xs
xsm
sm
md
lg

สปท.สวนทางหลักพอเพียง

เผยแพร่:   โดย: วิทยา วชิระอังกูร


ในท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของประชาชนชาวไทยที่สูญเสียศูนย์รวมใจ และพ่อแห่งแผ่นดินอันเป็นที่รักยิ่งของคนไทย 

และในท่ามกลางความพยายามที่จะแปรความเศร้าโศกเสียใจมาทำความดีเพื่อพ่อ ด้วยการดำเนินตามรอยพระบาท และยึดหลักความพอเพียงที่พระองค์ท่านทรงสั่งสอนชี้แนะมาเป็นเวลานานด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทั่วโลกต่างยอมรับ ไม่น่าเชื่อเลยว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้งของคณะทหารที่ปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้ จะมีคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ สปท.กล้าเสนอแนวคิดที่สวนกระแสกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ คือการเสนอเพิ่มเงินเดือนให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส.และ ส.ว.ให้เทียบเท่าเงินเดือนหรือค่าตอบแทนขององค์การบริหารธุรกิจภาคเอกชนเป็นเงิน 2-3 แสน

แนวคิดนี้แม้จะยังไม่ผ่านการลงมติของ สปท.แต่ก็ทำให้ผู้คนที่ได้ยินได้ฟังจากถ้อยแถลงของนายสมพงษ์ สระกวี สมาชิก สปท.เกิดความรู้สึกผิดหวังต่อวิธีคิดในการปฏิรูปประเทศ ที่ไม่เคยคิดจะเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทแต่ประการใดเลย

หลักคิดที่ว่าให้เงินมากๆ เพื่อป้องกันการคอร์รัปชันนั้น ทำให้คิดถึงผู้ที่เคยมีอำนาจรัฐในยุคหนึ่งกับประโยคที่ว่า “รวยแล้วไม่โกง” น่าจะเป็นอุทธาหรณ์ให้เห็นชัดได้ว่า คนจะโกงมันไม่เกี่ยวกับเงินน้อยเงินมากเลย หากแต่มันจะเกิดจากมโนสำนึก ที่รู้จักเพียงพอ ตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ทรงชี้แนะไว้ต่างหากเล่า ถ้ายึดหลักเพียงพอ ก็ย่อมจะไม่มีกิเลสโลภหลง และไม่คิดกอบโกยโกงกินเข้าใส่ตัวอย่างที่นักการเมืองส่วนใหญ่ในประเทศนี้ทำกันมายิ่งรวยก็ยิ่งโกง เพราะไม่เคยรู้จักคำว่าเพียงพอนั่นเอง

เมื่อมีการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐจากรัฐบาลขี้โกงได้หมาดๆ ในเดือนพฤษภาคม 2557 ก่อนการแต่งตั้ง สนช. และ สปช.ผมเคยเขียนบทความเสนอแนวความคิดหลายครั้งว่า เป็นโอกาสอันดียิ่งคณะทหารที่กุมอำนาจรัฐจะทำให้นักการเมือง “อาชีพ” เปลี่ยนไปเป็นนักการเมือง “อาสา” ซึ่งน่าจะถูกต้องตรงตามตรรกะที่ว่า

การทำงานการเมืองเป็นการเสียสละทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม คนที่รักชาติจริงและต้องการรับใช้บ้านเมืองจึงควรจะเป็นงานอาสา ไม่ใช่ยึดเป็นอาชีพเหมือนที่เป็นมา โดยหลายจังหวัดหนักข้อถึงขนาดตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลายเป็นสมบัติส่วนตัวประจำแต่ละตระกูลที่มีการสืบทอดทายาทกันอย่างไม่มีความละอาย

การมีอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากการรัฐประหาร จึงน่าจะทำได้ง่าย โดยการกำหนดให้ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. และ สปช.ไม่มีเงินเดือน ให้มีเพียงเบี้ยประชุม และการเบิกค่าเดินทางตามที่จ่ายจริง ซึ่งถ้าคณะทหารทำได้เช่นนั้นแล้ว

การเลือกตั้งครั้งต่อไป นักการเมืองที่จะเข้ามาเป็น ส.ส หรือ ส.ว.ก็จะได้กำหนดตามแบบอย่าง คือเป็นงานอาสาที่ไม่มีเงินเดือน แต่น่าเสียดายที่ คสช.ไม่คิดจะปฏิรูปการเมืองเยี่ยงที่เสนอนั้นกลับแต่งตั้ง สนช.โดยลอกเลียนแบบ ส.ส.ในระบบการเมืองเก่าอย่างไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ทั้งในเรื่องเงินเดือนและอภิสิทธิ์ต่างๆ แล้ว สนช.ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช.ก็ทำเลียนแบบ ส.ส.อย่างน่าเกลียดในการแต่งตั้งผู้ช่วยผู้เชี่ยวชาญอย่างที่ปรากฏให้เห็นที่ผ่านมา

รัฐประหารผ่านมาสองปีกว่า การปฏิรูปการเมืองที่ยังไม่เป็นมรรคเป็นผลแต่อย่างใด คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบการเมืองของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็กลับมามีแนวคิดตื้นๆ ด้วยการเสนอให้มีการขึ้นเงินเดือนแก่ตำแหน่งทางการเมือง และ ส.ส.อีกตำแหน่งละ 2-3 แสน โดยเหตุผลข้ออ้างที่ไร้ตรรกะว่า เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน ซึ่งได้ยินได้ฟังแล้วก็รู้สึกผะอืดผะอมอย่างบอกไม่ถูก ถ้าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคิดกันได้ตื้นๆ แค่นี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ไม่มีหวังใดให้หวังได้อีกต่อไป คำว่า “เพียงพอ” ก็เป็นได้เพียงลมปากที่ทำให้ดูดีโดยไม่มีใครคิดจะยึดถือตามรอยพระบาทอย่างแท้จริงเลย นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา ผมเขียนถึงพ่อแห่งแผ่นดินที่เสด็จสู่สรวงสวรรคาลัยทุกๆ คืน ด้วยความรักอาลัยพระองค์ท่านอย่างสุดหัวใจ

“เศรษฐกิจพอเพียง”
พ่อสอน เศรษฐกิจพอเพียง
ชี้แนว ลดเสี่ยง หล่อเลี้ยงวิถี
ให้กินอยู่ อย่างเพียงพอ อย่างพอดี
เป็นอยู่ มีเหตุผล พอประมาณ
พ่อเพียร ชี้เพียรแนะ มานานมาก
ทำสิ่งยาก ให้ง่าย ให้คิดอ่าน
ทำให้เห็น ให้จับต้อง อย่างพ้องพาน
เป็นวิทยาทาน ศาสตร์พระราชา
พ่อเล็งเห็น หายนะ แห่งทุนนิยม
เพียรชี้ปม ให้เห็น ให้ศึกษา
เศรษฐกิจ ที่เหมาะสม กับฐานา
เศรษฐกิจ ที่พึ่งพา ด้วยตนเอง
ทุกรัฐบาล ฟังคำพ่อ แต่เพิกเฉย
นักการเมือง อ้างเอ่ย อย่างโฉงเฉง
แต่ยังยึด ทุนนิยม ถมละเลง
ฟังพ่อ แต่ไม่เพ่ง ที่พ่อทำ
ทุนนิยมเสรี จึงเริงร่า
ไหลบ่าท่วม ประเทศ เขมือบขย้ำ
มือใครยาวสาวได้ ในมืดดำ
รวยผูกขาด อิ่มหนำ ไม่นำพา
จน-รวย ช่องว่าง ยิ่งถ่างกว้าง
เศรษฐกิจโลก หมุนคว้าง จึงรู้ค่า
“พอเพียง” ที่พ่อเน้น เป็นปรัชญา
กับศาสตร์พระราชา ที่ยั่งยืน
พ่อสอน เศรษฐกิจพอเพียง
ให้อยู่เยี่ยง คนไทย ที่รู้ตื่น
ให้เป็นตัว ของตัวเอง อย่างกลมกลืน
ไม่ไหลตาม กระแสคลื่น ทุนนิยม
ต่อแต่นี้ จะมีเพียง คำพ่อสอน
ถ้ารักพ่อ ต้องย้อนไป เพาะบ่ม
ศาสตร์พระราชา ที่แหลมคม
ความพอเพียง ที่เหมาะสม สังคมไทย

                ว.แหวนลงยา
กำลังโหลดความคิดเห็น...