xs
xsm
sm
md
lg

ว่าด้วย “ผู้นำ”

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

(18 มี.ค.57)

วันนี้ ผู้เขียนขอวิสัชนาเรื่อง “ผู้นำ” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะส่งผลกระทบต่อชัยชนะเหนือระบอบทักษิณในเร็ววันนี้ และการปฏิรูปประเทศไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน ตามลำดับหัวข้อดังต่อไปนี้

สถานการณ์กำหนด ถึงเวลาปลดล็อก “ผู้นำ”

สถานการณ์การขับเคี่ยวกันระหว่างอำนาจประชาชนกับอำนาจทักษิณ ได้ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่ง อาจถึงกับมีการ “ปลดล็อกผู้นำ” ภายในขบวนการประชาชน เพื่อกรุยทางไปสู่การต่อสู้เอาชนะได้แบบเบ็ดเสร็จเหนือระบอบทักษิณ และนำไปสู่การปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้านต่อไป

มันเป็นสิ่งที่จะ “จำเป็นต้องเกิดขึ้น” ตามกฎการพัฒนาของขบวนการประชาชน ที่เมื่อสถานการณ์โดยรวมเข้าสู่สภาวะติดตัน ก็จำเป็นจะต้องมีการปรับตัวให้สอดรับกับความเป็นจริง หรืออีกนัยหนึ่ง จำเป็นต้องมีการปรับความคิด และแนวทางปฏิบัติซึ่งจัดอยู่ในปริมณฑลของความพยายามทางด้านอัตวิสัย ให้สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการที่เป็นจริง ซึ่งก็คือกฎเกณฑ์ทางภววิสัย

ณ วันนี้ สภาพเป็นจริงที่สะท้อนกฎเกณฑ์การพัฒนาทางภววิสัยของขบวนการประชาชน ได้แสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่า จำเป็นจะต้องมีการ “ยกระดับ” การนำ ในรูปของการ “ปรับตัว” ผู้นำ ทั้งที่เป็นผู้นำหน้าเดิมปรับตัวเองให้ดีขึ้น หรือด้วยการเปิดทางให้ผู้นำหน้าใหม่ที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่า

เหตุผลของผู้เขียนคือ การนำของขบวนการประชาชน โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณและคณะ ภายใต้ธง “กปปส.” ได้ก้าวมาถึงจุดติดตันแล้ว หลักๆ ก็คือ พวกเขาไม่สามารถนำเสนอทางออกให้แก่ประเทศไทยได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อขจัดระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยแล้ว จะดำเนินการปฏิรูปอย่างอย่างรอบด้านได้อย่างไร ?

เรื่องนี้ได้กลายเป็นเหตุบั่นทอนเอกภาพทางการเมืองในหมู่มวลมหาประชาชนอย่างสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสภาประชาชน รัฐบาลประชาชน และการปฏิรูปพลังงาน

ตามแนวคิดของคุณสุเทพและคณะ การปฏิรูปจำกัดอยู่ในวงของการปฏิรูปทางการเมือง หนำซ้ำยังจำกัดอยู่ในกรอบของการเมืองเลือกตั้งเท่านั้น

ผู้เขียนเห็นว่า เป้าหมายการปฏิรูปเช่นนี้ “แคบเกินไป” ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน ในฐานะ “เจ้าภาพ” ดำเนินการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งนี้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ แนวคิดโดยรวมของคุณสุเทพและคณะ ไม่ได้รับรองสถานภาพของความเป็น “อำนาจกำหนด” ของอำนาจประชาชน เห็นได้จากไม่ให้ความสำคัญแก่การจัดตั้งสภาประชาชน ให้เป็นองค์กรอำนาจถาวรของประชาชน แต่ถือว่าเป็นเพียง “สภานิติบัญญัติ” ของประชาชน ซึ่งในที่สุดก็วนเวียนอยู่ที่ขอบ “หลุมดำ” แห่งระบบการเลือกตั้งแบบเดิมๆ ซึ่งจะไม่สามารถนำพาประเทศไทยพ้นจากวงจรอุบาทว์แต่ประการใด

เจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนคืออะไร ?

ก็คือขจัดระบอบทักษิณ ล้างการเมืองชั่ว และระบบการเมืองที่เป็นบ่อเกิดของการเมืองชั่ว พาประเทศไทยออกจากวงจรอุบาทว์ สถาปนาอำนาจประชาชน ดำเนินการเมืองประชาชนในรูปของสภาประชาชน อันประกอบด้วยสมาชิกสภาฯ ที่ประชาชนคัดสรรมากับมือ ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลประชาชน ที่ประกอบด้วยคณะบุคคลที่ “ซื่อสัตย์ต่อประชาชน” ใช้อำนาจบริหารประเทศ จากนี้ไปดำเนินการปฏิรูปประเทศไทยอย่างรอบด้าน ปูพื้นฐานให้แก่การก้าวเดินไปสู่อนาคตอันยาวไกล และยังประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

การ “ปลดล็อก” เป็นจุดแข็งของขบวนการประชาชน


เมื่อครั้งที่คณะแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศยุติบทบาทความเป็นแกนนำ (วันที่ 23 สิงหาคม 2556) ได้นำไปสู่การ “ปลดล็อก”มวลมหาประชาชนครั้งใหญ่ ส่งผลโดยตรงให้เกิดความเป็นเอกภาพกันทั้งทางด้านความคิด การเมือง จัดตั้ง ในขบวนการประชาชน และเป็นเงื่อนไขสำคัญแก่การตัดสินใจของคุณสุเทพและคณะ ก้าวลงสู่ถนน นำมวลมหาประชาชนเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจการเมืองชั่วในระบอบทักษิณ และประกาศตัวเป็นผู้นำมวลชนอย่างแท้จริงในเวลาต่อมา

มาครั้งนี้ สถานการณ์โดยรวมกำลังบีบบังคับให้คุณสุเทพและคณะต้องตัดสินใจปรับแนวคิดตัวเองครั้งใหญ่ คือถ้าไม่ถอยลงมาจากความเป็นผู้นำมวลชน ก็ต้อง “ยกระดับ” การนำของตนเองให้สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของสถานการณ์และเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน

บรรยากาศแห่งความรู้สึก “ติดตัน”และ “วนอยู่ในอ่าง” ที่กำลังแพร่หลายอยู่ในขบวนการประชาชน

เวลานี้ มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับบรรยากาศแห่งความรู้สึกในหมู่มวลชนในห้วงก่อนที่คณะแกนนำพันธมิตรฯจะประกาศยุติบทบาทการนำ โดยหลายกลุ่มหลายฝ่ายต่างพุ่งเป้าไปยังคณะแกนนำพันธมิตรฯ ว่าทำไมไม่ออกมานำการต่อสู้ ในห้วงที่มวลมหาชนพากันทนไม่ไหวอย่างยิ่ง ต่อพฤติกรรม “เร่งเกมรุก”ของทักษิณ ที่สั่งลูกสมุนทั้งในภาครัฐบาล รัฐสภา และกลุ่มนปช. เร่งเกมรุกใหญ่ คุกคามศาลและองค์กรอิสระต่างๆอย่างบ้าคลั่ง วาดหวังจะฮุบกินประเทศไทยในบัดดล

วันนี้ หลายกลุ่มหลายฝ่ายก็ตั้งปุจฉาว่า เหตุใดกำนันสุเทพจึง “กัก” มวลชนอยู่กับที่ “มัวรออะไรอยู่ ?” และทำไมไม่เปิดเวทีให้แก่การปฏิรูปพลังงาน ?

ในทางการเมือง เมื่อคุณสุเทพและคณะกรรมการ “กปปส.” ตัดสินใจปิดกรุงเทพฯในวันที่ 13 มกราคม 2557 ผู้เขียนเคยเสนอผ่านคุณสุริยะใสไปยังคุณสุเทพและคณะฯว่า ขอให้ดำเนินการเปิดประชุมสภาประชาชนและจัดตั้งรัฐบาลประชาชนขึ้นมา เพื่อแสดงความชอบธรรมในการใช้อำนาจของประชาชน ในฐานะแห่งความ “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” ตามมาตรา 3 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังที่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วในการชุมนุมครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 แต่จนแล้วจนรอด ก็หามีเสียงตอบกลับว่าจะทำหรือไม่แต่ประการใด

ก็ไหนบอกว่า “อาจารย์สันติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ด้วยสันติวิธี” ล่ะ ? (คุณสุเทพเคยประกาศเช่นนี้บนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผู้เขียนได้เห็นกับตาและได้ยินกับหูของตัวเอง)

มาวันนี้ เสียงที่ต้องการให้เปิดประชุมสภาประชาชน จัดตั้งรัฐบาลประชาชน ได้ดังขึ้นเรื่อยๆ

ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ถึงกับเสนอบนเวทีสวนลุมพินีในเรื่องดังกล่าว เพื่อยืนยันถึงอำนาจประชาชน ในฐานะอำนาจกำหนดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์นี้

ขณะที่คุณสุเทพกลับพร่ำหาแต่ “รัฐบาลคนกลาง” แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า จะมอบอำนาจการปฏิรูปประเทศไทยให้แก่รัฐบาลคนกลาง แล้วให้มวลมหาประชาชน “กลับบ้าน” รอผลการปฏิรูปโดยรัฐบาลคนกลาง

มันสวนทางกับแนวคิดของมวลมหาประชาชนอย่างสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือรัฐบาลของประชาชน ที่มาจากอำนาจกำหนดของประชาชน โดยมติที่ประชุมของสภาประชาชน !

ในที่สุด หลายๆฝ่ายจึงขยับตัว เริ่มมองไปในทางเดียวกันแล้วว่า จำเป็นต้องมีการ “ปลดล็อก” ครั้งใหญ่ ในส่วนของการนำ โดยเฉพาะในตัว “ผู้นำ”

ผู้นำต้อง “ซื่อสัตย์ ชัดเจน ถูกต้อง”


ผู้นำที่กำลัง “เข้าตา” ประชาชนวันนี้ ก็คือผู้นำที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งบุคลิกภาพหรือคุณสมบัติดังกล่าว มองในระดับ “จินตภาพ”ก็คือความ “ซื่อสัตย์ต่อประชาชน” นั่นเอง

ซื่อสัตย์แบบไหน ?

หลักๆ ก็คือ การแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ตัวอย่างที่เด่นชัดก็เช่น การแสดงจุดยืนของ พล.ร.ต. วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษของกองทัพเรือ หรือหน่วย “ซีล” ที่ประกาศยืนอยู่ข้างประชาชน ในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ ทั้งๆที่ท่านยังทำหน้าที่เป็นข้าราชการประจำ ทำให้ท่านได้ใจมวลมหาประชาชนเป็นอย่างมาก

ขณะที่หลวงปู่พุทธอิสระ แสดงความปรีชาสามารถอย่างยิ่งยวด ในการนำมวลชนปักหลักอยู่ที่เวทีแจ้งวัฒนะ เคลื่อนไหวต่อสู้อย่างต่อเนื่อง เอาจริงเอาจัง ประสบชัยชนะอย่างงดงามครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามารถรวมชาวนาที่เดือดร้อนจากนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไว้ที่เวทีแจ้งวัฒนะอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วพาออก “ตะลุยศึก” แทบไม่เว้นแต่ละวัน สร้างความมั่นใจในความเป็นผู้นำให้แก่มวลชนชาวนาได้เป็นอย่างมาก

ในทางการเมือง หลวงปู่ฯมีแนวคิดล้ำหน้า สอดรับกับเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชนเป็นอย่างดี มีการจัดประชุมตัวแทนชาวนา เพื่อก่อตั้งสภาชาวนา ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของสภาประชาชน

ในการปราศัยและแสดงธรรมทางการเมือง หลวงปู่ฯให้ความสำคัญต่ออำนาจประชาชนอย่างยิ่งยวด และเพื่อให้สิ่งนี้ปรากฏเป็นจริง ท่านจึงประกาศว่า จะเดินหน้าพามวลมหาประชาชนต่อสู้กับระบอบทักษิณโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ล้วนได้รับการขานรับเป็นอย่างดีทั้งจากมวลชนในที่ชุมนุมแจ้งวัฒนะ และมวลชนในที่ชุมนุมอื่นๆ รวมทั้งมีเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนที่รักความถูกต้องเป็นธรรม ทั้งที่เป็นและไม่เป็นลูกศิษย์ของท่าน

ในทำนองเดียวกัน การชูธง “ปฏิวัติโดยประชาชน” ของคุณนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษาเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ก็เป็นที่ฮือฮาไปทั่ว ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ได้ปรากฏชัดว่า ทิศทางการ “ปฏิวัติ”โดยประชาชน ที่ประกาศมานั้นจะดำเนินไปแบบไหน อย่างไร แต่ก็ได้ใจมวลชนแก่นแกนที่มุ่งมั่นในแนวคิดอุดมการณ์ปฏิวัติสังคมเพื่อ “ปลดปล่อย” ประเทศไทยให้พ้นจากอำนาจชั่วอย่างชัดเจน

คุณนิติธรและกลุ่มแกนนำ “คปท.”ที่มีคุณอุทัย ยอดมณีเป็นผู้ประสานงาน มีแนวทางการเมืองชัดเจน คือยืนยันในความเป็น “อำนาจกำหนด”ของอำนาจประชาชน ตั้งเป้าการต่อสู้ไว้ที่การล้มล้างอำนาจกลุ่มทุนสามานย์ในระบอบทักษิณ แล้วสถาปนาอำนาจประชาชนขึ้นแทนที่ ในทางปฏิบัติก็คือจะต้องให้อำนาจแก่ที่ประชุมสภาประชาชน จัดตั้งรัฐบาลประชาชน ดำเนินการปฏิรูปประเทศไทยอย่างรอบด้าน รวมทั้งการปฏิรูปที่ดินและพลังงาน

อาจกล่าวได้ว่า ใครก็ตามที่ได้ประจักษ์แก่สายตาตนเอง ถึงความห้าวหาญเด็ดเดี่ยวของคุณนิติธรและคณะ ที่นำมวลชน “คปท.” ขับเคี่ยวกับรัฐตำรวจในระบอบทักษิณครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ย่อมรู้สึกสบายใจ มั่นใจ อุ่นใจ และยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมต่อสู้ไปกับ “คปท.”

สรุปคือ ความชัดเจนในเรื่องต่างๆ ทำให้ท่านเหล่านั้น “ได้ใจ” มวลมหาประชาชน !

ตามกฎแห่งเหตุปัจจัย ความชัดเจนที่แสดงออกอย่างไม่มีเงื่อนไขครั้งแล้วครั้งเล่า ก็กลายเป็นหลักฐานยืนยันถึงความ “ซื่อสัตย์” ที่ท่านเหล่านั้นมีต่อประเทศชาติและประชาชน

มวลมหาชนที่ “ประจักษ์” ในคุณสมบัติเช่นนี้ของท่านเหล่านั้นในท่ามกลางการเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างยืดเยื้อยาวนาน จึงมีความไว้วางใจสูงสุด และพร้อมอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ร่วมเป็นร่วมตายอย่างไม่มีเงื่อนไข

ฉันใดฉันนั้น มวลมหาชนจะเริ่ม “เมิน” ผู้นำที่ขาดความชัดเจน และเกิดความ “สงสัย” ในความซื่อสัตย์ด้วย พวกเขาจะแสดงความไม่พร้อมที่จะร่วมเป็นร่วมตายกับผู้นำเหล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ด้วยเหตุการณ์หลายๆอย่างเป็นตัวกระตุ้น มวลชนก็จะเริ่มถอยห่าง และพากัน “ย้ายฐาน” ไปห้อมล้อมผู้นำที่พวกเขาเชื่อมั่นศรัทธา

กระนั้น ปรากฏการณ์เช่นนี้ ถือว่ายังดำเนินไปในกรอบของการ “ปรับขบวน” อย่างเป็นธรรมชาติภายในขบวนการประชาชนเอง ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อขบวนการประชาชนแต่ประการใด ทั้งนี้เพราะ มวลมหาประชาชนยังยึดมั่นในอุดมการณ์ มุ่งมั่นที่จะต่อสู้เอาชนะระบอบทักษิณ ขจัดการเมืองชั่ว ทำการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศไทยด้วยมือของตัวเอง

พวกเขาเพียงแต่ “ย้ายฐาน” ไม่ได้ “หนีทัพ” หรือ “ละทิ้งกลางคัน” แต่ประการใด

เมื่อซื่อสัตย์ ชัดเจน ก็ถูกต้อง และได้รับชัยชนะ


การขับเคี่ยวกับระบอบทักษิณ เป็นการต่อสู้กันระหว่าง “ธรรมะ” กับ “อธรรม” ระหว่าง “พลังอำนาจดี” กับ “พลังอำนาจชั่ว” ขบวนการประชาชนแสดงบทบาทเป็น “เจ้าภาพ” สามัคคีคนไทยทุกฝ่ายที่ไม่เอาระบอบทักษิณ ไม่เอาการเมืองชั่ว ดำเนินการเคลื่อนไหวต่อสู้เปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้านต่อไป

ในการนี้ ความ “ตื่นรู้”ของมวลมหาประชาชน จึงกลายเป็น “ปัจจัยชี้ขาด”

การ “จุดเทียนปัญญา” โดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุลและคณะในปลายปี 2548 และต่อมาได้พัฒนาขึ้นมาเป็นแนวการเคลื่อนไหวต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป้าหมายหลักก็คือการสร้างการตื่นรู้ให้แก่มวลมหาประชาชน เพื่อให้เกิดเป็น “กองทัพมวลชนตื่นรู้” ไปทั่วทุกหัวระแหงของประเทศไทย รวมทั้งในชุมชนชาวไทยในต่างประเทศทั่วโลก

มวลชนพันธมิตรฯที่ “ตื่นรู้” หลักๆก็คือ “รู้จริง”ในเหตุแห่งปัญหาของประเทศไทย เกิดความ “รู้คิด”และ “รู้ทำ” พากันทุ่มโถมตัวเองเข้าสู่การต่อสู้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และด้วยความเสียสละกล้าหาญ แม้กระทั่งเมื่อคณะแกนนำประกาศยุติบทบาทการนำ พวกเขาก็ยังเกาะกลุ่มกันแน่น พากันเคลื่อนย้ายตัวเองไปร่วมกับกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) และเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) รวมทั้งแสดงบทบาทเป็น “มวลชนแก่นแกน” ของมวลมหาประชาชน ภายใต้การนำของ “กปปส.”

สิ่งที่มวลชนตื่นรู้ต้องการที่สุดก็คือ ความชัดเจนของการนำ ว่าสอดคล้องกับความเป็นจริงที่พวกเขาเข้าถึงหรือไม่ อีกนัยหนึ่ง พวกเขาเป็น “ผู้เลือก” ผู้นำ

ในบริบทเช่นนี้เอง ผู้เขียนจึงขอ “ชี้ชัด”ว่า ผู้นำที่มวลชนตื่นรู้เลือก จะต้องเป็นผู้ที่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในทุกๆเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญๆ ที่ชี้เป็นชี้ตาย ชี้ผิดชี้ถูก และจะต้องเป็นผู้ที่ยึดมั่นใน “ธรรม” หรือ ความจริงระดับสัจธรรม สามารถเข้าถึงความจริง(กฎภววิสัย) สามารถปรับและกำหนดแนวคิด แนวทางการเคลื่อนไหวต่อสู้(ความพยายามทางอัตวิสัย)ได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสอดคล้องกับระดับความตื่นรู้ของมวลชนแก่นแกน ซึ่งในที่สุด ก็จะสามารถนำมวลมหาชนดำเนินการต่อสู้จนได้รับชัยชนะ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริงในทุกห้วงเวลา

ถ้าอธิบายตามหลักทฤษฎีของผู้เขียนก็คือ ผู้นำที่มวลชนตื่นรู้เลือก จะต้องเป็นผู้ “ปฏิบัติ 3 ธรรม” คือ 1.เข้าถึงธรรม ซึ่งก็คือเข้าถึงความจริง 2.เดินทางธรรม ซึ่งก็คือการปรับแนวคิดการต่อสู้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง และ 3.สร้างทางธรรม ซึ่งก็คือการสามัคคีพลังอำนาจดีทุกฝ่ายในขบวนการประชาชน ดำเนินการเคลื่อนไหวต่อสู้จนประสบชัยชนะ

เมื่อพิจารณลึกซึ้งลงไปอีก ก็จะพบเห็นความเชื่อมโยงที่ขับเคลื่อนกันอยู่เสมออย่างเป็นพลวัต ระหว่าง ความตื่นรู้กับความซื่อสัตย์ ความชัดเจน และความถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลลงเอยที่การยอมรับของมวลมหาประชาชน เกิดความพร้อมอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ จนกระทั่งได้รับชัยชนะในที่สุด

ทั้งหมดนั้น กลายเป็นองค์ประกอบที่ขาดจากกันไม่ได้ และเป็นหลักประกันพื้นฐานแห่งชัยชนะของขบวนการประชาชน

จึงพอสรุปได้ว่า ผู้นำที่ดีของมวลมหาประชาชน จักต้องเป็นผู้ตื่นรู้ เป็นผู้ซื่อสัตย์

ตามมาตรฐานของผู้เขียนก็ต้องบอกว่า ทั้งต้อง “ซื่อสัตย์”และ”ปฏิบัติ 3 ธรรม” !
กำลังโหลดความคิดเห็น