xs
xsm
sm
md
lg

ทำไมคนไทยยุคนี้เป็นเบาหวานง่าย !?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ณ บ้านพระอาทิตย์
โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

สำหรับเบาหวานนั้นคือภาวะของคนที่มีน้ำตาลในกระแสเลือดที่สูง และคนไทยก็เป็นโรคนี้กันมากในลำดับต้นๆของประเทศไทย โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย และในยุคปัจจุบันมการประเมินกันว่าประชากรของโลก 47 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงต่อการเป็นโครเบาหวาน

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

ชนิดที่ 1 ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินอย่างเพียงพอ เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกาย ทำลายเซลล์ซึ่งสร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลิน ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว เกิดขึ้นได้กับเด็กที่อายุน้อย และมีคนจำนวนไม่น้อยเกิดเป็นเบาหวานชนิดนี้เพราะเป็นผลมาจากพันธุกรรม

ชนิดที่ 2 ร่างกายสร้างอินซูลินได้ แต่เซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ดังนั้นจึงต้องการอินซูลินเพิ่มมากขึ้น เบาหวานชนิดนี้เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ ตั้งแต่ 40 ขึ้นไป ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและอาหาร

และน้ำตาลกลายเป็นปัญหาสำคัญของโรคเบาหวาน เพราะเครื่องดื่มหลายประเภท ตั้งแต่น้ำอัดลม น้ำชา น้ำผลไม้ ฯลฯ ใส่น้ำตาลในปริมาณที่สูงมาก จนคนในยุคปัจจุบันติดการบริโภคหวานมากขึ้น แม้แต่อาหารคาวแท้ๆ หลายเมนูก็ใส่น้ำตาลเข้าไปด้วย

ยังไม่นับปัญหาสำคัญของชาวเอเชียที่เป็นโรคเบาหวานมาก สาเหตุส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากการบริโภคข้าวขัดขาวเป็นอาหารหลัก เพราะว่าข้าวขัดขาวเมื่อถูกย่อยแล้วก็จะกลายเป็นน้ำตาลอยู่ดี

จากรายงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษที่ชื่อว่า The British Medical Journal เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554 ในหัวข้อ White rice consumption and risk of type 2 diabetes meta-analysis and systematic review โดย Qi Sun และทีมงาน จากคณะโภชนาการ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทบทวนวรรณกรรมงานวิจัย 7 ชิ้น ทั้งการวิเคราะห์ในเอเชียและชาวตะวันตก โดยรวบรวมคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน จำนวน 13,284 ราย จากจำนวนคนที่ทำการศึกษาทั้งหมด 352,384 ราย ในช่วงการศึกษาติดต่อกันระหว่าง 4 ถึง 22 ปี แล้วพบว่าการบริโภคข้าวขัดขาวมีความสัมพันธ์เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยยะสำคัญโดยเฉพาะในหมู่ประชากรชาวเอเชีย

โดยปกติร่างกายมีวิธีบริหารจัดการในการจัดระเบียบให้สารอาหารที่ดูดซึมจากลำไส้ หรือที่อวัยวะต่างๆ สังเคราะขึ้นในอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ที่เหลือใช้จะถูกนำไปเก็บสะสมไว้ในอวัยวะที่ทำหน้าที่กักเบสารอาหาร หากร่างกายได้สารอาหารปริมาณมากเกิน จะมีสารอาหารไหลล้นในกระแสเลือดและสู่อวัยวะต่างๆได้

เมื่อแป้งและน้ำตาลที่บริโภคมากจนล้นตับก็อาจจะถูกแปรสภาพกลายเป็นสารไกลโคเจน หรือไขมัน เมื่อร่างกายไม่สามารถกักเก็บในร่างกายในรูปของไขมันได้อีกต่อไป ก็จะทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น น้ำตาลที่ไหลล้นบางส่วนถูกแปรเป็นกรดแลกติก บางส่วนไตขับออกทางปัสสาวะ และบางส่วนตับนำไปสังเคราะห์เป็นกรดไขมันและไตรกลีเซอไรด์เพื่อนำไปเก็บเป็นไขมันสะสม

ดังนั้นคนที่กินน้ำตาลมากและข้าวขัดขาวมากก็จะพบว่าปริมาณไตรกลีเซอไรด์ขึ้นสูงมาก และหากมีการควบคุมการกินน้ำตาลและข้าวขัดขาวก็จะพบว่าไตรกลีเซอไรด์ก็จะลดลงอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการลดไขมันหรือเนื้อสัตว์เสียอีก

คนที่มีโครงร่างใหญ่จึงมีที่เก็บไขมันได้อยู่มาก จึงสะสมไขมันผ่านการบริโภคแป้งและน้ำตาลได้มากและอ้วนขึ้นไปเรื่อย สุดท้ายแล้วคนที่มีภาวะอ้วนจนไม่มีที่กักเก็บไขมันแล้วก็มักจะตามมาด้วยโรคเบาหวานในที่สุด

แต่คนที่มีโครงร่างเล็ก ก็อาจจะมีภาวะเบาหวานได้ง่ายยิ่งกว่าคนอ้วนก็ได้ เพราะที่จะกักเก็บไขมันมีอยู่จำกัด หากบริโภคแป้งและน้ำตาลเพียงไม่มาก ก็อาจจะเกิดเป็นโรคเบาหวานได้ในที่สุด

มีหลายคนอาจจะโต้เถียงว่า ข้าวหอมมะลิขัดขาว หรือ ข้าวเหนียว ก็ดี ซึ่งมีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ทำไมไม่มีปัญหาเป็นโรคเบาหวานเหมือนคนในยุคปัจจุบัน?

คำตอบแรกที่น่าจะเป็นจริงที่สุดก็คือ ข้าวหอมมะลิขัดขาว หรือ ข้าวเหนียวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงนั้น คนไทยและคนเอเชียในอดีตบริโภคไม่มีปัญหาเท่ากับยุคปัจจุบัน เพราะคนในอดีตได้ใช้กำลังกาย ออกกำลังกายในการทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงมีกล้ามเนื้อเป็นที่กักเก็บน้ำตาลเป็นหลักในร่างกาย แต่คนในยุคนี้สบายมากขึ้น มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น ทำงานอยู่ในสำนักงาน นั่งจิ้มหรือพิมพ์อยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์และแทปเล็ต ออกกำลังกายน้อยลง ยิ่งเมื่อสูงอายุก็มีกล้ามเนื้อน้อยลง หากยังคงบริโภคข้าวขัดขาวหรือน้ำตาลก็จะเป็นเบาหวานง่ายกว่าคนในยุคก่อน

เมื่อแหล่งที่จะสะสมไขมันในร่างกายอิ่มตัว จนเริ่มไม่มีที่กักเก็บ แหล่งสุดท้ายที่ร่างกายจะนำไขมันไปสะสมคือบริเวณพุงบริเวณช่องท้อง ดังนั้นคนที่ "มีพุง" คือสัญญาณที่บอกว่าร่างกายมีแหล่งกักเก็บสารอาหารใกล้อิ่มตัวแล้ว หากไม่หยุดการบริโภคแป้งขัดขาวหรือน้ำตาล ก็แปลว่าภาวะเบาหวานก็จะใกล้เข้ามาสู่ชีวิตมากขึ้น

คำว่า "มีพุง" จึงไม่จำกัดอยู่เฉพาะคนอ้วนเท่านั้น เพราะคนที่มีรูปร่างดูผอม แต่กลับมีไขมันหน้าท้องเป็นพุงยื่นออกมาบริเวณเดียว นั่นคือสัญญาณเตือนของโรคเบาหวานกำลังจะตามมา

เวลามีน้ำตาลค้างในกระแสเลือด ก็จะเกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่ เพราะน้ำตาลที่ค้างตามหลอดเลือด ก็จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้หลอดเลือดอักเสบ เสียหาย ดังนั้นร่างกายจึงต้องสังเคราะห์ไขมันมาพอกหลอดเลือดเพื่อหยุดยั้งความเสียหาย ทำให้เกิดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเกิดขึ้นในบริเวณใดก็จะทำให้เกิดโรคนั้น บางคนเป็นโรคหัวใจ บางคนเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบ บางคนไตไม่ทำงาน จนถึงขั้นฟอกไต บางคนเกิดแผลแล้วจุลินทรีย์เข้ากินน้ำตาลจนแผลไม่หายต้องตัดนิ้วเท้าหรือตัดเท้า บางคนร่างกายต้องผลิตกรดยูริกขึ้นมากเพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อเยียวยาความเสียหายจาการบริโภคน้ำตาลมากจนเกิดผลึกยูริกแล้วกลายเป็นโรคไขข้ออักเสบ หรือ เก๊าท์ ได้ด้วย จะว่าไปแล้ว "น้ำตาลเกิน" คือปัญหาสำคัญของสารพัดโรคในยุคปัจจุบัน

โดยปกติแล้วเนื้อเยื่อส่วนใหญ่ เช่น กล้ามเนื้อ หรือ ปอด ต้องการอินซูลินเพื่อที่จะได้ดูดซึมน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดได้ แม้เบาหวานชนิดที่ 2 จะเกิดขึ้นเพราะเซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลลินไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปในเนื้อเยื่อเซลล์ทั่วไป แต่ในเนื้อเยื่อบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมอง ตา จอประสาทตา ไต กลูโคสสามารถดูดซึมผ่านเข้าไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอินซูลิน เมื่อน้ำตาลที่ค้างในหลอดเลือดมีมาก จึงหันไปถาโถมหาเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลินเหล่านี้ กลูโคสที่มากเกินไปเหล่านี้จะสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ โดยการทำปฏิกิริยาแบบสุ่มกับโปรตีนและรหัสพันธุกรรมให้เสียหายได้อีกด้วย เรียกระบวนการนี้ว่า "ไกลเคชั่น" ผลที่ตามมาก็จะทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม ตาบอด ไตเสื่อม ตามมาได้

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องตระหนักในเรื่องการลดการบริโภคหวาน และต้องมีวิธีการในการบริหารจัดการในการบริโภคข้าวเสียใหม่ เพื่อลดสารพัดโรคจากเบาหวานกันได้แล้ว



กำลังโหลดความคิดเห็น...