xs
xsm
sm
md
lg

ประธานองคมนตรี รัฐบุรุษ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลและการปรองดอง

เผยแพร่:   โดย: ว.ร. ฤทธาคนี

ความจริงแล้วเรื่องงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดงานให้มีขึ้นในวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นเดือนแห่งความรักตามทัศนคติตะวันตก ที่แผ่ขยายไปทั่วโลกจนกลายเป็นวัฒนธรรม “พร่าพรหมจรรย์”

ทั้งหมดนี้มิใช่ประเด็นร้อน แต่ที่ร้อนก็คือการเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เข้าร่วมงาน พร้อมทั้งมอบบทประธานเปิดงานให้ท่าน หากว่าบ้านเมืองอยู่ในสภาพปกติและเสถียร ก็คงเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ในแผ่นดิน ทั้งยังเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีพฤติกรรมการเมืองด่างพร้อยยิ่งสร้างเกียรติยศให้แก่งาน

แต่วันนี้ประเทศไทยมิได้อยู่ในสถานภาพและสถานการณ์เช่นนั้น เกิดวิกฤตทั้งที่เป็นไปตามธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น จึงเกิดคำถามว่างานนี้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่แอบแฝงอยู่ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ และบรรดาเศษสมองของสังคมแต่เป็นสมองให้ทักษิณ กำลังวางแผนอะไร หรือเพื่อให้เกิดภาพลวงตาอะไรบ้าง

ครับ เมืองไทยใครก็รัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เคยสละชีวิตและเลือดเนื้อเข้าปกป้องอำนาจอธิปไตย ปกป้องความเป็นไทย ปกป้องราชบัลลังก์ ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทย รวมทั้งยอมเสียสละความสุขส่วนตัว นอนกลางดินกินกลางทรายวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ไม่มีอะไรดูนอกจากดวงดาวบนท้องฟ้า ไม่มีไออุ่นอะไรนอกจากไออุ่นของตัวเอง

แต่บัดนี้เกิดวิกฤตนิติราษฎร์ อันเป็นกลุ่มเศษปัญญาขึ้นในบ้านเมือง ชีวิตร่างกายของเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อแผ่นดิน แต่เกิดมาเป็นอัตตานิยม เป็นทาสความคิดของใครคนหนึ่งหรือหลายคน ลุ่มหลงในอนาธิปไตยคติ เชื่อว่าความเสมอภาคของมนุษย์นั้นมีจริงตามแบบอวิชชาเขาที่เรียนมา แท้จริงแล้วความเสมอภาคของมนุษย์อยู่ที่ความรับผิดชอบชั่วดี การรักษาสิทธิของตนเองและผู้อื่นไม่ให้ถูกละเมิด หรือมิใช่การใช้สิทธิเบียดเบียนผู้อื่น

สัจจะตรงนี้ขึ้นอยู่ว่ามันเป็นสิทธิอันชอบธรรม และเป็นตรรกะของข้าฯ ที่ว่า “ข้าฯ คนหนึ่งละในแผ่นดินนี้ จักไม่ยอมให้ผู้ใดล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า”

ตรรกะอยู่ที่ว่าช่วงเวลาแห่งการครองราชย์กว่า 60 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้เคยทรงแสวงหาความสุขตามที่เป็นสิทธิของพระองค์ เช่น ทรงโปรดการขับรถแข่ง พระองค์ท่านก็ทรงทิ้งกีฬานี้ ทรงโปรดการแล่นเรือใบ พระองค์ท่านก็ทรงกีฬาจนนำชัยชนะให้ประเทศ แต่พระองค์ทรงสร้างแบบฉบับของความพยายาม โดยไม่ซื้อเรือใบมาแข่ง แต่พระองค์กลับสร้างเรือใบแข่งขันด้วยพระมหาสติปัญญา และความเพียรของพระองค์เองโดยแท้

หากจะมีใครหรือโครงการถวายเรือยอร์ชพระองค์ก็เป็นไปได้ แต่เป็นที่รู้กันว่าไม่ต้องพระประสงค์ ด้วยทรงล่วงรู้ว่าการทรงเรือยอร์ชนั้นเป็นการแสดงความหรูหราในสายตาคนทั้งโลก แต่ไม่เคยมีใครในภพนี้เห็นว่าพระองค์มีเรือพระที่นั่งสำราญเยี่ยงพระมหากษัตริย์หรือพระราชินีพระองค์อื่น

กลับทรงทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์อย่างเต็มพระกำลัง และพระสติปัญญาอันบริสุทธิ์สุดประเสริฐ ให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ให้พ้นจากกรรมของแต่ละคนเร็วขึ้น เพื่ออนาคตที่ดีของแต่ละอณูครอบครัวทั่วแผ่นดินไทย

นิติราษฎร์ตาบอด ใจบอด และสติบอด มุ่งที่จะฝ่าฟันกระแสความคิดเป็นกลางในเรื่องพระราชอำนาจและสิทธิส่วนพระองค์ บังอาจจาบจ้วงด้วยมุ่งหวังทำลายเกราะป้องกันแก้วตาดวงใจของคนไทยที่มีความจงรักภักดี และเข้าใจในหลักกฎหมายว่าด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพราะความเป็นกลางก็คือไม่กล่าวล่วงเกินพระองค์ท่าน เพราะไม่มีเหตุผลอะไรเลย จึงจะไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนอะไรจากตัวบทกฎหมายฉบับนี้แม้แต่น้อย

แม้นว่าพ่อแม่ของปุถุชนคนอย่างเราๆ มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากพ่อแม่คนอื่น เราเองยังไม่กล้าวิจารณ์ว่ากล่าวพ่อแม่ของเราเลย และนี่เป็นตรรกะในวัฒนธรรมคนไทย ต่างชาติไม่เกี่ยว และขอให้พวกสถุนทั้งหลายไปไกลๆ จากวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทย อย่าได้แถมาวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบ เพราะ “บ้านฉันก็บ้านฉัน บ้านแกก็บ้านแก”

ในสหรัฐฯ ถ้าใครเรียกแอฟริกันอเมริกันว่า นิกเกอร์ นิโกร หรือไอ้ดำ ก็ต้องติดคุกครับและชะตากรรมถูกกระทืบตายในคุก

เหตุนี้จึงสามารถกล่าวว่า “งานรักเมืองไทยเดินหน้าประเทศไทย” เป็นเพียงยุทธศาสตร์ล้างความคิดคนไทยในเรื่องประเทศไทยไม่มีสาเหตุของความแตกแยก ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ทนโท่ แจ่มแจ้งแดงแจ๋

นักยุทธศาสตร์ระดับอสูรอย่างนายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายภูมิธรรม เวชยชัย และนายจาตุรนต์ ฉายแสง ย่อมรู้ได้ว่า “หมากรุกตาไหน ควรจะเดินอย่างไรจึงจะชนะ” และสามารถใช้เป็นกลไกบีบคั้นคนไทยให้ทำตามที่พวกเขาปรารถนาได้ไม่ยากนัก

คนสัมภาษณ์นายเกรียงกมล เช่น หทัยรัตน์ พหลทัพ และสริญญา นิมะกุล จะรู้ดีว่านายเกรียงกมล คิดอะไรให้ทักษิณ จนสองคนนี้ใช้วลีว่า “อนาคตทักษิณ ชินวัตร ในกำมือเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์” เป็นหัวข้อเรื่องบทความ นายเกรียงกมล เป็นผู้นำนักศึกษายุค พ.ศ. 2519 ที่ทักษิณนำมาใช้งานเพื่อสยบขบวนการต่อต้านทักษิณ โดยปัญญาชนและนิสิตนักศึกษาในยุค พ.ศ. 2544

คำสารภาพของนายเกรียงกมล “ส่วนตัวผมรักเขา เขามีเสน่ห์สำหรับผม ผมรู้สึกว่าเขารักผมแบบน้อง อีกอย่างเขาก็เป็นผู้มีพระคุณต่อผม และยังมีพระคุณอยู่”

ทำให้สรุปได้ว่า ถ้ามีนายเกรียงกมล เป็นอย่างนี้เพียงคนเดียว ก็ไม่ติดใจ แต่ความลุ่มหลง ความหลงใหลทักษิณของคนขาดสติ ทำให้บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ เฉกเช่นคนเยอรมันลุ่มหลงฮิตเลอร์ในยุค ค.ศ. 1930 แต่เพียง 15 ปีให้หลัง แผ่นดินเยอรมนีก็ล่มสลาย ถูกแบ่งแยกออกเป็นเสี่ยงๆ

การเชิญ พล.อ.เปรม เป็นประธานเปิดงาน จึงเป็นยุทธศาสตร์สองด้าน ซึ่งเป็นไปตามแผน ตามบทของมืออสูรที่กล่าวมานั่นแหละ

เพราะประการแรกภาพลวงตาจะดูดีที่ พล.อ.เปรม ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ มาเป็นประธานเปิดงาน ดูศักดิ์สิทธิ์ และเป็นวาระแห่งชาติเลยทีเดียว ทุกแผนดูดีที่จะสยบความคิดของ “กลุ่มคนที่คิดว่ามีการต่อต้านล้มสถาบัน” คนเหล่านี้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็จะสรรเสริญว่าเป็นงานที่ประเสริฐ

หากไม่ไปสิ บริวารเสื้อแดงทุกระดับความคิดจากล่างสุดจนสูงสุด ก็จะรุมประณามป๋าเปรม ว่าเป็นคนถ่วงยุทธศาสตร์ปรองดอง เป็นตัวตั้งตัวตีให้คนมีอคติกับรัฐบาล วางตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับแผนปรองดองและสร้างความรักชาติ รักแผ่นดินของรัฐบาลน้องสาวทักษิณ และจะกล่าวหาป๋าเปรมว่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับวัตถุประสงค์ของชาติ

และหากเมื่อ พล.อ.เปรม และผู้หลักผู้ใหญ่แห่งบ้านแห่งเมืองปฏิเสธ ก็จะกลายเป็นว่าตกหลุมพรางของเขาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์แบบ แผนทำลายป๋าเปรมก็ง่ายขึ้นมาก และเหตุการณ์ที่จะตามมาก็คือ การเดินขบวนประท้วง พล.อ.เปรม ตามด้วยยุทธศาสตร์ขยายผลสู่เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญนำสู่การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างง่ายดาย ตามมาตรา 291 ที่ว่าญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 ต้องมาจากคณะรัฐมนตรี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือจาก ส.ส.และ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และ 50,000 นี่แหละสำคัญ

ดังนั้น จึงอยากจะให้สาธารณชนได้ใช้วิจารณญาณต่างๆ ตามเหตุผล ตามสถานการณ์ และแต่อย่าตามความประสงค์ของบุคคล และกลุ่มบุคคลที่กำลังแสวงประโยชน์ส่วนตัวเพื่ออำนาจ หรือสนองกิเลสตัณหาของตัวเองและกลุ่ม
กำลังโหลดความคิดเห็น...