xs
xsm
sm
md
lg

อยู่กันแบบไหน น้ำท่วม 3-7 เมตร กับ 423 ชีวิตที่พึ่งตัวเองและเป็นที่พึ่งคนอื่น?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ณ บ้านพระอาทิตย์
โดย : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในฐานะเคยเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เล่าให้ฟังว่า น้ำท่วมประชาชนจะมีความเครียดสูงมาก แต่มีอยู่ชุมชนหนึ่งที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้เล่าให้ฟังว่าเพิ่งไปเยี่ยมมาน้ำสูงเกือบ 3 เมตร แต่ชุมชนแห่งนี้ยังยิ้มแย้มแจ่มใส และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยที่ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือใดๆจากทางราชการ ยิ่งไปกว่านั้นทางราชการยังต้องมาขอความช่วยเหลือจากชุมชนแห่งนี้อีกด้วย ชุมชนแห่งนั้นชื่อ...

“หมู่บ้านราชธานีอโศก”


แน่นอนว่าถ้าชุมชนใดมีต่อท้ายด้วย “อโศก” ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นชุมชนภายใต้การนำของสันติอโศก ซึ่งมี ท่านสมณะโพธิรักษ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจแห่งศรัทธาที่เราเรียกกันติดปากว่า “พ่อท่าน”

ชุมชนชาวอโศกได้เข้ามาเป็นพลังอันสำคัญในการเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกับชาวอโศกมากขึ้นความสมถะ มีความพึ่งพาตัวเองสูง มีระเบียบวินัย และที่สำคัญเอกลักษณ์ที่สังคมเห็นได้ชัดจากลักษณะภายนอกคือ...

ใส่ชุดสีน้ำเงิน ไม่ใส่รองเท้า รับประทานมังสวิรัติ เหมือนกันหมด!!

แต่สิ่งที่มากไปกว่าภาพลักษณ์ที่มองเห็นและน่าทึ่งก็คือระบบเศรษฐกิจของชุมชน ที่เริ่มต้นด้วยจิตใจแห่งความเสียสละ ละความโลภ ถือศีล พึ่งพาตนเอง ปลูกพืชเกษตรปลอดสารพิษ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ยาสมุนไพร คนในชุมชนเหล่านี้มีแต่ทรัพย์สินส่วนรวมของชุมชน ไม่สะสมความร่ำรวยส่วนตน จนกล่าวได้ว่าชุมชนอโศกสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในทุกที่ทุกสถาน และพึ่งพาตนเองได้


แต่เรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ก็สืบเนื่องมาจากประชาชนชาวไทยทุกข์ยากที่สุด ในยามที่น้ำท่วมหนัก หลายคนเสียทรัพย์สินไปอย่างมากมาย บางคนเครียดกับปัญหา และมีบางคนเสียใจจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย จึงขอนำเสนอวิธีคิดของชุมชนอโศกแห่งนี้ซึ่งพบกับปัญหาน้ำท่วมหนักเหมือนกันว่าพวกเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างไร ในสถานการณ์แบบนี้

หมู่บ้านราชธานีอโศก หมู่ที่ 10 ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี มีคนอาศัยอยู่ 148 ครัวเรือน มีประชากร 423 คน หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากแม่น้ำมูลประมาณ 100 เมตร ดังนั้นชุมชนแห่งนี้ต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมทุกปี อย่างไรก็ตามต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำที่รักษาเอาไว้ทำให้ระดับน้ำไม่ท่วมเร็วเกินไป จึงมีเวลาเตรียมตัวที่มากพอ ทั้งนี้เคยมีระดับน้ำสูงสุดถึง 7-8 เมตร เมื่อปี พ.ศ. 2545 สำหรับปีนี้สูงประมาณ 2- 3 เมตร และปัจจุบันก็ยังน้ำท่วมอยู่

นางมิ่งหมาย มุ่งมาจน ผู้ใหญ่บ้านราชธานีอโศก ได้เล่าให้ฟังถึงการดำรงชีวิตในช่วงน้ำท่วมว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นหมู่บ้านพุทธ เจริญธรรมตามแนวทางสมณะท่านโพธิรักษ์ ดำรงชีวิตด้วยหลักธรรม มักน้อย สันโดษ สาธารณะโภคี หมายถึงกินใช้ร่วมกัน แต่ละบ้านไม่มี ตู้เย็น ทีวี เป็นของส่วนตัว มีแต่ของส่วนรวมที่ใช้ด้วยกัน เช่น ดูโทรทัศน์ร่วมกัน ใช้โรงครัวร่วมกัน รับประทานอาหารร่วมกันและมีของใช้ประจำตัวไม่มาก

บ้านที่พักอาศัยของแต่ละครอบครัวมีใต้ถุนสูงประมาณ 3 เมตร แต่เนื่องจากทุกคนมีสินทรัพย์ส่วนตัวน้อย เวลาน้ำท่วมจึงเคลื่อนย้ายได้ง่าย เมื่อเคลื่อนย้ายของส่วนตัวแล้ว จึงไปช่วยย้ายของส่วนกลางเอาไว้ที่สูง และชุมชนแห่งนี้มี “เฮือน 0 สูญ” เป็นอาคารส่วนกลางเป็นศูนย์รวมของชุมชนสูง 4 ชั้น ที่จะทำให้ทุกคนย้ายจากบ้านส่วนตัวที่จมน้ำขึ้นไปพักอาศัยอาคารแห่งนี้ ข้อสำคัญคือชุมชนแห่งนี้มีเรือท้องแบน เรือเอี้ยมจุ๊นส่วนกลาง (ซึ่งบางลำก็ได้มาจากการซ่อมแซมเรือที่ไม่ใช้แล้ว บางลำก็ต่อเอง) จนสามารถใช้สัญจรได้ดีในยามน้ำท่วม

แม้จะไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวแต่ก็ไม่ใช่ว่าน้ำท่วมจะไม่เสียหาย ผักสวนครัวที่ปลูกไว้ และมะละกอถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด ชุมชนแห่งนี้จึงเร่งเก็บมะละกอออกมาแต่ก็ไม่สามารถทานกันได้หมด จึงนำไปให้ชาวบ้านตำบลอื่นเป็นจำนวนถึง 10 ตัน

แม้น้ำท่วมจะสร้างความเสียหายจากผักสวนครัวจำนวนมาก แต่ด้วยความเข้มแข็งและการยึดหลักธรรมและการให้กำลังใจซึ่งกันและกันของชุมชนแห่งนี้ ชาวอโศกได้เริ่มสร้างนวตกรรมในการมีผักสวนครัวและพืชรับประทานกันได้ในเวลาที่น้ำท่วม

ชาวราชธานีอโศกปลูกพืชหลายชนิดบนแพที่สร้างขึ้นใหม่ ด้วยการนำโฟมมาแล้วเอาตาข่ายพลาสติกทับเอาดินใส่กระสอบเอาโพรงไม้ไผ่ตั้งบนแพ แล้วนำมาปลูกพืชเพื่อให้มีอาหารมังสวิรัติในดำรงชีพได้ในเวลาน้ำท่วมจนพืชเติบโตได้ดีเกินคาด


แต่สิ่งที่ชาวอโศกเดิมไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดก่อนหน้านี้ “พ่อท่าน” จึงได้กู้เรือลำใหญ่ซึ่งมีคนบริจาคให้แต่จมอยู่ในแม่น้ำหลายลำ วันนี้จึงได้เข้าใจว่า เรือลำใหญ่ที่ว่านี้ก็ได้ดัดแปลงมาเป็นบ้านและอาคารบนเรือที่เรียกว่า “เรือเรือน” ซึ่งสามารถใช้ทำงานและพักอาศัยได้ในเวลาที่น้ำท่วมได้ด้วย
ภาพที่ 1 : เด็กๆชาวอโศกกำลังเก็บผักที่ปลูกบนแพในช่วงน้ำท่วม
ภาพที่ 2: เรือเรือน เป็นการนำซากเรือที่ไม่ใช้แล้วมาซ่อมและปลูกเป็นเรือนสามารถใช้งานได้ดีในยามน้ำท่วมหนัก
ภาพที่ 3 : ซากเรือที่ทิ้งจมอยู่ในน้ำไม่มีคนใช้แล้วแต่ชาวราชธานีอโศกกู้ขึ้นมาซ่อมแซมเพื่อมาใช้ต่อในยามวิกฤติ
สำหรับ “โรงเต้าหู้” ซึ่งเป็นแหล่งผลิตโปรตีนของชุมชนก็อยู่ในที่สูงระดับหนึ่งเพื่อความปลอดภัย และมีการนำกระสอบทายมาปิดล้อมและช่วยกันนำน้ำออก ส่วนข้าวชุมชนแห่งนี้เป็นศูนย์ฝึกอบรมพืชไร้สารพิษ และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยชุมชนแห่งนี้รับซื้อจากชาวบ้านในที่ต่างๆ และมีโรงสีเป็นของตัวเองตั้งโรงสีสูงกว่าระดับน้ำจะท่วมถึง

พืชไร่ของชาวราชธานีอโศกมีมากพอที่จะเลี้ยงชุมชนและยังเหลือจนสามารถส่งไปขายที่กรุงเทพและเมืองใหญ่ต่างๆ หลายผลิตภัณฑ์ เช่น ผัก พืช ข้าว ผลไม้ ทุกอย่างปลอดสารพิษ ตลอดจน ปุ๋ยและสมุนไพรยิ่งไปกว่านั้นช่วงเทศกาลกินเจซึ่งน้ำท่วมอยู่ชุมชนแห่งนี้ ก็มีภารกิจอันสำคัญในการทำอาหารมังสวิรัติให้กับประชาชนในเทศการกินเจทุกปี 2 อำเภอ มีรายได้รวมกันไม่ต่ำกว่าวันละ 350,000 บาท ทั้งๆที่ขายกันจานละ 10-20 บาทเท่านั้น

น้ำดื่มก็ได้มาจากธรรมชาติจากดินอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ใกล้เคียงกันต่อท่อใต้ดินยาวเป็นกิโลเมตร โดยมีน้ำในดินแหล่งนี้จะพุ่งขึ้นมาวันละ 100,0000 ลิตร แต่ใช้เพียง 4,000 ลิตร และผ่านผ่านเครื่องกรองน้ำอีกชั้นหนึ่ง

เมื่อหน่วยราชการมามอบถุงยังชีพช่วงน้ำท่วม แม้ชุมชนจะได้รับความเสียหาย แต่ชาวราชธานีอโศกก็ได้มอบถุงยังชีพให้หมู่บ้านอื่นอีก 4 หมู่บ้าน เพราะชุมชนแห่งนี้มีความสามารถเพียงพอที่จะช่วยตัวเองได้

นางมิ่งหมาย มุ่งมาจน
ผู้ใหญ่บ้านราชธานีอโศก ได้อธิบายให้ฟังถึงวิถีการดำเนินชีวิตแบบนี้ว่า

“คนที่นี่มีศีลเหมือนกัน ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ใช้ที่ประชุมเป็นหลัก เราเรียนรู้อยู่กับน้ำทุกปี น้ำก็เป็นธรรมชาติเป็นแบบนี้ ทำไมจะอยู่กับน้ำโดยไม่ทุกข์ที่ต้องท่วมทุกปี เรากันจนสุดความสามารถ ถ้ากันไม่ได้เราก็ปล่อย

เราเรียนรู้ธรรมชาติของน้ำ เพราะเราทำลายธรรมชาติ คนส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับน้ำ ถ้าคนไม่ได้ฝึกมาก่อนจะทำใจยากมากในการสูญเสีย แต่เพราะเราไม่ได้ยึดอะไรเลย จิตใจที่ทำให้สบาย ไม่ยึดมั่นถือมั่น พืชที่ปลูกบนพื้น กล้วย มะละกอ ผักสวนครัว เสาวรส พืชผักพื้นบ้าน เสียหายไปเยอะ เราทำใจ มีคนทำใจไม่ได้ เราก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ขอให้มีมือมีเท้า และมีกำลังใจที่เข้มแข็ง เราสร้างได้ทุกอย่าง”

การที่น้ำท่วมเป็นประจำทุกปี แต่ชุมชนแห่งนี้กลับเห็นโอกาสจากที่มีน้ำมากจัดงาน “ฉลองน้ำ”ทุกปีเช่นกัน โดยมีทั้งการพายเรือแข่งกัน การจัดการแสดงและการเล่นบนแพ เทศการฉลองน้ำจึงนำมาซึ่งความสนุกสนาน

แต่เนื่องจากประเทศไทยในหลายจังหวัดประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนักมีความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ชาวราชธานีอโศกจึงงดการจัดงาน “ฉลองน้ำ” ในปีนี้ โดยเปลี่ยนเป็นการจัดงานซับขวัญผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ทั้งไปทำอาหารมังสวิรัติแจกฟรี ให้ความช่วยเหลือ และให้ธรรมะ เหมือนกับที่ชุมชนแห่งนี้เคยช่วยมาแล้วทั้งเหตุการณ์ สึนามิเมื่อปี 2547 และเหตุการณ์น้ำท่วมที่ภาคใต้เมื่อปี 2553 ฯลฯ

ปัจจุบันชาวราชธานีอโศกกำลังเร่งต่อเรือและซ่อมซากเรือครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมตัวช่วยเหลือประชาชนในปี 2555 ซึ่งอาจจะมีภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงมากกว่าปีนี้อีกด้วย

ขอให้กำลังใจแด่ทุกท่านที่ประสบกับอุทกภัยครั้งนี้ ขอบทความนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านได้ เจริญสติ เจริญธรรม มีกำลังใจในการก้าวเดินในชีวิตด้วยจิตใจที่เข้มแข็งต่อไป !!!
กำลังโหลดความคิดเห็น