xs
xsm
sm
md
lg

Who tell the truth about money? สปสช หรือ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข?

เผยแพร่:   โดย: อ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณสปสช ที่ออกมาชี้แจงบทความของผม “Breakdown ค่าใช้จ่ายโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะ Broke หรือไม่?” ใน http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000048775

ด้วยบทความ “Who Moved my Money ข้อเท็จจริงค่าใช้จ่าย 30 บาทรักษาทุกโรค สปสช.” ในhttp://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9580000050819

แต่การชี้แจงดังกล่าวยังชัดเจน และไม่เกิดความโปร่งใสแก่สังคมแต่ประการใด การบริหารเงินจำนวนแสนห้าหมื่นล้านบาทควรโปร่งใสและมีคำตอบแก่สังคมได้มากกว่านี้

ประการแรกข้อมูลที่ผมใช้ในการคำนวณเป็นข้อมูลจากรายงานประจำปีของสปสช เอง ซึ่งคือข้อมูลเงินงบประมาณที่สปสช ได้รับ กับเงินเดือนบุคลากรสธ ซึ่งหักออกจากเงินงบประมาณที่สปสช ได้รับ และข้อมูลอีกส่วนเป็นข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แสดงตัวเลขเงินที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้รับจากการจัดสรรรายหัวจากสปสช ถ้าสปสช ไม่พูดความจริง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็จะต้องเป็นผู้ที่ไม่พูดความจริง ตกลงใครไม่พูดความจริงกันแน่?

ประการที่สอง การบริหารเงินมากขนาดนี้ ต้องชี้แจงในรายละเอียดประกอบงบการเงิน แต่สปสช ไม่ได้ชี้แจงซึ่งผิดวิสัย แต่บริษัทมหาชนจำกัดต่างๆ ต้องทำ ข้อนี้แม้พรบ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ปี 2540 ก็ง่อยไปเสียแล้ว และสปสช ก็ไม่เคยแสดงความโปร่งใสในประเด็นนี้เลย

ประการที่สาม ที่ทางสปสช ตอบโต้นั้นก็ไม่ได้ชี้แจงให้ชัดอยู่ดี เพราะที่สปสช แจ้งว่าเมื่อรวมงบประมาณค่าตอบแทนบุคลากรของสธ และเงินที่โรงพยาบาลในสังกัดสธ เรียกเก็บได้จากสปสช เมื่อรวมสองส่วนนี้เข้ามาไว้ด้วยกันก็ทำให้ได้ยอดรวมอยู่ที่ประมาณ 64-66% หรือเกือบ 70% (ดังตารางที่ 1 ข้างล่างนี้ ซึ่งคำนวณจากข้อมูลของสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขและรายงานประจำปีของสปสช เอง

สปสช ชี้แจงว่า “ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงว่า ข้อมูลข้างต้นนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง สปสช.จัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวให้ รพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุขประมาณร้อยละ 70 ไม่ใช่ร้อยละ 40 ส่วนคำถามที่ว่าเงินที่หายไปนั้น สปสช.นำไปใช้อะไรนั้น ตอบว่า เงินส่วนที่หายไปเป็นงบประมาณส่วนของค่าแรงบุคลากรที่สำนักงบประมาณหักไว้ เพราะอย่างที่รู้กันว่า งบเหมาจ่ายรายหัวนั้นได้รวมค่าแรงหรือเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์ไว้ด้วย และไม่ได้หายไปเกือบ 50,000 ล้านบาท แต่ประมาณ 38,000 ล้านบาท”

ตัวเลขประมาณ 40% นั้นเป็นตัวเลขยอดเงินที่โรงพยาบาลในสธ ได้รับไปจริงๆ และบริหารเอง ส่วนค่าตอบแทนบุคลากรนั้นอีกประมาณ 20% รวมแล้วประมาณ 60-70% ผมก็ได้แจ้งไปแล้วว่าส่วนที่เหลืออีก 30-40% นั้นสปสช บริหารเอง อย่างไรก็ตามการคำนวณของผมได้บวกค่าแรงค่าตอบแทนบุคลากรสธ ทั้งหมดเข้าไปแล้วเช่นกัน ผมจึงคิดว่าสปสช ไม่ได้ตอบคำถามที่ผมถาม สปสช เลยแม้แต่น้อย

ตัวเลขเงินประมาณ หนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท ที่แตกต่างกันนั้น ผมได้ทราบมาว่าทางสปสช จัดสรรให้โรงพยาบาลของรัฐอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในลักษณะของการจ่ายรายหัวทั้ง prepaid และ postpaid รวมกันแล้ว ดังนั้นเหลือเงินที่ สปสช บริหารเองประมาณ 38,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้เอาไปทำอะไรบ้าง จากการค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง

ผมได้รับทราบมาว่า 38,000 ล้านนั้น เข้าไปยังกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนเบาหวาน กองทุนมะเร็ง กองทุนจิตเวช ซึ่งควรแจงทุกกองทุนออกมาให้ชัดๆว่า โรงพยาบาลในแต่ละสังกัด (สธ เอกชน รพ รัฐในสังกัดอื่นๆ) ได้รับจัดสรรไปเท่าไหร่ และมีวิธีการหลักเกณฑ์ในการจัดสรรอย่างไร สปสช ต้องลงรายละเอียดและแจงออกมาให้ชัดเจนอย่างโปร่งใสให้รายละเอียดให้ครอบคลุมทุกกองทุนและการจัดสรร ถึงกระนั้นเงินจำนวนนี้ก็เป็นเงินที่สปสช บริหารจัดการเอง ไม่ได้ให้โรงพยาบาลบริหารจัดการมิใช่หรือ? แม้ว่าเงินกองทุนเหล่านี้อาจจะจัดสรรไปที่โรงพยาบาลต่างๆ บ้างในท้ายที่สุด

ผมยังได้รับทราบมาว่าการบริหารกองทุนเหล่านี้มีค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนที่เรียกว่า loyalty fee ประมาณ 1% สปสช จึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนเหมือนกับผู้จัดการกองทุนรวมของบริษัทหลักทรัพย์ ที่มีความสามารถทำให้เกิดความงอกเงยของเงินเกิดดอกผลและได้ค่าธรรมเนียมไป ทั้งๆ ที่สปสช เอง อาจจะไม่ได้ทำเช่นนั้น แต่เงินจำนวณดังกล่าวก็ถือว่ามากเพราะเงินงบประมาณที่สปสช ได้รับจากรัฐบาลนั้นค่อนข้างสูง

สิ่งที่ผมถามคือการบริหารกองทุนเหล่านี้ ทำกันอย่างไร การบริหารกองทุนต่างๆ ใน 38,000 ล้านบาทนั้นได้ทราบว่าอาจจะมีปัญหา กองทุนต้อกระจกนั้น เพื่อนๆ ผมเป็นหมอตาเอง บ่นกันให้ระงมว่า ใช้เงินของชาติอย่างฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็นที่สุด เพราะเอายอดหัวของคนเข้ารับการผ่าตัดเป็นที่ตั้ง โรงพยาบาลจะได้เงินก็ต่อเมื่อผ่าตัดไปได้มากๆ แต่การผ่าต้อกระจกนั้นต้องรอให้ต้อสุกเสียก่อนจึงสมควรผ่าและผ่าได้ง่ายได้ผลดี เมื่อนับหัวและโรงพยาบาลขาดทุนก็เลยเร่งผ่าหาคนไข้ที่ต้อกระจกยังไม่สุกมาผ่าเสียมากมายเพื่อเบิกเงินจากสปสช ทำให้เป็นการรักษาที่เกินจำเป็น ก่อนเวลา เสียทรัพยากรและกำลังบุคลากรในการรักษาที่จำเป็น และก็ได้ยินหมอหัวใจบ่นเรื่อง stent ของกองทุนโรคหัวใจในทำนองเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ผมต้องการให้ชี้แจงออกมา ว่าเอาเงินจะ 50,000 หรือ 38,000 ล้านไปใช้อย่างไร ผมมีสิทธิ์ที่จะถามในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่ว่าผมจะเป็นนักวิชาการชนชั้นกลางหรือไม่ก็ตาม เพราะผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง

นอกจากนี้สปสช ยังรวบอำนาจในการซื้อ ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือ ที่สปสช ไปบริหารเอง และทำให้มีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น แต่ Absolute power corrupts absolutely. อาจจะแค่เป็นการเปลี่ยนคนเรียกใต้โต๊ะกันก็เป็นได้ โดยเฉพาะการซื้อน้ำยาต่างๆ ทางการแพทย์ ซึ่งมีเสียงเล่าลือกันหนาหูไปทั้งกระทรวงสาธารณสุขและบุคลากรสปสช เองที่มาเล่าให้ผมฟัง แพทย์ตามโรงพยาบาลมักเล่าให้ฟังถึงคุณภาพยาและเวชภัณฑ์ที่เน้นแต่ราคาถูกแต่คุณภาพต่ำมากที่สปสช จัดซื้อมาให้โรงพยาบาลต่างๆ ใช้ ซึ่งทำให้หมดเปลืองมากเพราะขาดคุณภาพและรักษาแล้วไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็น

ส่วนการนำเงินปีละหลายร้อยล้านบาทต่อปีไปจ่ายให้กับองค์การเอกชนที่ไม่แสวงกำไร NGOs ต่างๆ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่หน่วยงานบริการสาธารณสุข (health care service provider) จำนวนมาก โดยที่หน่วยงานองค์กรเอกชน มูลนิธิ ชมรมต่างๆ ที่ได้รับเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีกรรมการบอร์ด สปสช.บางคนและกรรมการในอนุกรรมการ บางคน เป็นผู้บริหาร เท่าที่ทราบมีกรรมการสปสช อย่างน้อย 6 ท่าน มีความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ในลักษณะนี้ โปรดดูในตารางที่ 2



การนำเงินของสปสช ไปให้หน่วยงานที่ตนเองดูแล โดยผ่านองค์กรอิสระ เช่น สวรส. ในรูปของงานวิจัย กิจกรรมต่างๆ เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of interest) หรือไม่ และมีความโปร่งใส มีความสง่างามสมควรแก่การเป็นผู้บริหารงบงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศจำนวนหนึ่งแสนหกหมื่นล้านบาทหรือไม่ เรื่องเช่นนี้หากเกิดขึ้นในต่างประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายมาก และกรรมการบอร์ดหรืออนุกรรมการชุดนั้นๆ ต้องลาออกทั้งหมดเป็นการแสดงสปิริต ด้วยความเสียสละ และหลักฐานต่างๆ ก็มีอยู่พร้อม แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่มนุษย์ที่มีหิริโอตัปปะย่อมรู้ละอายแก่ใจตนเอง เรียกว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่สง่างาม

ผมนึกถึงศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซี่งสุนทรพจน์ของท่านที่สมาคมธนาคารไทยในปี 2507 ท่านพูดถึงการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะรัฐมนตรีไปเป็นกรรมการธนาคาร สมัยจอมพลถนอม กิตติขจรเป็นนายกรัฐมนตรีเอาไว้ว่า

"ยังจนใจไม่รู้อยู่หนึ่งข้อ จอมพล ถ ท่านแถลงแจ้งเป็นเรื่อง
ท่านปรารมภ์ผมก็เห็นเด่นประเทือง ว่าใครเฟื่องเป็นผู้ใหญ่ในราชการ
ตัวอย่างเช่นเป็นรัฐมนตรี ไม่ควรมีการค้ามาสมาน
อย่าเกี่ยวข้องเที่ยวรับทำเป็นกรรมการ สมาจารข้อนี้ดีจริงเจียว
ผมสงสัยไม่แจ้งกิจการค้า หมายความว่ากิจการใดบ้างยังเฉลียว
กิจการธนาคารท่านผู้ใหญ่จะไม่เกี่ยว หรือจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่นับค้า "

ถ้ากรรมการสปสช จะเป็นคนให้เงินองค์การเอกชนเหล่านั้น ก็ควรลาออกไปอยู่องค์การเอกชนเหล่านั้น ไม่ควรมาเป็นกรรมการสปสช ให้เกิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์แต่อย่างใดครับ

ประการที่สี่ สปสช เลือกใช้ ข้อมูลของปี 2558 เพื่อมาตอบโต้ข้อมูลของปี 2551-2556 อันนี้เป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถาม สาเหตุที่ตอบไม่ตรงคำถามก็คือ หนึ่ง ข้อมูลคนละช่วงเวลากัน ข้อสองการตอบโต้ของสปสช เป็นการตอบโต้แบบศรีธนญชัย ยังไม่สามารถพิสูจน์ ต้องรอเวลาจนกว่าจะสิ้นปี เพราะค่าบริการที่ Charge และเรียกเก็บได้จริงจากสปสช จากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังไม่มีออกมาเพราะยังไม่สิ้นปีงบประมาณ และมีการย้ายบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลข้อมูลทั้งหมดออกไป เพื่อไม่ให้ข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะได้อีก ส่วนข้อมูลที่ผมได้มาทั้งหมดเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะและผ่านการตรวจสอบแล้ว (แม้เป็นข้อมูลอดีต)

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สปสช ไม่เคยตระหนักเลยว่า เงินที่รพ ต่างๆ ได้รับจัดสรรนั้นไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบริการแบบประชานิยม และทำให้โรงพยาบาลต่างๆ ขาดทุนบักโกรก และระบบนี้ก็อยู่ไม่ได้อยู่ดี ที่น่าตลกที่สุดคือ สปสช มักไปเปรียบเทียบว่าประเทศต่างๆ ให้เงินงบประมาณมากกว่า และตัวเองต้องได้มากเท่ากัน เท่านั้นเท่านี้ เรียกของบประมาณเพิ่มขึ้นตลอดเวลา นับว่าใฝ่ต่ำโดยแท้ เพราะปกติหน่วยงานไหนก็ตามเขาล้วนใฝ่ดีมีแต่จะ benchmarking หาคู่เทียบที่ใช้เงินต่ำสุด มีประสิทธิภาพมากสุด ได้ผลงานดีที่สุด ขอฝากไว้ให้สปสช ช่วยชี้แจงให้ตรงคำถามและโปร่งใสมากกว่านี้ด้วย จะขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับผม เพราะที่ตอบโต้มาไม่ได้ตอบคำถามแก่สังคมและประเทศชาติเท่าที่ควร

เหตุผลสำคัญที่ผู้เขียนอยากให้ สปสช ชี้แจงเงินในส่วนนี้ เพราะผู้เขียนเห็นว่า ขณะนี้ สปสช เป็นหนี้ ร.พ. หรือทำให้เกิด หนี้สูญแก่ ร.พ.ปีละ ๓หมื่นล้านบาททุกปี ต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นสาเหตุหลักของการล้มลงของระบบสาธารณสุข ทำให้ประชาชนขาดการดูแล ด้วยความคารวะจากใจ
กำลังโหลดความคิดเห็น...