xs
xsm
sm
md
lg

พุทธบริษัท 4 : เหตุปัจจัยให้พุทธเสื่อมหรือเจริญ

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง



“ดูก่อน กิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในพระธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ไม่เคารพยำเกรงกันและกันนี้แล กิมพิละ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่ได้นานเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว”

“ดูก่อน กิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในพระธรรมวินัยนี้ เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษาเคารพยำเกรงกันและกันนี้แล กิมพิละ เป็นเหตุ เป็นปัจจัยทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว”

ทั้งสองบทข้างต้น เป็นพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ได้ตอบคำถามของพระกิมพิละที่ว่าอะไรคือเหตุปัจจัยทำให้พระสัทธรรมคำสอนของพระองค์ตั้งอยู่ไม่ได้นาน และตั้งอยู่ได้นาน

โดยนัยแห่งเนื้อหาสาระของพุทธพจน์ทั้งสองบทข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า การที่คำสอนของพระพุทธเจ้าหรือที่เรียกว่า ศาสนาพุทธ จะดำรงอยู่ได้หรือสูญหายไปหลังจากที่พระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว คือพฤติกรรมหรือการกระทำของชาวพุทธ 4 เหล่าคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นั่นเอง มิได้เกิดจากผู้ที่มิได้นับถือพุทธศาสนาซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกแต่ประการใด

ดังนั้น ถ้าประเทศไทยซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนับถือศาสนาพุทธ ต้องการให้คำสอนของพระพุทธเจ้ายังคงอยู่ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต รัฐบาลไทยจะต้องทำนุบำรุงพุทธศาสนา โดยการส่งเสริมให้คนไทยซึ่งเป็นชาวพุทธ ทำหน้าที่ในฐานะเป็นพุทธบริษัท 4 แต่ละประเภท เช่น ให้ภิกษุศึกษาพระธรรมวินัย และปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลากิเลสแล้วนำผลที่ได้จากการศึกษา และปฏิบัติสั่งสอนประชาชนเพื่อนำคำสอนที่ได้รับไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เป็นต้น และขณะเดียวกัน ปกป้องพระพุทธศาสนาโดยการกำจัดนักบวชที่เป็นเหตุปัจจัยให้พระพุทธศาสนาเสื่อม เช่น ผู้ที่ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักบิดเบือนคำสอนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาลาภสักการะ รวมไปถึงผู้ที่ประกอบกิจกรรมซึ่งขัดต่อเพศภาวะของนักบวชในพุทธศาสนา เช่น ทำเครื่องรางของขลังขายหรือแจกจ่าย เพื่อสร้างศรัทธาหวังได้มาซึ่งลาภสักการะ

การปกป้องพระพุทธศาสนาจะต้องดำเนินการเป็นระบบ และมีขั้นตอน โดยยึดพระธรรมวินัย และกฎหมายปกครองสงฆ์เป็นหลัก ซึ่งดำเนินการได้ดังนี้

1. ควบคุมการเข้ามาบวชเป็นภิกษุ และสามเณร โดยตรวจสอบปริสสมบัติให้ครบถ้วน ตามพระวินัยบัญญัติเพื่อป้องกันผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และเป็นที่รังเกียจของผู้คนในสังคมเข้ามาบวช

2. ตรวจสอบ และกำกับดูแลให้องค์กรสงฆ์ฝ่ายปกครองจัดการศึกษาแก่ผู้ที่เข้ามาบวชตามหลักสูตรการศึกษา ทั้งในส่วนของพระวินัย และธรรมะ รวมถึงจัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ เพื่อลดละพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับเพศ และภาวะของนักบวช ทั้งนี้เพื่อให้ภิกษุ และสามเณรมีความรู้ มีความเข้าใจพระธรรมวินัยมากพอที่จะสั่งสอนชาวบ้านได้ และเป็นแบบอย่างในทางปฏิบัติ

3. ใช้พระวินัยและกฎหมายปกครองคณะสงฆ์กำจัดนักบวชที่อาศัยเพศและภาวะของนักบวช แสวงหาลาภสักการะเพื่อตนเอง และพวกพ้อง

แต่การจะดำเนินการตามขั้นตอน 3 ขั้นข้างต้น จะเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจังได้นั้น จะต้องมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักร โดยการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และจะต้องมีแบบการดำเนินงานชัดเจนในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวคือ 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี ทั้งจะต้องมีเป้าหมายชัดเจนแน่นอนว่า จะทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร มิใช่คิดไป ทำไปแบบวันต่อวัน และจะต้องไม่ทำอะไรแบบไฟไหม้ฟาง อย่างเช่นกรณีของวัดพระธรรมกายที่ดูเหมือนจบไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงไม่จบ ทั้งยังมีโอกาสพลิกฟื้นและเติบโตกว่าเดิมด้วย และที่เป็นเช่นนี้ ก็ด้วยลงรากเหง้าแห่งความเชื่อหรือศรัทธาแบบมืดบอด โดยลงรากหยั่งลึกลงไปในหมู่ชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเดิมประเภทศรัทธาอาศัยที่ยากจะถอนนั้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...