเห็นได้โดยชัดเจน ทั้งนั้น ทั้งนี้ โดยมีองค์กรวิจัยด้านมลพิษในอากาศ อย่าง “CREA” (Center for Research on Energy and Clean Air) ออกมาให้คำยืนยัน รับรองตัวเลขสถิติที่ว่า ไว้อีกต่างหาก...

ไม่ต่างไปจากท้องฟ้า อากาศ แถบภาคเหนือของประเทศอิตาลี ที่แม้จะมีจำนวนคนตายจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิดนี้ แบบหนักหนาสาหัสเอามากๆ แต่จากภาพถ่ายทางดาวเทียมของ “NASA” สภาวะอากาศเหนือพื้นที่บริเวณนี้ กลับเป็นอะไรที่สดชื่น แจ่มใส แบบเดียวกับแม่น้ำ ลำคลอง ในเมืองเวนิส ในช่วงระยะเดียวกันนี้ ที่มีรายงานจากสำนักข่าว “NBC” ว่าจากที่เคยขุ่นคลั่กมาโดยตลอด แต่หลังจากเกิดรายการปิดบ้าน ปิดเมือง และปิดประเทศกันอย่างเป็นกิจการ สภาพคลองเวนิสในทุกวันนี้กลับมาใสแจ๋ว ในระดับสามารถมองเห็นฝูงมัจฉาแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ เอาเลยถึงขั้นนั้น...

และก็แน่นอนนั่นแหละว่า...ในประเทศอเมริกา โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณซึ่งเชื้อไวรัส “COVID-19” แพร่ระบาดหนักๆ ไม่ว่าแถบมหานครนิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก ซีแอตเติล ฯลฯ ตามตัวเลขสถิติ ที่ผู้อำนวยการองค์กร “Earth Economics” องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่แสวงหากำไร อันมีฐานที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน อย่าง “นายJordan Wildish” นำมาเปรียบเทียบให้เห็นกันจะจะ เพียงแค่ในช่วงระยะเวลา 5 วัน ของการปิดบ้าน ปิดเมือง การหันมาอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ไม่คิดไปไหน-มาไหน ของผู้คนในนครซานฟรานซิสโก ส่งผลให้ “มลพิษในอากาศ” ของนครแห่งนี้ ลดลงไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่นิวยอร์กลดลงไปประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ซีแอตเติลลดลงไปประมาณ 32 เปอร์เซ็นต์ หรือต่างก็กลับมาสดใสซาบซ่ากันโดยถ้วนหน้า อันเนื่องมาจาก “ความกลัว” ต่ออิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชของเชื้อไวรัส “COVID-19” นั่นเอง...

ทั้งๆ ที่ว่ากันจริงๆ แล้ว...ฤทธิ์เดชของเชื้อไวรัส “COVID-19” นั้น ยังเป็นอะไรที่ “เด็กๆ” เอามากๆ เมื่อเทียบกับอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชของ “สภาวะการเปลี่ยนแปลงอากาศ” ที่ได้เริ่มแสดงให้เห็นถึงอานุภาพ และศักยภาพที่น่าตื่นตระหนกตกใจยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าด้วยฉากเหตุการณ์ระดับที่อาจนำไปสู่ภาวะน้ำท่วมโลก ภาวะธารน้ำแข็งหิมะในแถบขั้วโลกละลายหายเกลี้ยงกันไปเป็นแถบๆ แม่น้ำ ลำธาร สามารถเหือดแห้งกันไปเป็นสายๆ และโลกทั้งโลกอาจต้องกลายไปเป็นทะเลทราย สัตว์ป่า สัตว์น้ำ หายเกลี้ยง จากผืนป่า จากมหาสมุทร ไฟป่าและอภิมหาพายุ จะปรากฏตัวแบบถี่ขึ้นๆ หรือเป็นฉากเหตุการณ์ที่ในระดับสามารถก่อให้เกิดการ “สูญพันธุ์” ของมวลมนุษยชาติทั้งมวลเอาเลยก็เป็นได้!!! เพียงแต่ว่า...มันอาจเป็นฉากเหตุการณ์ที่ยังพอมีเวลาเหลืออยู่อีกสักประมาณ 20-30 ปีนับจากนี้ ใครต่อใครเลยไม่ถึงกับ “หูแหก-ตาแหก” เท่ากับฤทธิ์เดชของ “COVID-19” ที่ทำให้ต้องหันมา “ปิดบ้าน-ปิดเมือง” กันแบบชนิดฉับพลัน-ทันที หรือในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ไม่กี่เดือน หลังเกิดการแพร่ระบาด...

แต่ก็นั่นแหละ...การปิดบ้าน-ปิดเมือง หรือการหยุดยั้งกิจกรรมต่างๆ อันเป็นสาเหตุ ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ ด้วยเหตุเพราะ “ความกลัว” การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตัวนี้ กลับสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน ว่าการหาทางปกป้อง หรือการป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า ไม่ให้ฉากเหตุการณ์ระดับ “การสูญพันธุ์ของมวลมนุษยชาติ” ต้องอุบัติขึ้นมาในอนาคตเบื้องหน้านั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” เอาเลย!!! สิ่งที่ข้อเขียน บทความชิ้นนี้หยิบเอามาตั้งเป็น “คำถาม” ไว้แต่แรก จึงออกจะเป็นอะไรที่น่าคิด น่าสะกิดใจเอามากๆ คือถามว่า...เอาไป-เอามาแล้ว “โลกทั้งโลกจะสามารถเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ เพียงใด???” นั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...