xs
xsm
sm
md
lg

สุรยุทธ เจรจา “ทักษิณ” สื่อบิดเบือน หรือ ลับ-ลวง-พราง !?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สุดสัปดาห์ก่อนหน้านี้ข่าว พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีอาสาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยกับ ทักษิณ ชินวัตร นัยว่าเพื่อลดความขัดแย้งในบ้านเมือง กลายเป็นหัวข้อที่มีการพูดถึงกันอย่างครึกโครม มีการวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา

บางคนก็สนับสนุนเนื่องจากเห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องดี ขณะที่อีกกลุ่มซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่รุมถล่มกันเละ พร้อมตั้งคำถามเข้าใส่ทันทีว่า พล.อ.สุรยุทธ์ อาศัยอำนาจอะไรจะไปเจรจากับคนที่ถูกศาลตัดสินแล้วว่ามีความผิดและกำลังหลบหนีคดีมากมายยาวเป็นหางว่าว

อีกทั้งในปัจจุบัน พล.อ.สุรยุทธ์ ดำรงสถานะเป็นองคมนตรีอยู่เหนือการเมือง ไม่สมควรมาทำหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ยกับนักโทษคนที่ถูกชี้หน้าว่าเป็น “หัวหน้าขบวนการล้มเจ้า”

ที่สำคัญ พล.อ.สุรยุทธ์ ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และหากไล่เรียงกันตามลำดับแบบไม่เป็นทางการถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆในตำแหน่งองคมนตรีกันเลยทีเดียว ทำให้เข้าใจกันว่าการออกมาครั้งนี้ได้รับไฟเขียวจาก “ป๋าเปรม” หรือไม่

นอกจากนี้ในสถานะที่เป็นถึงองคมนตรีทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ก็อาจทำให้คิดกันเลยเถิดไปไหนต่อไหนทำนองว่ามีสัญญาณ “พิเศษ” ออกมามันก็ยิ่งไปกันใหญ่

สรุปกลายเป็นว่าข่าวดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำให้เขาเสียหายไปไม่น้อย และถูกรุมกระหน่ำวิจารณ์แทบจะไม่มีดี

“บิ๊กแอ๊ด”ใช้สถานที่มูลนิธิรัฐบุรุษปฏิเสธ

อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปสาม-สี่วัน พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ได้ใช้สถานที่ที่มูลมิธิรัฐบุรุษออกมาแถลงปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าเป็นการเข้าใจผิด ในทำนองว่าสื่อ (บางคน) นำมาขยายความผิดเบือน พร้อมทั้งย้ำว่าตนเองไม่มีอำนาจและไม่มีหน้าที่ที่จะไปเจรจากับ ทักษิณ ได้ อีกทั้งตนเองดำรงตำแหน่งองคมนตรีซึ่งต้องอยู่เหนือการเมือง

พล.อ.สุรยุทธ์ ยังได้เล่าย้อนถึงที่มาที่ไปของสาเหตุที่เกิดคำพูดและเป็นข่าวดังกล่าวขึ้นมาว่าเกิดขึ้นระหว่างเดินทางไปร่วมพิธีเปิดงานชาวไทยภูเขาเผ่าม้งที่บ้านน้ำจวง จ.พิษณุโลก โดยมีบรรดาผู้สื่อข่าวสายทหารที่คุ้นเคยกันร่วมเดินทางไปด้วย หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิดแล้วก็มานั่งคุยกันเป็นแบบส่วนตัว มีการพูดคุยกันหลายเรื่องทั้งในเรื่องการทำหน้าที่ในฐานะองคมนตรีว่าควรทำอย่างไร

แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นปรากฎว่า นางวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ที่เคยเขียนหนังสือ “ลับ-ลวง-พราง” ซึ่งคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีได้ถามขึ้นมาว่า หาก ทักษิณ โทรศัพท์มาหาจะคุยด้วยหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่าด้วยเจตนาที่เปิดเผยจึงบอกว่าพร้อมที่จะพูดคุย เพราะที่ผ่านมาก็เคยคุยกันทางโทรศัพท์ (สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) แต่นั่นไม่ใช่หมายความว่าจะไปทำหน้าที่เจรจาหรือเป็นตัวกลางในการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น

สื่อบิดเบือนหรือ ลับ-ลวง-พราง

หลังจากนั้น วาสนา นาน่วมก็นำเทปคำพูดของ พล.อ.สุรยุทธ์ มาออกอากาศในรายการ ลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุที่ตัวเองจัดรายการอยู่ในวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม รวมไปถึงมีการไปสัมภาษณ์ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ทักษิณ มาออกอากาศไล่หลังตามมาด้วย และมีการแตกประเด็นถึงการรับเป็นตัวกลางของ พล.อ.สุรยุทธ์ด้วย

อย่างไรก็ดีในเบื้องต้นหากพิจารณากันแบบไม่ต้องมีข้อมูลอะไรลึกซึ้งถือว่าด้วยคำพูดดังกล่าวได้เปิดช่องให้ฝ่าย ทักษิณ ฉวยโอกาสรับลูกสร้างภาพ “ความปรองดอง” ขึ้นมาในชาติในลักษณะซ่อนเร้นแอบแฝงทันที

และในลักษณะที่ทำให้ตัวเองดูยังมีพลังต่อรองและยื่นเงื่อนไขได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกหากคำพูดของ นพดล ปัทมะ ซึ่งเป็นคนรับใช้ใกล้ชิดที่ออกมาระบุแทบจะทันควันว่า ให้สถานะของทักษิณ กลับไปเหมือนเดิมคือก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบังคับใช้ และให้ยุบสภา ซึ่งทุกข้อไม่มีทางเป็นไปได้เลย นอกจากมีการรัฐประหารกันอีกครั้งเพื่อลบล้างความผิดให้เท่านั้น

ถัดมาก็เป็นคำพูดของ จตุพร พรหมพันธุ์ ลิ่วล้อเสื้อแดงที่ไปไกลถึงขั้นให้ทุกฝ่ายทุกสีมาลงสัตยาบันใน 3 เงื่อนไขดังกล่าวแล้วลงสู่สนามเลือกตั้งเพื่อเดิมพัน “แผ่นดิน” กันไปเลย

แต่ที่น่าสนใจก็คือในเวลาไล่เลี่ยกันก็คือ สัญญาณที่ส่งผ่านมาทางทวิตเตอร์ของ ทักษิณ ข้ามฝั่งมาในทำนองยินดีที่จะเจรจาด้วย เหมือนกับทอดสะพานบางอย่าง ซึ่งนาทีนี้เชื่อกันว่าคนอย่างทักษิณ ย่อมรู้ดีว่าตัวเองอยู่ในสถานะเช่นไร และรับรองว่า “ไม่ได้เปรียบ” อย่างแน่นอน ยิ่งมีเงื่อนไขด้านเวลาบีบรัดเข้ามาแบบนี้ หากมีโอกาสเข้ามาแม้จะเพียงแวบเดียวก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน

ย้อนอดีต “สุรยุทธ์ จุลานนท์”ที่ไม่ธรรมดา

วกกลับมาที่ พล.อ.สุรยุทธ ซึ่งนาทีนี้จะต้องพิจารณากันให้ละเอียดว่าด้วยคำพูดที่ออกมาดังกล่าวเป็นเจตนาใสซื่ออย่างที่พยายามสื่อออกมาให้เห็น หรือว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายในหรือไม่

เพราะหากพิจารณาจากคำพูดหรือคำให้สัมภาษณ์เขาในยุคที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการรัฐประหาร แม้จะดูเรียบๆ เรื่อยๆ ดูซื่อๆ แต่สังเกตหรือเปล่าว่าไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่สื่อไล่ต้อนจนไม่มีทางไป หรือออกอาการ “หลุด” ออกมาให้เห็นเลย และอย่างที่บอกแม้จะฟังน้ำเสียงเรียบๆเรื่อยๆ แต่ก็สามารถคุมประเด็นเอาไว้ได้ตลอด ว่าตัวเองต้องการสื่อสารในเรื่องใด และมีเป้าหมายอย่างไร

สำหรับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ถือว่าไม่ธรรมดา !!

ขณะเดียวกันหากมองย้อนกลับไปขณะยังเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 นานกว่า 16 เดือน พล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียวกันนี้เคยได้ฉายาที่รับรู้กันไม่น้อยว่า “สู้แล้วหยุด” รวมไปถึงเป็นคนที่หากศึกษาให้ละเอียดแล้วจะพบว่ามี “สองบุคลิก” ขัดแย้งกันเอง

ในตอนแรกที่ได้รับเชิญจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ให้มาเป็นผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาล หลายคนตั้งความหวังเอาไว้สูงลิบว่าคงจะสามารถเข้ามาชำระสะสางปัญหาหมักหมมของบ้านเมืองที่ “ระบอบทักษิณ” ได้ปู้ยี่ปู้ยำเอาไว้ตลอด 5 ปีเต็มที่อยู่ในอำนาจ

แต่กลายเป็นว่านอกจากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในเชิงโครงสร้างของบ้านเมือง ซึ่งทำให้เหมือนเป็นการปล่อยให้เครือข่ายของ ทักษิณ เช่น กลุ่มคนเสื้อแดง รวมทั้งกลุ่มที่ทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ขยายตัวเริ่มเติบใหญ่นับตั้งแต่นั้น

เหยื่อแบล็กเมล์จึง “สู้แล้วหยุด” !?

หากพิจารณากันตามความเป็นจริงในช่วงแรกๆเขาทำท่าขึงขังที่จะกำหราบระบอบทักษิณให้อ่อนแรงลงไป มีความพยายามที่จะใช้สื่อของรัฐในการชี้แจงถึงการฉ้อฉลและความไม่ชอบมาพากลของ ทักษิณ และเครือข่ายให้สังคมได้รับรู้มากขึ้น เพราะมีเพียงการป้อนข้อมูลที่ถูกต้องให้กับชาวบ้านได้รับทราบเท่านั้นถึงจะเอาชนะได้

แต่จะด้วยสาเหตุใดไม่อาจทราบได้ ทุกอย่างกลับหยุดกึก หรืออาจจะเป็นเพราะถูกรุกเรื่องปัญหา “ที่ดินเขายายเที่ยง” ที่จังหวัดนครราชสีมา หรือหลังจากมีคำขู่ว่าจะ “แฉบางเรื่อง” รวมไปถึงการได้พุดคุยกันทางโทรศัพท์กับ ทักษิณ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ออกมายอมรับ แม้ว่าไม่อาจรับรู้ถึงรายละเอียดของถ้อยคำสนทนา แต่ดูเหมือนว่าหลายอย่างนับจากนั้นมาก็เปลี่ยนไป และฉายา “สู้แล้วหยุด” จึงไม่น่าจะเกินเลยไปนัก แต่คำถามก็คือ “หยุด” สาเหตุเป็นเพราะอะไรกันแน่
นอกจากนี้ในยุคของ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ยังมีการแต่งตั้งระดับตำแหน่งสำคัญในกองทัพที่ถือว่าออกมาได้อย่างน่าผิดหวังมาจนถึงทุกวันนี้ และทำให้กระบวนการที่จะมาต่อกรกับระบอบทักษิณ ที่มีเครือข่ายกว้างขวาง ทั้งเงิน กำลังคน สื่อ ทำได้ยากและเริ่มถอยร่นตลอดเวลา

ที่ผ่านมานอกจาก พล.อ.สุรยุทธ์ จะไม่แก้ปัญหาด้วยการอธิบายข้อเท็จจริง หรือสะสางปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคทักษิณ เพื่อให้สัมคมได้รู้ความจริงแล้ว เปรียบเหมือนกับต้องใช้เวลาชำระล้างประเทศให้สะอาดเสียก่อน ฉวยโอกาสสร้างระเบียบกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมโปร่งใส ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในสถานะพิเศษหลังการรัฐประหาร ซึ่งถือว่าประเทศมีต้นทุนที่สูงมาก เพราะแม้เป็นช่วงที่นานาอารยะประเทศมีความรังเกียจกับรัฐบาลทหารหรือมีที่มาจากการรัฐประหาร

ซึ่งมีหลายประเทศที่อาศัยช่วงจังหวะของอำนาจเบ็ดเสร็จวางโครงสร้างของประเทศเสียใหม่และนำไปสู่ประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน เช่น โปรตุเกส และตุรกี เป็นต้น

แต่เขากลับปล่อยให้โอกาสทองนั้นสูญเปล่า ทำให้การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ของ คมช. ที่อ้างเหตุผล 4 ข้อในการยึดอำนาจ คือ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การทุจริตคอรัปชั่น ทำให้บ้านเมืองแตกแยก และแทรกแซงองค์กรอิสระ ไม่ได้มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ทุกอย่างถือว่าล้มเหลว

ขณะดียวกันก็เปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามที่ได้เพาะเชื้อชั่วเอาไว้จนขยายตัวเติบใหญ่ เป็นภัยต่อความมั่นคงมาจนถึงวันนี้

ที่ผ่านมาเขามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น แม้ว่าหากพิจารณาโดยผิวเผินแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะเป็นเจตนาที่ต้องการคืนอำนาจให้กับประชาชน หลังจากบ้านเมืองอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร ต้องการให้กลับคืนไปสู่บรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตยให้เร็วที่สุด

แต่สำหรับประเทศไทยในช่วงเวลาแบบนั้นมันมีสิ่งที่ “พิเศษ” ไปมากกว่า เพราะกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” มีเป้าประสงค์มุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กำลังสร้างความแตกแยกภายในชาติ จนคณะทหารในนามของ คมช.ได้นำมาเป็นเหตุผลสำคัญในการก่อการรัฐประหารยึดอำนาจ

แต่ในยุคที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้นำรัฐบาล กลับไม่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง มิหนำซ้ำบางครั้งถึงกับมีข่าวออกมาเสียอีกว่า มีคนสำคัญในรัฐบาล มีการต่อสาย “เกี้ยเซี๊ยะ” กับฝ่ายตรงข้ามหน้าตาเฉย หรือแม้กระทั่งมีการนำโครงการอื้อฉาวมาดำเนินการสานต่อ โดยอาศัยช่วงจังหวะที่กระบวนการตรวจสอบกำลังอ่อนแอสั่งเดินหน้ากันก็มีให้เห็นมากมาย

16 เดือนบนเก้าอี้นายกฯ ทำให้ปฏิวัติสูญเปล่า

และหากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้นของเขาแทบจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆเลยนอกจากเป็นเกียรติประวัติที่ต้องบันทึกไว้ใน “หอเกียรติยศนายกรัฐมนตรี” ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ไปทำพิธีเปิดในปลายสมัยของการดำรงตำแหน่ง และถูกเรียกว่าเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไปอีกคนหนึ่งเท่านั้น

การเร่งรัดเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยที่ประชาชนยังไม่ทราบข้อมูลข้อเท็จจริงว่าในยุคที่ ทักษิณ ได้บริหารบ้านเมืองกว่ามากว่า 5 ปี ได้เกิดการทุจริต ทำให้บ้านเมืองแตกแยก แทรกแซงองค์กรอิสระ และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างไร ยิ่งเลือกตั้งเร็วเท่าใด ก็เหมือนกับการส่งมอบบ้านเมืองใส่พานกลับไปให้พวกเขาอีกครั้งอย่างชอบธรรมนั่นเอง

ดังนั้นแม้ว่านาทีนี้หลายฝ่ายจะมีความเกรงใจไม่น้อยที่จะวิจารณ์ หรือหากจำเป็นที่ต้องกล่าวถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพราะมีอีกฐานะหนึ่งคือเป็นองคมนตรีที่ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะต้องย้อนภาพในอดีตให้เห็นบ้างว่าเคยมีบทบาทอย่างไร

และเมื่อนำมาพิจารณาโยงกับเหตุการณ์ล่าสุดหลังจากให้สัมภาษณ์กับนักข่าวใกล้ชิดแล้วถูกนำไปขยายความจนเข้าใจว่าจะรับเป็น “คนกลาง” เจรจากับ ทักษิณ จนถูกวิจารณ์ในเชิงลบ แต่ก็ปล่อยเวลาผ่านไปตั้งสาม-สี่วัน จนบางครั้งก็อาจมองได้ว่าเป็นการกลับลำ หรือถูก “ตำหนิ” มาก็ไม่รู้ ก็ขนาดสถานที่แถลงข่าวปฏิเสธยังใช้ที่ “มูลนิธิรัฐบุรุษ” เลย

ทำให้อดคิดแวบหนึ่งไม่ได้ว่า นี่คือ ลับ-ลวง-พราง หรือเปล่า !!

****************************

เมื่อ“วาสนา” พา “ลุงแอ้ด” น่วม

กรณีวิวาทะระหว่าง “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” กับ “วาสนา นาน่วม” อันเนื่องมาด้วยเรื่องการอาสาเป็นตัวกลางในการเจรจากับ “นช.ทักษิณ ชินวัตร” นั้น ได้กลายเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งชนิดที่กล่าวได้ว่า ยากที่จะสานสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกันมายาวนานให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือคือเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างออกมาเปิดหน้าชกเข้าใส่กันอย่างไม่ยั้ง แทนที่จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่กลับทำให้ภาพของทั้งคู่ยิ่งติดลบหนักกันเข้าไปอีก โดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ์นั้น ต้องบอกว่า งานนี้ “วาสนา” พา “น่วม” จริงๆ

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

“เหตุเกิดจากการเดินทางไปบ้านน้ำจวง จ.พิษณุโลก มีนักข่าวหลายคนที่รู้จักกับผมตั้งแต่รับราชการทหารมาได้เดินทางไปด้วย หลังเดินทางลงพื้นที่เสร็จ ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับสื่อ สิ่งที่ผมได้พูดคุยกับนักข่าวและมีการบันทึกเสียงและภาพ ไม่ถือว่าเป็นการให้สัมภาษณ์ แต่เป็นการพูดคุยกันมากกว่า ทั้งนี้เรื่องที่ได้มีการพูดคุยกันคือ การเชิญชวนให้ประชาชนทำตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมได้อธิบายหน้าที่ขององคมนตรีว่า ควรทำอะไร และ ไม่ควรทำอะไร ตอนหนึ่งที่ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้ถามถึงการแก้ปัญหาบ้านเมือง ผมตอบว่ามีโอกาสแก้ปัญหาได้ ทั้งเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน และปัญหาบ้านเมือง เป็นการมองในด้านที่ดี และเจตนาที่ไม่ให้เกิดปัญหาในด้านต่าง ๆ

"คุณวาสนายังได้ถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ โทรมาหาจะคุยหรือไม่ ด้วยเจตนาที่เปิดเผย ไม่มีอะไร ผมจึงพูดว่า ผมพูดเพราะว่า ที่ผ่านมาเคยพูดกับ พ.ต.ท.ทักษิณทางโทรศัพท์ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะทำหน้าที่เป็นผู้เจรจาหรือเป็นตัวกลางในการเจรจาใดๆทั้งสิ้น เป็นเรื่องแค่การพูดคุย นั่นคือ เจตนาของผมว่า ผมพร้อมจะพูดคุย และพร้อมรับฟังปัญหาต่างๆ ทุกประการ แต่ผมไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไปปฏิบัติหรือไปทำในสิ่งหนึ่งสิ่งใด

“การที่สื่อได้นำสิ่งที่ผมได้พูดคุยไปออกอากาศในลักษณะที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของประชาชน ขอเรียนว่า ไม่เป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งที่สื่อควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะตนมองสื่อในแง่ที่ดี เป็นผู้ที่เคยไปไหนมาไหนด้วยกัน โดยเฉพาะคุณวาสนา ผมเคยเป็นประธานในงานแต่งงาน ผมจึงมีความไว้วางใจ แต่ในครั้งนี้ทำให้ผมเห็นว่า ตนจะต้องระมัดระวัง เพราะคุณวาสนาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว

วาสนา นาน่วม

“…ยืนยันว่าในรายการไม่ได้ไปวิเคราะห์ หรือพูดทำนองว่ามีไฟเขียวลงมา เท่าที่ทราบ ท่านไม่ได้ฟังรายการด้วยตัวเอง แต่คนใกล้ชิดไปเล่าให้ท่านฟัง จากนั้นพอข่าวเป็นประเด็นขึ้นมาก็ คิดว่ามีการบิดเบือนข่าว แต่ก็เข้าใจว่า ท่านคงโดนตำหนิ โดนอัดเยอะ และคิดว่าเราเป็นต้นเหตุ ก็ขอยอมเป็นกระโถน แต่ขอให้รับทราบว่าไม่ได้มีวาระซ่อนเร้น หรือมีการชี้นำประเด็นให้เกิดขึ้น เข้าใจว่าฝ่ายเพื่อไทยหรือเสื้อแดง เมื่อมีประเด็นนี้ออกมา ก็กระโดดมาตะครุบเลยทันที จึงเป็นเรื่องเป็นราว โดยนำประเด็นเรื่องนี้ไปขยายผลเพื่อตนเอง….

…เท่าที่ฟัง พล.อ.สุรยุทธ์ บอกว่าเราไม่ใช่วาสนาคนเดิม แสดงว่าท่านคิดว่าเมื่อก่อนเป็นพวกท่าน แล้วตอนนี้เป็นพวกทักษิณหรือยังไง ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นพวกใคร ท่านน่าจะรู้จักวาสนาดี เป็นนักข่าวต้องมีแหล่งข่าวสองด้าน ทุกสี ถ้าตนเองรู้จักกันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการจุดประเด็นนี้ขึ้น ทักษิณควรจะกระโดดตะครุบแล้ว แต่นี้กลับมาประชดประชันพล.อ.สุรยุทธ์ และยื่นข้อเสนอถึง 3 ข้อ ถือว่าการเจรจา ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ตายตั้งแต่ยังไม่เกิด….

…ตนไม่มีอคติต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ แต่ก็ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังกับท่านบ้าง เพราะเคยชื่นชมในความเป็นทหารอาชีพ และตัวเองก็เป็นคนที่นิยมในประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ แต่ตอนหลังท่านดันไปเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากการปฏิวัติก็เลยผิดหวังนิด ๆ แต่ก็ไม่ตำหนิท่าน เข้าใจในความจำเป็น ก็พยายามเข้าไปพูดคุยถามคำถามตามปกติ แต่ท่านเองกลับรู้สึกหวาดระแวง

บางเรื่องถามไปท่านก็ไม่พูด ทำให้เห็นว่าท่านอาจรู้สึกไม่ดีกับตน ทั้งที่ตนไม่ได้ไปอยู่ข้างทักษิณ อย่างที่ท่านมองหรือถูกคนอื่นมอง ตอนนี้ได้ติดต่อขอพูดคุยกับพล.อ.สุรยุทธ์แล้ว แต่ท่านไม่คุย ทั้งนี้ ไม่ได้โกรธอะไร เพราะเข้าใจว่าท่านได้รับความกดดันมา หากท่านมีบุญคุณอะไร ก็ขอยอมเป็นกระโถนให้ ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณ…”

กำลังโหลดความคิดเห็น