xs
xsm
sm
md
lg

LORD OF WAR ปฏิบัติการบุกจับพ่อค้าอาวุธ “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง” แถมยังเอาระเบิดมาแขวนคอ?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


จากเหตุการณ์ที่ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำคลังสินค้าภายในประเทศ ท่าอากาศยานดอนเมือง สนธิกำลังกว่าหนึ่งร้อยนาย บุกจับขบวนการค้าอาวุธสงครามข้ามชาติครั้งใหญ่ ตรวจสอบพบอาวุธสงครามร้ายแรงล็อตมหึมาน้ำหนักถึง 40 ตัน ในเครื่องบินลำเลียงแบบทหารรุ่นอิลยูชิน 76 หรือรุ่น IL 76 สัญชาติจอร์เจีย ซึ่งเดินทางจากกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ โดยคาดว่ามีจุดหมายปลายทางที่ประเทศศรีลังกา หรือไม่ก็ตะวันออกกลาง กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วทั้งโลก

เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 5 คน ประกอบด้วย ชาวคาซัคสถาน 4 คน เบลาลุส 1 คน ส่วนอาวุธสงครามร้ายแรงที่ยึดได้นั้น มีอาวุธหนักหลายชนิด อาทิ หัวจรวด จรวดอาร์พีจี ท่อยิงจรวดขีปนาวุธ ที่ยิงจากภาคพื้นสู่อากาศ หรือที่เรียกว่า กราวน์มิสไซล์ และอาวุธสงครามร้ายแรงอื่นๆ อีกจำนวนมาก

แน่นอนว่า การจับกุมครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย แต่คำถามที่ใหญ่ที่สุดก็คือ เป็นปฏิบัติการที่ไทยตกอยู่ในสภาพ “อุ้มเผือกร้อน” จนอาจนำไปสู่ “การชักศึกเข้าบ้าน” หรือไม่

ภารกิจเอาระเบิดมาแขวนคอ?

ประเด็นแรกของการวิพากษ์วิจารณ์ก็คือ ข้อกฎหมายที่ใช้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา ว่า กฎหมายไทยสามารถดำเนินคดีลักษณะนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากกรณีนี้ถือว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในอากาศยานของต่างชาติ ดังนั้นอำนาจการดำเนินคดีน่าจะเป็นของประเทศที่เป็นเจ้าของอากาศยาน นั่นคือประเทศจอร์เจีย ที่สำคัญ เครื่องบินลำนี้แค่แวะเติมน้ำมัน และได้รับการอนุญาตจากประเทศไทย ซึ่งไทยยอมให้ลงจอดตามปกติ โดยที่นักบินและลูกเรือไม่ได้เดินทางเข้าประเทศและผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง จึงยังไม่ถือว่าเดินทางเข้าประเทศไทย ทำให้เกิดข้อกังขาว่า จะใช้กฎหมายไทยในการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาได้หรือไม่

อีกทั้งมีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ไทยจะตกเป็นเครื่องมือของสหรัฐอเมริกาในการจับกุมคู่แข่งทางการค้าอาวุธหรือเปล่า เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า เกาหลีเหนือกำลังเปิดตลาดการค้าอาวุธอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ อาวุธของเกาหลีเหนือมีราคาถูกกว่าของอเมริกามาก ซึ่งการจับกุมอาจเป็นการทำตามนโยบายการค้าอาวุธของอเมริกา และการจับกุมของไทยอาจก่อให้เกิดปัญหาทางการทูตต่อไปในอนาคตกับประเทศผู้สั่งซื้อ ในกรณีที่เป็นการซื้อขายกันระหว่างรัฐต่อรัฐ

ดังนั้น หลายคนจึงกังวลว่าจะเป็นภารกิจ 'ชักศึกเข้าบ้าน' หรือจะเป็นปฏิบัติการ 'อุ้มเผือกร้อน' เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อประเทศเล็กๆ อย่าง 'ประเทศไทย' ที่ไม่รู้ว่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นไหวไหม อีกอย่าง รัฐบาลเองก็ยังไม่รู้ว่าอาวุธสงครามดังกล่าวกำลังจะเดินทางไปแห่งหนตำบลใด จะมีก็แต่ข้อมูลที่คาดเดากันเอาเองว่าอาจจะไป “ศรีลังกา” หรือว่า “ตะวันออกกลาง”

ดังนั้น เมื่อยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่รัฐบาลไทยกลับกระโดดเข้าไป “งับ” สิ่งที่อเมริกาหยิบยื่นให้ บางคนจึงเกรงว่าปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการเอาประเทศชาติเข้ามาเสี่ยงเกินไป และรัฐบาลได้คำนึงถึงผลดี ผลเสียที่จะตามมาด้วยหรือไม่ และยังมีอีกหลายมุมมองความคิดที่น่าจะเกิดจากความห่วงใยประเทศกว่าอะไรทั้งหมด โดยบางคนมองว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นปฏิบัติการที่เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังเอาระเบิดมาแขวนคอ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ไทยจำเป็นต้องทำตามมติของสหประชาชาติและกฎหมายภายในประเทศอย่างเคร่งครัด ส่วนผู้ต้องหาก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยได้ประสานไปยังประเทศที่เกี่ยวข้องแล้ว... และยืนยันว่าไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว

ขณะที่นายธานี ทองภักดี รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ออกมาให้เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกันว่า การควบคุมเครื่องบินลำดังกล่าวของไทยเป็นการดำเนินการในฐานะรัฐภาคีของสหประชาชาติ ตามข้อมติ ของสหประชาชาติที่ 1874/2009 ว่าด้วยเรื่องเกาหลีเหนือ ซึ่งหนึ่งในรายละเอียดของข้อมติคือการห้ามการขนส่งอาวุธจากเกาหลีเหนือ

ตรวจสอบระเบิด และจับตาวิกเตอร์ บูต

หลังจากหน่วยงานความมั่นคงได้ร่วมกันตรวจสอบอาวุธสงครามที่ถูกอายัด แล้วนำไปเก็บไว้ที่กองบิน 4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาท รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบปราม ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจอาวุธทั้ง 145 ลัง พบว่าเป็นเครื่องกระสุนปืน เครื่องจรวด อุปกรณ์เครื่องยิง และเครื่องยิงประทับบ่า ส่วนใหญ่จะเป็นท่อยิงจรวด ทั้งหมดยังไม่สามารถหาแหล่งผลิตได้ จากการตรวจสอบยืนยันว่าไม่มีอาวุธประเภทปืนกล ไม่มีอาวุธสงครามทำลายล้างสูงประเภทนิวเคลียร์ รวมไปจนถึงอาวุธชีวภาพ

ตอนนี้อาวุธสงครามเหล่านี้ยังคงเก็บรักษาไว้ที่กองบิน 4 เพื่อรอการวินิจฉัยของศาลว่าจะให้ทำลายทิ้ง หรือเก็บไว้เป็นของกลาง รายงานข่าวแจ้งว่ามีการเปิดการตรวจสอบอาวุธไปแล้ว 115 ลัง จาก 145 ลัง พบว่าส่วนใหญ่เป็นขีปนาวุธหรืออาวุธหนักร้ายแรง ส่วนที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้มีอยู่ 30 ลัง ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญยังไม่มั่นใจว่าภายในเป็นขีปนาวุธหรือว่าอาวุธชีวภาพหรือไม่ จึงต้องรอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

แต่ที่น่าสนใจก็คือ การที่นาย ฮิวจ์ กริฟฟิธส์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อสันติภาพนานาชาติในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ระบุว่า เครื่องบินลำที่ถูกยึดไว้มีประวัติถูกใช้ในการลักลอบขนถ่ายอาวุธมาแล้วหลายครั้ง และมีการเปลี่ยนมือเจ้าของไปหลายบริษัท ล่าสุดอยู่ในสังกัดของบริษัทแอร์เวสต์ ประเทศจอร์เจีย

ทั้งนี้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าเครือข่ายนี้จะเชื่อมโยงกับนายวิกเตอร์ บูธ พ่อค้าอาวุธรายใหญ่ชาวรัสเซีย เจ้าของฉายา “พ่อค้าความตาย” ผู้ต้องหาที่ถูกทางการไทยจับตัวได้เมื่อปีที่แล้วหรือไม่ เพราะมีข้อมูลว่าก่อนหน้านี้ นายวิกเตอร์ บูตเป็นเจ้าของเครื่องบินลำดังกล่าว

ส่วนการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งห้าคนนั้น ตอนนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยแยกขังผู้ต้องหาทั้งห้าคนให้อยู่คนละแดน เพื่อจะไม่ได้พูดคุยในรายละเอียดของคดี และยังอยู่คนละแดนกับนาย วิกเตอร์ บูต พ่อค้าอาวุธสงครามชาวรัสเซีย ที่ถูกคุมขังอยู่ในแดน 8 ซึ่งเป็นแดนความมั่นคงสูงทั้งหมด และจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ

ไทยแลนด์ แดนสวรรค์ของผู้ก่อการร้าย?

นอกจากสร้างความตกตะลึงให้กับคนทั่วไปแล้ว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ยังทำให้หลายคนแปลกใจ และสงสัยว่าทำไมขบวนการค้าอาวุธสงครามกลุ่มนี้จึงเลือกประเทศไทยเป็นทางผ่าน และทำไมพวกเขากล้าถึงขนาดขนอาวุธสงครามร้ายแรง น้ำหนักถึง 40 ตัน! บินเข้ามาในประเทศไทย หรือพวกเขามั่นใจว่าจะไม่ถูกตรวจพบ! หรือเพราะพวกเขามั่นใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักหละหลวม ละเลย และบางครั้งก็รับสินบนจากขบวนการใต้ดินเหล่านี้? เพราะตามรายงานข่าวมีการแจ้งว่า เครื่องบินลำดังกล่าวน่าจะบินเข้าออกประเทศไทยมาหลายครั้งแล้ว หรือพวกเขาจะเห็น “ไทยแลนด์” เป็น “แดนสวรรค์” ของผู้ก่อการร้าย อย่างที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กันไว้จริงๆ หรือว่าเรื่องนี้จะมีเบื้องลึก เบื้องลับ และอะไรบางอย่างแอบซ่อนอยู่?

“นายภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์” อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นว่า... “ก่อนหน้านี้เราก็ได้ข้อมูลข่าวกรองจากมิตรประเทศว่า ให้ระวังว่าอาจจะมีเครื่องบินในลักษณะอย่างนี้บินผ่าน หรือว่าไปเอาอาวุธจากเกาหลีเหนือมา ก็เป็นการแจ้งเตือนล่วงหน้า แล้วหลังจากนั้นเราก็ อะเลิร์ต แล้วเราก็เจอไอ้นี่เข้ากับตัวเราเอง เมื่อเจอเข้ากับตัวเราเองมันก็ตัดประเด็นที่ว่า เราไม่ได้ทำตามที่อเมริกันมาชี้นิ้วอย่างที่บางคนบอกว่าอเมริกันมาชี้นิ้วให้เราทำนะ เราทำตามที่อเมริกันสั่ง อันนี้ผมขอปฏิเสธเลย เพราะเท่าที่ผมรู้มาไม่ใช่ เป็นการตัดสินใจบนผลประโยชน์ของเรา หรือบนผลประโยชน์ร่วมของสังคมโลก และตัดสินใจบนพันธกรณีที่เรามีต่อสหประชาชาติ ในฐานะสมาชิกสหประชาชาติ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล จะเป็นคุณสมัคร คุณสมชาย คุณทักษิณ ถ้าอยู่ตรงนี้ก็ต้องตัดสินใจในลักษณะอย่างนี้ ถ้าเราไม่ทำมันจะมีผลเสียมากกว่า ถ้าเราไม่ยึดไว้ทั้งๆ ที่ของมันอยู่ต่อหน้าแล้ว มันจะมีผลเสียมากกว่า”

และผลเสียอย่างแรกที่นายภุมรัตน์บอกคือ สังคมโลกเขาจะตั้งข้อสงสัยว่าคุณเป็นสมาชิกสหประชาชาติ แล้วคุณไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี ถ้าอย่างนั้นการสกัดกั้นเรื่องการก่อการร้ายสากล การขนอาวุธไปสู่การก่อการร้ายสากล หรืออะไรต่างๆ เหล่านี้มันจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร... “ต่อไปเราก็จะถูกเพื่อนๆ มองว่าเมืองไทยจะเป็นสวรรค์ของผู้ก่อการร้ายสากลอย่างที่หลายคนพูดหรือเปล่า ต่อไปมันก็มาที่นี่ แล้วเมืองไทยก็ไม่ต้องทำอะไร เราเสียชื่อนะ”

...ผลเสียอย่างที่สอง คือ อาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธสงคราม ใครเอาไป วัตถุประสงค์ก็คงจะเอาไปทำลายล้างซึ่งกันและกัน และการก่อเหตุร้ายทุกครั้ง การถล่มด้วยระเบิด หรือจรวด พลพลเรือนผู้บริสุทธิ์จะตกเป็นเหยื่อทุกครั้งการสกัดกั้นไว้ก็เท่ากับเราเซฟชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ไว้ได้จำนวนมากทีเดียว

ส่วนกรณีที่หลายคนตั้งคำถามว่า การดำเนินการของรัฐบาลครั้งนี้ เป็นการชักศึกเข้าบ้าน และอาจทำให้มีปัญหากับขบวนการก่อการร้ายหรือไม่ นายภุมรัตน์บอกว่า จริงๆ แล้วมันไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ในเมื่อเราเป็นสมาชิก แล้วเรามีปฏิญญากันแล้วว่าเราจะต่อต้านการก่อการร้ายสากล เราจะต่อต้านการก่อการร้ายข้ามชาติ เพราะฉะนั้นก็เป็นการจับมือกับประเทศต่างๆ

“ถ้าเขาจะมาโกรธเราก็คงโกรธไม่ถูก ไม่ว่าเกาหลีเหนือที่เป็นผู้ขายอาวุธ หรือว่าคนที่ซื้ออาวุธไป ถ้าจะโกรธ ก็น่าจะโกรธไอ้พวกนักบินมากกว่า ว่าทำไมชะล่าใจเอาเข้ามาที่เมืองไทย”

ความจริงหลายคนก็สงสัย เหมือนกับนักวิเคราะห์ต่างประเทศที่ตั้งคำถามว่า ทำไมพวกค้าอาวุธกลุ่มนี้ถึงไม่ไปแวะเติมน้ำมันที่ประเทศพม่า ซึ่งมีสัมพันธ์อันดีกับเกาหลีเหนือ แต่กลับแวะเข้ามาในประเทศไทย ผู้เป็นมิตรที่ดีของสหรัฐ กระทั่งว่าทำไมไม่ใช้เรือลำเลียงอาวุธ นายภุมรัตน์ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า เส้นทางการบิน สายการบินพาณิชย์ทั่วไป จะต้องผ่านกรุงเทพฯ เสมอ เพราะว่ากรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นฮับการบิน ไปทางตะวันตกก็ผ่านกรุงเทพฯ ไปตะวันออกก็ผ่านกรุงเทพฯ เขาจะไม่ผ่านไปที่พม่า เพราะการอำนวยความสะดวกที่นั่นจะไม่ค่อยมี

ไทยไม่ใช่ขี้ข้าอเมริกัน

อีกเรื่องที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์กันก็คือ การดำเนินการครั้งอาจทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายไม่พอใจ และไทยอาจถูกมองว่าเป็นขี้ฆ่าอเมริกัน ประเด็นนี้ นายภุมรัตน์บอกว่า รัฐบาลได้พิจารณาเป็นอย่างดีแล้ว...

“เท่าที่ผมทราบตอนนี้ เขาก็บอกเจ้าหน้าที่อเมริกันว่า คุณอย่ามาวุ่นวายนะ เพราะว่ามันจะมีผลทางการเมืองภายในของเรา ยูบอกข้อมูลให้เราอะเลิร์ต เราก็อะเลิร์ต แล้วก็เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนยูอยากรู้อะไรต้องผ่านทางเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งตอนนี้อาเซียนก็อยากรู้ อเมริกันก็อยากรู้ อังกฤษก็อยากรู้ ใครๆ ก็อยากรู้ แต่ทุกอย่างต้องผ่านเจ้าหน้าที่ไทย ยูอย่ามาวุ่นวาย ถ้าเราต้องการความช่วยเหลืออะไรจากยูในฐานะที่เราไม่มีข้อมูลตรงนี้ หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญ เราจะร้องขอไป”

ส่วนคำถามที่ว่า อาวุธสงครามล็อตนี้กำลังจะเดินทางไปที่ไหน นายภุมรัตน์วิเคราะห์ว่า อาวุธสงครามล็อตนี้น่าจะไปที่อิหร่าน เหตุเพราะมีการวิจัยก่อนหน้านี้ โดยสำนักวิจัยของสหประชาชาติและสภาครองเกรสของอเมริกา ว่าแต่ละปีเกาหลีเหนือขายอาวุธให้กับต่างประเทศ ทำเงินเข้าประเทศปีละประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 68,000 ล้านบาท เป็นเงินที่มากพอสมควร และในจำนวน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ 1,500 ล้านเหรียญได้มาจากการขายอาวุธให้กับอิหร่าน เพราะฉะนั้นอิหร่านจึงเป็นลูกค้ารายใหญ่ของอาวุธเกาหลีเหนือ

“คราวนี้ผมคิดว่าจุดหมายปลายทางของเครื่องบินลำนี้ หรืออาวุธล็อตนี้น่าจะไปที่อิหร่าน ทีนี้ถ้าไปที่อิหร่าน ถามว่าอิหร่านเอาอาวุธไปใช้ในกองทัพตัวเองหรือ คำตอบคือไม่จำเป็น เพราะว่าเขาก็ผลิตอาวุธหรือจรวดอะไรเขาก็เก่งพอๆ กับเกาหลีเหนือ แต่อิหร่านเป็นผู้สนับสนุนด้านอาวุธและการเงินแก่องค์การก่อการร้ายสองแห่ง คือหนึ่ง – กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอน และสอง - กลุ่มฮามาส ในปาเลสไตน์ ที่จะสู้กับยิวโดยมีอิหร่านสนับสนุนอยู่ ถ้าปราศจากการสนับสนุนจากอิหร่าน สององค์กรนี้ก็อยู่ไม่ได้ ทีนี้ให้สังเกตดูว่าสององค์กรนี้ใช้อาวุธอะไรในการโจมตียิว หรือในการยิงถล่มชุมชนยิวในปาเลสไตน์ มันก็คือจรวดทั้งนั้น เป็นจรวดระยะสั้นทั้งนั้น แล้วคนที่เก่งจรวดคือเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือเขาเก่งเรื่องจรวดมาก ด้วยเหตุผลแวดล้อมต่างๆ ผมมีความเชื่อว่ามันน่าจะไปที่อิหร่านและถ้าไปที่อิหร่านโอกาสที่อาวุธล็อตนี้จะไปที่สองกลุ่มก่อการร้ายมันก็มีความเป็นไปได้สูง”

ฮัมบาลี-วิกเตอร์บูต-เคพี 3 ผู้ก่อการร้ายสากลในมือไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้นึกถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีมานานแล้วว่า 'ไทยแลนด์' คือ ‘แดนสวรรค์’ สำหรับขบวนการก่อการร้ายสากล ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย ตลอดจนเป็นแหล่งกบดานของเหล่ามิจฉาชีพข้ามชาติหลายรายอีกด้วย ถ้าหากยังจำกันได้ เมื่อ 2 ปีให้หลังเหตุการณ์ 9/11 หน่วยข่าวกรองของไทยได้รับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ว่ามีผู้ก่อการร้ายตัวเอ้ชื่อ "ฮัมบาลี" แกนนำกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) เข้ามากบดานอยู่ในเมืองไทยและใช้เป็นสถานที่วางแผนก่อการร้ายตามสถานที่ต่างๆ เช่น อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดสถานบันเทิงบนเกาะบาหลีเมื่อปี 2545 มีผู้เสียชีวิต 202 คน โจมตีศาสนสถานก่อนวันคริสต์มาสปี 2543 และมีแผนโจมีสถานทูตสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลียในสิงคโปร์ กระทั่ง "ริดวน อิซามุดดิน" หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "ฮัมบาลี" แกนนำกลุ่มก่อการร้ายเจไอและสมุนคู่กายอีก 2 คน ถูกทางการไทยและซีไอเอจับกุมได้ พร้อมกับระเบิดและคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีข้อมูลที่ทำให้เชื่อว่าเขาเป็นคนประสานงานระหว่างอัลไกดากับเจไอ

ฮัมบาลีลักลอบเข้ามาอยู่ในประเทศไทยที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ช่วงก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก (APEC) วันที่ 20-21 ตุลาคม 2546 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เขาวางแผนที่จะโจมตีสายการบินพาณิชย์และโรงแรมชื่อดัง 2 แห่งใน กทม.ที่บริหารโดยนักธุรกิจชาวอเมริกัน หลังการจับกุมทางการไทยได้ส่งตัวฮัมบาลีไปให้สหรัฐสอบสวน และมีหลักฐานเชื่อว่าเขาเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรม 11 กันยายนด้วย

อีกคนคือ วิเตอร์ บูต ผู้มีฉายา"พ่อค้าความตาย"นักค้าอาวุธรายใหญ่ เขาถูกจับกุมได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว จากการประสานความร่วมมือกับทางการสหรัฐฯ ซึ่งตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดพยายามขายขีปนาวุธให้กับกลุ่มกบฏฟาร์ค ที่สหรัฐฯ และสหประชาชาติขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้าย และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีและการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

และอีกคนคือ เซลวาราซา ปัฐมานาธาน หรือเคพี (KP) วัย 55 ปี หัวหน้ากบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam : LTTE) คนใหม่ ผู้ประกาศชุบชีวิตกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมขึ้นมาใหม่ หลังถูกทางการศรีลังกาปราบปรามอย่างราบคาบลงเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และปลิดชีพนายเวลุภิลไล ประภาการัน ผู้ก่อตั้งกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมลงได้ เป็นการสิ้นสุดสงครามกลางเมืองยาวนาน 25 ปี นายเคพีมีภรรยาเป็นคนไทยอยู่ทางภาคเหนือ และไทยก็ถูกมองว่าเป็นประเทศที่ผู้ก่อการร้ายรายนี้เข้าออกตลอดเวลา และใช้ไทยเป็นช่องทางส่งต่ออาวุธไปยังศรีลังกา ล่าสุดมีข่าวว่าเคพีถูกจับได้ที่ประเทศไทย แต่ทางการไทยได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีประเทศใดออกมายอมรับว่าเป็นผู้จับกุมนายเคพี นายเคพีคนนี้เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ มีประวัติโชกโชนและหมายจับจากหลายชาติ ในข้อหาลักลอบค้าอาวุธและยาเสพติด รวมถึงพัวพันเหตุลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีราชีพ คานธี ของอินเดีย
วิเตอร์ บูต
กำลังโหลดความคิดเห็น