xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

หมายจับ “ผู้การโจ้” เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์
ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ประกาศเสียงแข็งมาหลายวันว่า “ไม่มี๊ ไม่มี” นายทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีแอบอ้างสถาบันเรียกรับผลประโยชน์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

แต่แล้วในที่สุดความจริงก็คือความจริง และเป็นความจริงตามกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า มี นายทหารยศ พล.ต.และ พ.อ. เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง และพ.ต.ต. ปรากรม วารุณประภา หรือสารวัตรเอี๊ยด

และนายทหารคนแรกที่ถูกออกหมายจับว่าร่วมก๊วนกับ “หมอหยอง” ซึ่งชัดเจนแล้วว่า “เสียชีวิตเพราะติดเชื้อในกระแสเลือด” ไปแล้ว ก็คือ “พ.อ.คชาชาติ บุญดี” หรือผู้การโจ้ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 (ฝสธ.ทภ.3) นายทหารคนดังที่หอบเงินนับร้อยล้านบาทหนีเข้าประเทศพม่าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่หมายจับจะออกมา

ถามว่า การเสียชีวิตของหมอหยองซึ่งต้องคดีเดียวกันที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน

ตอบว่า สำคัญ เพราะนี่เป็นการเสียชีวิตเป็นรายที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้สารวัตรเอี๊ยด-พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา ตัดสินใจผูกคอตายในห้องขังไปเป็นศพแรก

แต่เมื่อเทียบกับการออกหมายจับ “ผู้การโจ้” แล้ว การเสียชีวิตของหมอหยองดูจะลดระดับความสำคัญลงไปพอสมควร เพราะเป็นที่รับรู้ว่า พ.อ.คชาชาต บุญดีคือนายทหารที่มีความใกล้ชิดกับใคร

รวมถึงในเวลาต่อมายังมีการเปิดเผยถึงความไม่ชอบมาพากลใน “อุทยานราชภักดิ์” ซึ่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่ปัจจุบันรั้งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นั่งเป็น “ประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์” อีกด้วย

หมายจับ “เสธ.โจ้” สะเทือนถึงดวงดาว

หลังจากใช้คำย่อว่า “พันเอก” มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งหมอหยองแอบอ้างเบื้องสูงเรียกรับผลประโยชน์มาได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดเรื่องก็ชัดเจนในวันที่ 9 พฤศจิกายน 258 เมื่อ พล.อ.ประวิตรยอมรับจากปากของตัวเองว่า มีนายทหารเข้าไปเกี่ยวข้องจริง และนายทหารคนนั้นก็คือ พ.อ.คชาชาต บุญดี นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 (ฝสธ.ทภ.3)

พร้อมๆ กับที่ในวันเดียวกันนั้นเองศาลทหารกรุงเทพได้อนุมัติหมายจับ พ.อ.คชาชาต พร้อมกับนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ เลขาฯ หมอหยองได้มายื่นขออำนาจศาลตามที่ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผอ.ส่วนกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน. และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายหน่วยเฉพาะกิจการข่าว คสช. ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษทั้ง 2 คน ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้นเพื่อแสดงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือในความผิดฐานอื่นที่พบภายหลัง

คำถามก็คือ พ.อ.คชาชาตคือใคร? และรายละเอียดการกระทำความผิดของ พ.อ.คชาชาตนั้นเป็นอย่างไร?

ความจริงหากยังจำกันได้ ชื่อของ พ.อ.คชาชาตได้ปรากฏตามสื่อต่างๆ จากกรณีความขัดแย้งในการแต่งตั้งโยกย้ายนายนายทหารระดับพันเอกพิเศษ รองนายพลและผู้การกรมจำนวน 271 นาย ระหว่าง “พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร” กับ “พล.อ.ธีรชัย นาควานิช”

โดยเรื่องของเรื่องมีมูลเหตุมาจากการพล.อ.ธีรชัยไม่พอใจที่ พล.อ.อุดมเดชลงนามคำสั่ง ทบ.ที่ 579/2558 ให้ พ.อ.คชาชาต ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์(ผบ.ป.1 รอ.) ขึ้นรองนายพลเป็นรองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11(รองผบ.มทบ.11) ก่อนเกษียณอายุราชการในเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบกเพียงแค่ 1 วัน ซึ่งตามธรรมเนียมหรือ “ขนบ” ของ ทบ.นั้น คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายพันเอกพิเศษทั้งระดับรองนายพล หรือผู้การกรมจะต้องให้ ผบ.ทบ.คนใหม่เป็นคนจัดทำและลงนาม

เมื่อ พล.อ.ธีรชัยรั้งตำแหน่ง ผบ.ทบ.จึงมีคำสั่งเด้ง พ.อ.คชาชาต เข้ากรุไปเป็น “ฝ่ายประจำเสนาธิการกองทัพภาคที่ 3” และบานปลายไปถึงการที่ พล.อ.ธีรชัยมีคำสั่งให้รื้อกำแพงหรือฉากหลังพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หน้า บก.ทบ. รวมทั้งมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่จากกรมการทหารช่าง นำแผ่นโลหะมาปิดทับบ่อน้ำพุบริเวณ ลานด้านหน้า อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบก และอนุญาตให้รถยนต์ของกำลังพล รวมถึงผู้ที่มาติดต่อราชการกองทัพบก ได้จอดรถบริเวณด้านหน้าอาคารได้อีกด้วย ซึ่งบ่อน้ำพุและ ลานจอดรถได้ทำการปรับปรุงใหม่ในสมัยที่ พล.อ.อุดมเดช เป็น ผบ.ทบ.

ดังนั้น เมื่อมีการออกหมายจับ พ.อ.คชาชาต จึงไม่อาจหยุดยั้งความกระหายใคร่รู้ของสังคม เพราะเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า พ.อ.คชาชาตคือใคร

รวมถึงเป็นเหตุให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ออกมายอมรับถึงหมายจับ พ.อ.คชาชาตเป็นคนแรก ส่วนอะไรเป็นเหตุและปัจจัยให้ พล.อ.ประวิตรต้องออกมาชี้แจงแทนที่จะเป็น พล.อ.ธีรชัย ซึ่งเป็น ผบ.ทบ.นั้น ไม่อาจคาดเดาได้

สำหรับความผิดของ พ.อ.คชาชาตผู้กว้างขวางแห่งลุ่มน้ำสาละวินนั้น ตาม หมายจับที่ศาลทหารได้อนุมัติระบุเอาไว้ชัดเจนว่า พ.อ.คชาชาตมีส่วนเกี่ยวข้องใน 2 คดี คดีแรกคือ พฤติการณ์คือแอบอ้างเบื้องสูงในการดำเนินกิจกรรมสำคัญที่ได้จัดขึ้นไปแล้ว เหตุเกิดกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ถ.พหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน และบริษัทซีพีออลล์ แขวงสีลม เขตบางรัก เมื่อปลายเดือน พ.ค.-ส.ค.2558 ส่วนคดีที่ 2 พฤติการณ์ คือ แอบอ้างเบื้องสูง ในการดำเนินกิจกรรมสำคัญที่กำลังจะจัดขึ้น เหตุเกิดบริษัทคิงพาวเวอร์ จำกัด ถ.ซอยรางน้ำ แขวงพญาไท เขตราชเทวี เมื่อวันที่ 20 ก.ย.58

แต่ข้อมูลที่ลึกลับซ้อนนอกเหนือจากนั้น หรือถ้าใช้คำว่ารายละเอียดของพฤติการณ์แห่งคดีมีอยู่ว่า ในช่วงก่อนจัดกิจกรรมสำคัญในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้สนับสนุนนำเสื้อยืดกิจกรรมมาส่งที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง มีนายทหารยศ พล.ต.และ พ.อ.เกณฑ์ทหารมาแพ็กเสื้อยืดจำนวนหลายหมื่นตัวภายในค่ายทหาร โดยเหตุที่ใช้สถานที่ดังกล่าวเพราะ พล.ต.ผู้เกี่ยวข้องมีตำแหน่งสูงสุดในค่ายทหารแห่งนี้

นอกจากนี้ แนวทางการสืบสวนยังพบอีกว่าเสื้อที่ใช้ในกิจกรรมสำคัญครั้งนั้นมีต้นทุนการผลิตเพียงตัวละ 140 บาท แต่กลับมีการแจ้งราคาต้นทุนการผลิตเป็นตัวละ 280 บาท ให้กับภาคเอกชนผู้สนับสนุนรับทราบ ทั้งหมดอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน

ทั้งนี้ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกเปิดเผยว่า หลังจากที่มีการแจ้งข้อหา พ.อ.คชาชาต ทางต้นสังกัดได้เสนอขอให้ ปลดออกจากราชการ เนื่องจากต้องหาคดีอาญาฯ และหลบหนี ปัจจุบันจึงได้มีคำสั่งกระทรวงกลาโหมปลดออกจากราชการแล้ว

ขณะที่อีก “1 พลตรี” นั้น ต้องบอกว่า นับตั้งแต่เกิดคดีหมอหยองแอนด์เดอะแก๊ง ก็หายหน้าหายตา โดยมีกระแสข่าวมาตลอดว่า ได้ตัดสินใจลาออกจากราชการทหารแล้ว กระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา “บิ๊กติ๊ก-พล.อ.ปรีชา จันทร์ปรีชา” ปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ออกมายอมรับว่า นายทหารยศพลตรีอีกคนหนึ่งที่ถูกพาดพิงได้ทำหนังสือลาออกและส่งมาถึงกระทรวงกลาโหมแล้วตั้งวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงกลาโหม

และเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 พล.อ.ประวิตรก็ออกมายอมรับว่าได้ลงนามอนุมัติในหนังสือขอลาออกจากราชการของนายทหารยศ พลตรี ที่มีกระแสว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด กฎหมายอาญา มาตรา 112 ไปแล้ว

ทว่า ยังไม่มีการเอ่ยชื่อเท่านั้นว่า พลตรีคนนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร

“บิ๊กโด่ง” รับว่าแอบอ้างจริง แต่ขอให้ “เชื่อ” และยันมีเจตนาบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ทำให้ พล.อ.อุดมเดชต้องลุกขึ้นมาชี้แจงเกี่ยวกับเสียงร่ำลือในโครงการอุทยานราชภักดิ์ก็เพราะโครงการนี้ดำเนินการ ก่อสร้างในยุคที่ พล.อ.อุดมเดชเป็น ผบ.ทบ. และ ณ ปัจจุบันก็ยังนั่งเป็น “ประธานมูลนิธิ” ซึ่งยังไม่ได้ส่งมอบให้กองทัพบกเป็นผู้ดูแล เนื่องจากการจัดสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ยังไม่แล้วเสร็จตามเกณฑ์

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่ พล.อ.อุดมเดชจะออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับอุทยานราชภักดิ์ มีข้อมูลที่ออกมาจากชุดสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า พบความผิดปกติในการสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในประเด็นการจัดสร้างรูปหล่อ อาทิ พระรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 มี บ.พุทธปฏิมาพรหมรังสี ตั้งอยู่เลขที่ 52/25 ถนนพุทธมณฑลสาย3 เขตทวีวัฒนา กทม.ดำเนินการ สอบปากคำนางรุ่งทิพย์ ทองศรี เจ้าของบริษัททราบว่า มีเซียนพระชื่อดังตัวย่อ อ. เป็นผู้ติดต่อ ตกลงราคาที่ 43 ล้านบาท กรมกิจการพลเรือน ทบ.แบ่งจ่ายค่าจ้างรวม 5 งวด เซียนพระรายนี้ได้ค่านายหน้าประมาณ 4.7 ล้านบาท

พระรูปหล่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พบผู้จัดสร้างรูปหล่อคือ บ.ช.ประติมากรรม อินดัสตรี เลขที่ 30/3 หมู่ 6 ต.วังเย็น อ.เมืองนครปฐม มีนายชำนาญ ประติมากรรม เป็นเจ้าของ ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า เซียนพระรายเดิมเป็นคนติดต่อให้รับงาน ในราคา 43 ล้านบาท กรมกิจการพลเรือน ทบ. แบ่งจ่ายค่าจ้างรวม 5 งวด รวมทั้งพานพุ่ม 10.8 ล้านบาท เซียนพระรายนี้ได้ค่าติดต่อประมาณร้อยละ 10 ครั้งนี้ พ.อ.คชาชาต ขอเงินช่วยเหลือ 3 แสนบาท

พระรูปหล่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มี บ.ร็อคลา ฟายน์ อาร์ท จก.เลขที่ 143 หมู่ 12 ต.ท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี มี น.ส.กมลนันท์ สังเกต เป็นผู้รับจัดสร้าง ในราคา 45.5 ล้านบาท เซียนพระได้ค่าติดต่อร้อยละ 10 กรมกิจการพลเรือน ทบ.ผู้ว่าจ้างแบ่งจ่าย 5 งวด

พระรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มี หจก.ประติมา ฟายน์ อาร์ท เลขที่ 89 หมู่ 12 ถนนกาญจนาภิเษก กม.58 ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี มีนายเอนก หงษ์มณี เป็นผู้จัดสร้างในราคา 44 ล้านบาท เซียนพระหักค่าติดต่อร้อยละ 10

ส่วนพระรูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นของ บ.เอเซีย ฟายน์อาร์ท เลขที่ 59/1 ต.บ้านม้า อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา การสร้างรูปหล่อทั้ง 2 องค์นี้ ไม่พบเซียนพระคนดังกล่าวเข้าไปยุ่งเกี่ยว

และเซียนพระที่มีชื่อย่อว่า “อ.” ก็หายตัวเข้ากลีบเมฆโดยที่ไม่มีใครพบเห็น

นอกจากนั้น ยังพบพฤติกรรมส่อในเจตนาทุจริตนำต้นปาล์มในราคาที่สูงเกินจริงมาปลูก แต่ละต้นมีราคาสูงถึง 1 แสนบาท รวมทั้งวันเปิดตัวอุทยานฯในงาน “ราชภักดิ์ ไบค์ แอนด์ คอนเสิร์ต” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.ย. มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนในราคา 5 แสนบาทต่อหัว หากเป็นโต๊ะวีไอพี จะมีราคาสูงถึง 1 ล้านบาทต่อหัวด้วย

เมื่อข้อมูลความไม่โปร่งใสในอุทยานราชภักดิ์ไหลออกมาเป็นระลอกพร้อมกับหมายจับ พ.อ.คชาชาต 9 พฤศจิกายน 2558 พล.อ.ประวิตรที่เคยปฏิเสธว่าไม่มีทหารเกี่ยวข้องก็จำต้องออกมายอมรับ จากนั้นในวันถัดมาคือวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 พล.อ.อุดมเดชได้กล่าวถึงอุทยานราชภักดิ์และ พ.อ.คชาชาตเป็นครั้งแรก

“ก่อนหน้านั้นมันไม่มีหมายจับที่พัวพันกับนายทหาร ผมจึงปฏิเสธว่าไม่มีนายทหารเกี่ยวข้อง สื่อจะมาว่าผมไม่ได้ และใช้คำพูดแบบนี้ไม่ได้ พูดแบบนี้ก็แย่สิ มาหาว่าผมปฏิเสธ ก็ผมไม่รู้นี่ เพราะตอนนี้เขาเพิ่งออกมา...คนมันหนีไปแล้ว แล้วจะให้ผมทำอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องของบุคคล”พล.อ.ประวิตรกล่าว

“ได้พูดคุยกับพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม มานานแล้ว ท่านก็บอกว่าทำทุกอย่างตามขั้นตอนในเรื่องของการใช้งบประมาณในการสร้าง ไม่ใช่เพิ่งคุยกัน ส่วนจะมีความเชื่อมโยงกับ พ.อ.คชาชาต บุญดี หรือ ผู้การโจ้ หรือไม่ ผมไม่ทราบว่าจะเกี่ยวกันยังไง ต้องให้ พล.อ.อุดมเดช เป็นคนออกมาชี้แจงเอง เพราะเป็นคนดูแลเรื่องนี้ทั้งหมด ผมก็ถามเขาไปแล้วว่ามีเรื่องอะไรหรือไม่ เขาก็บอกว่าพร้อมที่จะชี้แจง ให้การสอบสวนทุกอย่างในประเด็นการทุจริต”พล.อ.ประวิตรกล่าวซ้ำในวันถัดมาหลังจากยอมรับว่ามีนายทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดี 112

ขณะที่ พล.อ.อุดมเดชร่ายยาวเกี่ยวกับอุทยานราชภักดิ์ว่า เจตนาในการดำเนินการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ตั้งแต่ต้น เป็นเจตนาบริสุทธิ์ มีความตั้งใจดี เพื่อจะให้เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ การดำเนินการเป็นไปในรูปแบบของคณะกรรมการ เพราะเป็นโครงการใหญ่ มีคณะกรรมการ มีคณะอำนวยการ ที่มี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธาน นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะอนุกรรมการ ซึ่งทำงานแตกต่างกันออกไป

“ขอยืนยันว่าการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์จริงๆ แต่อาจจะมีบางเรื่อง ที่มีปัญหา แต่คณะทำงานได้พยายามแก้ไขปัญหาต่างๆให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์หมดแล้ว การดำเนินการต่างๆ จนถึงขณะนี้คณะกรรมการ และคณะทำงานทุกชุดพร้อมที่จะชี้แจง หากมีการสอบถามมาจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ก็พร้อมที่จะชี้แจง ซึ่งความจริงการชี้แจงเป็นสิ่งที่ดี ประชาชนจะได้ทราบในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ข่าวที่ออกมา เท่าที่ตนดูมันออกมาเป็นท่อนๆ แต่ไม่มีท่อนจบ ว่าท่อนจบออกมาด้วยดีอย่างไร และคณะกรรมการเขาทำอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการพร้อมชี้แจง”

พล.อ.อุดมเดช กล่าวด้วยว่า การดำเนินการในเรื่องนี้สมัยตนเป็น ผบ.ทบ. ส่วนใหญ่เป็นกำลังพลของกองทัพบกที่เข้ามาดำเนินการ และแต่งตั้งลงไป แต่ในส่วนของมูลนิธิฯได้มาจัดตั้งภายหลังในช่วงท้ายของปีงบประมาณ ซึ่งการจัดตั้งมูลนิธิฯ เพื่อแบ่งเบาภาระของกองทัพบก ไม่ให้การทำงานอุทยานฯไปเกี่ยวข้องกับงานอื่นแบบทาบทับกัน จึงจำเป็นต้องตั้งมูลนิธิฯ ขึ้นมา มูลนิธิฯนี้ ผบ.ทบ.เป็นประธานโดยตำแหน่ง ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเปลี่ยนผ่านมาได้เดือนหนึ่งแล้วจะต้องมอบหมายให้ ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน และคนอื่นๆ ในอนาคตต่อไปเข้ามาดำเนินการเป็นประธานมูลนิธิฯ โดยไม่จบสิ้น และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระเฉพาะเรื่อง ยกตัวอย่าง เรื่องงบประมาณที่เกิดขึ้น ก็ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยว ควรจะแยกเป็นการเฉพาะสำหรับมูลนิธิฯ ขึ้นมา นี่คือการบริหารงาน แต่ตอนนี้อุทยานฯ ก็ถือว่าดำเนินการมาเสร็จสิ้นส่วนหนึ่ง ประชาชนมีความศรัทธา บูชากราบไหว้ ตนก็มีความดีใจ ที่เป็นสมบัติของชาติที่มีความสำคัญ

ส่วนงานที่เหลือตั้งใจว่าจะให้คณะกรรมการที่มีการจัดตั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เป็นคนดำเนินการ แต่เท่าที่ดูงานที่เหลือก็ไม่น้อย ทั้งเรื่องการบริหารจัดการ หรือการควบคุมงานต่างๆ ต้องมีหน่วยใหญ่ที่มีศักยภาพเข้ามาดำเนินการ จึงอยากให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันที่มีกองทัพบกดูแล เป็นคนเข้ามาดูแลเรื่องนี้ ซึ่งได้มีการพูดคุยกันแล้วระดับหนึ่งว่าจะให้ ผบ.ทบ.ไปแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาบริหารงานต่อไป โดยงานที่เหลือยังมีห้องประวัติศาสตร์ หัวใจสำคัญที่จะให้ประชาชน และต่างชาติได้เข้ามาศึกษา เรื่องของห้องน้ำ ห้องสุขา ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับคนจำนวนมาก 160-200 ห้อง อาคารมูลนิธิฯ ซึ่งยังไม่มี เหล่านี้เป็นต้น ดูแล้วศักยภาพต้องเป็นกองทัพบกเท่านั้น ขอเรียนว่า สิ่งต่างๆ ได้เกิดจากความตั้งใจดี สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสมบัติของชาติ ถาวรวัตถุต่างๆ นั้นยังตั้งอยู่ในพื้นที่ของกองทัพบก ตามนิตินัยกองทัพบกยังเป็นเจ้าของ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมา เป็นการช่วยเหลือ และสมัครใจบริจาคของประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสมบัติของชาติด้วย ก็ขอให้สบายใจ

ด้านประเด็นเรื่องเงินบริจาคกับ พ.อ.คชาชาต บุญดี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ ที่ถูกพาดพิงนั้น พล.อ.อุดมเดชชี้แจงว่า ไม่ขอลงรายละเอียด แต่เรื่องเงินบริจาคทั้งหมด มีเจ้ากรมการเงินทหารบก เป็นผู้รับผิดชอบในการทำหลักฐาน และรายละเอียดต่างๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่า เงินเข้า-ออก จำนวนเท่าไร และใครเป็นคนบริจาค เรื่องนี้คณะกรรมการสามารถตรวจสอบ และชี้แจงได้ทั้งหมด

“อย่าไปพูดถึงเขาเลย อันนั้นให้เป็นเรื่องของการสอบสวนไป และเรื่องนี้ไม่กระทบต่อการทำงานของตน คณะกรรมการทุกคนพร้อมชี้แจง ยืนยันว่า ทุกอย่างทำด้วยความตั้งใจดี บริสุทธิ์ใจ และอยากให้สิ่งนี้อยู่คู่บ้านคู่เมืองต่อไป และผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ให้การสนับสนุนทั้งสิ้น เมื่อมีอุบัติเหตุขึ้นมา บางคนอาจสงสัย ก็ต้องชี้แจง”พล.อ.อุดมเดชแจกแจง

สำหรับกระแสข่าวว่า มีเซียนพระคนหนึ่ง ไปไล่เก็บหัวคิวจากโรงหล่อ นั้น พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เรื่องนี้มีความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะตนคิดว่า ทุกวงการก็มีสิ่งเหล่านี้ แต่พอเราทราบว่าน่าจะมี เราก็เข้าไปดำเนินการ โรงหล่อต่างๆก็มีความเข้าใจ คนที่สอดแทรกมาก็เป็นการแอบอ้าง แต่ทุกอย่างยุติลงด้วยดี สิ่งที่โรงหล่อต่างๆ อาจจะถูกหลอก โรงหล่อต่างๆเองก็ไม่อยากให้เกิดอะไรเสียหาย เขาจึงมีการบริจาคโดยสมัครใจส่วนหนึ่ง อีกบางส่วนโรงหล่อก็นำไปใช้ในการทำองค์พระให้สมบูรณ์ ทุกอย่างจบ เสร็จด้วยความเรียบร้อย สะอาด บริสุทธิ์ทุกขั้นตอน

เมื่อถามว่า ทั้งหมดของเงินบริจาคที่ถูกหักหัวคิวไป ทางโรงหล่อได้นำกลับมาบริจาคให้กับกองทัพ ใช่หรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นเช่นนั้น ตนไม่รู้ในรายละเอียด แต่ชี้แจงได้หมดแน่นอน เป็นเรื่องของคณะทำงานแต่ละคณะ ส่วนเงินเป็นเรื่องของเหรัญญิก ซึ่งเจ้ากรมการเงินทหารบกสามารถชี้แจงได้ จะบริจาคเท่าไร และอย่างไร เจ้าหน้าที่สามารถชี้แจงได้ ขอให้มั่นใจ ซึ่งตนมั่นใจว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งบริสุทธิ์ และประชาชนยังมีโอกาสที่จะช่วยกันสร้างสรรค์ต่อไป

“ขอเรียนว่าคนที่ไม่เข้าใจ ก็ขอให้ได้เข้าใจ อาจมีผู้ไม่ปรารถนาดีด้วยสิ่งใดก็ตาม ขอให้หยุดเถอะ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องศรัทธาของคน ให้ประชาชนได้มีความศรัทธา ผมมั่นใจในสิ่งบริสุทธิ์เหล่านี้ และเรื่องนี้ผมไม่หนักใจ เพราะมันชี้แจงได้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ก็แปลกดี ตั้งแต่ช่วงหนึ่งแล้วมีอะไรออกมา แต่พอมีอีกเหตุการณ์ออกมาเป็นสถานการณ์หลัก ณ ช่วงเวลานี้ เรื่องนี้ก็ถูกหยิบกลับมาโยงเข้าไปอีก ยืนยันเรื่องนี้ตรวจสอบได้ ไม่หนักใจใดๆ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์” พล.อ.อุดมเดช กล่าว

เมื่อกองทัพบกตั้งกรรมการสอบ “อุทยานราชภักดิ์”

ประเด็นสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก็คือ พล.อ.อุดมเดชพยายามชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการสร้างอุทยานราชภักดิ์ว่า กระทำในนามของกองทัพบกในช่วงที่เขานั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ขณะที่มูลนิธิจัดตั้งภายหลังในช่วงท้ายของปีงบประมาณ ซึ่งการจัดตั้งในรูปของมูลนิธิก็เพื่อแบ่งเบาภาระงานของกองทัพบก และมูลนิธินี้มี ผบ.ทบ.เป็นประธานโดยตำแหน่ง เพียงแต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านยังไม่ได้มีการส่งมอบให้ ผบ.ทบ.คนปัจจุบันเท่านั้น

ถามว่า ทำไมถึงต้องขีดเส้นใต้

ก็ต้องตอบว่า ในขณะที่ พล.อ.อุดมเดชพยายามบอกกับสังคมว่า อุทยานราชภักดิ์ดำเนินการโดยกองทัพบก แต่ตัวกองทัพบกเองกลับปฏิเสธว่า อุทยานราชภักดิ์ไม่เกี่ยวกับกองทัพบก ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองทัพบก

หลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์แจ้งก็คือ คำให้สัมภาษณ์ของ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกที่บอกว่า “เป็นการดำเนินการโดยมีคณะกรรมการแต่ละส่วนมาบริหารจัดการ อันมีลักษณะเป็นนิติบุคคลภายใต้มูลนิธิ โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างและเป็นประธานมูลนิธิ กรณีมีข้อสงสัยหรือข้อกังวลในเรื่องที่เกี่ยวข้องนั้น เชื่อว่าทางคณะกรรมการที่รับผิดชอบดำเนินงานในแต่ละส่วนจะมีข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่สามารถชี้แจงกับสังคมได้”

นอจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจและต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก็เช่นกันคือ คำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต. ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เปิดเผยถึงกรณีการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า “ขณะนี้ ยังไม่มีการเชิญ พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการกองทัพบก มาสอบปากคำ เนื่องจากการดำเนินการสอบสวนยังสาวไปไม่ถึง และยังไม่มีเจ้าทุกข์มาร้องทุกข์ในเรื่องดังกล่าว”

คำถามก็คือ ใครคือเจ้าทุกข์และใครควรจะเป็นเจ้าทุกข์ที่ต้องแจ้งความดำเนินคดี

แต่ที่แน่ๆ ท้ายที่สุดกองทัพบกก็จำต้องตั้งกรรมการสอบสวนคดีอุทยานราชภักดิ์ โดยโฆษกกองทัพบก ออกมาเปิดเผยว่า ถึงแม้จะเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดินก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กองทัพบกจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ เพื่อทำการตรวจสอบการดำเนินโครงการอุทยานราชภักดิ์ในทุกด้าน อย่างเร่งด่วนแล้ว ทั้งนี้ทางผู้บังคับบัญชายังได้มีการขีดกรอบการทำงานไว้คือ จะพยายามทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์

งานนี้ คงไม่ต้องสรรหาคำอธิบายใดๆ มาขยายความเพิ่มเติม แต่บอกได้คำเดียวว่า หนาวยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ

ส่วนจะเป็นขั้วหัวใจของใครบ้างนั้น อีกไม่นานคงรู้กัน

ล้อมกรอบ//

"ติดเชื้อในกระแสเลือด" หมอหยองตายเป็นศพที่ 2



หลังมีข่าวลือในสังคมออนไลน์มานานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของหมอหยอง ในที่สุดความจริงก็ปรากฏในวันที่ 9 พ.ย. เมื่อพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงข่าวยอมรับว่านายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง ผู้ต้องหาคดีกระทำความผิดตามมาตรา 112 ฐานแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ได้เสียชีวิตแล้วจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ รพ.ราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย. เวลา 22.00 น.

ขณะที่กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่เอกสารการแถลงข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายสุริยัน ตามรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ต่อเนื่องถึงวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ผู้ต้องขังมีอาการไข้สูง กระสับกระส่าย ไอ พยาบาลเสนารักษ์ประจำเรือนจำ ได้จ่ายยาลดไข้ ยาลดอาการไอ แล้วให้นอนพัก ต่อมาในวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2558 เวลาประมาณ 21.00น. เจ้าหน้าที่เวรไปตรวจ พบว่าผู้ต้องขังมีอาการเรียกไม่รู้สึกตัว หายใจเฮือกยาว เสนารักษ์จึงแจ้งให้นำส่งทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ทันที

เมื่อไปถึงทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แพทย์เวรได้พยายามช่วยชีวิตตามหลักเกณฑ์และจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ทำกระบวนการฟื้นคืนชีพ (Advanced CPR : Cardio Pulmonary Resuscitation) ใช้เวลาดำเนินกระบวนการ ตั้งแต่แรกพบตัว โดยใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจ ให้ยากระตุ้นหัวใจและความดันโลหิต ฯลฯ โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้แจ้งพนักงานสอบสวนท้องที่มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า มีเชื้อใด ที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทันทีได้อย่างรวดเร็ว เท่าที่สอบถามกับแพทย์ พบว่า มีเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุทำให้ระบบหายใจล้มเหลวแล้วเสียชีวิตอย่างรวดเร็วได้ เช่น เชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเดินหายใจ สายพันธุ์รุนแรง ผู้รับเชื้อจะเกิดอาการอย่างเฉียบพลัน ยากแก่การประเมินหรือรักษาไม่ทันการณ์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่ได้รับสารสเตียรอยด์เพื่อกดภูมิต้านทาน หรือผู้เป็นโรคที่ยังไม่ได้ระบุการตรวจวินิจฉัย โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอจากการเป็นโรคประจำตัวบางอย่าง หรือภาวะภูมิต้านทานบกพร่องจากโรคเฉพาะตัวที่ยังไม่ได้รับการค้นพบ หากได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าว จะมีอาการรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่รุนแรง

ซึ่งในกรณี ข.ช.สุริยันฯ มีความเป็นไปได้ที่ผู้ต้องขังอาจมีภูมิต้านทานอ่อนแอ โดยตรวจพบจากการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ว่า มีภาวะไขมันสะสมในตับสูง ประกอบกับผลการตรวจเลือดในขณะช่วยฟื้นชีพ เมื่อคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 พบมีเอนไซม์การทำงานของตับสูง ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดพบว่า มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ มีเพียง 60,000 คิวบิกมิลลิเมตร (ค่าปกติ ตั้งแต่ 140,000-400,000/คิวบิกมิลลิเมตร) สันนิษฐานได้ว่าเมื่อได้รับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือดเข้าไป จึงอาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว



“พ.อ.คชาชาติ บุญดี” หรือผู้การโจ้ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 (ฝสธ.ทภ.3)
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
กำลังโหลดความคิดเห็น