xs
xsm
sm
md
lg

กรณีเงินแผ่นดินของประชาชนที่ต้องตรวจสอบได้ของเจ้าคุณเสนาะและ NGO ตระกูล ส

เผยแพร่:   โดย: อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

อาจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและบริหารความเสี่ยง สาขาวิชาวิเคราะห์ธุรกิจและการวิจัย
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
http://as.nida.ac.th/th/


การที่เจ้าคุณเสนาะ วัดสระเกศกระทำอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตายด้วยการใช้รัดประคดผูกคอจนขาดอากาศหายใจนั้น ทางนิติเวชวิทยาก็ไม่ได้ฟันธงลงมาว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรือถูกฆ่าตาย แต่บอกเพียงว่าเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ เจ้าคุณเสนาะเป็นพระราชาคณะชั้นพรหมหรือรองสมเด็จพระราชาคณะรอขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะทั้งยังเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ รักษาการสมเด็จพระสังฆราชเอง

เจ้าคุณเสนาะมีข่าวคราวมัวหมองเรื่องเงินๆ ทองๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินของวัดโสธร ที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งเจ้าคุณเสนาะเคยเป็นเจ้าคณะภาคและเคยรักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธร จนเกิดปัญหาการขัดแย้งกันภายในวัดอย่างรุนแรงเรื่องผลประโยชน์เงินทอง ล่าสุดเงินช่วยงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว เจ้าอาวาสวัดสระเกศ รักษาการสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนจำนวน 67 ล้านบาท สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้เข้าไปตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินของประชาชน และถูกร้องเรียนมาและพบว่ามีมูลจริง โดยหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือตู้สังเค็ด ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว จะเป็นตู้พระไตรปิฎกสำหรับทำบุญถวายวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นการบำเพ็ญกุศลให้ศพของผู้วายชนม์อันเป็นธรรมเนียมที่มีมาช้านาน สิ่งที่น่าสนใจคือที่ตู้สังเค็ดดังกล่าวทุกใบมีตราสลักว่าสร้างถวายโดยบริษัทเครื่องดื่มที่เจ้าสัวครอบครองที่ดินเยอะอันดับต้นๆ ในประเทศไทย แต่กลับมีใบเสร็จรับเงินมาเบิกเงินแผ่นดินไปกว่า 30 ล้านบาท ทำให้ สตง. ไปตรวจสอบที่บริษัทเครื่องดื่มแห่งนั้นทำให้ทราบว่ามีใบเสร็จปลอมมาตั้งเบิกเงินแผ่นดินจากของที่ได้มีคนถวาย ซึ่งเป็นการยักยอกเงินแผ่นดิน

ผลของการยักยอกเงินแผ่นดินนั้น น่าจะร้อนแรงกว่าเงินชาวบ้านประชาชนหลายเท่านัก ประการแรกเจ้าคุณเสนาะคงไม่พ้นปาราชิก ตามพระธรรมวินัย ประการที่สอง เมื่อพ้นปาราชิกแล้วเจ้าคุณเสนาะก็ต้องพ้นไปจากตำแหน่งเจ้าคุณชั้นพรหมไปด้วย ประการที่สาม ถ้าว่ากันตามหลักกฎหมายแล้วเจ้าคุณเสนาะก็ควรต้องอาญาแผ่นดิน การที่นายวิษณุ เครืองามออกมาแถลงว่าเจ้าคุณเสนาะนั้นไม่มีความผิดอะไรจึงเป็นเรื่องที่ผิดมโนธรรมสำนึกและผิดหลักวิญญูชนซึ่งนักกฎหมายทั่วๆ ไปพึงมี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องในกรณีเดียวกับนายไชยบูลย์ สุทธิผล แห่งวัดพระธรรมกาย ซึ่งต้องปาราชิกแล้วจากการยักยอกฉ้อโกงทรัพย์ ตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ผู้ล่วงลับไปก็มีการโต้แย้งแบบศรีธนญไชยว่าเมื่อคืนเงินแล้วก็ไม่ผิด จริงอยู่ว่าคดีอาญาแผ่นดินนั้นจบไปเพราะเจ้าคุณเสนาะได้ลาโลกไปแล้ว แต่ก็ไม่ควรจะบิดหลักศีลธรรมหรือหลักกฎหมายไปจากความเป็นจริง

กรณีของ สสส. มี NGO ได้รับเงินจาก สสส. จำนวนมาก และมีปัญหาเรื่องการไม่จ่ายภาษี โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นการรับจ้างทำของ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้กฎหมายได้เขียนไว้ชัดเจนว่ามูลนิธิจะได้รับการยกเว้นภาษีต้องทำเรื่องขอไปเป็นรายๆ จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ซึ่งมูลนิธิต่างๆ ในตระกูล ส แทบทั้งหมดก็ไม่ได้รับอนุญาตเช่นนั้น หนำซ้ำกรมสรรพากรยังตรวจสอบพบว่ามูลนิธิเหล่านี้กว่า 100 มูลนิธิ เมื่อได้เงินไปจาก สสส. ก็นำไปจ่ายค่าจ้างเงินเดือน แต่ไม่ยอมจ่าย http://thaipublica.org/2016/01/thaihealth-20-01-2559/ จนทำให้เกิดความสงสัยว่า ตระกูล ส จะมีจุดจบเหมือน Al Capone หรือไม่ ดูรายละเอียดได้ใน http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9590000007274

ล่าสุดนอกจากการตรวจสอบการเสียภาษีแล้ว สตง. ได้เข้าตรวจโครงการต่างๆ ของ สสส. พบว่ามีความผิดปกติและทำผิดมากมาย ต้องเรียกเงินคืนจำนวน 148 ล้านบาท ดูรายละเอียดได้ใน http://thaipublica.org/2016/01/thaihealth-25-1-2559/ ตัวอย่างการทำผิดทางการเงินได้แก่

การเบิกค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศไม่ถูกต้อง ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมในต่างประเทศโดยไม่มีใบเสร็จรับเงิน มีการเบิกจ่ายค่าเบี้ยประชุมซ้ำซ้อน การอุดหนุนโครงการที่จ่ายให้กับผู้รับทุนที่มูลนิธิ สมาคม และบุคคลธรรมดา ไม่มีการหักและนำส่งภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ไม่ปิดอากรแสตมป์ในสัญญาให้ทุนสนับสนุนโครงการ การจัดซื้อจัดจ้างทำแค่ใบสั่งซื้อ สั่งจ้างไม่ทำเป็นสัญญา การจัดทำงบประมาณไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม รวมทั้งการประเมินการดำเนินงานไม่บรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัด เป็นต้น

สตง. ได้มีคำสั่งให้เรียกเงินคืนนำส่งเป็นรายได้ สสส. และกำกับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ซึ่งผู้ที่ถูกเรียกเงินคืนมีตั้งแต่อดีตผู้จัดการ สสส. รองผู้จัดการ รองประธานคนที่ 2 ผู้บริหารแผนคณะต่างๆ ผู้อำนวยการฝ่าย รวมทั้งพนักงานทั่วไป”

สำหรับการเบิกจ่ายเงินของผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ กรรมการ ที่ปรึกษาอื่นๆ ที่ สตง. ขอให้เรียกเงินคืน สสส. รวมทั้งหมดเป็นเงิน 8.3 ล้านบาท ได้แก่

1. ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมในต่างประเทศโดยไม่มีใบเสร็จรับเงิน เช่น ดูงาน World Social Marketing Conference ประเทศแคนาดา, GAPC 2013 ประเทศเกาหลีใต้ เฉพาะงานนี้มีรายชื่อผู้สื่อข่าว 4 ฉบับด้วย, 2014 Global Summit on Physical Activity of Children ประเทศแคนาดา รวมทั้งการดูงานที่ฟินแลนด์ บราซิล มาเลเซีย เป็นต้น เป็นเงินประมาณ 500,000 บาท
2. ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินไปต่างประเทศ โดยไม่มีเอกสารยืนยันการเดินทาง (Boarding pass) รวมเป็นเงิน 7.3 ล้านบาท
3. ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปต่างประเทศที่เบิกจ่ายเกินสิทธิของรองประธานคนที่ 2, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ, ที่ปรึกษา สสส. และกรรมการประเมินผลการดำเนินงานกองทุน เป็นเงินรวม 70,000 บาท
4. ค่าเบี้ยเลี้ยงของบุคคลที่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง สสส. ซึ่งไม่สามารถเบิกจ่ายตามระเบียบ สสส. เป็นเงิน 273,500 บาท
5. ค่าเบี้ยเลี้ยงกรณีที่มีอาหารเลี้ยงครบ 3 มื้อจึงไม่มีสิทธิเบิกจ่าย เป็นเงิน 112,600 บาท
6. ค่าเบี้ยเลี้ยงที่ผู้เดินทางเบิกจ่ายไม่ได้ตามระเบียบ 25,650 บาท
7. ค่าเบี้ยประกันภัยเดินทางที่เบิกจ่ายไม่ได้ 35,575 บาท
8. ค่าที่พักในต่างประเทศที่เบิกเกิน 20,000 บาท

สตง. ยังประสบปัญหาที่ สสส ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ (ซึ่งคนที่บริสุทธิ์และมือสะอาดจริงย่อมไม่กลัวการตรวจสอบ) โดยไม่มีการจัดเก็บเอกสารหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินให้ถูกต้อง โดยเฉพาะโครงการที่ได้รับเงินอุดหนุนไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม และไม่สามารถหาเอกสารให้ตรวจสอบได้จำนวน 28 โครงการ คิดเป็นวงเงิน 148.23 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.51 จากที่ทดสอบจำนวน 193 โครงการ และเมื่อ สตง. ขอทดสอบระบบการบันทึกข้อมูลโครงการ สสส. ไม่อนุญาตให้เข้าถึงระบบดังกล่าว โดยแจ้งว่าระบบยังไม่สมบูรณ์ นับว่าเป็นผลงานของ สสส ที่สังคมไทยควรชื่นชมคนดีๆ อย่างหาได้ยากแบบ สสส. เป็นอย่างยิ่ง คนดีที่ไม่จ่ายภาษี คนดีที่ไม่ยอมให้ตรวจสอบทางการเงิน

สตง. ควรที่จะเข้าไปตรวจการใช้เงินในมูลนิธิต่างๆ ของตระกูล ส NGO อื่นๆ ที่ได้เงินไปจาก สสส. โดยเฉพาะโครงการที่ใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์และมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งมีเม็ดเงินมหาศาลนับหมื่นล้านบาท ซึ่งน่าจะมียอดเงินแผ่นดินที่ถูกฉ้อโกงไปไม่น้อยกว่ากรณีของเจ้าคุณเสนาะ
กำลังโหลดความคิดเห็น...