xs
xsm
sm
md
lg

ตามหาคำตอบ ทำไมคนล้างพิษตับจำนวนมากถึงได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น !? (ตอนที่ 2) : ขจัดสารพิษที่ละลายในไขมัน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ณ บ้านพระอาทิตย์
โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

จากงานวิจัยค้นคว้าที่มีชื่อว่า "Factors Affecting the Storage and Excretion of Toxic Lipophilic Xenobiotics" แปลเป็นไทยก็คือ "ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการสะสมและการขับถ่ายออกของสารพิษจากภายนอกที่ละลายในไขมัน" ซึ่งจัดทำโดย Ronal J. Jandacek และ Practick Tso จากภาควิชาพยาธิวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งซินซิเนติ เมืองซินซิเนติ มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์เมื่อ ปี พ.ศ. 2544 ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่แสดงงานวิจัยเกี่ยวกับการล้างพิษตับโดยตรง แต่เป็นงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ทำให้เราได้เข้าใจกระบวนการสะสมและการทำลายสารพิษในร่างกายเราได้มากขึ้น จึงส่งผลทำให้เราสามารถหาคำตอบได้ว่าทำไมคนล้างพิษตับจำนวนมากถึงได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้พบว่ามีสารพิษจำนวนมากที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ อยู่ในรูปของสารละลายในไขมัน และการขับสารพิษเหล่านี้ออกมาโดยทั่วไปเป็นเส้นทางปกติคือการขับออกมาทาง "น้ำดี" (เพราะน้ำดีก็มีองค์ประกอบหลักคือไขมันคอลเลสเตอรอล)แต่ก็ยังพบหลักฐานจำนวนมากว่าส่วนที่ไม่ได้ขับออกมาทางน้ำดีก็ยังสามารถขับสารพิษออกได้ทางระบบลำไส้ของมนุษย์ได้ด้วย

ดังนั้นการที่เราอดอาหารจึงเป็นการเผาผลาญไขมันที่เจือปนสารพิษเหล่านั้นออกมาใช้เป็นพลังงานส่วนหนึ่ง และส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือการที่เราล่อให้ตับและถุงน้ำดีขับ "น้ำดี"ให้ออกมาให้มากเพื่อมาช่วยย่อยน้ำมันมะกอกที่เราดื่มเข้าไป และ"ขับถ่ายน้ำดี" เหล่านี้ออกให้มากกว่าปกติโดยการดื่มดีเกลือล่วงหน้าเพื่อให้ระบบลำไส้ดูดกลับน้ำดีเหล่านี้คืนกลับสู่ร่างกายให้น้อยกว่าที่ขับถ่ายออกจากร่างกาย


ในรอบที่เรามีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้ สารพิษจำพวกยาฆ่าแมลง สารพิษจากขยะโรงงานอุตสาหกรรมหลายชนิด รวมถึงสารพิษจากโรงงานชิ้นส่วนประกอบของหม้อแปลงไฟฟ้า นั้นสามารถตกค้างอยู่ในร่างกายเราได้ยาวนาน และสารพิษหลายชนิดก็เป็นสารก่อโรคมะเร็งและมีผลต่อการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อได้ทั้งสิ้น และสารพิษเหล่านี้ก็คงจะก่อโรคให้กับมนุษย์ต่อไปจนกว่าเราจะเรียนรู้ในการขับสารพิษเหล่านี้ให้ออกจากร่างกายเราได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตัวอย่างเช่น ยาฆ่าแมลงที่มีการใช้กันมากในยุคที่เรามีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ ดีดีที (DDT) ย่อมาจาก "ไดคลอโรไดฟีนิลไตรคลอโรอีเทน" (dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นยาฆ่าแมลงประเภทสารสังเคราะห์ออร์กาโนคลอรีน นิยมใช้มาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
 ภาพที่ 1 : ตัวอย่างโครงสร้างทางเคมีของ ดีดีที ยาฆ่าแมลงที่เป็นสารพิษที่สามารถสะสมในร่างกายมนุษย์ในรูปของไขมัน
ดีดีที เป็นสารที่สามารถตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายสิบปีหรือร้อยปีก็ได้ !!!

ในปี พ.ศ. 2505 นักชีววิทยาชาวอเมริกันชื่อ ราเชล คาร์สัน ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Silent Spring บรรยายถึงผลกระทบของ "ดีดีที" ต่อสิ่งแวดล้อม, การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนกเช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

เอาเป็นว่าไม่ต้องพูดถึงสัตว์หรือสิ่งแวดล้อมเลย เฉพาะว่า ดีดีที เป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มากแล้วในสหรัฐอเมริกา ส่งผลทำให้เกิดงานวิจัยอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการรณรงค์อย่างหนักของภาคประชาชนให้ยกเลิกการใช้ ดีดีที จนสำเร็จ

แต่กว่าที่สหรัฐอเมริกาจะออกฎหมายห้ามใช้ ดีดีที ได้ก็เมื่อปี พ.ศ. 2515 คือ ใช้เวลา 10 ปี ให้หลังนับตั้งแต่เริ่มมีงานวิจัยว่า ดีดีที ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ !!!

ส่วนของประเทศไทยไม่ต้องพูดถึงเพราะของไทยเพิ่งห้ามนำเข้า ดีดีที มาใช้ในทางการเกษตรตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2526 คือล้าหลังไปกว่าสหรัฐอเมริกาไปอีก 11 ปี หรือใช้เวลา 21 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลว่า ดีดีที ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์

หมายความว่าประชากรของไทยที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2526 น่าจะมีสารพิษจาก ดีดีที อยู่ในร่างกายเราไม่มากก็น้อยจากห่วงโซ่อาหาร
คือไม่ว่าจากพืชที่ฉีดดีดีทีแล้วเรากินเข้าไปโดยตรง หรือ จากสัตว์ที่กินพืชที่ฉีดดีดีทีแล้วเรากินเนื้อสัตว์เหล่านั้นต่ออีกทอดหนึ่ง

ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่นำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศอื่นที่ไม่ได้ห้ามใช้ ดีดีที ก็อาจจะได้รับสารพิษไปมากกว่านั้น เพราะกว่าจะเกิดอนุสัญญาสตอกโฮล์ม ห้ามการใช้ดีดีทีทั่วโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 หรือเพิ่ง 12 ปีมานี้เอง
ภาพที่ 2 ชื่อสารพิษและโครงสร้างทางเคมีของสารพิษที่ตกค้างได้อย่างยาวนานในสิ่งมีชีวิตซึ่งถูกบรรจุอยู่ในสนธิสัญญาขององค์การสหประชาชาติ
และความจริงยิ่งกว่านั้น ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยก็ยังใช้ยาฆ่าแมลงอีกหลายชนิดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์ และการไม่ควบคุมสารพิษหรือขยะในอุตสาหกรรมดีพอ แต่ก็ยังปล่อยให้ใช้และให้สารพิษแพร่กระจายกันมากขึ้นเพราะมีการทุจริตโกงกินเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม โรคมะเร็ง จึงกลายเป็นโรคยอดฮิตอันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุดในเวลานี้

รายงานการสำรวจขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่ทำการเกษตรมากเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่ใช้ยาฆ่าแมลงเป็นอันดับ 5 ของโรค ใช้ยาฆ่าหญ้าอันดับ 4 ของโลก และนำเข้าสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี แล้วจะให้คนไทยไม่ป่วยได้อย่างไร?


พืชผักผลไม้หลายชนิดในประเทศไทย แม้จะได้รับรองตราว่ามีคุณภาพตัว "Q" หรือแม้จะขายในตลาดสดหรือห้างใหญ่ กลับพบสารเคมีอันตรายหลายชนิดเกินมาตรฐานยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คาร์โบฟูราน และ เมโทมิล

สารพิษที่ตกค้างในมนุษย์นั้นทั้งอยู่ในรูปทั้งไขมัน และสามารถปะปนอยู่ในน้ำนมของมนุษย์สารพิษเหล่านี้จึงตกทอดจากแม่สู่ลูกได้ ทั้งๆที่เด็กๆเหล่านั้นอาจไม่เคยกินสารพิษเหล่านั้นเลย หรือเด็กเกิดมาในช่วงที่กฎหมายห้ามใช้สารพิษเหล่านั้นแล้วก็ตามก็ยังสามารถได้รับสารพิษเหล่านั้นได้จากแม่สู่ลูกเช่นกัน

จึงนับว่ายังดีที่งานวิจัย "Factors Affecting the Storage and Excretion of Toxic Lipophilic Xenobiotics" หรือ "ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการสะสมและการขับถ่ายออกของสารพิษจากภายนอกที่ละลายในไขมัน" งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เราเข้าใจและมั่นใจได้ว่าสารพิษเหล่านี้สามารถกำจัดได้ หากเราจัดการกับไขมันที่มาพร้อมกับสารพิษเหล่านี้อยู่ โดยเฉพาะเมื่อได้ทราบจากงายวิจัยชิ้นนี้ว่าการขับสารพิษออกจากร่างกายคือ "ทางน้ำดี" และ "ทางลำไส้"

เมื่อกลับมาพิจารณาในกระบวนการล้างพิษตับก็จะพบว่า การอดอาหารเผาผลาญไขมัน การล้างลำไส้ให้สะอาดด้วยยาขับถ่ายหรือใช้ธัญพืชไฟเบอร์เพื่อกวาดล้างลำไส้ และรวมถึงการใช้น้ำมันมะกอกเพื่อให้ตับและถุงน้ำดีขับ "น้ำดี" (ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือไขมันคอเลสเตอรรอล) คือการลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด ลดไขมันตกค้างในลำไส้ และ ลดไขมันจากตับที่ใช้มาผลิตน้ำดี การลดไขมันเหล่านี้ให้ลดลงจึงเท่ากับเป็นการลดสารพิษที่ละลายในไขมันในร่างกายเราได้ด้วย จึงย่อมน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนเข้าหลักสูตรล้างพิษจึงมีสุขภาพที่ดีขึ้นโดยรวมได้

เพราะตราบใดที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีจิตสำนึกที่จะเป็นเจ้าของบ้านเมืองอย่างแท้จริง และยังคงมีความเห็นแก่ตัวในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนในระยะสั้นๆ เราก็คงได้นักการเมืองเลวทรามชั่วช้าอย่างที่เห็นเป็นอยู่ในหลายยุคหลายสมัย ตราบนั้นเราคงจะหวังยากมากที่คนไทยจะไร้สารพิษจากสารเคมีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และคงหวังยากมากว่าคนไทยจะเจ็บป่วยน้อยลงหรือมีอายุที่ยืนยาวขึ้น

ในภาวะที่วิปริตเช่นนี้ การล้างพิษตับจึงน่าจะยังเป็นทางเลือกหนึ่งของคนไทยให้พึ่งพาตนเองได้ต่อไป !!!


กำลังโหลดความคิดเห็น