xs
xsm
sm
md
lg

ไวรัสเฟคนิวส์จากคุณหญิงถึงคนเลือดบวก

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ภาพจาก pixabay.com
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
อาจารย์ประจำสาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
และ Actuarial Science and Risk Management
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ช่วงนี้แปลก มีไวรัสเฟคนิวส์แพร่ระบาดในสังคมไทยหนักหนามากกว่าไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้โคโรน่าอู่ฮั่นสายพันธุ์ใหม่ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์หรือเอชไอวี ก็ยังไม่กระจายตัวเร็วเท่านี้ อัตราการแพร่ของไวรัสที่เรียกว่าค่า R0 ในแต่ละรอบ เช่นในหนึ่งสัปดาห์มีการแพร่เชื้อเท่ากับ 3 คน นั้นโตแบบฟังก์ชั่นยกกำลังหรือ exponential เช่น สัปดาห์แรก มีผู้ติดเชื้อ 1 คนสัปดาห์ถัดไปจะมีผู้ติดเชื้อ เท่ากับ 4 คน สัปดาห์ถัดไปจะมีผู้ติดเชื้อเท่ากับ 4 + 4*3 หรือ 16 คน สัปดาห์ถัดไปจะมีผู้ติดเชื้อเท่ากับ 16 + 16*3 หรือ 64 คน และสัปดาห์ถัดไปจะมีผู้ติดเชื้อ 64 + 64*3 เท่ากับ 256 คน เป็นต้น จากผู้ติดเชื้อรายเดียวจะแพร่เป็น 256 คนใน 4 สัปดาห์

ข่าวลือในประเทศไทยเรื่องไวรัสนี้อาจจะแพร่เร็วกว่าอัตราการแพร่ตัวของไวรัส ว่ากันว่านิวโคโรน่าไวรัสอู่ฮั่น อัตราการตายไม่ได้สูงมากกว่าประมาณร้อยละ 1-3 ของผู้ป่วยทั้งหมด เมื่อเทียบกับการตายของโรค MERS หรือ SARS ที่สูงกว่ามาก แม้กระทั่งหวัดนกก็สูงกว่า ลองดูจากรูปข้างล่างนี้ที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ How Bad Will the Coronavirus Outbreak Get? Here Are 6 Key Factors เขียนโดย Knvul Sheikh, Derek Watkins, Jin Wu and Mika Gröndahl ในวันที่ 31 มกราคม 2020 จะเห็นได้ชัดเจนว่าแกนตั้งคืออัตรามรณะของไวรัสอู่ฮั่นยังต่ำกว่าไข้หวัดสเปนที่คร่าชีวิตคนในยุโรปเมื่อร้อยปีก่อนเป็นร้อยล้านคน ต่ำกว่าโปลิโอ ต่ำกว่าอีโบล่า ต่ำกว่าไข้ทรพิษหรือฝีดาษ ต่ำกว่า SARS ต่ำกว่า MERS ในขณะที่การแพร่กระจายดูได้จากแกนนอน นั้นพบว่าอีสุกอีใส ที่เป็นแล้วไม่มีใครตายเลย มีการแพร่กระจายเร็วมาก แต่ยังน้อยกว่าหัดที่แพร่เร็วมากกว่าเพราะเชื้อลอยในอากาศได้เป็นร้อย ๆ ฟุตและมีอัตราการตายสูงกว่าอีสุกอีใส

อันที่จริงอัตราการแพร่กระจายของข่าวลือกับการแพร่กระจายของโรคก็มีลักษณะเป็นกราฟเครือข่ายสังคมเหมือนกันคือปากต่อปาก (Word of mouth) เล่าลือกันต่อไปเป็นทอด ๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้เครือข่ายสังคมของข่าวลือบานสะพรั่งอย่างรวดเร็ว ลองดูได้จากลิงค์เดียวกันที่สร้างภาพเคลื่อนไหวของกราฟเครือข่ายสังคมของการแพร่ไวรัส (Animated social network graph) เปรียบเทียบระหว่างไข้ไวรัสอู่ฮั่นกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลธรรมดา ที่แพร่กระจายต่ำกว่ากันมาก Novel Corona Virus Wuhan นั้นแพร่กระจายตัวต่อไปได้ตั้งแต่ระยะฟักตัว (Dormancy period) โดยที่ผู้ที่เป็นพาหะ (Carrier) ของโรคยังไม่จำเป็นต้องมีอาการเจ็บป่วยแต่อย่างใดก็แพร่เชื้อได้แล้ว ทำให้อัตราการแพร่เชื้อสูง

ที่มา : https://www.nytimes.com/interactive/2020/world/asia/china-coronavirus-contain.html?fbclid=IwAR3U1PApxOy234_S2a_-ReyMXKt3zu3XJno3mYIqpn7Jjz3ElHCT1A6lFrs

ที่มา : https://www.nytimes.com/interactive/2020/world/asia/china-coronavirus-contain.html?fbclid=IwAR3U1PApxOy234_S2a_-ReyMXKt3zu3XJno3mYIqpn7Jjz3ElHCT1A6lFrs
ว่ากันว่า ข่าวลือ สร้างขึ้นโดยผู้ไม่ปรารถนาดี แชร์ต่อ โดยผู้ที่ขาดสติและความยั้งคิด และเชื่อโดยคนที่ขาดปัญญา

คนที่สร้างข่าวลือหรือเฟคนิวส์นั้นอาจจะเป็นผู้มีปัญญา มีสติ และมีความยั้งคิด แต่ไม่มีจิตใจอันเป็นกุศลเลย หรือไม่มีความปรารถนาดีต่อสังคมหรือประเทศชาติเลย อาจจะจงใจตอแหลสร้างเฟคนิวส์ให้ตนเองได้ประโยชน์และทำลายคู่แข่งทางการเมืองด้วยวิธีการอันโสมมด้วยการสร้างข่าวลือและข่าวปลอมอย่างชาญฉลาด

คุณหญิงมุสารัตน์โพสต์เฟซบุ๊กนำเข้าข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่าอู่ฮั่นมากมายหลายกรรมหลายวาระ จงใจที่จะก่อให้เกิดความแตกตื่น เป็นภัยความมั่นคง และจงใจทำผิดกฎหมายหรือไม่ คุณหญิงมุสารัตน์ได้โพสต์ข่าวปลอมมากมาย รวมถึงข่าวปลอมหลายๆ ข่าวที่ได้มีการรวบรวมไว้ในลิงค์นี้ รวม Fake News กรณีไวรัสโคโรน่า เตือนอย่าเชื่อข้อความแชร์ผ่าน Social https://techsauce.co/news/coronavirus-fake-news

พอย้อนไปศึกษาประวัติของคุญหญิงมุสารัตน์ ถวายดอกดาวเรืองนั้น เคยมีพฤติกรรมแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อหาเสียง ด้วยการขึ้นรถติดป้ายชื่อตัวเองเบ้อเร้อเบ้อร่า แล้วแห่แหนชวนประชาชนไปถวายดอกดาวเรืองในพระราชพิธีพระบรมศพ ถ้าคุณหญิงมีความปรารถนาดีและรักพระเจ้าแผ่นหรือสถาบันพระมหากษัตริย์จริง ต้องอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ขึ้นบนท้ายรถกระบะ ชื่อของตัวคุณหญิงมุสารัตน์ต้องไม่มีเลย นั่นถึงแสดงว่าคุณหญิงแห่รถเพื่อชวนประชาชนไปถวายดอกดาวเรืองด้วยความจงรักภักดีจริง ๆ ไม่ใช่ทำเพื่อหาเสียงให้ตัวเองด้วยจิตใจอันไม่บริสุทธิ์ในเวลาที่ไม่เหมาะสมเป็นพวกตีกินแอบอ้างตามนิสัย มีความเฟค หลอกลวง ไม่จริงใจ ตามนิสัยหลอกลวงที่ชอบสร้างข่าวหลอกลวงและแชร์ข่าวหลอกลวงหรือไม่?

ข่าวเรื่องคนเลือดบวกบางคนเผยแพร่กันเป็นไวรัสออนไลน์ชวนไปฟังสัมมนาว่าด้วยการ ยสตน (xxx สด แตกใน) หรือการมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย) ซึ่งมีผู้สรุปเหตุการณ์ดราม่าและไวรัลดังกล่าวไว้ได้ดีมากดังนี้ https://www.facebook.com/poetryofwanwanat/posts/1474912699378625?__tn__=-R

Poetry of Bitch
สรุปดราม่า ‘พีท คนเลือดบวก’ และแฮชแท็ก #SaveNarinya
—————
⚫️ "พีท คนเลือดบวก" คือใคร
1- เมื่อปี 2558 สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ได้ทำแคมเปญแจกตั๋วหนังสองใบให้คนที่มาตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี
2- "พีท ฐิฏิวัสส์" หนุ่มสงขลา นักศึกษาปี 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัฐมีชื่อแห่งหนึ่ง ชวนแฟนหนุ่มไปตรวจเลือดเพื่อเอาตั๋วหนัง ผลออกมาว่าเขามีเลือดบวก ส่วนแฟนไม่มี ซึ่งพีทเองก็ไม่รู้ว่าเขาติดเชื้อมาจากคู่นอนคนไหน
3- ผลที่ออกมาทำให้พีทคิดฆ่าตัวตาย แต่ทั้งแม่และแฟนให้กำลังใจ จนทำให้เขามีกำลังใจที่จะเข้ารับการรักษาและกินยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง แต่ต่อมาพีทกับแฟนก็เลิกรากันไป

4- ปี 2561 พีทโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าเขามีเลือดบวก ปรากฏว่าได้รับกำลังใจมากมาย ไม่มีใครซ้ำเติมเลย และเริ่มมีคนเลือดบวกมาขอคำปรึกษา เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเปิดเพจ "พีท คนเลือดบวก" ขึ้น
5- หลังเปิดเพจ เขากลายเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนเลือดบวกมากขึ้น และมักได้รับเชิญไปออกรายการและให้สัมภาษณ์เรื่องชีวิตของคนเลือดบวกเรื่อยมา
—————
⚫️ ดราม่ารอบแรก
6- พฤศจิกายน 2562 พีทโพสต์ในเพจของเขา เนื้อหาโดยสรุปว่า...
ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและรับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องจนเครื่องไม่สามารถวัดปริมาณไวรัสในกระแสเลือดได้ (เรียกว่า Undetectable) สามารถมีเพศสัมพันธ์กับคนปกติได้โดยไม่ต้องสวมถุงยางและจะไม่มีการแพร่เชื้อ แต่คนปกติต้องกินยา PrEP ก่อน (PrEP คือยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี) รวมถึงคนมีเชื้อกับคนมีเชื้อก็สามารถมีเพศสัมพันธ์แบบสด ๆ ได้เช่นกัน
👇🏼
https://www.facebook.com/336016103804071/posts/605721326833546/?d=n
7- โพสต์ดังกล่าวทำให้เกิดกระแสคัดค้านและมีคนโจมตีพีทเป็นจำนวนมาก ซึ่งพีทก็ตอบโต้กลับอย่างรุนแรง เช่น “เดี๋ยวจะเปลี่ยนจากเกย์ไปเอาผู้หญิง จะได้รับเชื้ออย่างเท่าเทียมกัน” ทำให้คนยิ่งโกรธแค้น (ภาพที่ 2)
8- แล้วพีทยังโพสต์ข้อความประชดคล้ายปลุกระดมให้ผู้ติดเชื้อร่วมกันแพร่เชื้อ โดยอ้างว่าผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ 500,000 คน หากแพร่เชื้อเพียง 10% วันละ 1 คน ครบ 12 วันก็จะมีผู้ติดเชื้อ 51 ล้านคน เมื่อทุกคนติดเชื้อแล้วจะได้เลิกเลือกปฏิบัติ ทำให้ยิ่งเกิดกระแสโจมตีพีทรุนแรงยิ่งขึ้น (ภาพที่ 3)
9- หมอแล็บแพนด้า นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดังได้อธิบายเรื่องนี้ว่า วงการแพทย์ได้คิดค้นและพัฒนายาต้านเอชไอวีขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ติดเชื้ออยู่ในสังคมได้โดยไม่แพร่เชื้อและมีอายุยืนยาว แต่กลับมีคนติดเชื้อชักชวนคนมาร่วมเพศแบบสด ๆ อ้างว่ากินยาต้านแล้วไม่ติดเชื้อ ถือเป็นภัยสังคมรูปแบบหนึ่ง ขอให้หยุดการกระทำเสีย เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยาจนไม่มียาตัวไหนรักษาได้ (ภาพที่ 4)
👇🏼
https://www.facebook.com/163628970509962/posts/1183294748543374/?d=n
10- ดราม่าครั้งนี้ทำให้ ร.พ.รามาธิบดีลบคลิปที่เคยสัมภาษณ์พีทออกรายการ "พบหมอรามา” พร้อมชี้แจงว่าไม่สนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งพีทตอบโต้ด้วยการไลฟ์ว่าจะฟ้องรายการ (ภาพที่ 5)
—————
⚫️ ดราม่าครั้งที่สอง
11- ก่อนหน้านี้พีทเคยทวีตในทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่าจะเปิดคอร์สสอน "เ_ดสดอย่างไรให้ปลอดภัย" โดยคิดค่าเข้าฟังคนละ 500 บาท
12- พยาบาลสาว "กิ่ง นริญญา" ได้แคปทวีตนี้ของพีทไปโพสต์ในเฟซบุ๊กของเธอ พร้อมแคปชั่นว่า...
“ถ้าปลอดภัยจริงแล้วมึงจะติดโรคมาเหรอ อีหน้าโง่ คิดด้วยค่ะ อายหมานะเสร่อจะไปสอนคนอื่นแบบนั้นน่ะ” (ภาพที่ 6)
13- พีทแคปโพสต์ของกิ่งมาลงในเพจและขู่ว่าจะฟ้องโดยไม่มีการยอมความใด ๆ ทั้งสิ้น (ภาพที่ 7)
14- เกิดเป็นแฮชแท็กร้อนในโลกออนไลน์ #SaveNarinya เพื่อสนับสนุนพยาบาลสาว พร้อมกับมีทนายความหลายคนอาสาให้ความช่วยเหลือกิ่งเรื่องคดี
15- ต่อมาฝั่งพีทได้แชร์คลิปจากรายการ "ตีสิบเดย์" ที่เชิญตนไปออกรายการเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2562 ในช่วงสนทนา "เปิดใจพีท หนุ่มเลือดบวก กับชีวิตติดเชื้อ HIV”
16- รายการ "ตีสิบเดย์" ได้ลบคลิปสัมภาษณ์พีททิ้ง พร้อมชี้แจงว่าที่เชิญพีทมาออกรายการเพราะต้องการให้ความรู้ในการป้องกันและการอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อ ไม่ได้ต้องการส่งเสริมให้มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน จึงขอลบคลิปเพื่อไม่ให้พีทนำไปใช้ในทางที่ผิด และจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป รายการจะไม่สนับสนุนคนที่มีทัศนคติย่ำแย่แบบนี้ (ภาพที่ 8 )
👇🏼
https://www.facebook.com/172092299493559/posts/2772526742783422/?d=n
17- ซึ่งพีทก็โพสต์ตอบโต้ทันทีว่า เชิญก็เชิญมาเอง ไม่ได้ขอไปออก ต่อไปใครจะเชิญตนไปออกรายการให้ถามทีมงานก่อนว่ารับกระแสไหวมั้ย ถ้าเชิญไปสัมภาษณ์แล้วลบมันเสียเวลา (ภาพที่ 9)
18- จากนั้นมีคนแจ้งไทยพีบีเอสว่าพีทแชร์คลิปที่ไทยพีบีเอสเคยสัมภาษณ์พีทเช่นกัน ไทยพีบีเอสจึงลบคลิปทั้งสองตอนออกจากทุกช่องทางสื่อออนไลน์ทันที (ภาพที่ 10)
19- กลับมาที่ฝั่งพีทกับกิ่ง มีการปะทะกันในโซเซียลอย่างดุเดือด พีทไลฟ์ว่าให้พยาบาลไปพักก่อนเดี๋ยวจะสอนให้ฟัง ส่วนกิ่งก็ฟาดเปรี้ยง ๆ ไม่ยั้ง แล้วยังไปโพสต์ขายตู้หนังสือในเพจของพีทด้วย (แถมขายออกอีกต่างหาก) (ภาพที่ 11-16)
20- สุดท้ายทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างไปแจ้งความ โดยในส่วนของพีทนั้นตำรวจ สน.สุทธิสารไม่รับแจ้งความ แต่พีทก็ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ (ภาพที่ 17-18)
21- พร้อมกันนั้นก็มีคนจำนวนมากเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปจัดการกับพีท เพื่อไม่ให้เผยแพร่ทัศนคติที่ผิด ๆ สู่สังคมต่อไป
—————
ขอบคุณข้อมูลเรื่อง PrEP จากเพจ Buddy Station


ข่าวลือเช่นนี้เกิดจากการบิดเบือนความจริงหลายประการ เรื่อง ยสตน ที่ว่าแสดงถึงความไม่รับผิดชอบสังคม เป็นปรากฎการณ์เฟคนิวส์ที่น่าห่วง เป็นภัยสังคม คนเราไม่รักตัวเองไม่เป็นไร แต่ไม่ควรเป็นภัยสังคม การไม่ป้องกันตัวเองทำร้ายตนเองและคู่นอน เชื้อจะดื้อยา แต่การออกมาเป็นศาสดา เสี้ยมสอนคนอื่นๆ ให้ ยสตน ไม่ใส่ถุงยางอนามัยนี้ คือภัยสังคม นำเข้าข้อความอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ และทำให้คนหลงผิดเข้าใจผิด เชื่อผิด จนเกิดผลเสียหายต่อสังคมอย่างรุนแรง รสนิยมทางเพศจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่ากัน แต่อย่าทำให้สังคมเสียหายเดือดร้อน

ดังที่ เพจ Drama-addict ได้อธิบายไว้ค่อนข้างดีมากถึงการอ้างอิงงานวิจัยที่ตีพิมพ์เรื่องนี้ใน The Lancet ชิ้นนี้ https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(19)30418-0/fulltext?fbclid=IwAR1nU28qM4_5iuRDb75TV85_5RA3Ohv8d-bt77eGtZ2UCSM-7sgpvOb_1FM อันเป็นการอ้างอิงตีความผลการวิจัยเกินเลยขอบเขตที่งานวิจัยได้ทำไว้ และไม่ปลอดภัยต่อสังคมมาก เป็นการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นภัยต่อสังคม

Drama-addict
งานวิจัย ไอ้ที่เขาหยิบมาเป็นแบคของประเด็น U=U นี้ มีชื่อว่างานวิจัย partner2 ที่ต่อเนื่องมาจาก partner1
Partner1 ก็เอาง่ายๆ เป็นการสำรวจในกลุ่มคู่สามีภรรยา ทั้งชายหญิง ชายชาย ที่มีเพศสัมพันธ์กันตามปรกติโดยใช้ถุงยางมั่งไม่ใช้ถุงยางมั่ง โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นกลุ่มที่กินยาต้านสม่ำเสมอ จนตรวจหาระดับไวรัสในเลือดไม่เจอ แล้วมาตรวจกันตอนหลังว่ามีการติดเชื้อเพิ่มเติมมั้ย ส่วน partner2 อันนี้เน้นเฉพาะคู่เพศเดียวกัน
งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเจ็ดร้อยกว่าคู่
ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เขาไปเก็บข้อมูลก็จะเป็นกลุ่มที่มีคู่นอนคนเดียว ไม่นอกใจ ไม่ใช่กลุ่มขายบริการทางเพศไรงี้ เพราะงานวิจัยนี้เป้าหมายหลักๆเขาคืออยากให้กลุ่มที่มีสามีหรือภรรยา ที่มีวินัย รักษาสม่ำเสมอ กินยาต่ำเนื่อง สุขภาพดี สามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้ตามปรกติ
ผลออกมา ปรากฏว่า มีเคสที่ติดเชื้อรายใหม่ 15 คน
นักวิจัยก็เอาไวรัสที่ตรวจเจอในเคสรายใหม่ ไปตรวจยีนส์ซ้ำ ว่าเป็นไวรัสที่ได้รับจากคู่นอนรึเปล่า ปรากฏว่าไม่ใช่ ดังนั้นพวกนี้ น่าจะเป็นกลุ่มที่มีคู่นอนหลายคน จนไปติดเชื้อมา
จนเป็นข้อสรุปของงานวิจัยว่า ถ้าคู่นอนที่ติดเชื้อ เขากินยาต้านสม่ำเสมอ จนสามารถกดไวรัสถึงระดับที่ตรวจไม่เจอ มันลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
แต่ก่อนจะเอางานวิจัยนี้ไปตีความเข้าข้างตัวเองอะไรยังไง ต้องดูบริบทของงานวิจัย
1.เน้นในกลุ่มที่ผัวเดียวเมียเดียว ไม่ใช่กลุ่มที่ค้าบริการทางเพศ หรือคู่นอนมากมาย แบบนั้นเสี่ยงแน่นอน
2.การกินยาต้านสม่ำเสมอ ทำได้จริงแบบเป๊ะๆมั้ย ต้องกินยาทุกวัน ตรงเวลาสม่ำเสมอ

คืองานวิจัยตัวนี้ คนเขาอ่านแล้วอัพเดทตามกันเยอะ ไม่ใช่ว่าหมอพยาบาลไม่อ่านงานวิจัยอันนี้แล้วไม่อัพเดท แต่อย่าลืมว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีมากกว่า HIV อย่างในงานวิจัย partner2 นี้ ก็ยังมีคนติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตั้งยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ทั้งหนองใน ซิฟิลิส บลาๆ ดังนั้นจะยังไงก็ต้องใส่ถุงยาง U=U และที่สำคัญกรณีจะ ยสตน ที่สำคัญมากๆ คุณต้องผัวเดียวเมียเดียว ไม่ใช่เป็นคนขายบริการ หรือวันไนท์สแตนด์ หรือมีคู่นอนหลายคน แล้วคิดว่าชั้นกินยาต้านแล้วจะไม่ใส่ถุงอะไรยังไงก็ได้


ขอฝากทิ้งท้ายไว้ด้วยข้อเขียนของวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนรางวัลซีไรท์ที่ได้เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า

วินทร์ เลียววาริณ
1 ชั่วโมง 39 นาทีที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศจีนตัดพ้อต่อว่าสหรัฐฯว่า 'overreacting' เรื่องโรคอู่ฮั่น
ทำให้ชาวโลกตื่นตระหนกเกินเหตุ
สหรัฐฯเป็นประเทศแรกที่เผ่นหนี และพยายามสร้างภาพว่าจีนเป็นดินแดนต้องคำสาปเลวร้าย
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้ว สหรัฐฯก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเป็นเรื่องเป็นราว
แปลข่าวมาจาก CNN ไม่ได้แต่งเอง
ผมเฝ้าดูสื่อในรอบหลายวันนี้แล้ว เกิดคำถามว่าเรากำลังตื่นตูมมากไปหรือเปล่า
การระมัดระวังตัวเป็นเรื่องดี แต่ก็ควรใช้สติและปัญญานำ
ตอนนี้เป็นเวลาที่สื่อหลักควรเสนอข่าวจริงๆ ไม่ใช่ข่าวโชเชียล
ให้ข้อมูลตามความเป็นจริง ไม่ต้องใส่ความเห็น
เราต้องช่วยกันรับมือตามขนาดของปัญหาจริงๆ ถ้าฟ้าถล่ม ก็เสนอข่าวว่าท้องฟ้าถล่มไปกี่ส่วน ยังเหลือท้องฟ้ากี่ส่วน เหลือเมฆกี่ก้อน
ไม่ใช่สามารถมีความเห็นในทุกเรื่อง และสามารถด่าได้ทุกเรื่อง
ใช้ชีวิตประจำวันไปตามปกติ เพียงแต่ระวังขึ้นนิด
ออกไปเจอคนข้างนอกก็ไปได้ ประเมินความเสี่ยงดูก่อน ไม่ใช่กลัวจนไม่ต้องทำอะไร
รู้ใช่ไหมครับ เวลาเกิดเรื่องในที่สาธารณะ เช่น ไฟไหม้ ความตายส่วนใหญ่มาจากการเหยียบกันตาย
ผมไม่ใช่หมอ แต่ก็รู้ว่าสูตรยาแก้ไวรัสอู่ฮั่นประกอบด้วย :
สติ 50 มิลลิกรัม
ปัญญา 40 มิลลิกรัม
ที่เหลืออีก 10 มิลลิกรัมคือตัวยาจริงๆ



กำลังโหลดความคิดเห็น...