จะว่าไปแล้ว ระดับมันสมองที่เคลื่อนไหวรับใช้ นช.ทักษิณ และมีบารมีอยู่ในระดับที่กุมการตัดสินใจ หรือชี้แนะทางเดินให้ นช.ทักษิณเพื่อตัดสินใจกระทำการบางสิ่งบางอย่าง เลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงกลุ่มที่เพิ่งมีการเรียกประชุมประเมินสถานการณ์บ้านเมืองหลังคดียึดทรัพย์ไปเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ภายใต้รหัสที่เรียกว่า “กลุ่ม 9 -10 -1” ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน 109 คน อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ที่ทั้งสองรุ่นก็ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเหมือนกัน ให้ลงมานั่งข้างสนามการเมืองเป็นเวลา 5 ปี แต่สองรุ่นโดนกันต่างกรรมต่างวาระ ขณะที่เลข 10 ตรงกลาง นี่ไม่พ้นจะต้องหมายถึง เพื่อน ตท. 10 รุ่นเรารักทักษิณ
ตามรายงานข่าวระบุชัดว่า ในวงประชุมประเมินถึงภาวะที่เป็น Worst case scenario สำหรับเพื่อนแม้ว โดยมองว่า ถ้าผลคดียึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร ออกมา ในมุมที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่เป็นธรรม ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมแน่นอน และอาจทำให้สังคมอาจพุ่งเป้าไปที่สาเหตุว่าใครทำให้เกิดขึ้นมา
แม้ไม่มีการขยายความต่อในเนื้อข่าวว่า “ใคร” ที่ว่า หมายถึงใคร แต่ก็พอจะเดาได้จากอาการคุ้มคลั่งของ นช.ทักษิณ ที่ทั้งทวิตเตอร์ และโฟนอิน รวมถึงจัดรายการผ่านเว็บไซต์ไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดต่างๆ
หรือจะให้เห็นหลักฐานชัดที่สุด ก็น่าจะเป็นปกหน้า นิตยสาร Voice Of Taksin เล่มล่าสุด ที่จงใจใช้ภาพครุฑพ่าห์คาดหน้าดำ และพาดหัวเสียน่าขนลุกว่า “ปิดหน้าปล้น”
เพียงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้าจะถึงวันนี้ 3 สัปดาห์เต็มๆ คนในขบวนการรักเงินทักษิณ ก็มีการเคลื่อนไหวแบ่งงานกันทำเป็นที่เรียบร้อย ล่วงหน้าแล้ว
ทีมทนาย รับหน้าที่เตรียมพร้อมข้อมูล สำหรับอุทธรณ์
กลุ่มเตรียมทหารรุ่น 10 ทำหน้าที่ประสานและเจรจาทางใดทางหนึ่งกับกองทัพ โดยจะยับยั้งอย่างเต็มที่ ไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคนเสื้อแดง
อดีตกรรมการบริหารพรรคทั้งสองชุด ทำหน้าที่ประธาน ส.ส.ฝ่ายการเมือง รวมทั้งจะดูแลในส่วนของ ส.ส. และช่วยดูแลมวลชน
สองทีมหลังนั้น ผู้เขียนเชื่อว่า น่าจะยังมีงานสำคัญที่ไม่ได้ถูกพูดถึงในข่าว แต่อาจจะมีการพูดถึงบนโต๊ะประชุม และน่าจะเป็นงานหลักที่มีเป้าหมายจะทำให้การเคลื่อนไหวในวันที่ 12-14 มีนาคมของกลุ่มคนเสื้อแดง เกิดประโยชน์กับ นช.ทักษิณมากที่สุดด้วย
ในส่วนของอดีตนายทหารที่ตบเท้าซบตักแม้วอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงปีถึงสองปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ถ้าดูจากตัวเลขก่อนหน้านี้ ก็ให้ภาพที่ดูใหญ่โตมโหฬารไม่น้อย แต่ในหมู่คนเหล่านี้ก็มีหลายจุดประสงค์ ที่เลือกเข้ามาร่วมชายคาพรรคเพื่อแม้ว อดีตนายทหารบางนายให้เหตุผลที่ฟังดูน่าอดสู เช่น รายได้ไม่พอใช้ ไม่พอเลี้ยงดูบริวารเครือญาติก็หาทางต่อท่อน้ำเลี้ยงที่เชื่อว่า อาจจะไม่ได้มีโอกาสให้ตักตวงได้ง่ายอย่างนี้ จากทักษิณอีกแล้ว เหมือนกับเวลานี้
ขณะที่บางคนก็มีเหตุผลที่เข้าร่วมเพราะไม่พอใจป๋าเป็นหลัก เหตุผลเพียงเพราะเตรียมทหารรุ่น 10 หลายคน เกือบจะได้ก้าวขึ้นไปนั่งเก้าอี้ ผบ.เหล่าทัพ เพื่อให้ได้ตายตาหลับ แต่กลับถูกทำให้ฝันค้างจากเหตุยึดอำนาจ 19 กันยา หลายคนจึงมองว่า มีผู้มีบารมีคือ ผู้ขวางทางเข้าฮอร์สของพวกตน
ถึงขนาดที่ระหว่างการแถลงข่าวเข้าพรรคเพื่อไทย พล.ท.มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 เคยให้สัมภาษณ์ประกาศกร้าวว่า ตท.10 พร้อมเผชิญกับแรงบีบคั้นทุกรูปแบบที่คิดจะทำลายเพื่อไทยและทักษิณ โดยเฉพาะอำนาจนอกระบบ หรือแม้แต่ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญจากบ้านสี่เสาเทเวศร์
“ฝ่ายตรงข้ามเรา พวกอำนาจนอกระบบ ผู้มีบารมีทั้งหลายกำลังมีปัญหาเรื่องอายุขัย ถามว่าวันนี้อายุเท่าไหร่แล้ว อยู่อีกไม่นาน ท่านเกินอายุขัยแล้ว ทุกอย่างจบแล้ว จะอยู่ได้นานขนาดไหน ผู้มีบารมีและอำนาจนอกระบบที่คิดจะมาทำอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทย วันนี้จะอยู่ได้อีกไม่นาน บิ๊กป๊อกก็กำลังหาทางลง ทุกอย่างมันใกล้จบแล้ว” (ไทยโพสต์, 21 ต.ค 52)
วันนี้ท่าทีของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.), พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะมีอาการเอาใจออกห่างการชุมนุมป่วนบ้านป่วนเมืองครั้งนี้ แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะประมาทไม่ได้
ขณะที่การเคลื่อนไหวของเพื่อนเตรียมทหาร 10 และเหล่าป่าหวายชราภาพทั้งหลาย ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะไม่ประมาท ไม่ปล่อยให้คลาดสายตา ไล่ตั้งแต่ พล.อ.อ .สุเมธ โพธิ์มณี อดีต ผบ.ดม. หน่วยที่ถูกกาหัวว่าจะมีปฏิกิริยาออกมาต้านการปฏิวัติ พล.ท.มนัส เปาริก อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ที่ภายหลังมีบทบาท เป็นระดับนำของมวลชนเสื้อแดงในการวางกลยุทธ์การเคลื่อนพลแต่ละครั้ง และยังได้รับการแต่งตั้งให้กลายเป็นสองขุนพล ซ้าย-ขวาที่ทักษิณยกหูโทรศัพท์ข้ามประเทศ สอบถามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในแนวรบด้านมวลชน รวมถึงสถานการณ์ในกองทัพ (อ้างอิง รายงานพิเศษ : “เพื่อแม้ว” แพร่งการเมือง ตท.10 ตรวจแถว...ใครลุย-ใครเลิก, ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 17 ต.ค 52) พล.ท.มะ โพธิ์งาม ที่ระยะหลังมีชื่อเป็นนักเขียนประจำนิตยสาร Voice of Taksin ที่มีเนื้อหาหมิ่นเบื้องสูงด้วย
และอาจหมายรวมไปถึงเพื่อนซี้ทักษิณอีกหลายคนที่เคยประกาศจะสู้เพื่อนักโทษชาย นาทีนี้ ก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการรีเช็กซ้ำอีกครั้งว่า บุคคลเหล่านี้ ณ ขณะนี้มีมุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต่อสถาบันสำคัญของชาติที่ถูกปองร้ายอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กโอ๋” พล.ท.พฤณฑ์ สุวรรณทัต อดีต ผบ.พล.1 รอ. ที่เคยขู่จะตบเท้ามาบ้านพระอาทิตย์ “บิ๊กตู่” พล.อ.พรชัย กรานเลิศ อดีต ผช.ผบ.ทบ. ที่เพิ่งตีตั๋วเดินทางไปดูไบเยี่ยมเพื่อนรัก หรือแม้แต่ชื่อ “เสธ.ไอซ์” พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต คนสนิท พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกรู ณ อยุธยา และยังสนิทสนมเป็นอย่างดีกับ ‘เสี่ยเพ้ง’ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และ นช.ทักษิณ จนรายการยามเฝ้าแผ่นดิน โดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เคยออกปากว่า 3 คนนี้มีปฏิบัติการลับร่วมกันบ่อยครั้ง
ยิ่งถ้าย้อนไปหลังเหตุการณ์วางระเบิด 9 จุดทั่วกรุง และกระแสข่าววางระเบิดป่วนวันเด็กเมื่อปี 2550 ยุค คมช.เรืองอำนาจ..ชื่อของเสธ.ไอซ์ กลายเป็นชื่อที่สะดุดตาสะดุดใจถึงขนาดพลเอกสะพรั่ง กัลยาณมิตร ต้องเรียกพบเป็นกรณีพิเศษมาแล้ว
แต่ทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นแค่เพียงการเช็กกำลังขุนพลข้างกายทักษิณคร่าวๆเท่านั้น นาทีนี้เขายังมีอดีตคนเดือนตุลา นักวางแผนมวลชนชั้นยอดอีกเป็นจำนวนมากที่พร้อมจะร่วมบัญชาการแผนป่วนเมืองครั้งใหญ่ ที่รัฐบาลและหน่วยข่าวจำต้องแกะรอยให้ดี
ตามสุภาษิตจีนที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”
ตามรายงานข่าวระบุชัดว่า ในวงประชุมประเมินถึงภาวะที่เป็น Worst case scenario สำหรับเพื่อนแม้ว โดยมองว่า ถ้าผลคดียึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร ออกมา ในมุมที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่เป็นธรรม ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมแน่นอน และอาจทำให้สังคมอาจพุ่งเป้าไปที่สาเหตุว่าใครทำให้เกิดขึ้นมา
แม้ไม่มีการขยายความต่อในเนื้อข่าวว่า “ใคร” ที่ว่า หมายถึงใคร แต่ก็พอจะเดาได้จากอาการคุ้มคลั่งของ นช.ทักษิณ ที่ทั้งทวิตเตอร์ และโฟนอิน รวมถึงจัดรายการผ่านเว็บไซต์ไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดต่างๆ
หรือจะให้เห็นหลักฐานชัดที่สุด ก็น่าจะเป็นปกหน้า นิตยสาร Voice Of Taksin เล่มล่าสุด ที่จงใจใช้ภาพครุฑพ่าห์คาดหน้าดำ และพาดหัวเสียน่าขนลุกว่า “ปิดหน้าปล้น”
เพียงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้าจะถึงวันนี้ 3 สัปดาห์เต็มๆ คนในขบวนการรักเงินทักษิณ ก็มีการเคลื่อนไหวแบ่งงานกันทำเป็นที่เรียบร้อย ล่วงหน้าแล้ว
ทีมทนาย รับหน้าที่เตรียมพร้อมข้อมูล สำหรับอุทธรณ์
กลุ่มเตรียมทหารรุ่น 10 ทำหน้าที่ประสานและเจรจาทางใดทางหนึ่งกับกองทัพ โดยจะยับยั้งอย่างเต็มที่ ไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคนเสื้อแดง
อดีตกรรมการบริหารพรรคทั้งสองชุด ทำหน้าที่ประธาน ส.ส.ฝ่ายการเมือง รวมทั้งจะดูแลในส่วนของ ส.ส. และช่วยดูแลมวลชน
สองทีมหลังนั้น ผู้เขียนเชื่อว่า น่าจะยังมีงานสำคัญที่ไม่ได้ถูกพูดถึงในข่าว แต่อาจจะมีการพูดถึงบนโต๊ะประชุม และน่าจะเป็นงานหลักที่มีเป้าหมายจะทำให้การเคลื่อนไหวในวันที่ 12-14 มีนาคมของกลุ่มคนเสื้อแดง เกิดประโยชน์กับ นช.ทักษิณมากที่สุดด้วย
ในส่วนของอดีตนายทหารที่ตบเท้าซบตักแม้วอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงปีถึงสองปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ถ้าดูจากตัวเลขก่อนหน้านี้ ก็ให้ภาพที่ดูใหญ่โตมโหฬารไม่น้อย แต่ในหมู่คนเหล่านี้ก็มีหลายจุดประสงค์ ที่เลือกเข้ามาร่วมชายคาพรรคเพื่อแม้ว อดีตนายทหารบางนายให้เหตุผลที่ฟังดูน่าอดสู เช่น รายได้ไม่พอใช้ ไม่พอเลี้ยงดูบริวารเครือญาติก็หาทางต่อท่อน้ำเลี้ยงที่เชื่อว่า อาจจะไม่ได้มีโอกาสให้ตักตวงได้ง่ายอย่างนี้ จากทักษิณอีกแล้ว เหมือนกับเวลานี้
ขณะที่บางคนก็มีเหตุผลที่เข้าร่วมเพราะไม่พอใจป๋าเป็นหลัก เหตุผลเพียงเพราะเตรียมทหารรุ่น 10 หลายคน เกือบจะได้ก้าวขึ้นไปนั่งเก้าอี้ ผบ.เหล่าทัพ เพื่อให้ได้ตายตาหลับ แต่กลับถูกทำให้ฝันค้างจากเหตุยึดอำนาจ 19 กันยา หลายคนจึงมองว่า มีผู้มีบารมีคือ ผู้ขวางทางเข้าฮอร์สของพวกตน
ถึงขนาดที่ระหว่างการแถลงข่าวเข้าพรรคเพื่อไทย พล.ท.มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 เคยให้สัมภาษณ์ประกาศกร้าวว่า ตท.10 พร้อมเผชิญกับแรงบีบคั้นทุกรูปแบบที่คิดจะทำลายเพื่อไทยและทักษิณ โดยเฉพาะอำนาจนอกระบบ หรือแม้แต่ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญจากบ้านสี่เสาเทเวศร์
“ฝ่ายตรงข้ามเรา พวกอำนาจนอกระบบ ผู้มีบารมีทั้งหลายกำลังมีปัญหาเรื่องอายุขัย ถามว่าวันนี้อายุเท่าไหร่แล้ว อยู่อีกไม่นาน ท่านเกินอายุขัยแล้ว ทุกอย่างจบแล้ว จะอยู่ได้นานขนาดไหน ผู้มีบารมีและอำนาจนอกระบบที่คิดจะมาทำอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทย วันนี้จะอยู่ได้อีกไม่นาน บิ๊กป๊อกก็กำลังหาทางลง ทุกอย่างมันใกล้จบแล้ว” (ไทยโพสต์, 21 ต.ค 52)
วันนี้ท่าทีของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.), พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะมีอาการเอาใจออกห่างการชุมนุมป่วนบ้านป่วนเมืองครั้งนี้ แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะประมาทไม่ได้
ขณะที่การเคลื่อนไหวของเพื่อนเตรียมทหาร 10 และเหล่าป่าหวายชราภาพทั้งหลาย ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะไม่ประมาท ไม่ปล่อยให้คลาดสายตา ไล่ตั้งแต่ พล.อ.อ .สุเมธ โพธิ์มณี อดีต ผบ.ดม. หน่วยที่ถูกกาหัวว่าจะมีปฏิกิริยาออกมาต้านการปฏิวัติ พล.ท.มนัส เปาริก อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ที่ภายหลังมีบทบาท เป็นระดับนำของมวลชนเสื้อแดงในการวางกลยุทธ์การเคลื่อนพลแต่ละครั้ง และยังได้รับการแต่งตั้งให้กลายเป็นสองขุนพล ซ้าย-ขวาที่ทักษิณยกหูโทรศัพท์ข้ามประเทศ สอบถามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในแนวรบด้านมวลชน รวมถึงสถานการณ์ในกองทัพ (อ้างอิง รายงานพิเศษ : “เพื่อแม้ว” แพร่งการเมือง ตท.10 ตรวจแถว...ใครลุย-ใครเลิก, ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 17 ต.ค 52) พล.ท.มะ โพธิ์งาม ที่ระยะหลังมีชื่อเป็นนักเขียนประจำนิตยสาร Voice of Taksin ที่มีเนื้อหาหมิ่นเบื้องสูงด้วย
และอาจหมายรวมไปถึงเพื่อนซี้ทักษิณอีกหลายคนที่เคยประกาศจะสู้เพื่อนักโทษชาย นาทีนี้ ก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการรีเช็กซ้ำอีกครั้งว่า บุคคลเหล่านี้ ณ ขณะนี้มีมุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต่อสถาบันสำคัญของชาติที่ถูกปองร้ายอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กโอ๋” พล.ท.พฤณฑ์ สุวรรณทัต อดีต ผบ.พล.1 รอ. ที่เคยขู่จะตบเท้ามาบ้านพระอาทิตย์ “บิ๊กตู่” พล.อ.พรชัย กรานเลิศ อดีต ผช.ผบ.ทบ. ที่เพิ่งตีตั๋วเดินทางไปดูไบเยี่ยมเพื่อนรัก หรือแม้แต่ชื่อ “เสธ.ไอซ์” พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต คนสนิท พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกรู ณ อยุธยา และยังสนิทสนมเป็นอย่างดีกับ ‘เสี่ยเพ้ง’ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และ นช.ทักษิณ จนรายการยามเฝ้าแผ่นดิน โดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เคยออกปากว่า 3 คนนี้มีปฏิบัติการลับร่วมกันบ่อยครั้ง
ยิ่งถ้าย้อนไปหลังเหตุการณ์วางระเบิด 9 จุดทั่วกรุง และกระแสข่าววางระเบิดป่วนวันเด็กเมื่อปี 2550 ยุค คมช.เรืองอำนาจ..ชื่อของเสธ.ไอซ์ กลายเป็นชื่อที่สะดุดตาสะดุดใจถึงขนาดพลเอกสะพรั่ง กัลยาณมิตร ต้องเรียกพบเป็นกรณีพิเศษมาแล้ว
แต่ทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นแค่เพียงการเช็กกำลังขุนพลข้างกายทักษิณคร่าวๆเท่านั้น นาทีนี้เขายังมีอดีตคนเดือนตุลา นักวางแผนมวลชนชั้นยอดอีกเป็นจำนวนมากที่พร้อมจะร่วมบัญชาการแผนป่วนเมืองครั้งใหญ่ ที่รัฐบาลและหน่วยข่าวจำต้องแกะรอยให้ดี
ตามสุภาษิตจีนที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”


