xs
xsm
sm
md
lg

พับแผน พ.ร.ก.กู้ “บิ๊กตู่”เอือม ส.ส.-คาดงบฯช้า3ด. หวัง“BOI-สายสีส้ม-5G”กระตุ้น ศก.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายกฯถอนหายใจยาวเอือม ส.ส.รัฐบาล ทั้งฝ่ายแฉ-ฝ่ายถูกแฉกดบัตรแทนกัน คาดทำร่าง พ.ร.บ.งบฯช้าไปอีก 3 เดือน รับหาทางออกวุ่น แต่ไม่ถึงขั้นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน “สมคิด” เชื่อมีวิธีอื่นดีกว่าออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อดึงงบลงทุน 63 มาใช้ก่อน มั่นใจ “BOI-สายสีส้ม-5G” กระตุ้น ศก.หลายแสนล้าน “ชวน” ยันเสียบบัตรแทนผิดทุกกรณี “ส.ส.พปชร.” แจงแค่ “ช่วยกันลงคะแนน”

จากกรณีที่มีการเปิดเผยว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบางราย เสียบบัตรแสดงตนและออกเสียงลงมติ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 แทนกัน จนมีการเข้าชื่อเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ และคาดว่าจะส่งผลให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯจะเป็นโมฆะนั้น

วานนี้ (23 ม.ค.) ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ในส่วนของรัฐบาลก็มีหน้าที่ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตนได้หารือกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่าจะแก้ไขได้อย่างไร และหารือกับกระทรวงการคลัง รวมถึงสำนักงบประมาณ ว่าจะทำอย่างไร เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้มีการส่งเรื่องร้องเรียนไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องหารือกันอีกครั้งว่าเราจะแก้ไขในส่วนของการบริหารราชการอย่างไร ทั้งนี้ในส่วนงบบุคลากร คงไม่มีปัญหามากนัก แต่จะมีปัญหาในเรื่องงบลงทุน จำนวนหลายแสนล้านบาท ถ้าทำไม่ได้จะส่งผลให้เศรษฐกิจของเราไม่ดีขึ้นมากนัก ก็ต้องหามาตรการอื่นเข้ามาเสริมเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าไม่มีเงินลงไป ก็เดือดร้อนกันทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่าคาดว่างบประมาณฯ จะล่าช้าไปถึงเมื่อใด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะพิจารณานานหรือไม่นาน ปกติเรื่องแบบนี้ก็นานพอสมควร นานเป็นเดือน ก็ทำให้ล่าช้า งบประมาณฯ ก็มีปัญหา สมมุติการใช้จ่ายงบประมาณล่าช้าไปอีก 3 เดือน แล้วจะใช้ทันหรือเปล่าสำหรับเวลาที่เหลือ

เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การกู้เงิน นายกฯ กล่าวปฏิเสธทันทีว่า ไม่สมควร ได้ปรึกษากันแล้วสำหรับเวลานี้

ถามต่อว่าเรื่องนี้ต้องให้ทีมเศรษฐกิจเร่งออกแผนสำรองมารับมือก่อนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนพูดไปแล้วว่าต้องทำ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องประชุมในเรื่องงบประมาณฯ ว่าต้องทำอย่างไรกันต่อไป ถ้าร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ต้องเลื่อนออกไป เราจะทำตรงไหนได้บ้าง การใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐ ในส่วนที่สามารถใช้ได้ไปพลางๆ ก่อน จะทำอย่างไร ปัญหาวันนี้ที่ติดอยู่เรื่องเดียวคือ ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องงบการลงทุน

ขณะที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ฝ่ายหลังเป็นผู้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการเสียบบัตรแทนกัน จนทำให้เกิดปัญหา นายกฯ กล่าวว่า “ไม่รู้ จะพรรคไหน พรรคไหน ผมไม่รู้” พร้อมถอนหายใจเสียงดัง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าปัญหาวันนี้เป็นเรื่องของส.ส.ขุดคุ้ยกันเอง นายกฯ ถึงกับถอนหายใจอีกครั้งพร้อมกล่าวว่า “ก็ต้องไปถามคนฟ้องดู อย่ามาถามผม ผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วย สรุปก็คือว่าไม่ควรไปกระทำ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ก็ไม่ควรจะกระทำ ถ้ารู้ว่ามันผิดกติกาของสภา”

ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการล่วงหน้าในเรื่องแผนการลงทุนต่างๆ เอาไว้แล้ว แม้จะเกิดกรณีที่งบประมาณรายจ่ายปี 2563 อาจจะต้องล่าช้าออกไป และยังไม่ทราบว่าจะมีผลอย่างไรในเรื่องของห้วงเวลา แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกอย่างเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศในสภาวะที่เผชิญเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

จากกรณีที่มีรายงานว่ากระทรวงการคลังเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อนำมาลงทุนในโครงการลงทุนที่อยู่ในปีงบประมาณ 2563 หากงบประมาณ 2563 มีผลบังคับใช้ล่าช้ากว่าที่คิดไว้นั้น นายสมคิด กล่าวว่า “ไม่ควรออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเชื่อว่ายังมีวิธีการอื่น โดยขอให้ทุกฝ่ายเดินหน้าเข้าหากัน ไม่ทำร้ายตัวเอง เพราะหากบ้านเมืองยังเป็นแบบนี้จะเป็นโอกาสให้กับประเทศคู่แข่งได้เปรียบ”

ขณะที่วันที่ 28 ม.ค.นี้ กระทรวงการคลังได้เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการจูงใจการลงทุนเพิ่มเติม นอกจากนี้ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะมีการพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจนักลงทุนเพิ่มเติมให้มากกว่า 1.5 เท่า หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ครม. ได้มีการอนุมัติมาตรการจูงใจทางภาษีสูงถึง 1.5 เท่า สามารถกระตุ้นการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมเพื่อเร่งขับเคลื่อนลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน ที่ยังติดปัญหาอยู่ รวมถึงในวันที่ 27 ม.ค. จะมีการหารือร่วมกับ กสทช. เพื่อเตรียมแผนลงทุนโครงข่าย 5G ที่คาดว่าจะมีเงินลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทด้วย

อีกด้าน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีล่าสุดที่มีการเผยแพร่คลิป ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนแทนกันระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ว่า สภาฯต้องตรวจสอบทุกกรณี ไม่เช่นนั้นจะไม่ยุติธรรม และไม่ว่าจะเสียบบัตรแทนกันในกรณีใดก็ทำไม่ได้ แม้เครื่องลงคะแนนในห้องประชุมมีไม่เพียงพอ ส.ส.ก็ไม่สามารถฝากบัตรเสียบแทนกันได้ ซึ่งโดยทั่วไป ส.ส.จะไม่ยุ่งกับบัตรของคนอื่น

ส่วนคำร้องที่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขั้นตอนการตราร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า คาดว่าวันนี้ (23 ม.ค.) ฝ่ายเลขาธิการฯ จะตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดว่าถูกต้องหรือไม่เสร็จ และส่งกลับมาที่ตนเพื่อทำเรื่องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ภายในวันนี้ (23ม.ค.) เพราะต้องรีบ ดำเนินการ เพราะสภาฯ ไม่สามารถวินิจฉัยแทนศาลรัฐธรรมนูญได้ เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณาไม่นานคงทราบผล เพราะศาลทราบดีว่าจะต้องรีบพิจารณาเรื่องนี้

เมื่อถามว่า หากร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 63 เป็นโมฆะจริงจะมีทางออกอย่างไร นายชวน กล่าวว่า ตามปกติ ถ้างบประมาณปีใหม่ ยังไม่เริ่มใช้ ก็ให้ใช้งบประมาณเดิมไปก่อน ดังนั้นเงินเดือนของข้าราชการก็เป็นไปตามปกติ เพียงแต่โครงการพัฒนาต่างๆ ไม่สามารถเดินหน้าได้

ส่วนการแก้ไขปัญหาเสียบบัตรแทนกันในอนาคตนั้น นายชวน กล่าวว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้จะเป็นบทเรียน สำหรับทุกพรรคการเมืองและทุกคน แต่เชื่อว่าพรรคการเมืองไม่มีใครเจตนาให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น แต่มันเกิดขึ้นเพราะมีสมาชิกบางคนไม่ระวัง ทั้งที่ตนย้ำไปแล้วว่าวันเด็ก นั้น ส.ส.ไปร่วมกิจกรรมไม่ได้ เพราะติดภารกิจพิจารณางบประมาณ

ด้าน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.สิงห์บุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมด้วย น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งใน ส.ส.ที่ร่วมปรากฏภาพข่าวในสื่อมวลชนว่า ได้กดบัตรลงคะแทน ส.ส.คนอื่นในร่วมกันแถลงข่าวยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้มีนโยบายในการให้ ส.ส.มีการกดบัตรลงคะแนนแทนกันแต่อย่างใด

“วิปรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีแนวทาง และไม่มีการให้ ส.ส.กดบัตรลงคะแนนแทนกัน ถ้าใครไม่มา ก็จะไม่มีการลงคะแนนแทนกัน อย่างไรก็ตาม มีปัญหาในเรื่องของสถานที่ประชุม เนื่องจากช่องลงคะแนนของพรรคมี 68 ช่อง แต่พรรคมี ส.ส.117 คน ในหนึ่งช่องย่อมมีการเสียบบัตรสองสามใบเป็นปกติอยู่แล้ว ส.ส. จะลงมาเสียบบัตรกันเอง แต่ภาพที่เกิดขึ้นอาจเป็นอุบัติเหตุ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นไม่ได้เป็นการลงคะแนนแทนกัน แต่เป็นการช่วยกันลงคะแนน” นายชัยวุฒิ กล่าว

ขณะที่ น.ส.ภริม กล่าวชี้แจงเหตุการณ์วันนั้นว่า เมื่อตนเองได้ลงคะแนนไปแล้ว ปรากฏว่า นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา ที่อยู่ในห้องประชุมได้นำบัตรของตัวเองมาให้ตนกดลงคะแนน เพราะไม่สามารถเข้าไปที่นั่งเพื่อกดบัตรคะแนนด้วยตัวเองได้ ซึ่งยืนยันได้ว่า การลงคะแนนได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของนายทวิรัฐ โดยไม่ได้ลงคะแนนไปตามเจตนารมณ์ของตนเองแต่อย่างใด
กำลังโหลดความคิดเห็น...