xs
xsm
sm
md
lg

วัด การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กับวิชาการบัญชี

เผยแพร่:   โดย: อ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาการวิเคราะห์ธุรกิจและการวิจัย
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


วันก่อนครูของผมรองศาสตราจารย์ ดร.พักตร์ผจง วัฒนสินธุ์ แห่งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนผมไปฟังสัมมนาเรื่องการทำนุบำรุงพระศาสนา จัดโดยคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่อาคารรัฐสภา 2 มีผู้อภิปรายและเสนอความคิดเห็นกันมากมาย แต่มีประเด็นหนึ่งซึ่งผมอยากจะเสนอ แต่ไม่มีโอกาสได้เสนอ เพราะคนแย่งกันพูดมากจริงๆ เลยขอนำมาเสนอในที่นี้

วัดนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 กำหนดให้เป็นนิติบุคคล (Juristic person) และมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาล่าสุดที่ 6065/2554 มีวินิจฉัยว่าวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วจึงจะถือว่าเป็นนิติบุคคล การเป็นนิติบุคคลทำให้สามารถถือครองทรัพย์สินได้เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา สามารถทำนิติกรรมสัญญาได้ สามารถเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ได้ มีหน้าที่ต้องเสียภาษี

แต่วัดกลับเป็นนิติบุคคลที่แปลกประหลาดไม่เข้าพวกกับนิติบุคคลอื่นๆ ในทางปฏิบัติ เพราะนิติบุคคลแทบทุกประเภท ทั้งนิติบุคคลเอกชน เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน สมาคม มูลนิธิ ต่างก็ต้องจัดทำบัญชีและมีผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตรับรองงบการเงินประจำปีทุกปีไป ตามที่กฎหมายบังคับ ส่วนนิติบุคคลมหาชน เช่น จังหวัด กระทรวง ทบวง กรม องค์การมหาชน ต่างๆ ก็มีหน้าที่ทำบัญชีและส่งบัญชีให้สำนักงานตรวจสอบเงินแผ่นดินตรวจสอบได้เช่นกัน

ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว เงินทอง ทรัพย์สิน เป็นของบาดตาบาดใจอย่างยิ่ง คนไทยนั้นใจดี ชอบทำบุญ บริจาคให้วัด สร้างวัด วัดใหญ่ๆ หลายวัด มีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาล และหลายวัดมีเรื่องราวฉาวโฉ่ปรากฎมาในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่หลายครั้งว่าการดูแลทรัพย์สินเงินทองนั้น ไม่โปร่งใส มีการโกง และมีการทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ในวัดด้วยกันเอง ที่ได้ยินมาหลายครั้ง ได้แก่ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (โดยเฉพาะหลังการมรณภาพของสมเด็จพระพุฒาจารย์) วัดพระธรรมกายซึ่งมักมีปัญหากรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับชาวบ้านแทบทุกแห่งและมีปัญหาการแสวงหาเงินด้วยการนำบุญมาขายเป็นสินค้า หรือที่วัดวัดโสธรวรารามวรวิหารที่แปดริ้วเอง ก็มีข่าวการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเงิน การดูแลทรัพย์สินเงินทองในวัด อยู่เนืองๆ นอกจากนี้ยังได้ยินข่าวว่าพระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคุณ ระดับสมเด็จพระราชาคณะบางองค์ ครอบครองทรัพย์สินเงินทองมากมาย บางองค์มีรถยนต์หรู ๆ ห้าหกสิบคันก็มี ทั้งหมดนี้ไม่น่าจะเป็นสัปปายะในการปฏิบัติธรรมของพระเลยแม้แต่น้อย

ตามพระวินัยเท่าที่ผมได้ทราบมา พระสายธรรมยุติจะไม่จับเงิน แต่ถึงจะไม่จับเอง ลูกวัด กรรมการวัด ก็เป็นคนจับเงินทองเหล่านั้นอยู่ดี และในหลายครั้งก็เกิดกรณีวัดครึ่งกรรมการครึ่งแบบไทยๆ ยิ่งวัดไหนนิยมสร้างวัตถุมงคล พระเครื่อง พุทธพาณิชย์ทั้งหลายแล้ว ผมก็เกิดความสงสัยว่าวัดจะได้เงินนิดหน่อย กรรมการวัดอาจจะได้มากกว่าครึ่งไปเยอะมาก เพราะเห็นเศรษฐีจากการสร้างพระเครื่องมากมายมหาศาลเหลือเกินจนน่าตกใจ ในซอยบ้านผมเองก็มี รวยจากการขายและสร้างพระเครื่องเกจิอาจารย์ต่างๆ ที่หนักข้อคือนักการเมืองชั่วๆ เข้าไปหากินกับวัด ถึงขั้นค้าขายเอาที่ธรณีสงฆ์ที่มีคนบริจาคมาทำสนามกอล์ฟได้แถวๆ รังสิต เป็นที่น่าเอน็จอนาจใจอย่างยิ่ง ไร้หิริโอตัปปะ ช่างไม่กลัวบาปกรรมเอาเสียเลย

ปัญหาเหล่านี้ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม คนสมัยนี้หลายคนก็ไม่อยากทำบุญกับวัด เพราะไม่มั่นใจว่าเงินทองทรัพย์สินที่ทำไปจะตกอยู่กับใครที่ไหน วัดที่ระมัดระวังเรื่องทรัพย์สินเงินทองมากหน่อยก็พอมี แต่ไม่ขอยกตัวอย่าง เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดปัญหาการทุจริตขึ้น เนื่องจากระบบในการตรวจสอบดูแลไม่มีเลย ผมเลยมีข้อเสนอว่าวิชาการบัญชี น่าจะช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ ดังนี้

1.ควรตรากฎหมายบังคับให้วัดทุกวัด (หรืออย่างน้อยวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินทุกปี ตามหลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับทั่วไป ซึ่งควรประกอบด้วยอย่างน้อย งบดุล ซึ่งแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของวัดทั้งหมด และงบกำไรขาดทุน ซึ่งแสดงว่าวัดมีรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้างในแต่ละรอบบัญชี การบังคับให้ทุกวัดทำบัญชีและเปิดเผยรายงานทางการเงินแก่สาธารณชนเป็นประจำทุกปีเป็นการสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ จะช่วยลดปัญหาวัดครึ่งกรรมการครึ่ง การโกงการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ ลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

2.ให้ผู้ประเมินราคาทรัพย์สินมืออาชีพเข้าไปประเมินราคาทรัพย์สิน ที่ดิน อาคาร ต่างๆ ในวัด ทั่วประเทศไทย ในปีแรกที่มีการบังคับใช้กฎหมายในข้อแรก เพื่อให้การจัดทำบัญชีทรัพย์สินเป็นไปอย่างมีหลักวิชาการ

3.ให้ทุกวัดมีผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตหรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินของวัดต่างๆ ทุกๆ ปีไป เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างรัดกุมมากขึ้นป้องกันการทุจริตอันอาจจะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย

4.ให้ตรากฎหมายระเบียบเกี่ยวกับการพัสดุ การจัดซื้อจัดจ้างสำหรับวัดขึ้นมาใช้ เพื่อลดช่องว่างในการทุจริตของวัดและกรรมการวัดลงไปให้มากที่สุด

5.หากวัดใดร้างหรือสิ้นสภาพนิติบุคคล ให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดิน และให้ตราร่างกฎหมายในการดูแล/ชำระบัญชีทรัพย์สินของวัดต่างๆ ข้อนี้ในต่างประเทศเริ่มเห็นเป็นจำนวนมาก โบสถ์จำนวนมากปิดกิจการและขายทอดตลาด เพราะไม่มีบาทหลวงและคนไม่เข้าโบสถ์ ต่อไปประเทศไทยก็อาจจะมีปัญหาเช่นเดียวกัน (สถิติจำนวนพระลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน) ผมคิดว่าควรกำหนดหลักเกณฑ์ว่าทรัพย์สินของวัดที่ร้างหรือสิ้นสภาพนิติบุคคลไป ให้นำไปใช้ต่อเพื่อการทำนุบำรุงสืบอายุพระพุทธศาสนาก่อนเป็นหลัก หากจะนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อื่นๆ เช่น การศึกษา หรือ สาธารณสุขก็อาจจะทำได้ โดยการรับฟังเสียงจากชุมชนโดยรอบเสียก่อน

6.กฎหมายควรกำหนดให้เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และกรรมการวัด ควรมีส่วนรับผิดชอบหากเกิดปัญหาการทุจริตร้ายแรง เช่น ต้องจับสึกพระที่ดูแลเงินทองของวัดแล้วทุจริตออกไป และควรมีโทษทางแพ่งและทางอาญาด้วย

ทั้งหมดที่นำเสนอนี้ เพื่อลดความลักลั่น เพราะวัดเป็นนิติบุคคลประเภทเดียวในประเทศไทย ที่ไม่ต้องมีความรับผิดชอบทางการเงิน การรายงานทางการเงินใดๆ เลย ซึ่งน่าจะเป็นเหตุนำมาซึ่งความเสื่อมของพระพุทธศาสนาได้ ก็ขอฝากให้มหาเถรสมาคม สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และพุทธศาสนิกชนช่วยกันเสนอความคิดเห็นเพื่อช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...