**เครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 ถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานแล้ว ว่ามีปัญหาในการใช้ โดยเฉพาะในเว็บไซต์ของ “ศูนย์ข่าวอิศราฯ” ซึ่งนำเสนอข้อมูลในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
แต่ที่เป็นเรื่องเป็นราวในช่วงนี้ ก็เพราะ บีบีซีของอังกฤษ นำเสนอข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ประกาศคำเตือนเร่งด่วนไปยังรัฐบาลทุกประเทศที่อาจซื้อเครื่องมือตรวจระเบิด จีที 200 ไปใช้ว่า เครื่องมือเหล่านี้
**"ไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง" และมีคำสั่งห้ามส่งออกเครื่องตรวจระเบิดไปขายยังอิรัก และอัฟกานิสถาน เริ่มมีผลบังคับใช้
ทว่า ก่อนหน้านั้น พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ อดีตคณะประธานที่ปรึกษา บก.สส.ได้เคยเชิญ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแถลงถึงปัญหาของเครื่องมือดังกล่าวมาแล้ว ที่ราชตฤณมัยสมาคม ช่วงก่อนปีใหม่
**ซึ่งขณะนั้นพล.อ.ปฐมพงษ์ ก็ถือเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างไม่เป็นทางการ เพราะคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ก็เป็นภริยาของพล.อ.ปฐมพงษ์
จีที 200 ถือเป็นอุปกรณ์ที่หน่วยงานปฏิบัติยังพอใจที่จะนำไปใช้ แม้จะมีข้อผิดพลาดจนเกิดเหตุระเบิดใหญ่ 2 ครั้ง แต่ภาพรวมของสถิติที่ตรวจพบถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เองก็การันตีว่า ผู้ปฏิบัติงาน “มี” ดีกว่า “ไม่มี” ใช้
**น่าสนใจว่าการอนุมัติการจัดหาโครงการดังกล่าว เกิดขึ้นในลักษณะ “บิ๊กล็อต” ในช่วงที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นผบ.ทบ. เพราะฉะนั้นจึงประเมินได้ไม่ยากว่าพล.อ.อนุพงษ์ กำลัง “ถูกล็อค” โดยมีเงื่อนไขของจีที 200 ค้ำคอ
ไม่นับรวมกรณีการจัดหา เรือเหาะ ( Air ship) รุ่น Aeros 40 D ที่เป็นการซื้อตรงจากบริษัท Worldwide Aero Corp. สหรัฐอเมริกา ที่มีปัญหาเรื่องความไม่พร้อมในการใช้งาน (ซะที) ถึงขนาดมีการเตรียมงานใหญ่ เพื่อจัด press tour ลงไปดูการทำงานของเจ้าเครื่องตรวจการณ์ เพื่อป้องกันการถูกโจมตีเหมือนเครื่อง จีที 200
ยิ่งต้องเจอกับสถานการณ์ก่อนที่คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ นช.ทักษิณ ชินวัตร จะมีขึ้นในวันที่ 26 ก.พ.นี้ อุณหภูมิ ก็ยิ่งร้อนขึ้นเป็นเท่าตัว
** เพราะอย่าลืมว่า“ยุทธวิธี”ในการกระตุ้นให้กองทัพออกมา“แอ๊คชั่น” ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ฝ่าย นช.ทักษิณ ได้ประโยชน์นั้นมีได้หลายรูปแบบ และหลายวิธีการ
และพุ่งตรงไปที่บิ๊กกองทัพ ไล่ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผช.ผบ.ทบ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
**พล.อ.อนุพงษ์ ที่เป็นเป้ามาตั้งแต่ต้น
เพราะ“เสื้อแดง” ก็เชื่อว่า ถ้าพล.อ.อนุพงษ์ อยู่ในอำนาจ คงจะไม่ตัดสินใจในการใช้กำลังเข้าทำการปฏิวัติรัฐประหาร ยกเว้นมี
**“ใบสั่ง”
ในขณะที่ท่าทีของพล.อ.อนุพงษ์ ก็ไม่อยากอยู่ในสภาพที่ต้องเจอกับปัญหาตึงเครียด และ ต้องถูกกดดันจากทุกด้าน เพราะหลายครั้งที่ถึงจุดที่ต้องเคลียร์ปัญหา ก็สุ่มเสี่ยงที่ “ทหาร” จะถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือ เป็นหมากในเกมต่อสู้ทางการเมือง
ยิ่งกองทัพถูกจับเป็น “เครื่องมือ” และมีไส้ศึกหนอนบ่อนไส้ ส่งเอกสารให้เสื้อแดง โดยเฉพาะ แผนในการรักษาความปลอดภัยที่หลุดออกมาจำนวน 38 หน้า
**กับศึกอีกด้านที่ต้องเจอกับ“เกมการเมือง” ซึ่ง “ถูกพรรคประชาธิปัตย์ “ล็อคคอ” ผูกมัดด้วยเงื่อนตาย จากโครงการฉาวที่ถูกโจมตี โดยหวังกระทบชิ่งไปถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม
ด้วยทัศนคติ และ ประวัติศาสตร์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ บริหารอำนาจ กับกองทัพ แบบที่ไม่ “ปล่อยมือ”
ทำให้เหล่าบรรดา “บูรพาพยัคฆ์” เองเริ่มรู้สึกว่า “ไม่ได้รับความไว้วางใจ” และ “พลาด” ที่เข้าไปยุ่งการเมืองมากเกินไป ส่งผลให้ การเมืองกล้าที่จะเข้ามาก้าวก่ายกองทัพเช่นกัน
เพราะฉะนั้น จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า สูตรการบริหารอำนาจของพรรคประชาธิปัตย์ ที่หากกองทัพมีความเข้มแข็งมากขึ้นหลังผ่านสถานการณ์จุดนี้ไปได้แล้ว ย่อมไม่ปล่อยให้ “บูรพาพยัคฆ์” เติบโตมากเกินไป
**ซึ่งนั่นอาจทำให้การหนุนส่ง“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. ขึ้นสู่ตำแหน่งผบ.ทบ.ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย
จึงไม่แปลกที่มี“ข่าวลือ” หรือ การเขียนวิเคราะห์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า พล.อ.อนุพงษ์ ที่กำลังปวดหัวกับสถานการณ์ที่กำลังรุมเร้า จะลาออกจากตำแหน่งผบ.ทบ. เพื่อสละเก้าอี้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ได้ขึ้นมาเป็นผบ.ทบ.ในเดือน เม.ย.นี้เลย
และมีสูตรว่าในการปรับ ครม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะขึ้นเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และพล.อ.อนุพงษ์ จะขึ้นเป็นรมว.กลาโหมแทน
ทว่าจากเงื่อนไขต่างๆ อาจยากที่เกิดสูตรนี้ขึ้น !!
อย่างไรก็ตาม มีอีกกระแสข่าวว่า หากพล.อ.อนุพงษ์ ลาออกในห้วงเวลานี้จะไม่เป็นผลดี เพราะอาจถูกมองว่า หนีการถูกโจมตีเรื่อง จีที 200 และโครงการจัดหาอีกหลายโครงการ
ยกเว้นในกรณีที่ อาจได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งพิเศษ
ซึ่งต้องอยู่ในราชการเท่านั้นจึงจะไปดำรงตำแหน่งได้ และหากเป็นเช่นนั้น อาจจะมีน้ำหนักพอที่พล.อ.อนุพงษ์ จะขยับขึ้นไป ซึ่งแน่นอนว่า ตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมืองหรือ อัตราจอมพลในกองทัพ
“สูตร” ดังกล่าวถือว่าเป็นไปได้สูง ซึ่งต้องดูความชัดเจนอีกครั้งหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการปรับครม. โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่ง รมว.กลาโหมว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่
เพราะมีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร ได้สั่งการให้กองทัพ ได้รวบรวมโครงการจัดหาทั้งหมด ที่ตนเองได้อนุมัติ และให้ทีมงานหาข้อมูลไว้เตรียมตอบในสภาฯ หลังจากการอภิปรายครั้งที่แล้วชื่อของพล.อ.ประวิตร หลุดโผฝ่ายค้านแบบเฉียดฉิว
ซึ่งหาก “บิ๊กบราเธอร์” ของ“บูรพายัคฆ์” พลาดท่าเป็นรายแรก ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ "กลุ่ม 3 ป." ต้องแก้เกม และ ดันพล.อ.ประยุทธ์ ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งผบ.ทบ.ได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในด่านแรก ที่พล.อ.อนุพงษ์ ต้องเจอกับการถูกโจมตีเรื่องการจัดซื้ออาวุธนั้น น่าสนใจว่าการลงดาบสุดท้ายของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" จะเลือกวิธีการใด
** เพราะ การตัดสินใจของ“อภิสิทธิ์” นั่นหมายถึงท่าทีของกองทัพที่จะตามมาด้วย !!



