xs
xsm
sm
md
lg

ตามรอยจารเดช

เผยแพร่:   โดย: ไพรัตน์ แย้มโกสุม

การปรากฏขึ้นของสิ่งบางสิ่ง ย่อมมีเหตุมีผล แต่ก็มีการปรากฏขึ้นของสิ่งบางอย่างที่ไม่มีเหตุ ไม่มีผลหรือเหนือเหตุเหนือผลนั่นแล

ฉันมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ มันเลื่อนไหลออกมาจากข้างในสู่ข้างนอก ดังกลิ่นหอมของมวลบุปผาที่โชยกลิ่นขจรขจายไปทั่วอย่างไร้ขอบเขต หรือไร้พันธนาการ

กวีสี่แถวที่ฉันเขียนลงเฟซ ลงไลน์บ่อยๆ ให้มวลมิตรพินิจความตามใจชอบ หากลงในสื่อออนไลน์เช่นผู้จัดการออนไลน์ เป็นต้น ฉันก็จะขยายความให้พร้อมสรรพ ใครจะชอบหรือไม่ชอบเป็นเรื่องเฉพาะตน ไม่มีถูก ไม่มีผิด พิสัยแห่งอิสรภาพย่อมไร้ผู้ตัดสิน

“ตามรอยจารเดช
วิเศษผู้นำ
คิดทำเลิศล้ำ
เอาธรรมครองเมือง”

นั่นคือ กวีสี่แถวที่ผุดเกิดวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 2 ปีวอก จึงต้องตามรอยจารเดชต่อไป

9.00 น. รถออกจากบ้านพัก โดยมีน้องโบ๊ท นายธุวานนท์ เสวตร อสว.อาสาสมัครวัฒนธรรมอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย เป็นเพื่อนเดินทาง จุดหมายวัดหนองบัวเจ้าป่า อ.สตึก จ.บุรีรัมย์

เจอเพื่อนเก่า ประเสริฐ ยอดญาติไทย ศิษย์เก่าสระทองวิทยา ด้วยกัน บ้านอยู่หน้าวัดพอดี เรื่องราวต่างๆ จึงล่ายส้ายเข้ามา

คุณตาทองดี ศรีสง่า เป็นมัคทายก ลูกเขยท้าววรบุตร พาไปดูธาตุท้าวเดช (ผู้พ่อ) และท้าววรบุตร (ผู้ลูก) อัฐิหรือกระดูกเก็บไว้ธาตุเดียวกัน ตรงกำแพงวัดล็อกที่ 4

คุณยายคำ ลูกหลานท้าววรบุตร เห็นว่า ธาตุที่บรรจุกระดูกของท้าวเดช และท้าววรบุตร ไม่เหมาะสม ไม่สมเกียรติอดีตเจ้าเมือง และลูกเจ้าเมือง จึงนำกระดูกทั้งสองไปบรรจุไว้ที่ธาตุวัดป่าศรีหญ้าคา หมู่ที่ 6 ต.กระสัง อ.สตึก

วัดป่าศรีหญ้าคา หลวงพ่อทองใส รัตนะวงศะวัต ซึ่งเป็นลูกหลานท้าววรบุตร เป็นผู้สร้างและเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดแห่งนี้

ฉันและโบ๊ทจึงเดินทางต่อไปยังวัดดังกล่าว โดยมีคุณตาทราย นายประสิทธิ์ ยำรัมย์ อายุ 81 ปี หลานเขยท้าววรบุตร เป็นผู้นำทาง

พอถึงวัดมีเด็กวัดคนหนึ่งพาหาธาตุกระดูก หาตั้งนานแสนนานก็ไม่พบ จนกระทั่งเวลา 12.29 น. กำลังจะเดินทางกลับ ก็เห็นคุณตาคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดข้างรถ ถามว่า... “มาอะไรกัน และจะรีบไปไหน”

ฉันตอบว่า... “มาตามมาธาตุท้าวเดช และท้าววรบุตร หาเท่าไรก็ไม่เจอ”

คุณตาตอบว่า... “ไป จะพาไปดู ตั้งเท่อเล่ออยู่ข้างสระน้ำ บ่เห็นบ่”

ฉันและคณะรีบตามคุณตาไปดู

พอเจอะเจอ ฉันตกใจ อุทานดังๆ ว่า... “คุณตาทวดเดช ลูกหลานจากพยัคฆ์
ปะหลานมาหา” แล้วฉันก็ทำความเคารพธาตุ เดินสำรวจ ถ่ายภาพ ธาตุใหญ่โตมาก สมเกียรติเจ้าเมือง นายอำเภอ แต่แปลกใจไม่เห็นบันทึกอะไรไว้เลย

คุณตาพาเข้าไปในศาลาใหญ่ กราบพระพุทธรูป กราบอัฐิหลวงพ่อทองดี

สรุป ธาตุใหญ่ที่วัดแห่งนี้มีอัฐิท้าวเดช ท้าววรบุตร และหลวงพ่อทองดี รัตนะวงศะวัต บรรจุอยู่ ผู้ชี้ทางจนพบธาตุคือ คุณตาสุบัน จันทวาฤทธิ์ อายุ 75 ปี มีพยานที่รู้เห็นอีกคนหนึ่งคือ คุณตาดุล ศิริสุข อายุ 70 ปี การเดินทางวันนี้ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง

ก่อนลาจาก ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ในวัดถามว่า... “คุณตาเป็นไผ มาหาธาตุท้าวเดชเฮ็ดหยัง”

ฉันตอบว่า...ตาชื่อ พั่ว ดอกโกย ชื่อจริง ไพรัตน์ แย้มโกสุม อยู่พยัคฆภูมิพิสัย บ้านปะหลาน เป็นลูกคุณแม่สีดา เป็นหลานญาแม่สุวรรณทา เป็นเหลนพระศรีสุวรรณวงศา หรือท้าวจารเดช เจ้าเมืองพยัคฆ์คนที่ 2 นายอำเภอพยัคฆ์คนที่ 1 ตามหาธาตุตาทวดเดช เพื่อจะพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง...

ฉันและน้องโบ๊ทกลับถึงพยัคฆ์เวลา 16.00 น. ใช้เวลาเดินทางตามรอยจารเดชวันนี้ 7 ชั่วโมง

(ถามอีกครั้ง) ทำไมต้องตามหากระดูกจารเดชด้วยเล่า?

ก็อยากทราบว่า ละครฉากสุดท้ายของจารเดช จะจบลงอย่างไร ณ ที่ใด!

จารเดชหรือท้าวจารเดช ก็คือ พระศรีสุวรรณวงศา เจ้าเมืองพยัคฆภูมิพิสัย คนที่ 2 และนายอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยคนที่ 1

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2411-2453 หรือ ร.ศ. 87-129)

พระองค์ทรงมีพระสมัญญาว่า “ปิยมหาราช” เพราะพระองค์ทรงรักประชาชน ดังนั้น ประชาชนจึงรักพระองค์

เมื่อ พ.ศ. 2422 (ร.ศ. 98) พระองค์โปรดเกล้าฯ ตั้งบ้านเมืองเสือเป็น “เมืองพยัคฆภูมิพิสัย” ตั้งท้าวเทศเป็น “พระศรีสุวรรณวงศา” เจ้าเมืองพยัคฆภูมิพิสัยคนแรก

ดังนั้น บุตรพระรัตนวงศา (คำสิงห์) เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ คือ ท้าวเทศ ผู้พี่ และท้าวเดช ผู้น้อง จึงอพยพไพร่พลเมืองประมาณ 2,000 คนจากเมืองสุวรรณภูมิไปตั้งเมืองใหม่ตามที่โปรดเกล้าฯ

พอมาถึงบ้านนาข่า จึงตั้งเมืองพยัคฆภูมิพิสัยขึ้นที่นั่น จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2432 ท้าวเทศถึงแก่ชีวิต ท้าวเดช ได้รักษาการในตำแหน่งเจ้าเมืองคนที่ 2...

จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) ท้าวเดช ได้อพยพไพร่พลเมืองประมาณ 1,000 คนจากบ้านนาข่าไปตั้งเมืองใหม่ที่บ้านปะหลานตรงต้นค้างคาว

จนกระทั่งวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2441 ท้าวจารเดช ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นพระศรีสุวรรณวงศา เจ้าเมืองพยัคฆภูมิพิสัยคนที่ 2 ขึ้นแก่เมืองสุวรรณภูมิ (รักษาการอยู่ 9 ปี)

ก่อนหน้า พ.ศ. 2441 คือ พ.ศ. 2440 ได้มีการปฏิรูปการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาล มีการพิจารณาการปกครองใหม่ ยุบเมืองให้เป็นอำเภอ จังหวัด ตามสภาพหัวเมืองน้อยใหญ่ เจ้าเมืองเปลี่ยนฐานะเป็นผู้ว่าราชการเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ

เดือนกุมภาพันธ์ 2449 พระศรีสุวรรณวงศา (ท้าวจารเดช) เฝ้ารับเสด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่บ้านนาหาด เมืองพยัคฆภูมิพิสัย (ปัจจุบันอยู่อำเภอนาดูน) ร่วมกับขุนมัณฑลานุการ ข้าหลวงเมืองสุวรรณภูมิ (แสดงว่าจาก พ.ศ. 2440-2449 ท้าวเดชยังเป็นเจ้าเมืองอยู่)

วันที่ 5 มกราคม 2452 มีพระบรมราชานุญาตให้ถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งนายอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จ.ร้อยเอ็ด ได้ (จาก พ.ศ. 2449-2452 เป็นเวลา 3 ปีน่าจะเป็นตำแหน่งนายอำเภอ)

เมื่อหมดหน้าที่ผู้นำ ท่านก็ไปๆ มาๆ ระหว่างพยัคฆภูมิพิสัยกับสตึก เพราะทั้งสองแห่งมีลูกมีหลานตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่น

และท่านเสียชีวิตที่บ้านหนองบัวเจ้าป่า อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เมื่อ พ.ศ. 2476 (หลังลาออกจากราชการมาเป็นคนธรรมดานานถึง 24 ปี)

จารเดช เป็นผู้นำที่วิเศษหรือเหนือผู้นำโดยทั่วไปอย่างไร? คิดและทำในสิ่งที่ดีเลิศประเสริฐศรีอย่างไร?

คำตอบอยู่ที่... “เอาธรรมครองเมือง” นั่นเอง

พอพูดพอเขียนถึง “ธรรม” เรื่องนี้มิใช่เล็กน้อย เรื่องนี้กว้างใหญ่ไพศาล ดั่งจักรวาลปานนั้น

หยิบมาสักเล็กน้อย พอเป็นน้ำจิ้มก็แล้วกัน

ทุกวันนี้ (พ.ศ. 2559) เราชอบพูดตามรอยพ่อ หรือเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อ 13 ตุลาคม 2559 (วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น 2 ค่ำ เดือน 1 ปีวอก เวลา 19.56 นาฬิกา เรามีพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่รัชกาลที่ 10 คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร)

ตามรอยพ่อ ก็คือน้อมเอาพระบรมราโชวาท มาประพฤติปฏิบัตินั่นเอง เราพสกนิกรทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน จารเดชก็เช่นเดียวกัน จะต่างกันเพียงว่า อ่อน หรือเข้มเท่านั้น

จารเดช ท่านประพฤติปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทของทุกพระองค์ โดยเฉพาะรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

คำว่า “จาร” แปลว่า จด, เขียนอักขระมักหมายถึงการใช้เหล็กแหลมเขียนลงใบลานให้เป็นรูปรอยอักขระ

“จารย์” อีกคำหนึ่งเป็นคำถิ่นอีสาน ใช้เรียกผู้เคยบวชเรียนได้เถรภูมิแล้วสึกออกมา

“เถรภูมิ” คือชั้นพระเถระ ทางคณะสงฆ์จัดภิกษุเป็น 3 ชั้นคือ นวกภูมิ มีพรรษาต่ำกว่า 5, มัชฌิมภูมิ มีพรรษาตั้งแต่ 5 ถึง 9, เถรภูมิมีพรรษาตั้งแต่ 10 ขึ้นไป

ฉันและคนอื่นๆ แม้จะไม่ได้บวชเรียนในระบบ แต่ก็เรียกฉันและคนอื่นๆ ว่า จาร ได้ เพราะฉันและคนอื่นๆ ชอบขีดๆ เขียนๆ หรือจด หรือบันทึกอยู่เสมอนั่นเอง

ญาแม่สุวรรณทา หรือญาแม่ทา หรือคุณยายทาของฉัน ท่านเล่าให้ฟังว่า...

ญาพ่อเดช หรือญาพ่อจารเดช เพิ่น (ท่าน) รักษาศีล 5 เป็นปกติ ในวันพระเพิ่นจะรักษาศีล 8 และมักเจริญภาวนา ทั้งสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา หรือเรียกว่า กรรมฐาน นั่นเอง

เวลาเพิ่นว่าราชการบ้านเมือง แม่ใหญ่ก็มักจะไปนั่งอยู่ในที่ประชุมเสมอ ได้รับความรู้ต่างๆ ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ดีให้เจริญ ชั่วให้ละ

คุณยายทา เล่าต่อ...ในที่ประชุมราชการงานบ้านเมือง วันหนึ่งญาพ่อเดช บอกว่า...การทำงานราชการแผ่นดิน อย่าให้ราษฎรได้รับความยากแค้นเดือดร้อนใดๆ เวลาพิจารณาคดีต่างๆ อย่าตั้งอยู่ในอคติทั้ง 4 คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ อย่าให้กอบไปด้วยความอิจฉาริษยาพยาบาทจองเวร ให้พิจารณาเป็นยศเป็นธรรม โดยอุเบกขาญาณอันประเสริฐ อย่าให้อาสัจอาธรรม เห็นแก่หน้าบุคคล และอามิสสินจ้างสินบน ให้ชักชวนกันทำบุญให้ทาน เจริญเมตตาภาวนา สดับฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล 5 เป็นนิจศีล ศีล 8 เป็นอติเรกศีล และให้ตั้งอยู่ในทศกุศลกรรมบถ...

“แม่ใหญ่ครับ ทศกุศลกรรมบถ คืออะไร ช่วยอธิบายหน่อยครับ” ฉันขัดจังหวะกลางครัน

แม่ใหญ่ ตอบว่า... “อ๋อ คือทางทำความดี 10 อย่างได้แก่ หนึ่ง-อย่าฆ่าสัตว์ สอง-อย่าลักทรัพย์ สาม-อย่าผิดในกาม สี่-อย่าพูดเท็จ ห้า-อย่าพูดส่อเสียด หก-อย่าพูดคำหยาบ เจ็ด-อย่าพูดเพ้อเจ้อ แปด-อย่าอยากได้ของเขา เก้า-อย่าคิดร้ายผู้อื่น สิบ-เห็นชอบ ถูกต้องตามคลองธรรม

“แม่ใหญ่ ทำไมจำได้” ฉันสงสัย

“ฟังบ่อย ระลึกถึงบ่อย ใช้บ่อย ก็เลยจำได้ จะคิดจะทำอะไร ให้เอาให้ยึด 10 ข้อเป็นหลักแล้วความสุขความสงบก็จะเกิดขึ้น” แม่ใหญ่ตอบคล่องปานท่องมา

ธรรมดาคุณยายทา จะไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ชอบอยู่เงียบๆ กับลูกหลาน ถามมา ก็ตอบไป แบบตรงไปตรงมา

เรื่องท้าวจารเดช ผู้นำที่ซื่อสัตย์ ถือพระบรมราโชวาทเป็นหัวใจ คงไม่จบง่ายๆ แม้จะพบธาตุเก็บกระดูกแล้ว เพราะคุณยายทา บุตรสาว ยังมีเรื่องเล่าให้ฟังอีกมากมาย

รวมทั้ง 3 เชื้อสายลูกหลานจารเดช เช่น จารนวย (แม่ทัพใหญ่) จารทอง (พหูสูตร) จารรัตน์ (จังซั่นละ) เป็นต้น ยังเดินหน้าต่อไปเพื่อ “ขุดรากเหง้า เอามาพัฒน์”

ประวัติศาสตร์มิใช่ซากศพซากวัตถุที่ไร้สาระ แต่เป็นอดีตที่มีคุณค่า มีชีวิตชีวา สามารถกระตุกจิตสำนึกให้ผู้คนตื่นรู้ ได้รู้จักตน รู้จักบ้านเมืองของตน แล้วจะทำอะไรให้ตน ทำอะไรให้บ้านเมืองของตน

โจทย์นี้มีคำตอบในเรื่อง “ยายเล่าให้ฟัง” อยากรู้ อยากเห็น อยากมีส่วนร่วม โปรดติดตามในตอนต่อไป
ประตูเข้าวัดหนองบัวเจ้าป่า อ.สตึก จ.บุรีรัมย์
(ซ้ายไปขวา) คุณตาประเสริฐ ยอดญาติไทย บ้านอยู่หน้าวัด ผู้ให้ข้อมูลเบื้องต้น คุณตาทองดี ศรีสง่า อายุ 79 ปี ลูกเขยท้าววรบุตร ผู้บอกธาตุท้าวเดช อยู่ตรงกำแพงล็อกที่ 4 ตรงที่ยืนอยู่นั่นแหละ คนสุดท้าย ผู้เขียน
วัดป่าศรีหญ้าคา (วัดป่าบ้านหญ้าคา) ต.กระสัง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ สถานที่ตั้งธาตุท้าวเดช ท้าววรบุตร และหลวงพ่อทองใส รัตนะวงศะวัต
คุณตาประสิทธิ์ (ทราย) ยำรัมย์ อายุ 81 ปี ผู้นำทางไปวัดป่าศรีหญ้าคา คุณธุวานนท์ (โบ๊ท) เสวตร อสว.พยัคฆภูมิพิสัย ผู้ร่วมเดินทางวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559
นี่คือธาตุบรรจุกระดูกท้าวเดช เจ้าเมืองพยัคฆ์ ตามมาหลายปีอยู่วัดป่าศรีหญ้าคา นี่เอง
(ซ้ายไปขวา) คุณตาทราย, คุณตาสุบัน จันทวาฤทธิ์ อายุ 75 ปี ผู้ชี้บอกธาตุท้าวเดช