xs
xsm
sm
md
lg

สร้างอำนาจนำใหม่ (3)

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

การที่ผู้เขียนยกตัวอย่างประเทศจีน สิงคโปร์ และอีกบางประเทศ ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ เพราะมีคณะผู้นำมือสะอาด มีวิสัยทัศน์ โดยไม่ได้นำเอาระบบการเมืองมาร่วมพิจารณา ก็เพราะว่า ในสังคมโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะมีการปกครองในระบอบใด ถ้าคณะผู้นำ ซึ่งมีอำนาจนำการบริหารประเทศอย่างแท้จริง มีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวตั้ง ดำเนินการทุกอย่างด้วยความเข้มแข็ง มีความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง ประเทศก็จะเจริญรุ่งเรือง ประชาชนก็จะอยู่ดีมีสุข

ประเทศจีนใหญ่โต ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม คณะผู้บริหารประเทศที่มาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ยึดมั่นอย่างยิ่งในอุดมการณ์ลัทธิมาร์กซ์ ที่จะปลดปล่อยมวลมนุษยชาติให้พ้นจากการกดขี่ขูดรีด และความโง่เขลาเบาปัญญา และมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะนำพาประชาชนจีนสร้างความรุ่งเรืองให้แก่แผ่นดินจีนอีกครั้งหนึ่ง เฉกเช่นที่เคยรุ่งเรืองมาแล้วในอดีตกาล ซึ่งความยึดมั่นและความมุ่งมั่นดังกล่าว ได้กลายเป็น “ต้นทุน” สำคัญยิ่งยวดในการสร้างชาติจีนใหม่ ที่เริ่มกันอย่างจริงจังตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

สิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็กๆ ในปลายสุดของคาบสมุทรมาลายู ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1965 ดำเนินการปกครองในระบอบทุนนิยม มีการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาตามแบบตะวันตก แต่ด้วยความรอบรู้ กล้าคิดกล้าทำ ของคณะผู้บริหารประเทศ ที่นำ โดยนายลีกวนยิว ได้กำหนดแนวทางการสร้างชาติสิงคโปร์ให้มีความเป็น “ชาติ” จริงๆ ทำให้สิงคโปร์ซึ่งประกอบไปด้วยประชากรที่เป็นคนเชื้อจีนเป็นส่วนใหญ่ และคนเชื้อมาเลย์และอินเดียอีกส่วนหนึ่ง รวมตัวกันเข้าได้สำเร็จ เกิดสำนึกในความเป็น “ชาติสิงคโปร์”

ด้วยอุดมการณ์สร้าง “ชาติ” ทำให้คณะผู้บริหารประเทศของพรรคกิจประชา (People's Action Party) มุ่งมั่นอุทิศตัวเพื่อสิงคโปร์ สร้างระบบการบริหารที่ถือเอาส่วนรวมเป็นตัวตั้ง ระดมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและตั้งใจจริงเข้ามาอยู่ในโครงข่ายการบริหาร ภายใต้กฎกติกาที่ชัดเจน ที่ทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตาม อันเป็นที่มาของเกียรติภูมิระดับโลกในความเป็นประเทศที่ปลอดจากการทุจริต คอร์รัปชันในวงราชการอย่างแท้จริง

กลายเป็นคณะผู้บริหารประเทศที่ “มือสะอาด” เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ เมื่อการเมืองหลุดจากยุคเผด็จการทหาร (ซึ่งก็มุ่งมั่นสร้างชาติ) เข้าสู่การเมืองในระบบรัฐสภา ซึ่งไม่ว่าพรรคใดได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ด้วยเลือดรักชาติ มุ่งมั่นที่จะสร้างชาติตนให้เจริญทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น ทำให้พวกเขาสามารถดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศทีละก้าวๆ ไปสู่ความเป็นเลิศ มีการส่งเสริมกิจการบริษัทยักษ์ใหญ่เกาหลีในทุกๆ ด้าน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา เป็นต้น

ยิ่งกว่านั้น พวกเขาให้ความสำคัญต่อการศึกษาของประชาชนมากที่สุด ส่งเสริมให้คนเกาหลีเดินทางไปเรียนต่อในต่างประเทศ สร้างธุรกิจในต่างประเทศ ควบคู่กันกับการพัฒนาการศึกษาที่เอื้อต่อการสร้างคนเกาหลีให้เป็นประชากรทรงคุณภาพระดับโลก

ปัจจุบัน ทั้งสามชาติต่างพากัน “พาเหรด” ตัวเองไปยืนอยู่แถวหน้าของโลก

ที่ยกมากล่าว ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความเจริญก้าวหน้าของจีน สิงคโปร์ หรือเกาหลีใต้ “ตัวกำหนดหลัก” ก็คือ คณะผู้นำ ผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศ ด้วยความมุ่งมั่น โดยถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวตั้งจริงๆ

อีกนัยหนึ่ง คณะผู้บริหารประเทศถือเอาประเทศชาติเป็นตัวตั้ง เช่น จีนมุ่งสร้างชาติจีนให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เฉกเช่นที่เคยเป็นมาในอดีตกาล

สิงคโปร์มุ่งมั่นสร้างชาติให้ดำรงอยู่ได้ ด้วยการสร้างสังคมที่คนต่างเชื้อชาติอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน มีความเจริญรุดหน้ารอบด้าน ประชากรมีความรู้สูง มีสำนึกถึงความเป็นชาติ

ส่วนเกาหลีใต้ ก็มุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะสร้างชาติเกาหลีให้เทียมบ่าเทียมไหล่กับประเทศเพื่อนบ้าน มุ่งใช้อนาคตอันรุ่งโรจน์ลบล้างบาดแผลในอดีต ที่เคยตกเป็นดินแดนใต้การปกครองของจีนและญี่ปุ่นมานาน

ด้วย “กฎเกณฑ์” หรือ “ตรรกะ” กระบวนการพัฒนาทางประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศ ที่ยกขึ้นมาอ้างถึง ทำให้เราพอมองเห็นเลาๆ ว่า เหตุที่ประเทศไทยยังไม่อาจพัฒนาตนเองไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้จริง ประชาชนชาวไทยไม่มีชีวิตดีจริง เหมือนดังที่ประชาชนชาวจีน ประชาชนชาวสิงคโปร์ และประชาชนชาวเกาหลีใต้ ที่ได้พลิกชีวิตจากระดับที่ต่ำกว่าคนไทยหลายเท่าตัว มาเป็นดีกว่าหรือดีกว่าหลายเท่าตัว ได้ในเพียงเสี้ยวศตวรรษ ทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ที่การใช้อำนาจบริหารประเทศของคณะผู้นำ

เพราะคณะผู้นำประเทศไม่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติของประชาชน

การสร้างชาติจึงไม่เกิดขึ้นจริง ประชาชนคนไทยจึงไร้คุณภาพ
กำลังโหลดความคิดเห็น...