xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

"จ่าประสิทธิ์"ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี หมิ่นเบื้องสูงเจอคุก2ปี6เดือน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมิ่นเบื้องสูง หมายเลขดำ อ.2360/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย จำเลยในความผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โดยศาลพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง มีความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 112 พิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน แต่สืบเสาะพฤติการณ์แห่งคดี และสอบถามพนักงานคุมประพฤติแล้ว เห็นว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวปราศรัย มีเนื้อหาถ้อยคำที่รุนแรง ทำให้สถาบันซึ่งเป็นที่สักการะของปวงชนชาวไทยเกิดความเสียหาย

อีกทั้งจำเลยเคยเป็น ส.ส.ถึง 2 สมัย ย่อมต้องรู้จักรับผิดชอบชั่วดี การใช้คำพูดต้องใช้วิจารณญาณ และความระมัดระวังมากกว่าบุคคลทั่วไป จำเลยย่อมต้องรับรู้ถึงผลที่กระทำลงไป ซึ่งการปราศรัยของจำเลยทำให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง อีกทั้งจำเลยมีประวัติถูกดำเนินคดีอาญาหลายคดี แต่ยังมากระทำผิดซ้ำอีกในเรื่องที่ร้ายแรงขึ้น จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

เหตุของคดีนี้ เกิดเมื่อวันที่ 7 พ.ค.57 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการต่อสู้ทางการเมืองกันอย่างดุเดือด ระหว่างกลุ่ม กปปส.กับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

"จ่าประสิทธิ์" ในฐานะหนึ่งในแกนนำกลุ่มเสื้อแดง ได้ปราศรัยบนเวที ในการจัดกิจกรรม "หยุดล้มล้างประชาธิปไตย" ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว โดยพูดถึงการต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดง แล้วไปพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง

ต่อมา วันที่ 9 พ.ค.57 นายทหารพระธรรมนูญ ตามนโยบายของกองทัพบก ได้แจ้งความจับจ่าประสิทธิ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ สน.โชคชัย แต่จ่าประสิทธิ์ ก็มิได้เข้ามอบตัวแต่อย่างใด แถมยังให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ไม่ซีเรียสกับเรื่องนี้ เพราะไม่ได้กระทำตามที่

ถูกกล่าวหา ยังมีหลักฐานที่เป็นคลิปการปราศรัย และได้ถอดความออกมาแล้ว ไม่มีคำไหนที่ไปละเมิดเบื้องสูง อีกทั้งเจตนาของคนเสื้อแดงนั้น เป็นการต่อสู้ตั้งแต่อำมาตย์ลงมา สำหรับสถาบันเบื้องสูง เราจะไม่เกี่ยวข้อง เราเคารพบูชา อยู่แล้ว

กระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ จากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57และได้ออกประกาศ ให้จ่าประสิทธิ์ เข้ารายงานตัวต่อ คสช. ในฐานะเป็นบุคคลที่อาจจะก่อความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งจ่าประสิทธิ์ ก็เข้ารายงานตัวที่ จทบ.ส.ร./กกล.รส. ประจำพื้นที่ จ.สุรินทร์ ในวันที่ 24 พ.ค. 57 ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหาร ก็ได้ควบคุมตัวไว้ที่ค่ายทหาร จ.นครราชสีมา เป็นเวลา 3 วัน ก่อนส่งตัวให้ พ.ต.อ.ธนวัตร วัฒนกุล ผกก.สน.โชคชัย ดำเนินคดี ตามหมายจับ สน.โชคชัย ที่ 912/2557 ลงวันที่ 26 พ.ค. 57

ต่อมาวันที่ 29 ก.ย. 57 จ่าประสิทธิ์ ถูกนำตัวขึ้นศาล ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน พร้อมอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยเข้าใจ ซึ่งจ่าประสิทธิ์ ยังคงให้การปฏิเสธ โดยฝ่ายโจทก์แถลงขอนำพยานเข้าสืบจำนวน 12 ปาก ใช้เวลา 3 นัด ขณะที่ฝ่ายจำเลยแถลง ขอนำพยานเข้าสืบจำนวน 10 ปาก ใช้เวลา 2 นัด ศาลจึงนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก ในวันที่ 20 ก.พ. 58 ซึ่งในช่วงนี้ ญาติได้ขอยื่นประกันตัว แต่ศาลไม่อนุญาต เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวกลับไปคุมขัง ที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร

ต่อมา วันที่ 27 ต.ค. 57 ศาลนัดพร้อมเพื่อสอบถามจำเลย ในคดีนี้อีกครั้ง ซึ่งจ่าประสิทธิ์ ได้ยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร จำนวน 32 หน้า และ ขอกลับคำให้การ จากที่เคยปฏิเสธ เมื่อครั้งที่ศาลได้เคยสอบคำให้การ เป็นให้การรับสารภาพ โดยอ้างว่าสำนึกในความผิดที่ได้กระทำไป ศาลจึงให้พนักงานคุมประพฤติ สืบเสาะพฤติกรรมทางคดี และรายงานให้ศาลทราบภายใน 15 วัน พร้อมกับนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 3 ธ.ค. 57

ในที่สุดศาลก็มีคำพิพากษา ให้จำคุก จ่าประสิทธิ์ เป็นเวลา 5 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

หลังฟังคำพิพากษา จ.ส.ต.ประสิทธิ์ กล่าวเพียงว่า ได้ถูกคุมขังในเรือนจำมากว่า 6 เดือนแล้ว และไม่ต้องการที่จะนำความขัดแย้งให้กลับมาอีก จึงไม่คิดที่จะอุทธรณ์คดี 

เป็นอันว่า "จ่าประสิทธิ์" ต้องถูกประคองปี เข้าไปรับโทษในเรือนจำอีกประมาณ 2 ปี

ทั้งนี้ ยังมีคดีหมิ่นเบื้องสูง ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอีกหลายราย อาทิ กรณี นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ และ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ที่ตีพิมพ์บทความ คมความคิด ของผู้ใช้นามปากกาว่า “จิตร พลจันทร์”ซึ่งก็คือนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เรื่อง "แผนนองเลือดกับยิงข้ามรุ่น" และเรื่อง “6 ตุลาแห่ง พ.ศ. 2553”มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยไม่มีมูลความจริง เมื่อเดือนมี.ค.ปี 53

ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 23 ม.ค.56 ให้จำคุกนายสมยศ 2 กระทงๆ ละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี และให้นับโทษ 1 ปี คดีหมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ด้วยรวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 11 ปี

จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี โดยอ้างว่า เป็นเพียงบรรณาธิการ และขณะนั้น พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ที่บัญญัติเกี่ยวกับความผิดในฐานะบรรณาธิการ ได้ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 แล้ว ดังนั้นจำเลย ซึ่งเป็นเพียงบรรณาธิการ ไม่ใช่ผู้ประพันธ์บทความ จึงไม่ต้องรับผิด และว่าบทความของผู้ประพันธ์นามปากกา“จิตร พลจันทร์”นั้นกล่าวถึงระบบอำมาตย์ มิใช่พระมหากษัตริย์ แต่ศาลเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนตามความคำตัดสินของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา  

ขณะนี้ นายสมยศ ได้ยื่นฎีกาต่อสู้คดี และคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ส่วนคดีของ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก กรณีเมื่อวันที่ 29 มี.ค.53 ที่นายยศวริศ ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีนปช. เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ โจมตีบุคคลสำคัญฯ และพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงให้ได้รับความเสียหาย คดีนี้ทั้งศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ เห็นว่า นายยศวริศ กระทำผิดตามฟ้องจริง จึงพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

แต่นายยศวริศ ได้ยื่นฎีกาสู้คดี และได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 5 แสนบาท พร้อมการรับรองฎีกาเพื่อขอปล่อยชั่วคราว เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา

กรณีของนายยศวริศ ศาลได้อนุมัติให้ปล่อยตัวชั่วคราว ไปเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 57 โดยตีราคาประกัน 700,000 บาท


กำลังโหลดความคิดเห็น